จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 160 ค่ายฝึกฝนร่างกายของไป่ฉี 3 Re

            “หือ  ที่นี่ที่ไหนน่ะ” มู่ซื่อเฉิงลืมตาตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนเองอยู่ที่ไหนไม่รู้  รอบ ๆ ตัวเขามีแต่หมอกเต็มไปหมดจนมองไม่เห็นอะไรเลย


            “เอ๋ จำได้ว่าฉันหลับไปแล้วนี่นา” เสียงของไป๋หู่ดังขึ้นไม่ไกลจากมู่ซื่อเฉิง


            “ฝันงั้นเหรอ” คราวนี้เป็นเสียงของหลี่ซีหยานดังขึ้น


            “ที่นี่มันที่ไหนเนี่ย  พวกนายอยู่ไหนกัน” เสียงต้าถงตะโกน


            “ต้าถง  นายอยู่ไหนน่ะ” พวกเพื่อน ๆ ของต้าถงก็ตะโกนหาต้าถงกันใหญ่


            เพียงไม่นานหมอกที่ปกคลุมอยู่รอบ ๆ มู่ซื่อเฉิงก็จางหายไป  ทำให้เขามองเห็นพวกต้าถง  ไป๋หู่ และหลี่ซีหยาน  ขณะเดียวกันพวกที่เหลือก็เห็นมู่ซื่อเฉิงเช่นกัน  ระหว่างที่ทุกคนต่างงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น  เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น  ทำให้พวกเขาหันไปมองยังทิศทางนั้น  ร่างของชายหนุ่มที่เดินออกมาจากหมอกสีขาวคือเพื่อนของพวกเขา  ไป่ฉีนั่นเอง


            “เอาล่ะ  ขอต้อนรับสู่ 18 ด่านฝึกตนของเส้าหลิน  หากอยากออกไปจากที่นี่  พวกนายจะต้องฝ่าด่านฝึกทั้ง 18 ด่านไปให้ได้” ไป่ฉีกล่าว


            “ถ้ามันเป็นฝันล่ะก็  พวกเราต้องตั้งสติ  พยายามให้ตัวเองตื่นให้ได้” มู่ซื่อเฉิงกล่าว


            “ตามใจพวกนาย  ฝันนี้เรียกว่าฝันนิรันดร์  เวลาภายในความฝันจะเป็นอนันต์  แต่เวลาในโลกแห่งความเป็นจริงแทบจะหยุดนิ่ง  ต่อให้พวกนายอยู่ในนี้เป็นร้อยปี  ภายนอกก็ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมงเอง  ฉันขอล่วงหน้าไปก่อนล่ะ  ถ้าเห็นว่าเช้าแล้วฉันจะปลุกให้ก็แล้วกัน” ไป่ฉีกล่าวจบก็วิ่งไปที่อาคารที่อยู่ใกล้พวกเขามากที่สุดทันที


            หลังจากไป่ฉีเข้าไปในตัวอาคาร  หมอกที่เหลือก็ค่อย ๆ จางลงเผยให้เห็นว่าพวกเขายืนอยู่บนภูเขาที่มีลักษณะเหมือนแท่นหินที่ถูกเชื่อมด้วยสะพานหิน  หากไปตามทางจะมีตัวอาคารโบราณตั้งอยู่เรียงรายเต็มไปหมด  พร้อมกับเสียงระฆังใหญ่ดังเป็นระยะ ๆ


            “เอาไงดี  ไป่ฉีเข้าไปแล้ว” มู่ซื่อเฉิงพยายามมองไล่ไปตามทางเดิน  แต่เขามองไม่เห็นไป่ฉีแล้วตอนนี้


            “พี่ฉีน่าจะยังอยู่ในอาคารหลังแรกนั่นแหละ” ไป๋หู่กล่าว


            “ฉันพยายามจะตื่นแล้ว  แต่ไม่ได้ผล  ที่ไป่ฉีพูดอาจจะเป็นจริงก็ได้” หลี่ซีหยานกล่าว


            “แล้วทำไมหมอนั่นถึงรู้ล่ะ  ว่านี่คือฝันนิรันดร์อะไรนั่น” ต้าถงถาม


            “เขาอาจเคยหลุดเข้ามาในนี้ก็ได้ และดูท่าว่าหมอนั่นอาจจะฝ่าด่านไปได้เร็วจนไปรอปลุกพวกเราตอนเช้าก็ได้  ถ้าเป็นตามที่ไป่ฉีบอก  พวกเราต้องผ่านด่านทั้งหมด 18 ด่าน  ถึงจะออกไปจากที่นี่ได้  ไม่ต้องสงสัยเลยว่าไป่ฉีน่าจะเคยเข้ามาและผ่านด่านทั้งหมดไปได้  ดังนั้นที่นี่ก็คงเหมือนสวนหลังบ้านให้เขาเดินเล่นเท่านั้นล่ะมั้ง” หลี่ซีหยานกล่าว


            “แล้วพวกเราจะได้ประโยชน์อะไรจากที่นี่ล่ะ” มู่ซื่อเฉิงถาม


            “ลองไปที่อาคารแรกเดี๋ยวก็รู้เองนั่นล่ะ” ไป๋หู่ตอบ  เขาไม่เสียเวลาพูดต่อแล้วเริ่มออกวิ่งทันที  แต่เขาก็พบกับสิ่งผิดปกติบางอย่าง


            “มีอะไรเหรอไป๋หู่” หลี่ซีหยานที่สังเกตเห็นสีหน้าแปลกใจของไป๋หู่ถามขึ้น


            “ใช้ปราณไม่ได้อ่ะ” ไป๋หู่เดินเข้ามากระซิบเบา ๆ กับหลี่ซีหยาน


            “อาจจะเป็นไปได้ว่าที่นี่เป็นสถานที่ที่ไป่ฉีสร้างขึ้น” หลี่ซีหยานตอบกลับด้วยเสียงที่เบาพอจะได้ยินกันแค่ 2 คน


            “ก็เป็นไปได้  มีแต่ต้องลุยเท่านั้น” ไป๋หู่กล่าว


            เมื่อมาถึงอาคารแรก  ประตูอาคารเปิดออกเอง  ภายในพวกเขาพบหลวงจีนรูปหนึ่งกำลังนั่งสมาธิอยู่  ลักษณะเด่นที่เห็นชัดคือมีที่ปิดตาคาดปิดที่ตาด้านขวาไว้  บรรยากาศที่แผ่ออกมากดดันพวกเขาจนอึดอัด  ลักษณะอาคารภายในต่างจากภายนอกมาก  ภายในเป็นทางเดินตรงยาว  ความกว้าง 5 เมตร  ความยาวอยู่ที่ 10 เมตร


            “พวกเจ้ามารับการทดสอบรึ” หลวงจีนกล่าวขึ้น  เขาเปิดเปลือกตาขึ้นมองมายังพวกต้าถง  ไป๋หู่และหลี่ซีหยาน


            “ขอพวกเราผ่านไปได้ไหมครับ  เราเข้ามาที่นี่โดยไม่ได้ตั้งใจ  เพื่อนของเราบอกว่าหากต้องการออกจากที่นี่ต้องผ่านด่านทั้ง 18 ด่านเสียก่อน” หลี่ซีหยานอธิบายให้หลวงจีนรูปนี้ฟัง  เขาคิดว่าหลวงจีนรูปนี้น่าจะเป็นผู้คุมด่านทดสอบแน่ ๆ


            “เราให้พวกเจ้าผ่านไปไม่ได้  หากอยากจะผ่าน  พวกเจ้าต้องผ่านด่านทดสอบเราเสียก่อน” หลวงจีนกล่าวเสียงเรียบไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ออกมาทั้งสิ้น


            “ได้  แล้วจะทดสอบอะไรพวกเราครับ” ต้าถงถาม


            “วิ่ง” หลวงจีนกล่าวเพียงคำเดียวสั้น ๆ


            “ท่านช่วยอธิบายกฎได้ไหมครับ” มู่ซื่อเฉิงถาม  เพราะปกติด่านทดสอบนั้นมักจะเน้นทดสอบด้านใดด้านหนึ่ง  การที่บอกเพียงแค่ “วิ่ง”  ในที่แคบแบบนี้  มันดูจะธรรมดาเกินไปที่จะให้คนที่มีบรรยากาศชวนกดดันแบบนี้เป็นคนคุมกฎของด่าน


            “หากมาคนเดียวด่านนี้จะง่ายมาก  แต่เมื่อเข้ามาพร้อมกัน  ข้าจะอธิบายกฎอีกแบบหนึ่งให้  สิ่งที่พวกเจ้าต้องทำคือการวิ่ง  พื้นที่พวกเจ้ายืนอยู่นี้มันสามารถเลื่อนได้และเปลี่ยนรูปแบบเป็นทั้งทางเรียบและทางชันหรือต่างระดับได้  พวกเจ้าจะต้องวิ่งมาให้ถึงฝั่งนี้  โดยความเร็วของพื้นที่เลื่อนจะยึดเอาความเร็วของคนที่เร็วที่สุดเป็นหลัก หรือก็คือคนที่วิ่งเร็วที่สุดจะเป็นตัวกำหนดความเร็วในการเลื่อนของพื้น  ความเร็วพื้นจะน้อยกว่าความเร็วของคนที่เร็วที่สุดนิดหน่อย  เพื่อให้พวกเจ้าสามารถค่อย ๆ ย่นระยะทางจนมาถึงฝั่งนี้ได้” หลวงจีนกล่าว


            “ง่ายแบบนั้นเลยเหรอ” ซื่อเฉิงสงสัย


            “แต่หากมีคนที่วิ่งไม่ทันจนตกไปอยู่ด้านหลัง…..” หลวงจีนกล่าวพร้อมกับชี้ไปที่ด้านหลังของพวกเขา  ฉับพลันพื้นด้านหลังก็ยกตัวขึ้นกลายเป็นกำแพงปิดทางที่พวกเขาเข้ามา  พร้อมกับปรากฎหนามแหลมคมขึ้นบนกำแพง


            “หมายความว่าเราต้องวิ่งไปพร้อม ๆ กัน  ขณะที่มีไอ้กำแพงหนามค่อย ๆ เขยิบเข้ามาจี้หลังเรางั้นเหรอ” หลี่ซีหยานถามเพื่อยืนยันสิ่งที่ตนเข้าใจ


            “ถูกต้องแล้ว  หากพวกเจ้าตายหมด  ทุกอย่างจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง  แต่เราขอเตือนไว้ก่อนว่าความเจ็บปวดจากการโดนหนามเสียบทะลุร่างกายเป็นของจริง” หลวงจีนกล่าวหน้านิ่ง


            “ไต้ซือเริ่มทำการทดสอบได้เลย” ไป๋หู่กล่าว


            “เช่นนั้นการทดสอบเริ่มได้” หลวงจีนกล่าวจบ  พื้นก็เริ่มเลื่อนราวกับเครื่องลู่วิ่งออกกำลังกายไม่มีผิด  แต่จะต่างกันตรงที่ว่าพื้นไม่ได้เป็นทางเรียบเสมอไป


            “เดินไม่ง่ายเลย” ต้าถงกล่าว


            “ลองเพิ่มระดับความเร็วไหม  หากใครที่เริ่มตามไม่ทันให้บอก  เราจะใช้ความเร็วที่คนที่ช้าที่สุดในกลุ่มสามารถตามทัน” มู่ซื่อเฉิงเสนอ


            “ความคิดดี  เอาสิ” หลี่ซีหยานเห็นด้วย


            ขณะที่พวกต้าถง  ไป๋หู่ และหลี่ซีหยานกำลังทำการทดสอบอยู่  หลวงจีนกำลังคุยกับคนคนหนึ่ง  ซึ่งคนคนนี้เป็นคนที่สร้างเขาให้มีตัวตนขึ้นมา  สร้างความทรงจำที่ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริงให้


            'ไต้ซือหานเอ้อหลาง  ไม่ได้พบกันเสียนาน' เสียงของไป่ฉีดังขึ้นในหัวของหลวงจีน


            'ถึงประสกจะรู้จักเราตอนมีชีวิต  แต่ร่างนี้เป็นเพียงสิ่งที่ประสกสร้างขึ้น  จิตวิญญาณจริง ๆ ของเรามิได้อยู่ในโลกนี้แล้ว  การทักทายแบบนั้นเห็นจะไม่ถูกต้องสักเท่าไหร่' หลวงจีนหานเอ้อหลางกล่าว


            'ข้าเห็นยอดของอาคารทดสอบแรกเรืองแสง  แสดงว่าพวกเพื่อน ๆ ของข้ากำลังทำการทดสอบอยู่' ไป่ฉีกล่าว


            'นับว่าสหายเจ้าฉลาดพอสมควร  พวกเขากำลังดูว่าความเร็วสูงสุดของคนที่ช้าที่สุดในกลุ่มคือเท่าไหร่  แล้วปรับความเร็วให้เท่ากันทั้งหมด' หานเอ้อหลางกล่าว  นี่เป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการผ่านด่านแรกนี้


            'ท่านก็เป็นแบบนี้ตั้งแต่สมัยก่อน  ท่านบอกกฎพวกเขาไม่หมด  ท่านควรบอกพวกเขาด้วยว่าทุกระยะที่ใกล้ขึ้น  เวลายิ่งนานขึ้น  พื้นที่เดินจะยิ่งเดินยากขึ้น' ไป่ฉีกล่าว


            'ประสกอยากให้พวกเขาสร้างสายสัมพันธ์และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันไม่ใช่หรือ  อีกอย่างเราอยากทดสอบการใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหาของพวกเขาด้วย' หานเอ้อหลางกล่าว


            'ยังคงเน้นหลัก ศีล  สมาธิ  ปัญญาเหมือนเดิมสินะ' ไป่ฉีกล่าว


            'หน้าที่ทดสอบเป็นของเรา  ประสกมีอะไรจะไปทำก็ไปทำเถอะ' หานเอ้อหลางกล่าว


            'ข้าฝากท่านด้วย' กล่าวจบไป่ฉีก็ตัดการติดต่อไปทันที


            “บ้าจริง  ทำไมมันยิ่งวิ่งลำบากขึ้นเรื่อย ๆ กันล่ะ” มู่ซื่อเฉิงเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของด่านทดสอบ


            “ดูเหมือนว่ายิ่งเวลาผ่านไปนานขึ้น  ทางเรียบจะหายไป  เหลือแต่ทางวิบากล่ะนะ” หลี่ซีหยานกล่าว  เขาพบว่าระยะทางถูกเพิ่มขึ้นจากการที่พื้นเปลี่ยนเป็นเนินขึ้น ๆ ลง ๆ ตั้งแต่ที่พวกเขาผ่านระยะ 5 เมตรไปแล้ว


            “ฉันว่ายิ่งเข้าใกล้หลวงจีนรูปนั้นมากขึ้น  ทางเดินจะยิ่งลำบากขึ้นนะ” ต้าถงกล่าว


            “จะทำอะไรก็รีบทำเถอะ  ไอ้กำแพงหนามนั้นใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ แล้ว” เพื่อนในกลุ่มต้าถงคนนึงกล่าว


            “ลองกันดูสักตั้ง” อยู่ ๆ ไป๋หู่ก็เริ่มเร่งความเร็วขึ้น


            “เฮ้ย  ไป๋หู่  นายจะเร่งจังหวะก็บอกกันก่อนสิเฟ้ย  อ๊าก” เพื่อนในกลุ่มของต้าถงคนหนึ่งที่ตามความเร็วไม่ทันได้ล้มลงและถูกหนามแทงทะลุแน่นิ่งอยู่ที่กำแพง


            “ขอโทษ  ไต้ซือ  ถ้าหากพวกเราผ่านหมดแล้วคนที่โดนหนามแทงตายล่ะ” ไป๋หู่วิ่งไปก็ถามหลวงจีนที่อยู่อีกฟากไปด้วย


            “เขาคนนั้นก็ต้องอยู่ทดสอบคนเดียวจนกว่าจะผ่าน” หลวงจีนตอบ


            “พวกนายพร้อมจะเริ่มกันใหม่รึเปล่า” ไป๋หู่ถาม


            “มันออกจะน่ากลัวนะที่จะให้ตัวเองโดนหนามเสียบน่ะ” มู่ซื่อเฉิงกล่าว


            “ยังไงเราก็ไม่ตายอยู่แล้ว  แต่ต้องรับความเจ็บปวดจากการถูกหนามแทงเหมือนจริง” หลี่ซีหยานกล่าว


            เมื่อทุกคนตัดสินใจกันแล้ว  พวกเขาก็พุ่งเข้าหาหนามที่อยู่ข้างหลังแทน  แต่สิ่งที่พวกเขาไม่คาดคิดคือ  เมื่อพวกเขาวิ่งไปหาหนาม  ทางเลื่อนกลับเปลี่ยนทิศทางแทน  พวกเขามองหน้ากันอย่างงุนงง


            “สิ่งต้องใจมิได้มา  สิ่งมิต้องใจกลับได้มา” หานเอ้อหลางกล่าวประโยคสั้น ๆ เป็นการบอกใบ้ให้กับพวกเขา  ก่อนที่พวกเขาจะกระโดดไปหาหนามทันที  ร่างของพวกเขาถูกหนามแทงจนตาย


            เมื่อฟื้นขึ้นมาจากความตาย  การทดสอบก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง  ครั้งนี้ทุกคนวิ่งเต็มฝีเท้า  หากแต่พวกเขาวิ่งเข้าหาหนาม และสิ่งที่เกิดขึ้นคือ  ยิ่งพวกเขาวิ่งเข้าหากำแพงหนามเร็วมากขึ้นเท่าไหร่  พื้นเลื่อนก็ยิ่งเลื่อนเร็วขึ้นจนสุดท้ายทุกคนถูกทำให้ถอยมาอยู่ตรงหลวงจีนครบทุกคน


            “ตอนนี้พวกเจ้าได้รู้จักสิ่งที่เรียกความอยากของตนแล้ว  จงจำไว้  สิ่งที่อยากได้อยากมี  ยิ่งแสวงหา  ยิ่งห่างไกล  คนเรามีความต้องการไม่สิ้นสุด  เมื่อไม่ได้ก็เป็นทุกข์เฉกเช่นพวกเจ้าตอนที่ต้องการวิ่งมาหาเรา  ต่างพยายามหาวิธีวิ่งเข้ามาหา และก็ต้องพบกับหนทางอันไม่สิ้นสุด  แต่เมื่อพวกเจ้าวิ่งเข้าหากำแพงหนามก็เหมือนกับพวกเจ้าละความต้องการของตน คือกิเลสได้นั่นเอง  หนทางที่แท้จริงจึงปรากฏ” หานเอ้อหลางกล่าว


            “พอเข้าใจบ้างนิดหน่อยครับ  แล้วพวกเราผ่านรึเปล่า” มู่ซื่อเฉิงถาม


            “พวกเจ้ามาถึงตรงจุดที่เราอยู่ได้  ก็ถือว่าผ่านด่านนี้แล้ว” หลังจากหานเอ้อหลางกล่าวจบ  ก็เกิดประตูขึ้นข้างหลังของเขา


            “ไต้ซือ  ก่อนไปขอถามชื่อท่านได้รึเปล่า” ไป๋หู่ถาม


            “ธรรมทั้งหลายนั้นว่างเปล่า  ถามถึงชื่อได้อย่างไร  อดีตธรรมได้ดับไปแล้ว  อนาคตธรรมยังมาไม่ถึง  ปัจจุบันธรรมก็ไม่ได้ตั้งอยู่  แล้วจักถามถึงชื่อของใครเล่า  สุญตธรรมไม่ใช่มนุษย์ หรืออมนุษย์  ก็ไม่อาจเข้าถึงความเป็นสิ่งใด ๆ ทั้งปวง” หานเอ้อหลางหยุดดูพวกเพื่อนของไป่ฉีครู่หนึ่งจึงพูดต่อ


            “นามทั้งหลายล้วนว่างเปล่า  นามทั้งหลายไม่อาจเข้าถึง  สัพธรรมไร้ซึ่งนาม  แล้วปรารถนาจะถามนามกร  หมายจะรู้นามที่แท้จริงได้อย่างไร  ซึ่งไม่เคยได้เห็นได้ยินมาก่อน  อันธรรมแห่งการเกิดก็ต้องดับ  แล้วจะถามถึงนามได้อย่างไร  การกล่าววาจาถึงนามก็เป็นสมมติบัญญัติทั้งสิ้น” หานเอ้อหลางเห็นว่าเพื่อนของไป่ฉีแต่ละคนยังไม่อาจเข้าใจถึงความหมายที่ลึกลงไปของธรรมที่ตนกล่าวจึงส่ายหน้าแล้วพูดต่อ


            “พวกเจ้าสามารถเรียกเรากว่า  หานเอ้อหลาง  ชาวยุทธ์ให้ฉายาเราว่า  เทพปราบมาร” หานเอ้อหลางกล่าวจบร่างของเขาก็สลายกลายเป็นละอองแสงไปทันที  ส่วนเพื่อนของไป่ฉีก็เดินออกจากอาคารด่านแรก  ไปยังอาคารด่านที่ 2 ต่อทันที

    __________________________

    +ฝากเพจนิยายด้วยครับ+