เฝิงเจิ้งชูไม่ใช่คนที่เอาแต่ใจสิ่งที่เขาสงสัย ย่อมต้องลงมือทำด้วยตนเอง เพียงแต่บ่าวรับใช้ไม่ยอม เมื่อจนปัญญา จึงได้แต่ต้องอนุญาตให้บ่าวรับใช้ไปหยิบที่ดักปลาขึ้นมา
บ่าวรับใช้ลงไปในน้ำและคลำหาอยู่พักหนึ่งจนคลำเจอของที่มีลักษณะเป็นตาข่าย “เจอแล้วขอรับ!”
บ่าวผู้นั้นหิ้วที่ดักปลาขึ้นมาและตะโกนขึ้นด้วยความดีใจ “นายท่านดูเร็วขอรับ ปลาขอรับ!”
“เร็วเข้านำที่ดักปลาขึ้นมา!”
เฝิงเจิ้งชูมองดูปลาตัวน้อยที่ดิ้นอยู่ในนั้นใบหน้ายิ้มแย้มเบิกบาน แล้วมองสำรวจรอบทิศว่าไม่มีผู้ใด จึงเทปลาไว้ในข้องใส่ปลาของตน
“มองอะไรยังไม่นำไปคืนที่เดิมอีก!”
บ่าวรับใช้รีบนำที่ดักปลากลับไปคืนในทะเลสาบแล้วจึงปีนขึ้นฝั่ง มองดูนายท่านที่หิ้วข้องปลาไว้อย่างอิ่มเอิบใจ ก่อนจะรีบเก็บอุปกรณ์ตกปลาและวิ่งตามเจ้านายกลับไป
เมื่อข้องปลามีปลาเขาก็เดินอย่างสบายอารมณ์ พอพบเจอคนรู้จักก็จะแกล้งทำเป็นแกว่งข้องให้เห็นปลาด้านในจนบางคนก็อดถามไม่ได้
“นายท่านเฝิงตกปลาได้แล้วหรือ?”
“ก็แค่ตกปลาไม่เห็นมีอันใดยาก! ทำท่าตกใจไปได้!” เฝิงเจิ้งชูทำเป็นบ่นคนอื่นที่ทำเป็นตื่นตกใจแต่สีหน้ากลับแช่มชื่นอย่างมาก
น่าเสียดายที่อารมณ์ดีๆเช่นนี้อยู่ได้ไม่นานนัก เพราะเขาดันเจอกับคู่อริเสียก่อน นั่นก็คือเวินจ้านเวยหวู่โหว [1]
“เฮอะนี่ไปซื้อปลาตัวเล็กพวกนี้มาจากไหนกัน แต่ละตัวยังไม่พอให้ข้าแคะฟันได้เลย” เวินจ้านชำเลืองมองปลาตัวเล็กในข้องของเขาแล้วอดเยาะเย้ยไม่ได้
เฝิงเจิ้งชูที่กำลังภาคภูมิใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายก็ถึงกับหน้าบูดบึ้ง “ซื้ออันใดกัน! นี่คือปลาที่ข้าตกได้เองต่างหาก! ใครบอกเจ้าว่าข้าซื้อมา! เวินจ้านเจ้าอย่าคิดว่าข้าจะกลัวเจ้านะ!”
“จุ๊ๆๆ เจ้าอยากพูดอันใดก็พูดได้นี่ข้าไม่ได้เห็นกับตาเสียหน่อย!”
คำพูดนี้ของเวินจ้านแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเขาเชื่อว่านี่คือปลาที่เฝิงเจิ้งชูตกขึ้นมาได้เองเพราะทุกคนนั้นรู้ดีถึงฝีมือในการตกปลาของเฝิงเจิ้งชู อยู่ดีๆหลายวันนี้กลับตกปลาได้ติดต่อกัน ย่อมเชื่อไม่ได้แน่นอน
“ตกลง! ข้าจะตกปลาให้เจ้าดูด้วยตัวเอง!” เฝิงเจิ้งชูร้อนตัวในใจเขาทิ้งคำพูดนี้ไว้อย่างโมโหและพาบ่าวจากไป
นายกองหงมองดูใบหน้าเย้ยหยันของท่านโหวพลันอดส่ายหน้าเบาๆ ไม่ได้
นิสัยของท่านโหวยังคงเหมือนสมัยก่อนตอนนั้นอาจารย์เฝิงแค่เคยถูกฮูหยินชมไม่กี่ครั้งก็ถูกท่านโหวตั้งแง่ใส่จนถึงตอนนี้ คิดๆ แล้วก็สงสารอาจารย์เฝิงนัก
“ทำอะไร? ดูเรื่องตลกของข้าหรือ” แม้เวินจ้านจะอายุห้าสิบกว่าแต่ถึงอย่างไรก็เป็นเทพแห่งสงคราม เพียงแค่สาดสายตาใส่ก็ทำให้นายกองหงเหมือนกำลังเดินบนแผ่นน้ำแข็งบางๆ
“ที่ไหนกันข้าน้อยเพียงแค่คิดว่าสิ่งที่ท่านโหวพูดนั้นถูกต้อง คาดว่าปลาของอาจารย์เฝิงคงมิใช่ปลาที่เขาตกขึ้นได้มิเช่นนั้นจากนิสัยของเขา คงลากท่านโหวไปตกปลาด้วยกันแล้ว!”
“พูดได้ไม่ผิด! ข้าจะคอยดูสิว่าเมื่อถึงเวลาเขาจะพลิกสถานการณ์เช่นไร” เมื่อนึกถึงเรื่องนี้เวินจ้านก็ออกคำสั่ง “ถึงเวลาอย่าลืมเรียกฮูหยินมาด้วย!”
ทางด้านเฝิงเจิ้งชูเมื่อกลับถึงบ้านก็โมโหจนไม่อยากอาหารค่ำท่าทางโมโหของเขา แม้แต่คนในบ้านก็ไม่กล้าเข้าไปถาม แม้วันวันเฝิงเจิ้งชูจะดูไม่ค่อยสนใจอะไรแต่เขาก็ค่อนข้างเข้มงวดเมื่ออยู่ในบ้าน ดังนั้นเวลาคนในบ้านเห็นเขา ก็มักจะทั้งหวาดกลัวและให้ความเคารพ
“นายท่านเป็นอันใดหรือ?” เฝิงฮูหยินมองดูประตูที่ปิดอยู่ก่อนจะหันไปถามบ่าวคนสนิทที่ติดตามเขาทั้งวัน
เมื่อได้รับคำตอบจากบ่าวแล้วเฝิงฮูหยินก็ส่ายหน้าอย่างระอา “สามีข้านี่ดีไปหมดทุกเรื่องเพียงแค่ดื้อรั้นกับเรื่องบางเรื่องเกินไป ต้องการทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบแต่บนโลกนี้ไหนเลยจะมีเรื่องสมบูรณ์แบบไปเสียหมด!”
นางรู้ดีว่าเรื่องตกปลามิใช่เรื่องที่นางแทรกแซงได้แต่ก็ใช่ว่านางจะไม่เคยคิดหาวิธีเพื่อช่วยสามีอีกทั้งยังเคยหาผู้เชี่ยวชาญด้านการตกปลามาแต่ปลาเหมือนกับการมีดวงตา ไม่ยอมติดเบ็ดของสามีนางเลย
“ไม่ได้! ข้าจะนั่งรอความตายเช่นนี้ไม่ได้จะให้ตาเฒ่าเวินจ้านมาหัวเราะเยาะข้าไม่ได้!”
“เสี่ยวเอ้อร์เสี่ยวเอ้อร์!” เสี่ยวเอ้อร์ก็คือชื่อที่เขาตั้งให้บ่าวคนสนิทเพื่อใช้เรียกในเวลาปกติ
เสี่ยวเอ้อร์ได้ยินก็รีบวิ่งเข้าไปหาในห้องเมื่อเห็นนายท่านของตนกำลังสวมชุด ก็รีบเข้ามาช่วย
“นายท่าน ดึกดื่นค่อนคืนจะไปไหนหรือขอรับ?”
“ข้าจะต้องไปหาเจ้าหนุ่มสองคนนั้นรีบไปหยิบตะเกียงมาให้ข้าที!”
เมื่อเสี่ยวเอ้อร์ได้ยินดังนั้นก็รีบร้องห้าม “นายท่านตอนนี้ยามสามแล้ว คนเขาน่าจะเข้านอนกันหมดแล้วขอรับ เราไปรบกวนดึกดื่นเช่นนี้ไม่เหมาะสมขอรับ!”
“ไม่เหมาะตรงไหน? ไม่เหมาะอย่างไร? ข้าออกโรงไปหาพวกเขาเองคือให้เกียรติพวกเขาพวกเขาต้องยินดีต้อนรับจึงจะถูก!”
เสี่ยวเอ้อร์รู้ว่าเจ้านายตนมีนิสัยเอาแต่ใจขนาดไหนจึงรีบเกลี้ยกล่อม “แน่นอนว่าสิ่งที่นายท่านพูดนั้นถูกต้องแต่เราไปครั้งนี้เพื่ออะไรกันขอรับ?”
ไม่เสียแรงที่ติดตามข้างกายมานานหลายปีสำหรับนิสัยของเจ้านาย เสี่ยวเอ้อร์รู้กระจ่างดี
“แน่นอนว่าต้องขอคำชี้แนะสิ!”
“ใช่แล้วเราไปขอคำชี้แนะ ก็ต้องมีท่าทีวิงวอน นายท่านลองคิดดูนะขอรับหากมีลูกศิษย์วิ่งมาหากลางดึกเพื่อตื๊อให้ท่านชี้แนะ ท่านจะชอบหรือไม่ท่านจะคิดอย่างไร?”
เสี่ยวเอ้อร์มีวาทศิลป์ในการพูดเขารู้ว่านายท่านคือผู้ใหญ่ในวงการศึกษา หากให้ถกเรื่องความรู้นายท่านสามารถอดหลับอดนอนได้สามวันสามคืน ดังนั้นจึงเปลี่ยนวิธีการพูด แต่วิธีนี้ก็ไม่ได้พูดแบบขอไปทีเพราะถึงอย่างไรคุณชายสกุลลั่วสองคนนั้น ดูแล้วก็ไม่ได้เก่งกาจด้านการตกปลานัก
“เช่นนั้นข้าจะให้พวกเขามาจากไหนก็กลิ้งกลับไปทางนั้น!”
พูดจบเฝิงเจิ้งชูก็ถลึงตามองเสี่ยวเอ้อร์ “เจ้ากล้าล้อข้าเล่นหรือ!”
แม้จะพูดเช่นนี้แต่สุดท้ายก็วางชุดลง
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นชีเหนียงที่กำลังเตรียมตัวจะไปดูถนนด้านหน้า เมื่อวานหลังจิ่งเฉินกับจิ่งซีออกเดินทางไปแล้วตู้หมิงเจวียนก็ส่งคนมาหา เพื่อเชิญให้นางไปดูที่ร้าน ซึ่งยากที่จะปฏิเสธได้ นางจึงกำลังจะออกไป
ใครจะรู้ว่ายังไม่ทันเปิดประตูออกไปด้านนอกก็มีเสียงคนเคาะประตูดังไม่หยุด
“เป็นพวกท่านเองหรือ!”
ชีเหนียงเห็นว่าเป็นชายชราวันนั้นจึงถามออกมาด้วยความสงสัย “เช้าตรู่เช่นนี้ท่านมาด้วยเรื่องอะไร…”
เฝิงเจิ้งชูเห็นว่านางไม่ได้เยาะเย้ยตนเองเหมือนกับเจ้าเด็กทึ่มคนนั้นจึงแสร้งทำเป็นว่าไม่เคยมีเรื่องใดเกิดขึ้นมาก่อน จากนั้นก็ให้เสี่ยวเอ้อร์เดินขึ้นหน้าไป
“ฮูหยินท่านนี้นายท่านของเรามาเพื่อขอพบคุณชายทั้งสองขอรับ” ขณะพูดเสี่ยวเอ้อร์ก็ขยับเข้าใกล้ชีเหนียงและวิงวอนเสียงค่อย “นายท่านของข้าไม่ได้นิสัยเลวร้ายเพียงแต่พูดจาเถรตรง หากเคยล่วงเกินท่าน ขอฮูหยินได้โปรดให้อภัยด้วยขอรับ”
ชีเหนียงพยักหน้า “ช่วงนี้ลูกข้าไม่อยู่บ้านเกรงว่าคงจะไม่ได้กลับมาในเร็วๆ นี้”
เมื่อได้ยินว่าคนไม่อยู่เฝิงเจิ้งชูก็หันขวับ “ไม่อยู่! พวกเขาไปไหน? จะกลับมาเมื่อใด?”
เสี่ยวเอ้อร์เห็นว่านายตนเองเค้นถามเช่นนี้จึงรีบฉีกยิ้มและพูดอย่างเอาใจ “นายท่านของข้าชื่นชอบคุณชายทั้งสองอย่างมากดังนั้นจึงตื่นเต้นไปหน่อย ฮูหยิ่นอย่าได้กล่าวโทษเลยขอรับ!”
เฝิงเจิ้งชูตระหนักได้ว่าตนเองตื่นเต้นเกินไปแต่เขาจะไม่ตื่นเต้นก็คงไม่ได้! คนไปแล้วเขาจะไปแสดงการตกปลาให้เจ้าแก่เวินจ้านดูได้อย่างไร!
โอ๊ยรู้เช่นนี้แต่แรกก็ไม่ควรใช้อารมณ์! ตอนนี้ดีนักต้องขายหน้าแล้ว! คงต้องถูกเจ้าแก่เวินจ้านหัวเราะเยาะเป็นแน่!
-----
[1] โหว เป็นตำแหน่งขุนนางชั้นสูงของจีนสมัยก่อนเทียบเท่ากับเจ้าพระยา ของไทย แต่อำนาจหน้าที่นั้นอาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละยุคสมัย