บทที่ 21 เพื่อนสามี (รีไรต์)
บนเกาะที่อยู่ห่างจากเมืองเฟิงหลายพันลี้นั้น ถือเป็ดินแดนที่ไร้ผู้คน การคมนาคมก็ไม่สะดวก แม้แต่การส่งจดหมายเพียงฉบับเดียวก็ต้องส่งต่อกันหลายครั้งกว่าจะถึงมือผู้รับ
ณ ค่ายฝึกภายใต้แสงอาทิตย์อันร้อนระอุ สายลมทะเลพัดพาเอาความเย็นยะเยียบและความกว้างใหญ่ไพศาลมาสู่
“จดหมายมาแล้ว! ใครได้ยินชื่อตัวเองก็มารับจดหมายได้!” นายทหารคนหนึ่งถือจดหมายปึกหนึ่งไว้ในมือ ยืนอยู่บนบันไดพร้ะโกนบอก
เหล่าทหารกรูกันเข้ามาเพื่อรอฟังชื่อของตนเอง แทบจะไม่มีใครไปที่โรงอาหาร ทุกคนต่างรอรับจดหมาย รวมถึงหัวหน้าหน่วยและผู้บังคับบัญชา
รายชื่อถูกเอ่ยออกมาทีละชื่อ ทหารที่ได้รับจดหมายต่างก็ยิ้มแย้มดีใจ บางคนก็ใจร้อนรีบเปิดอ่านทันที บางคนก็เก็บจดหมายไว้กับตัว ตั้งใจจะกลับไปอ่านที่ห้องพักทีหลัง เหล่าทหารที่ได้รับจดหมายต่างก็ทยอยกันจากไป จนกระทั่งจดหมายในมือของนายทหารสื่อสารหมดลง
ส่วนคนที่ไม่ได้รับจดหมายก็ยังคงไม่ละความพยายาม เดินเข้าไปถาม “ยังมีอีกไหม?”
นายทหารกางมือออก “หมดแล้วจริง ๆ”
“แน่ใจนะว่าไม่ได้ลืมหยิบมา?”
“จดหมายทั้งหมดอยู่ที่นี่แล้ว มีการลงทะเบียนไว้ทุกฉบับ”
นายทหารพูดซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ ผู้ที่ไม่ได้รับจดหมายก็จำใจจากไปอย่างผิดหวัง
เ้าหน้าที่ส่งสารก็ทำอะไรไม่ได้ เขาส่ายหัวเตรียมตัวออกไป แต่แล้วก็เห็นมีคนยืนอยู่ไม่ไกล เขาจึงหยุดเดินแล้วะโเรียกพร้อมกับทำความเคารพ “หัวหน้าหลิน!”
“แจกจ่ายจดหมายหมดแล้วเหรอ?”
นายทหารรู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูก เขาตอบกลับไปว่า “หมดแล้วครับ”
หลังจากพูดจบ เขาก็เห็นได้ชัดว่าสีหน้าของหัวหน้าหลินดูเคร่งขรึมมากขึ้น
...
หลังจากที่เห็นว่าการขายปกคอเสื้อนี้สามารถสร้างรายได้ พานหงเสียก็กระตือรือร้นยิ่งกว่าอวิ๋นซานเสียอีก เธอตื่นแต่เช้าเพื่อออกไปซื้อของมาทำอาหารเช้า แถมยังทำอาหารกลางวันเตรียมไว้ด้วย เธอตวงนมผงใส่ขวดสำหรับหลานสาว เตรียมเสื้อผ้าและผ้าห่มผืนเล็ก โดยตั้งใจจะใช้เวลาทั้งวันที่บ้านซึ่งกำลังก่อสร้าง
วันนี้ย่าอวิ๋นจะกลับหมู่บ้าน มีเพียงอวิ๋นโหย่วฝูอยู่บ้าน เธอจึงไม่ได้ทำอาหารให้เขา อีกอย่างอวิ๋นซานก็ไม่อยากให้แม่ไม่มีเวลาพักกลางวัน จึงให้เธออยู่บ้าน
“แม่ทำซาลาเปากับหมั่นโถวไว้ให้แล้ว ถ้าเขาหิวก็เอาไปอุ่นกินได้เลย ปิดเตาถ่านไว้แล้ว แต่ยังไม่ได้ดับไฟ” พานหงเสียลืมเื่สามีไปเสียสนิท
อวิ๋นโหย่วฝูไม่ได้รู้สึกน้อยใจอะไร เขายังมีมืออีกข้างที่ใช้งานได้
อวิ๋นซานจะพาคุณย่าไปส่งที่บ้านของอวิ๋นอ้ายจวิน แล้วให้เขาพาย่ากลับหมู่บ้าน
บ้านเช่าของอวิ๋นอ้ายจวินอยู่ทางใต้ของเมือง ค่อนข้างไกลจากที่นี่ เธอปั่นจักรยานมาเกือบครึ่งชั่วโมง คุณย่านั่งอยู่ด้านหลังรถก็บอกให้เธอปั่นช้า ๆ ตลอดทาง
เมื่อไปถึงที่หมาย หลังจากที่เธอปล่อยคุณย่าลงจากรถแล้ว เธอก็ไม่พูดอะไรก่อนจะขึ้นจักรยานแล้วก็จากไป
“คุณย่า! ดูเธอสิ!” อวิ๋นเจินมองแผ่นหลังของอวิ๋นซานแล้วก็ถ่มน้ำลาย
อวิ๋นอ้ายเจินจัดโต๊ะและเก้าอี้ที่เพิ่งซื้อมา โต๊ะและเก้าอี้ใหม่ที่หูฟางดื้อรั้นอยากซื้อมา ไม่เข้ากับบ้านโทรม ๆ หลังนี้เอาเสียเลย เขาขมวดคิ้วแล้วเดินออกมา “อวิ๋นเจิน เธอบอกว่าต่อไปจะมาอยู่ในเมือง? แล้วยังจะมาอยู่กับฉันที่นี่อีก? ที่นี่มันอยู่ได้เหรอ?”
“อวิ๋นเจิน ทำไมแกถึงไม่รู้จักคิด พี่ชายกับพี่สะใภ้แกเขาก็อยู่กันสองคน แกจะไปอยู่ด้วยได้ยังไงกัน!” คุณย่าเอ็ด
อวิ๋นเจินทำหน้าเศร้าใจ “หนูไม่ได้ไปอยู่ห้องเดียวกับพวกเขา หนูไปอยู่ห้องครัวก็ไม่ได้เหรอคะ?”
“อยู่ห้องครัว? คิดได้ยังไง ถึงพี่ชายแกจะยอม เ้าของบ้านเขาก็ไม่ยอมหรอก”
“ทำไมจะไม่ยอม ทุกเดือนก็ให้เงินเขาไป เขาจะไม่เอาเงินหรือไง!” ยังไงเธอก็จะไม่กลับไปที่หมู่บ้านต้าเหออีกแล้ว คนที่นั่นน่ารังเกียจเหมือนแมลงวัน เธอจะหาคู่ครองในเมือง ให้คนที่เคยดูถูกเธอต้องอิจฉาตายไปเลย
พอคุณย่าอวิ๋นได้ยินคำว่าให้เงินทีก็เสียดาย “อยู่ดี ๆ แกจะไปเบียดเสียดอยู่ในเมืองทำไม? ทำอะไรได้บ้าง!”
“หางานสิคะ หาไม่ได้ก็หาคู่ เป็คนเมืองก็ยังดี”
อวิ๋นอ้ายจวินมองหน้าผู้เป็น้องสาวและพยักหน้าเห็นด้วย ถึงแม้หน้าตาของน้องสาวจะไม่ได้สะสวยเท่าอวิ๋นซาน แต่ก็ไม่เลว หน้าตาดีกว่าสาวชนบทมาก แถมยังดีกว่าหูฟางเสียอีก ถ้าหาแฟนเป็คนเมืองได้ก็คงไม่เลว
“พี่รอง ผมเห็นอวิ๋นซานปั่นจักรยานกลับไปแล้ว?” อวิ๋นอ้ายหมินเดินเข้ามาจากนอกบ้าน
“ใช่ เธอเพิ่งพาคุณย่ามาส่ง” อวิ๋นเจินตอบ
อวิ๋นอ้ายหมินมีแววตาโเี้แวบหนึ่ง “ผมออกไปซื้อของก่อนนะ”
พูดจบก็วิ่งออกไปทันที หายวับไปในพริบตา
“เขาไม่ได้เพิ่งกินข้าวไปเหรอ” อวิ๋นเจินถาม
อวิ๋นอ้ายจวินมีแววตาเป็ประกาย “คงกินไม่อิ่มล่ะมั้ง”
อวิ๋นซานไม่ได้ปั่นจักรยานเร็วมากนัก เพราะเส้นทางบาง่ไม่ใช่ถนนปูนเหมือนในเมือง ถ้าปั่นเร็วเกินไปคงได้กินฝุ่นแน่ ๆ
ตอนที่กำลังจะปั่นจักรยานถึงถนนใหญ่ รถของเธอก็ถูกอะไรบางอย่างปาใส่ ทำให้เสียหลักล้มลง
เธอไม่สนใจความเ็ปรีบลุกขึ้นทันที รู้สึกเหมือนมีคนอยู่ข้างหลัง เธอหันกลับไปมอง ก็ถูกคนร้ายจับยัดใส่กระสอบทันที “ช่วย…”
อวิ๋นซานใมาก แต่ก็ไม่ได้รีบดิ้นรนออกจากกระสอบ เธอจึงยื่นเท้าเตะไปที่คนร้ายข้างหน้าอย่างแรง จนเขาร้องลั่นด้วยความเ็ป แต่ไม่นานเขาก็เตะกลับมา อวิ๋นซานถูกเตะล้มลงกับพื้น เธอจึงถือโอกาสเปิดกระสอบออก
และพบว่าคนร้ายคืออวิ๋นอ้ายหมิน ลูกพี่ลูกน้องของเธอเอง
“ช่วยด้วย มีคนลวนลาม…”
อวิ๋นซานเห็นมีคนอยู่ไกล ๆ จึงรีบะโออกไป
อวิ๋นอ้ายหมินรู้สึกกลัวขึ้นมาทันที จึงรีบตรงเข้าไปหาอวิ๋นซานเพื่อที่จะชกเธอแล้ววิ่งหนี
เสียงะโของอวิ๋นซานได้ผลจริง ๆ มีคนผ่านทางมาเห็นเหตุการณ์พอดี คน ๆ นั้นเคลื่อนไหวรวดเร็วมาก ก่อนที่อวิ๋นอ้ายหมินจะเข้ามาทำร้ายอวิ๋นซานได้ เขาก็ถูกพลเมืองดีคนนั้นชกจนล้มไปกองกับพื้นแล้ว
อวิ๋นซานได้โอกาสจึงรีบลุกขึ้น หยิบไม้ข้างทางขึ้นมาตั้งใจจะเข้าไปช่วย
แต่อวิ๋นอ้ายหมินร้องไห้ขอร้องแล้ว เขามีแผลเต็มตัว กอดขาข้างหนึ่งไว้ น้ำตาไหลพรากปนกับน้ำมูก
พลเมืองใจดีคนนั้นเตะอวิ๋นอ้ายหมินเข้าซ้ำเข้าไปออีกทีจนเขาร้องเสียงดังก่อนจะปล่อยฉี่ราดกางเกง
อวิ๋นซานจึงหยุด เธอคิดว่าถ้าฟาดกระบองลงไปเขาคงตายแน่ ๆ เห็นพลเมืองดีคนนั้นยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เธอจึงเลยรีบห้าม “พอแล้วค่ะ ตายขึ้นมาจะไม่ดี ขอบคุณมากนะคะ...”
พลเมืองดีคนนั้นได้ยินดังนั้นก็หยุดมือ หันมายิ้มให้อวิ๋นซานจนเห็นฟันขาวโพลน “พี่สะใภ้”
อวิ๋นซานชะงักเบิกตากว้าง มองคนตรงหน้า ชายคนนี้มีใบหน้าที่เป็เอกลักษณ์มาก ตาตี่หน้ากลม มีแผลเป็จากหว่างคิ้วถึงปีกจมูก เดิมทีเป็ใบหน้าที่ดูใจดี แต่เพราะแผลเป็นี้ทำให้ดูโหดขึ้นไม่น้อย
ถึงจะผ่านมาหลายปีแล้ว แต่เธอก็ยังจำได้ว่าเขาเป็เพื่อนของหลินสุยอัน แต่จำไม่ได้ว่าชื่ออะไร
“พี่สะใภ้ ผมเหวยเจาเพื่อนสุยอัน”
อวิ๋นซานนึกขึ้นมาได้ เขากับหลินสุยอันเคยออกไปมีเื่ทะเลาะวิวาทมาก่อน มือหนักเอาเื่ แถว ๆ ชานเมืองทางใต้นี่ใคร ๆ ก็รู้จัก ไม่ค่อยมีใครกล้ายุ่ง
“วันนี้ขอบคุณมากนะคะ” อวิ๋นซานจัดเขาให้อยู่ในกลุ่มเพื่อนไม่เอาไหนของหลินสุยอัน แต่เขาก็ช่วยเธอไว้จริง ๆ บนใบหน้าจึงแสดงความรู้สึกขอบคุณออกมาอย่างเหมาะสม
เหวยเจาโบกมือปฏิเสธ “ไม่เป็ไรหรอกครับ ถึงไม่ใช่พี่สะใภ้ ผมก็ไม่ปล่อยให้ไอ้ขยะแบบนี้มารังแกผู้หญิงหรอก พี่สะใภ้วางใจ ผมจัดการมันเอง”
ตอนนี้อยากจะวิ่งหนีแต่เจ็บจนขยับไปไหนไม่ได้ อวิ๋นอ้ายหมินได้แต่ร้องเบา ๆ ชายคนนี้ตั้งใจจะฆ่าเขาใช่ไหม เขาไม่สนใจอะไรแล้ว “พี่ซานซาน ผมขอโทษ ผมผิดไปแล้ว ยกโทษให้ผมด้วย”
เหวยเจาเลิกคิ้วขึ้นมองไปทางอวิ๋นซาน “พี่สะใภ้ รู้จักมันด้วยเหรอ?”