“หือ ที่นี่ที่ไหนน่ะ” มู่ซื่อเฉิงลืมตาตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนเองอยู่ที่ไหนไม่รู้ รอบ ๆ ตัวเขามีแต่หมอกเต็มไปหมดจนมองไม่เห็นอะไรเลย
“เอ๋ จำได้ว่าฉันหลับไปแล้วนี่นา” เสียงของไป๋หู่ดังขึ้นไม่ไกลจากมู่ซื่อเฉิง
“ฝันงั้นเหรอ” คราวนี้เป็นเสียงของหลี่ซีหยานดังขึ้น
“ที่นี่มันที่ไหนเนี่ย พวกนายอยู่ไหนกัน” เสียงต้าถงตะโกน
“ต้าถง นายอยู่ไหนน่ะ” พวกเพื่อน ๆ ของต้าถงก็ตะโกนหาต้าถงกันใหญ่
เพียงไม่นานหมอกที่ปกคลุมอยู่รอบ ๆ มู่ซื่อเฉิงก็จางหายไป ทำให้เขามองเห็นพวกต้าถง ไป๋หู่ และหลี่ซีหยาน ขณะเดียวกันพวกที่เหลือก็เห็นมู่ซื่อเฉิงเช่นกัน ระหว่างที่ทุกคนต่างงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น ทำให้พวกเขาหันไปมองยังทิศทางนั้น ร่างของชายหนุ่มที่เดินออกมาจากหมอกสีขาวคือเพื่อนของพวกเขา ไป่ฉีนั่นเอง
“เอาล่ะ ขอต้อนรับสู่ 18 ด่านฝึกตนของเส้าหลิน หากอยากออกไปจากที่นี่ พวกนายจะต้องฝ่าด่านฝึกทั้ง 18 ด่านไปให้ได้” ไป่ฉีกล่าว
“ถ้ามันเป็นฝันล่ะก็ พวกเราต้องตั้งสติ พยายามให้ตัวเองตื่นให้ได้” มู่ซื่อเฉิงกล่าว
“ตามใจพวกนาย ฝันนี้เรียกว่าฝันนิรันดร์ เวลาภายในความฝันจะเป็นอนันต์ แต่เวลาในโลกแห่งความเป็นจริงแทบจะหยุดนิ่ง ต่อให้พวกนายอยู่ในนี้เป็นร้อยปี ภายนอกก็ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมงเอง ฉันขอล่วงหน้าไปก่อนล่ะ ถ้าเห็นว่าเช้าแล้วฉันจะปลุกให้ก็แล้วกัน” ไป่ฉีกล่าวจบก็วิ่งไปที่อาคารที่อยู่ใกล้พวกเขามากที่สุดทันที
หลังจากไป่ฉีเข้าไปในตัวอาคาร หมอกที่เหลือก็ค่อย ๆ จางลงเผยให้เห็นว่าพวกเขายืนอยู่บนภูเขาที่มีลักษณะเหมือนแท่นหินที่ถูกเชื่อมด้วยสะพานหิน หากไปตามทางจะมีตัวอาคารโบราณตั้งอยู่เรียงรายเต็มไปหมด พร้อมกับเสียงระฆังใหญ่ดังเป็นระยะ ๆ
“เอาไงดี ไป่ฉีเข้าไปแล้ว” มู่ซื่อเฉิงพยายามมองไล่ไปตามทางเดิน แต่เขามองไม่เห็นไป่ฉีแล้วตอนนี้
“พี่ฉีน่าจะยังอยู่ในอาคารหลังแรกนั่นแหละ” ไป๋หู่กล่าว
“ฉันพยายามจะตื่นแล้ว แต่ไม่ได้ผล ที่ไป่ฉีพูดอาจจะเป็นจริงก็ได้” หลี่ซีหยานกล่าว
“แล้วทำไมหมอนั่นถึงรู้ล่ะ ว่านี่คือฝันนิรันดร์อะไรนั่น” ต้าถงถาม
“เขาอาจเคยหลุดเข้ามาในนี้ก็ได้ และดูท่าว่าหมอนั่นอาจจะฝ่าด่านไปได้เร็วจนไปรอปลุกพวกเราตอนเช้าก็ได้ ถ้าเป็นตามที่ไป่ฉีบอก พวกเราต้องผ่านด่านทั้งหมด 18 ด่าน ถึงจะออกไปจากที่นี่ได้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าไป่ฉีน่าจะเคยเข้ามาและผ่านด่านทั้งหมดไปได้ ดังนั้นที่นี่ก็คงเหมือนสวนหลังบ้านให้เขาเดินเล่นเท่านั้นล่ะมั้ง” หลี่ซีหยานกล่าว
“แล้วพวกเราจะได้ประโยชน์อะไรจากที่นี่ล่ะ” มู่ซื่อเฉิงถาม
“ลองไปที่อาคารแรกเดี๋ยวก็รู้เองนั่นล่ะ” ไป๋หู่ตอบ เขาไม่เสียเวลาพูดต่อแล้วเริ่มออกวิ่งทันที แต่เขาก็พบกับสิ่งผิดปกติบางอย่าง
“มีอะไรเหรอไป๋หู่” หลี่ซีหยานที่สังเกตเห็นสีหน้าแปลกใจของไป๋หู่ถามขึ้น
“ใช้ปราณไม่ได้อ่ะ” ไป๋หู่เดินเข้ามากระซิบเบา ๆ กับหลี่ซีหยาน
“อาจจะเป็นไปได้ว่าที่นี่เป็นสถานที่ที่ไป่ฉีสร้างขึ้น” หลี่ซีหยานตอบกลับด้วยเสียงที่เบาพอจะได้ยินกันแค่ 2 คน
“ก็เป็นไปได้ มีแต่ต้องลุยเท่านั้น” ไป๋หู่กล่าว
เมื่อมาถึงอาคารแรก ประตูอาคารเปิดออกเอง ภายในพวกเขาพบหลวงจีนรูปหนึ่งกำลังนั่งสมาธิอยู่ ลักษณะเด่นที่เห็นชัดคือมีที่ปิดตาคาดปิดที่ตาด้านขวาไว้ บรรยากาศที่แผ่ออกมากดดันพวกเขาจนอึดอัด ลักษณะอาคารภายในต่างจากภายนอกมาก ภายในเป็นทางเดินตรงยาว ความกว้าง 5 เมตร ความยาวอยู่ที่ 10 เมตร
“พวกเจ้ามารับการทดสอบรึ” หลวงจีนกล่าวขึ้น เขาเปิดเปลือกตาขึ้นมองมายังพวกต้าถง ไป๋หู่และหลี่ซีหยาน
“ขอพวกเราผ่านไปได้ไหมครับ เราเข้ามาที่นี่โดยไม่ได้ตั้งใจ เพื่อนของเราบอกว่าหากต้องการออกจากที่นี่ต้องผ่านด่านทั้ง 18 ด่านเสียก่อน” หลี่ซีหยานอธิบายให้หลวงจีนรูปนี้ฟัง เขาคิดว่าหลวงจีนรูปนี้น่าจะเป็นผู้คุมด่านทดสอบแน่ ๆ
“เราให้พวกเจ้าผ่านไปไม่ได้ หากอยากจะผ่าน พวกเจ้าต้องผ่านด่านทดสอบเราเสียก่อน” หลวงจีนกล่าวเสียงเรียบไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ออกมาทั้งสิ้น
“ได้ แล้วจะทดสอบอะไรพวกเราครับ” ต้าถงถาม
“วิ่ง” หลวงจีนกล่าวเพียงคำเดียวสั้น ๆ
“ท่านช่วยอธิบายกฎได้ไหมครับ” มู่ซื่อเฉิงถาม เพราะปกติด่านทดสอบนั้นมักจะเน้นทดสอบด้านใดด้านหนึ่ง การที่บอกเพียงแค่ “วิ่ง” ในที่แคบแบบนี้ มันดูจะธรรมดาเกินไปที่จะให้คนที่มีบรรยากาศชวนกดดันแบบนี้เป็นคนคุมกฎของด่าน
“หากมาคนเดียวด่านนี้จะง่ายมาก แต่เมื่อเข้ามาพร้อมกัน ข้าจะอธิบายกฎอีกแบบหนึ่งให้ สิ่งที่พวกเจ้าต้องทำคือการวิ่ง พื้นที่พวกเจ้ายืนอยู่นี้มันสามารถเลื่อนได้และเปลี่ยนรูปแบบเป็นทั้งทางเรียบและทางชันหรือต่างระดับได้ พวกเจ้าจะต้องวิ่งมาให้ถึงฝั่งนี้ โดยความเร็วของพื้นที่เลื่อนจะยึดเอาความเร็วของคนที่เร็วที่สุดเป็นหลัก หรือก็คือคนที่วิ่งเร็วที่สุดจะเป็นตัวกำหนดความเร็วในการเลื่อนของพื้น ความเร็วพื้นจะน้อยกว่าความเร็วของคนที่เร็วที่สุดนิดหน่อย เพื่อให้พวกเจ้าสามารถค่อย ๆ ย่นระยะทางจนมาถึงฝั่งนี้ได้” หลวงจีนกล่าว
“ง่ายแบบนั้นเลยเหรอ” ซื่อเฉิงสงสัย
“แต่หากมีคนที่วิ่งไม่ทันจนตกไปอยู่ด้านหลัง…..” หลวงจีนกล่าวพร้อมกับชี้ไปที่ด้านหลังของพวกเขา ฉับพลันพื้นด้านหลังก็ยกตัวขึ้นกลายเป็นกำแพงปิดทางที่พวกเขาเข้ามา พร้อมกับปรากฎหนามแหลมคมขึ้นบนกำแพง
“หมายความว่าเราต้องวิ่งไปพร้อม ๆ กัน ขณะที่มีไอ้กำแพงหนามค่อย ๆ เขยิบเข้ามาจี้หลังเรางั้นเหรอ” หลี่ซีหยานถามเพื่อยืนยันสิ่งที่ตนเข้าใจ
“ถูกต้องแล้ว หากพวกเจ้าตายหมด ทุกอย่างจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง แต่เราขอเตือนไว้ก่อนว่าความเจ็บปวดจากการโดนหนามเสียบทะลุร่างกายเป็นของจริง” หลวงจีนกล่าวหน้านิ่ง
“ไต้ซือเริ่มทำการทดสอบได้เลย” ไป๋หู่กล่าว
“เช่นนั้นการทดสอบเริ่มได้” หลวงจีนกล่าวจบ พื้นก็เริ่มเลื่อนราวกับเครื่องลู่วิ่งออกกำลังกายไม่มีผิด แต่จะต่างกันตรงที่ว่าพื้นไม่ได้เป็นทางเรียบเสมอไป
“เดินไม่ง่ายเลย” ต้าถงกล่าว
“ลองเพิ่มระดับความเร็วไหม หากใครที่เริ่มตามไม่ทันให้บอก เราจะใช้ความเร็วที่คนที่ช้าที่สุดในกลุ่มสามารถตามทัน” มู่ซื่อเฉิงเสนอ
“ความคิดดี เอาสิ” หลี่ซีหยานเห็นด้วย
ขณะที่พวกต้าถง ไป๋หู่ และหลี่ซีหยานกำลังทำการทดสอบอยู่ หลวงจีนกำลังคุยกับคนคนหนึ่ง ซึ่งคนคนนี้เป็นคนที่สร้างเขาให้มีตัวตนขึ้นมา สร้างความทรงจำที่ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริงให้
'ไต้ซือหานเอ้อหลาง ไม่ได้พบกันเสียนาน' เสียงของไป่ฉีดังขึ้นในหัวของหลวงจีน
'ถึงประสกจะรู้จักเราตอนมีชีวิต แต่ร่างนี้เป็นเพียงสิ่งที่ประสกสร้างขึ้น จิตวิญญาณจริง ๆ ของเรามิได้อยู่ในโลกนี้แล้ว การทักทายแบบนั้นเห็นจะไม่ถูกต้องสักเท่าไหร่' หลวงจีนหานเอ้อหลางกล่าว
'ข้าเห็นยอดของอาคารทดสอบแรกเรืองแสง แสดงว่าพวกเพื่อน ๆ ของข้ากำลังทำการทดสอบอยู่' ไป่ฉีกล่าว
'นับว่าสหายเจ้าฉลาดพอสมควร พวกเขากำลังดูว่าความเร็วสูงสุดของคนที่ช้าที่สุดในกลุ่มคือเท่าไหร่ แล้วปรับความเร็วให้เท่ากันทั้งหมด' หานเอ้อหลางกล่าว นี่เป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการผ่านด่านแรกนี้
'ท่านก็เป็นแบบนี้ตั้งแต่สมัยก่อน ท่านบอกกฎพวกเขาไม่หมด ท่านควรบอกพวกเขาด้วยว่าทุกระยะที่ใกล้ขึ้น เวลายิ่งนานขึ้น พื้นที่เดินจะยิ่งเดินยากขึ้น' ไป่ฉีกล่าว
'ประสกอยากให้พวกเขาสร้างสายสัมพันธ์และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันไม่ใช่หรือ อีกอย่างเราอยากทดสอบการใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหาของพวกเขาด้วย' หานเอ้อหลางกล่าว
'ยังคงเน้นหลัก ศีล สมาธิ ปัญญาเหมือนเดิมสินะ' ไป่ฉีกล่าว
'หน้าที่ทดสอบเป็นของเรา ประสกมีอะไรจะไปทำก็ไปทำเถอะ' หานเอ้อหลางกล่าว
'ข้าฝากท่านด้วย' กล่าวจบไป่ฉีก็ตัดการติดต่อไปทันที
“บ้าจริง ทำไมมันยิ่งวิ่งลำบากขึ้นเรื่อย ๆ กันล่ะ” มู่ซื่อเฉิงเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของด่านทดสอบ
“ดูเหมือนว่ายิ่งเวลาผ่านไปนานขึ้น ทางเรียบจะหายไป เหลือแต่ทางวิบากล่ะนะ” หลี่ซีหยานกล่าว เขาพบว่าระยะทางถูกเพิ่มขึ้นจากการที่พื้นเปลี่ยนเป็นเนินขึ้น ๆ ลง ๆ ตั้งแต่ที่พวกเขาผ่านระยะ 5 เมตรไปแล้ว
“ฉันว่ายิ่งเข้าใกล้หลวงจีนรูปนั้นมากขึ้น ทางเดินจะยิ่งลำบากขึ้นนะ” ต้าถงกล่าว
“จะทำอะไรก็รีบทำเถอะ ไอ้กำแพงหนามนั้นใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ แล้ว” เพื่อนในกลุ่มต้าถงคนนึงกล่าว
“ลองกันดูสักตั้ง” อยู่ ๆ ไป๋หู่ก็เริ่มเร่งความเร็วขึ้น
“เฮ้ย ไป๋หู่ นายจะเร่งจังหวะก็บอกกันก่อนสิเฟ้ย อ๊าก” เพื่อนในกลุ่มของต้าถงคนหนึ่งที่ตามความเร็วไม่ทันได้ล้มลงและถูกหนามแทงทะลุแน่นิ่งอยู่ที่กำแพง
“ขอโทษ ไต้ซือ ถ้าหากพวกเราผ่านหมดแล้วคนที่โดนหนามแทงตายล่ะ” ไป๋หู่วิ่งไปก็ถามหลวงจีนที่อยู่อีกฟากไปด้วย
“เขาคนนั้นก็ต้องอยู่ทดสอบคนเดียวจนกว่าจะผ่าน” หลวงจีนตอบ
“พวกนายพร้อมจะเริ่มกันใหม่รึเปล่า” ไป๋หู่ถาม
“มันออกจะน่ากลัวนะที่จะให้ตัวเองโดนหนามเสียบน่ะ” มู่ซื่อเฉิงกล่าว
“ยังไงเราก็ไม่ตายอยู่แล้ว แต่ต้องรับความเจ็บปวดจากการถูกหนามแทงเหมือนจริง” หลี่ซีหยานกล่าว
เมื่อทุกคนตัดสินใจกันแล้ว พวกเขาก็พุ่งเข้าหาหนามที่อยู่ข้างหลังแทน แต่สิ่งที่พวกเขาไม่คาดคิดคือ เมื่อพวกเขาวิ่งไปหาหนาม ทางเลื่อนกลับเปลี่ยนทิศทางแทน พวกเขามองหน้ากันอย่างงุนงง
“สิ่งต้องใจมิได้มา สิ่งมิต้องใจกลับได้มา” หานเอ้อหลางกล่าวประโยคสั้น ๆ เป็นการบอกใบ้ให้กับพวกเขา ก่อนที่พวกเขาจะกระโดดไปหาหนามทันที ร่างของพวกเขาถูกหนามแทงจนตาย
เมื่อฟื้นขึ้นมาจากความตาย การทดสอบก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้ทุกคนวิ่งเต็มฝีเท้า หากแต่พวกเขาวิ่งเข้าหาหนาม และสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ยิ่งพวกเขาวิ่งเข้าหากำแพงหนามเร็วมากขึ้นเท่าไหร่ พื้นเลื่อนก็ยิ่งเลื่อนเร็วขึ้นจนสุดท้ายทุกคนถูกทำให้ถอยมาอยู่ตรงหลวงจีนครบทุกคน
“ตอนนี้พวกเจ้าได้รู้จักสิ่งที่เรียกความอยากของตนแล้ว จงจำไว้ สิ่งที่อยากได้อยากมี ยิ่งแสวงหา ยิ่งห่างไกล คนเรามีความต้องการไม่สิ้นสุด เมื่อไม่ได้ก็เป็นทุกข์เฉกเช่นพวกเจ้าตอนที่ต้องการวิ่งมาหาเรา ต่างพยายามหาวิธีวิ่งเข้ามาหา และก็ต้องพบกับหนทางอันไม่สิ้นสุด แต่เมื่อพวกเจ้าวิ่งเข้าหากำแพงหนามก็เหมือนกับพวกเจ้าละความต้องการของตน คือกิเลสได้นั่นเอง หนทางที่แท้จริงจึงปรากฏ” หานเอ้อหลางกล่าว
“พอเข้าใจบ้างนิดหน่อยครับ แล้วพวกเราผ่านรึเปล่า” มู่ซื่อเฉิงถาม
“พวกเจ้ามาถึงตรงจุดที่เราอยู่ได้ ก็ถือว่าผ่านด่านนี้แล้ว” หลังจากหานเอ้อหลางกล่าวจบ ก็เกิดประตูขึ้นข้างหลังของเขา
“ไต้ซือ ก่อนไปขอถามชื่อท่านได้รึเปล่า” ไป๋หู่ถาม
“ธรรมทั้งหลายนั้นว่างเปล่า ถามถึงชื่อได้อย่างไร อดีตธรรมได้ดับไปแล้ว อนาคตธรรมยังมาไม่ถึง ปัจจุบันธรรมก็ไม่ได้ตั้งอยู่ แล้วจักถามถึงชื่อของใครเล่า สุญตธรรมไม่ใช่มนุษย์ หรืออมนุษย์ ก็ไม่อาจเข้าถึงความเป็นสิ่งใด ๆ ทั้งปวง” หานเอ้อหลางหยุดดูพวกเพื่อนของไป่ฉีครู่หนึ่งจึงพูดต่อ
“นามทั้งหลายล้วนว่างเปล่า นามทั้งหลายไม่อาจเข้าถึง สัพธรรมไร้ซึ่งนาม แล้วปรารถนาจะถามนามกร หมายจะรู้นามที่แท้จริงได้อย่างไร ซึ่งไม่เคยได้เห็นได้ยินมาก่อน อันธรรมแห่งการเกิดก็ต้องดับ แล้วจะถามถึงนามได้อย่างไร การกล่าววาจาถึงนามก็เป็นสมมติบัญญัติทั้งสิ้น” หานเอ้อหลางเห็นว่าเพื่อนของไป่ฉีแต่ละคนยังไม่อาจเข้าใจถึงความหมายที่ลึกลงไปของธรรมที่ตนกล่าวจึงส่ายหน้าแล้วพูดต่อ
“พวกเจ้าสามารถเรียกเรากว่า หานเอ้อหลาง ชาวยุทธ์ให้ฉายาเราว่า เทพปราบมาร” หานเอ้อหลางกล่าวจบร่างของเขาก็สลายกลายเป็นละอองแสงไปทันที ส่วนเพื่อนของไป่ฉีก็เดินออกจากอาคารด่านแรก ไปยังอาคารด่านที่ 2 ต่อทันที
__________________________
+ฝากเพจนิยายด้วยครับ+
