บทที่ 4 คงไม่ใช่ว่าจะต้องไปหยิบอะไรบนตู้นั่นหรอกนะ?!
ติงหรูจวินเดินออกจากแผนกวางแผนโฆษณาไปยังห้องเก็บเอกสารซึ่งเต็มไปด้วยตู้เอกสารที่ตั้งเรียงรายอยู่อย่างเป็ระเบียบ ตู้เอกสารเหล่านี้สูงเกือบถึงเพดาน โม่เฟิงรู้สึกถึงสายลมเย็นที่พัดมาเป็ระยะ ทำให้หัวใจของเขาสั่นสะท้านรุนแรงอย่างห้ามไม่อยู่
‘คงไม่ใช่ว่าจะต้องไปหยิบอะไรบนตู้นั่นหรอกนะ?’ โม่เฟิงอดคิดเดาไม่ได้
เมื่อเข้ามาด้านในแล้ว ติงหรูจวินก็ปิดประตูห้องเก็บเอกสารเบา ๆ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มหันมาทางโม่เฟิง แล้วพูดว่า “โม่เฟิง นายช่วยหยิบแฟ้มเอกสารสีฟ้าให้ฉันหน่อยได้ไหม?”
โม่เฟิงมองตามทิศทางที่ติงหรูจวินชี้นิ้วไป แฟ้มสีฟ้านั้นวางอยู่บนสุดของตู้เก็บเอกสารที่สูงที่สุดแทบจะถึงเพดานแล้ว
โม่เฟิงกลืนน้ำลายลงคอทันที จากนั้นเขามองไปรอบ ๆ โชคดีที่มีเก้าอี้ที่ไม่เตี้ยมากนัก ถ้าวางซ้อนกันน่าจะพอเอื้อมถึง คิดได้ดังนั้นโม่เฟิงรีบยกเก้าอี้มาหลายตัว วางพิงไว้ข้างตู้อย่างระมัดระวัง แล้วจึงค่อย ๆ ปีนขึ้นไปตามขอบเก้าอี้
ในตอนนี้รอยยิ้มสดใสของติงหรูจวินก็หายวับไปในทันที เธอจ้องมองโม่เฟิงที่กำลังปีนขึ้นไปด้วยสีหน้าเ็า ก่อนจะเยาะเย้ยออกมาเบา ๆ ว่า “หึ! โม่เฟิง ถึงแม้นายจะทำตัวดีสักแค่ไหน ฉันก็ยังจะจัดการนายอยู่ดี”
โม่เฟิงที่ค่อย ๆ ปีนขึ้นไปเอื้อมมือไปหยิบแฟ้มสีฟ้านั้นแล้วก้มลงพูดกับติงหรูจวินว่า “ผู้จัดการครับ ใช่เล่มนี้หรือเปล่า?”
ติงหรูจวินรีบชี้ไปที่แฟ้มเอกสารอีกด้านหนึ่งแล้วพูดว่า “ไม่ใช่นะ โม่เฟิง เป็เล่มนั้นต่างหาก?”
โม่เฟิงมองไปยังแฟ้มเอกสารที่อยู่อีกด้านหนึ่ง เขาเห็นว่าอยู่ไม่ไกลจากตำแหน่งที่ตัวเองยืนอยู่มากเท่าไร โม่เฟิงจึงค่อย ๆ ยื่นแขนไปคว้าแฟ้มเอกสารนั้นมา ในที่สุดก็ทำสำเร็จ โม่เฟิงใช้แรงทั้งหมดที่มีเพื่อหยิบแฟ้มนั้นมาจนได้ แต่ทว่าติงหรูจวินกลับพูดด้วยสีหน้ารู้สึกผิดว่า “ขอโทษทีนะโม่เฟิง ไม่น่าจะใช่เล่มนั้น โอ้! เป็อันนั้นสีขาวน่ะ”
โม่เฟิงพูดไม่ออกทันที เขาตามไปมองในทิศทางที่ติงหรูจวินชี้ไปคราวนี้ค่อนข้างอันตราย เพราะมันอยู่ไกลมาก แต่ถึงอย่างนั้นโม่เฟิงก็เหยียบไปบนขอบตู้เอกสาร จากนั้นตัวของเขาก็แนบไปกับ้าของตู้เก็บเอกสารทันที เขายื่นแขนออกไปอย่างช้า ๆ เมื่อนิ้วมือเกี่ยวเข้ากับแฟ้มนั้นได้แล้ว โม่เฟิงก็ขบฟันแน่นแล้วใช้แขนเหวี่ยงไปข้างหน้าอย่างแรง ก่อนจะคว้าแฟ้มนั้นไว้ได้
โม่เฟิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ ถือแฟ้มในมือแล้วพูดกับติงหรูจวินว่า “ได้แล้วครับผู้จัดการ ผมเอามาได้แล้ว”
แต่ติงหรูจวินกลับพูดว่า “อ๊ะ! โม่เฟิงนายหยิบผิดแล้ว ไม่ใช่เล่มนี้ เป็เล่มนั้นต่างหาก”
เธอพูดพลางชี้ไปที่แฟ้มอีกเล่มหนึ่ง
ทันใดนั้นโม่เฟิงก็รู้สึกโกรธขึ้นมาทันที เขามองลงไปที่ติงหรูจวินที่กำลังยิ้มแย้มอย่างมีความสุข แล้วก็นึกอะไรขึ้นมาได้ รีบพูดกับเธอว่า “ได้ครับ ผมจะไปหยิบมาให้”
ในขณะที่ติงหรูจวินกำลังหัวเราะเยาะโม่เฟิงที่ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีเพื่อคว้าแฟ้มบนตู้เก็บเอกสาร โม่เฟิงก็ยื่นมือออกไปแต่ก็ไม่สามารถคว้าแฟ้มนั้นได้ ทำให้เสียการทรงตัวและตกลงมาจากตู้เก็บเอกสารที่สูงลิ่ว
ติงหรูจวินที่ยังไม่ทันตั้งตัวรู้สึกหน้ามืดไปชั่วขณะ ก่อนที่โม่เฟิงจะกระแทกเข้าใส่เธอจนทั้งคู่ล้มลงกับพื้น มือใหญ่และหยาบกร้านของโม่เฟิง ‘เผลอ’ วางลงบนหน้าอกอันอวบอิ่มของติงหรูจวินเหมือนเมื่อครั้งนั้น
ติงหรูจวินรู้สึกเวียนหัวจนหมดสติไป แต่ทว่าร่างกายของเธอกลับมีความรู้สึกแปลก ๆ ทั้งตัวรู้สึกชาและสบายมาก ริมฝีปากเล็กเหมือนลูกเชอร์รีส่งเสียงครางออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ ส่วนโม่เฟิงก็ใช้มือคลึงเต้านมอวบอิ่มของติงหรูจวินไม่หยุด จากนั้นริมฝีปากหนาก็ประทับลงบนริมฝีปากบางของติงหรูจวิน โม่เฟิงโน้มตัวลงมาและกดตัวติงหรูจวินลงกับพื้นโดยไม่ให้มีโอกาสให้เธอได้ขัดขืนแล้วจูบเธออย่างเอาแต่ใจทันที
“เธอสวยมากจริง ๆ!” โม่เฟิงรู้สึกเคลิบเคลิ้มไปกับัันุ่มของริมฝีปากบางที่แสนเซ็กซี่ของติงหรูจวิน เขาจึงบรรจงจูบอย่างนุ่มนวลและอ่อนโยนมาก โดยริมฝีปากของทั้งคู่ประกบกันอย่างแ่เบาและชุ่มชื้น จากนั้นโม่เฟิงค่อย ๆ สอดลิ้นเข้าไปในปากของติงหรูจวิน แต่ก็ไม่สามารถสอดแทรกผ่านฟันของเธอไปได้ เขาจึงไม่ได้ลิ้มรสลิ้นเล็ก ๆ ของเธอว่าเป็อย่างไร
เมื่อเขาลืมตามองก็เห็นติงหรูจวินค่อย ๆ ฟื้นขึ้นมาจากการหมดสติ โม่เฟิงจึงรีบผละออกจากริมฝีปากของเธอ จากนั้นก็รีบจัดแจงเสื้อทำงานที่ยับยู่ยี่ของติงหรูจวินให้เรียบร้อย แล้วเขาก็นอนลงข้าง ๆ เธอ เพื่อแกล้งทำทีเป็หมดสติ
ติงหรูจวินค่อย ๆ ฟื้นขึ้นมา เธอรู้สึกถึงััแปลก ๆ ในปาก แต่ยังไม่ทันได้คิดอะไรก็หันไปมองโม่เฟิงและเห็นว่าเขาหมดสติไป ในใจรู้สึกสะใจมากที่ได้แก้แค้นเขา ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังพยายามลุกขึ้น ก่อนจะนั่งคุกเข่าลงข้างหน้าโม่เฟิง แล้วเขย่าตัวเขาไม่หยุดพร้อมกับถามเขาด้วยความเป็ห่วง “โม่เฟิงตื่นสิ นายเป็อะไรไป”
ทันใดนั้น โม่เฟิงที่แกล้งทำเป็หมดสติก็ตื่นขึ้นมา เมื่อเห็นติงหรูจวินเขาก็แสร้งทำเป็ลุกขึ้นด้วยความรีบร้อน แล้วพูดว่า “ผู้จัดการเกิดอะไรขึ้นครับ ขอโทษนะครับ เป็ความผิดของผมเอง ถ้าผมไม่ซุ่มซ่ามก็คงไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น”
ติงหรูจวินกำลังจะพูด แต่เมื่อได้ยินเสียงลูกบิดประตูห้องเก็บเอกสาร เธอจึงรีบหยิบเอกสารที่กระจัดกระจายขึ้นมาแล้วพูดกับโม่เฟิงว่า “ไม่เป็ไรก็ดีแล้ว นี่คือสิ่งที่ฉัน้า ขอบคุณมากนะ!”
ประตูห้องเก็บเอกสารถูกเปิดออก หลัวเสี่ยวเฟิ่งรีบวิ่งเข้ามาทันที พอเห็นคนทั้งสองอยู่ด้วยกัน เธอก็ถามด้วยความประหลาดใจว่า “ผู้จัดการติงหรูจวิน โม่เฟิงพวกคุณมาทำอะไรที่นี่ แล้วมันเกิดอะไรขึ้นที่นี่งั้นเหรอ?”
ติงหรูจวินหัวเราะพลางพูดว่า “ไม่มีอะไรหรอก ฉันเห็นโม่เฟิงไม่มีอะไรทำ ก็เลยให้เขามาช่วยหยิบเอกสารให้ฉัน แต่ไม่คิดว่าโม่เฟิงจะสะดุดจนตกลงมา”
หลัวเสี่ยวเฟิ่งหันไปพูดกับโม่เฟิงที่ยิ้มเจื่อนอยู่ตลอดเวลา “คุณไม่ได้าเ็ใช่ไหม ต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลไหม?”
โม่เฟิงยิ้มแล้วตอบว่า “ไม่เป็ไรครับ ผมซุ่มซ่ามไปเองมือไม้อ่อนแรงนิดหน่อย”
หลัวเสี่ยวเฟิ่งเอามือกุมหน้าอกแล้วพูดว่า “ดีแล้ว เมื่อกี้ฉันบังเอิญผ่านมา ได้ยินเสียงข้างในห้องนี้เลยอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น โชคดีที่พวกคุณไม่เป็อะไร”
ติงหรูจวินลูบผมหน้าม้าของตัวเองอย่างไม่ใส่ใจ แล้วพูดว่า “เอาละ ฉันไม่รบกวนเวลางานของพวกคุณแล้ว ฉันไปก่อนนะ!”
พูดจบติงหรูจวินก็พยักหน้าให้หลัวเสี่ยวเฟิ่งเบา ๆ แล้วเดินออกจากห้องเก็บเอกสารไป
หลัวเสี่ยวเฟิ่งเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง เมื่อเห็นแฟ้มเอกสารในมือของติงหรูจวิน เธอจึงมองไปที่โม่เฟิงด้วยความประหลาดใจ
จากนั้นหลัวเสี่ยวเฟิ่งก็มองตามติงหรูจวินที่เดินจากไปอีกที โม่เฟิงจึงถามเธอที่กำลังประหลาดใจว่า “เป็อะไรไปครับ”
หลัวเสี่ยวเฟิ่งกลับจ้องมองเขาด้วยสีหน้าแปลก ๆ ก่อนจะพูดว่า “โม่เฟิง คุณคงไม่ได้ไปทำอะไรให้หลัวเสี่ยวเฟิ่งคนนั้นขุ่นเคืองมาก่อนหรอกใช่ไหม?”
เมื่อโม่เฟิงได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมาในทันที จากนั้นเขาก็พูดกับหลัวเสี่ยวเฟิ่งว่า “มีอะไรหรือเปล่าครับ หรือว่าติงหรูจวินเป็คนที่ห้ามขัดใจงั้นเหรอ?”
“คุณไม่รู้หรอกว่าเธอเก่งแค่ไหน” หลัวเสี่ยวเฟิ่งกระซิบต่อไปอีกว่า “ฉันเห็นว่าคุณเพิ่งมาใหม่ ฉันจะบอกให้ติงหรูจวินเป็ที่รู้จักกันดีในบริษัทเฟยอวิ๋นว่าเป็เสือหน้ายิ้ม*[1] เมื่อกี้ฉันเห็นแฟ้มเอกสารในมือเธอ นั่นเป็เอกสารที่บริษัทเราตัดยอดค่าใช้จ่ายไปแล้ว ฉันว่าเธอตั้งใจจะทำร้ายคุณ คุณต้องระวังตัวด้วยนะ”
หลัวเสี่ยวเฟิ่งพูดจบก็รีบเดินออกจากห้องเก็บเอกสารไป ในขณะที่โม่เฟิงยังคงครุ่นคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่พร้อมกับรอยยิ้มที่ผุดขึ้นมาในใจ เขาพึมพำกับตัวเองว่า “ผู้หญิงเ้าเล่ห์ มันน่าสนุกจะตายไป”
เขาพูดพลางเอามือไพล่หลังพร้อมกับเลียริมฝีปากอย่างชอบใจ ก่อนที่เขาจะเดินออกจากห้องเก็บเอกสารไป
[1] เสือหน้ายิ้ม เป็สำนวนจีนมีความหมายว่า คนที่ดูภายนอกใจดี มีเมตตา แต่จริง ๆ แล้วเป็คนร้ายกาจ โเี้ และมักจะซ่อนความตั้งใจร้ายไว้ภายใต้รอยยิ้ม สำนวนนี้มักใช้เพื่อเตือนให้ระวังคนที่มีบุคลิกภายนอกดูดีเกินไป เพราะอาจมีความตั้งใจแอบแฝงอยู่ก็ได้