หลังจากห่าวหรานเดินเข้ามายังป่าแห่งการทดสอบในส่วนที่ลึกขึ้น เขาก็ได้ต่อสู้กับพวกสัตว์อสูรฟ้าดินอีกนิดหน่อย แต่พวกมันไม่ได้แข็งแกร่งเท่ากับ เ้าหมาป่าเขี้ยวทมิฬ และเ้าอสูรต้นไม้ร้อยปีที่เจอก่อนหน้า แถมยังไม่มีของล้ำค่าในร่าง ห่าวหรานจึงไม่คิดที่จะต่อกรด้วยให้เสียเวลา เขาใช้ความเร็วในการหลบหลีก จนผ่านมาถึงทางแยกที่ซึ่งมีป้ายปักอยู่สองอัน
อันหนึ่งมีใจความว่าทางซ้าย 'ค่ายกลหุ่นไม้' ทางขวา 'ค่ายกลหุ่นโลหะ'
เมื่ออ่านจบห่าวหรานก็นิ่งคิดเล็กน้อยเพื่อตัดสินใจว่าควรจะไปทางไหนดี
"หุ่นไม้ กับหุ่นกลกระนั้นรึ? หากยามนี้ข้าเป็หนึ่งในผู้เข้าทดสอบพวกนั้น ก็ควรจะเลือก หุ่นไม้
เพราะมันน่าจะเอาชนะได้ง่ายกว่าโลหะ…แต่ถ้ามันง่ายดายขนาดนั้น สถานที่แห่งนี้คงไม่เรียกว่าป่าแห่งการทดสอบ งั้นข้าขอไปทางด้านนี้ก็แล้วกัน" เมื่อห่าวหรานตัดสินใจได้ มันจึงตัดสินใจมุ่งหน้าไปขวา ซึ่งก็ค่ายกลหุ่นโลหะ
และเมื่อเข้ามาถึงสิ่งที่ห่าวหรานได้พบก็คือ….หุ่นกลโลหะสีเงินตัวใหญ่ทะมึน ท่าทางน่าเกรงขาม ที่ยืนสูงตระหง่านอยู่ ทว่า…มันดูเหมือนจะเป็แค่เศษเหล็กไร้ชีวิตเสียมากกว่า ไม่ขยับ ไม่มีท่าทีจะจู่โจมห่าวหรานที่อยู่ตรงหน้าแม้แต่น้อย
"นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน? มันพังแล้วรึ? " ห่าวหรานยืนแหงนหน้ามองเ้าหุ่นโลหะร่างั์ด้วยความงุนงงสงสัย แต่ในเมื่อมันไม่คิดที่จะขัดขวาง หรือต่อสู้กับห่าวหราน เด็กหนุ่มก็ไม่คิดที่จะสนใจมันเช่นกัน เขาเดินผ่านไปทางด้านหลังของเ้าหุ่นกลโลหะไปอย่างง่ายดาย….
***
ณ หอคอยสูงด้านนอกป่า ชายชราาุโในชุดขาว กับชายหนุ่มที่มีนามว่า เทียนเจิง ก็กำลังสนทนากันอยู่ถึงเื่ของห่าวหราน
"ช่างกล้าหาญ และตัดสินใจได้ดี เ้าคิดเช่นนั้นหรือไม่เจิงเทียน"
"ขอรับท่านเ้าสำนัก นับว่าเ้าหนุ่มผู้นี้ทำได้ไม่เลวทีเดียว หากเป็ผู้ทดสอบคนอื่นเมื่อตอนกลางวันส่วนใหญ่ก็มักจะเลือก ค่ายกลหุ่นไม้ เพราะล้วนคิดเหมือนกันว่า ไม้นั้นทำลายได้ง่ายกว่าโลหะ ซึ่งก็นับว่าคิดถูกแต่…ที่พวกเขาไม่คาดก็คือ หุ่นไม้ในด่านนั้นมีจำนวนมากมายมหาศาล แถมพวกมันยังฟื้นฟูตัวเองได้เรื่อย ๆ หากจับกลุ่มหลายคนร่วมกันต่อสู้ ก็คงจะพอผ่านไปได้ แต่ถ้ามีตัวคนเดียวล่ะก็ คงจะเสียเวลามากโขอยู่"
"ใช่แล้ว ในขณะที่อีกด้านก็มีเพียงหุ่นกลโลหะที่ข้าไม่ได้ใส่จิตปราณเอาไว้ หากผู้ทดสอบเลือกทางนั้น ก็สามารถผ่านไปยังด่านทดสอบต่อไปได้อย่างง่ายดาย เช่นเ้าหนุ่มผู้นี้อย่างไรเล่า.."
"ขอรับท่านเ้าสำนัก แต่จากนี้ไปก็จะเหลือด่านทดสอบด่านสุดท้ายที่เ้าหนุ่มผู้นี้ต้องผ่าน ท่านเ้าสำนักคิดว่าเขาจะออกมา…."
แต่ยังมิทัน ที่ชายหนุ่มที่มีนามว่า เทียนเจิงจะกล่าวถามจบ ชายชราเ้าสำนักก็พลันสะบัดแขนเสื้อเดินหันหลังจากไปพร้อมกับรอยยิ้ม และพูดว่า"นี่ก็ดึกโขแล้วพวกเราแยกย้ายไปพักผ่อนกันเถอะ วันรุ่งพรุ่งนี้ยังมีการทดสอบรอบสุดท้ายอยู่"
เทียนเจิงที่ได้ฟังก็ยกสองมือขึ้นประสานก่อนค้อมตัว ส่งเ้าสำนักาุโของมัน "ขะ…ขอรับ…" แต่ภายในในใจก็ยังมีคำถามค้างคาอยู่ว่า ห่านหรานจะใช้เวลาในด่านทดสอบสุดท้ายมากน้อยสักเพียงใด ก่อนจะออกมาจากป่า
***
ตัดกลับมาอีกด้านยามนี้ ห่าวหรานได้เดินมาถึงด่านทดสอบสุดท้ายที่ชื่อว่า ด่านแห่งคุณธรรมเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเงื่อนไขในด่านนี้นั้นง่ายแสนง่าย ก็เพียงแค่ช่วยเหลือ หนึ่งในเหล่าหญิงชราลึกลับที่ยืนรออยู่โดยการทำบางอย่าง เช่นคุ้มครองนางออกจากป่าอย่างปลอดภัย หรือตามหาลูกหลานนางที่พลัดหลงกันให้พบ ก็ถือเป็อันจบ พวกนางมิใช่มนุษย์จริง ๆ หากแต่เป็จิตปราณมายาที่เ้าสำนักปราณพิทักษ์ฟ้าสร้างขึ้น
ในตอนทดสอบจริงเมื่อ่กลางวัน นั้นมีไม่กี่คนที่คิดยื่นมือช่วยเหลือพวกนาง เพราะห่วงว่าจะตนจะเสียเวลา และออกไปจากป่าไปได้ช้ากว่าคนอื่น แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่า จากด่านทดสอบนี้ หากคิดจะออกไปด้วยเองตนจะต้องเสียเวลาเพิ่มขึ้นอีกเป็เท่าตัว เพราะหนทางจริงนั้นถูกลวงตาไว้จิตปราณมากมาย มีเพียงเหล่าหญิงชราเหล่านี้เท่านั้นที่รู้ทางออกจริง ๆ ดังนั้นการมีน้ำใจช่วยเหลือนาง ก็เท่ากับได้ออกจากป่าไวกว่าขึ้นนั้นเอง
ซึ่งกรณีของห่าวหรานนั้น มันไม่ลังเลเลยที่จะช่วยพวกนางเลยสักนิด เพราะยามนี้ไม่ต้องทำเวลาแข่งกับผู้ใด บวกกับความมีคุณธรรมที่ติดตัวมาอยู่แล้ว แม้นห่าวหรานจะดีรู้ว่าพวกนางไม่ใช่มนุษย์ เพราะเนตรเทวะรู้แจ้งที่ดวงตาข้างซ้ายก็ตาม…
"พวกท่านยายมีอันใดให้ข้าช่วยหรือไม่" ห่าวหรานตรงเข้าไปหาเหล่าหญิงชรา และกล่าวถามด้วยใบหน้าหน้าแต้มยิ้ม ก่อนที่หญิงชรานางหนึ่งจะกล่าวตอบมันด้วยสีหน้าไม่สบายใจ
"โอ้…หลานชายเ้ามาพอดี รบกวนเมตตาช่วยเหลือคนแก่อย่างข้าหน่อยได้หรือไม่ พอดีว่าข้าพลัดหลงกับหลานสาวในป่าแห่งนี้ ไม่รู้ยามนี้นางเป็ตายร้ายดีเช่นไรแล้ว" เมื่อห่าวหรานได้ฟังมันก็ยิ้มกว้างอย่างสดใส ก่อนจะยืดอกรับคำขอของหญิงชราผู้นั้นอย่างเต็มใจ
"ข้ายินดีเป็อย่างยิ่งขอรับท่านยาย ว่าแต่ท่านพลัดหลงกับนางตรงไหนพอจะบอก หรือพาข้าไปได้หรือไม่"
พอหญิงชราผู้นั้นได้ฟังก็ดีใจเป็อย่างมาก ก่อนที่นางจะรีบพาห่าวหรานเดินกลับไปยังทางที่มันพึ่งจะผ่านมา
หากจะเปรียบเทียบห่าวหรานกับผู้ทดสอบคนอื่นเมื่อ่กลางวัน คนเ่าั้แค่รู้ว่าต้องเดินกลับไปทางเก่าที่ต้องต่อสู้กับสัตว์อสูรฟ้าดินดุร้าย พวกมันก็พลันหน้าถอดสี รีบคืนคำไม่ช่วยหญิงชรากันหลายคน ก่อนจะตัดสินใจหาทางออกจากป่ากันเอง ซึ่งผลลัพธ์ก็คงไม่บอก พวกมันล้วนไม่ติดอันดับ 100 คน และต้องตกรอบกลับบ้านไปตามระเบียบ
ผิดกับห่าวหรานที่มีความกระตือรือร้นเป็อย่างยิ่ง มันไม่สนใจเื่ของทางออกจากป่าสักนิด มีเพียงแค่ความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะช่วยหลานสาวของหญิงชราเท่านั้น
หญิงชราพาห่าวหรานเดินวกไปวนมา บางครั้งก็มีนิ่งคิดหลายนาที คล้ายแกล้งถ่วงเวลา แต่ห่าวหรานก็มิได้ใส่ใจ หรือมีความกังวลใด ๆ จนกระทั่งค้นหากันอยู่สักพักในที่สุด ห่าวหรานหลายสาวของหญิงชรา ทว่า…
นางมิได้กำลังนอนสลบอยู่บนพื้นดินตามลำพัง ข้างกาย ๆ มีเงาร่างขนาดใหญ่ของสัตว์ดุร้ายตัวหนึ่งเดินป้วนเปี้ยนไปมาอยู่
ซึ่งเ้าสัตว์ร้ายตัวนี้มีชื่อว่า อสูรสมิงอัสนีเกราะหนาม เมื่อห่าวหรานใช้เนตรเทวะรู้แจ้งตรวจสอบมันก็พบว่า อสูรฟ้าดินตัวนี้ มีความแข็งแกร่งอยู่ใน ชั้นปฐีระดับสูง เทียบเท่ากันเ้าอสูรต้นไม้ร้อยปีก่อนหน้าที่เคยประมือด้วย แต่ที่น่าเสียดายยิ่งกว่า คือในร่างของมันไม่มีของล้ำค่าใด ๆ อยู่เลยสักชิ้น มันคล้ายถูกสร้างขึ้นด้วยจิตปราณขั้นสูงเพื่อ มีไว้ทดสอบผู้เข้าร่วมเสียมากกว่า
ห่าวหรานรู้สึกสึกผิดหวังเป็อย่างมาก แต่ถึงอย่างไรเสียมันก็ไม่เปลี่ยนความคิดที่จะช่วยหลานสาวของหญิงชราอยู่ดี
"เข้ามาเลยเ้าอสูร ข้าไม่เกรงกลัวเ้าสักนิด..!" ห่าวหรานเอ่ยขึ้นด้วย แววตาที่มุ่งมั่น และกล้าหาญมาก ก่อนจะพุ่งทะยานเข้าไปยืนเผชิญหน้า กับเ้าสมิงอัสนีร่างใหญ่โตน่าเกรงขาม
โฮกกกกกกกกกกก…กกกกกกกกกกก..!!
พอเห็นห่าวหราน เ้าอสูรร้ายก็ส่งเสียงคำรามดังลั่นป่าด้วยความโกรธเกรี้ยว ก่อนที่มันจะกระโจนเข้าใส่ทันที เงาร่างสีดำทะมึนลอยอยู่กลางอากาศบดบังแสงจากดวงจันทร์บนท้องฟ้าที่ส่องลงมาจนมืดมิด
ที่แรกห่าวหรานหลงคิดว่าเ้าสมิงอัสนีอาจจะเชื่องช้าเพราะมีขนาดตัวที่ใหญ่โต ทว่า…ผิดคาดมันกลับมีความรวดเร็วว่องไวที่น่าเหลือเชื่อ ห่าวหรานถึงกับต้องพลันะโถอยไปด้านหลังหลายสิบก้าวก่อนที่จะโดนร่างของเ้าสมิงอัสนีบดขยี้ กายใหญ่โตกระแทกลงพื้นจนเกิดแรงสั่นะเืไปไกลหลายสิบลี้ทั่วผืนป่า ห่าวหรานเองที่ถอยห่างออกมาก็เสียการทรงตัวไปพอสมควรจากพลังอันมหาศาลนั้น
เมื่อเ้าสมิงอัสนีเกราะหนาม…รู้ว่าตัวว่าคู่ต่อสู้หลบการจู่โจมเมื่อสักครู่ได้ มันก็ไม่รอช้าที่จะเล่นงานห่าวหรานต่อในทันที เ้าสมิงอัสนีเกราะหนาม แยกเขี้ยวขาว พร้อมย่อตัวต่ำ จากนั้นก็พุ่งเข้าหาห่าวหรานอย่างรวดเร็วปานสายฟ้า และดูเหมือนนี้ จะมิใช่แค่คำเปรียบเปรยเพราะ มันคือสายฟ้าจริง ๆ .! ที่แผ่ออกมาจากเกราะหนามทั่วร่างของเ้าสมิงอัสนี
ยามนั้นห่าวหรานถึงกับพลันตกตะลึงเป็อย่างยิ่ง มันไม่เคยเจอกับคู่ต่อสู้ที่ใช้จิตปราณสายฟ้ามาก่อนในชีวิต เนื่องจากจิตปราณสายฟ้านั้นถือว่าเป็จิตปราณที่หายาก ไม่ว่าจะในหมู่สัตว์อสูรฟ้าดิน หรือในหมู่มนุษย์
ความเร็วของเ้าสมิงอัสนีเกราะหนามขนาดนี้ ห่าวหรานไม่มีทางหลบพ้นแน่ และที่สำคัญตัวมันเองไม่มีเคล็ดวิชาจิตปราณธาตุดิน ซึ่งใช้หักล้างทางวิชาจิตปราณธาตุสายฟ้าอีกด้วย
"แย่แล้ว แบบนี้แย่แน่ ๆ เห็นที่ข้าคงต้องใช้เคล็ดวิชา ปราณอสูรร่วมคำรามสีเทา ป้องกันตัว และตอบโต้กลับเพียงอย่างเดียวเท่านั้น มิรู้ว่าจิตปราณไร้ธาตุนี้ จะช่วยได้มากน้อยสักเพียงใด" สีหน้าของห่าวหรานดูหวั่นวิตกเป็อย่างมาก แต่ในเมื่อไร้หนทางอื่น มันจึงต้องลองเสี่ยงดู
เมื่อนั้นห่าวหรานจึงโคจรจิตปราณสีเทาปกคลุมทั่วร่าง ก่อนจะก้าวขาข้างหนึ่งถอยไปด้านหลัง จากนั้นก็กำหมัดแน่น เตรียมจะต่อยปะทะกับเ้าสมิงอัสนีเกราะหนามที่พุ่งเข้ามาถึงตัว
"เอาล่ะนะ ย้ากกก..กกกก!!" ห่าวหรานส่งเสียงดังลั่นพร้อมพุ่งหมัดเข้าใส่เ้าสมิงอัสนีเกราะหนาม
และเมื่อทั้งสองปะทะกันก็พลันบังเกิดแสงสีขาวส่องสว่างจ้าออกมาทั่วบริเวณป่าแทบนั้น
"กะ…เกิดอันใดขึ้น….!"
ห่าวหรานร้องอุทานออกมาด้วยความใ ยามนั้นดวงตาของมันพร่ามัวจนมองไม่เห็นสิ่งใดรอบกายอยู่สักพัก แต่หลังจากนั้นแสงประหลาดก็เริ่มจางหาย ห่าวหรานค่อย ๆ ลืมตามามอง ก่อนจะพบว่าตนเองกำลังยืนอยู่ที่ปากทางออกจากป่า โดยที่เบื้องหน้าของมันมี เงาร่างโปร่งใสของหญิงชรา และหลานสาวของนางกำลังยืนส่งยิ้มบาง ๆ ให้อยู่
"ขอบใจมากนะหลานชาย ที่ช่วยหลานสาวของข้า เอาล่ะเ้าผ่านการทดสอบแล้วจงออกจากป่าแห่งการทดสอบแห่งนี้ไปเถิด" หญิงชราเอ่ยขึ้น ก่อนที่นาง และหลานสาวข้างกายจะค้อมตัวให้ห่าวหราน และร่างกายก็ค่อย ๆ เริ่มเลือนรางหายไปอย่างแช่มช้าในที่สุด
จะว่าไปก็ดูเป็ภาพที่น่าขนลุกอยู่ไม่น้อย คงเพราะยามนี้เป็กลางคืนด้วยกระมัง หญิงชรากับหลานสาวนาง จึงดูเหมือนิญญาของภูตผี…
ตัวของห่าวหรานเองมิได้หวาดกลัวเท่าไหร่ มันเองก็มอบรอยยิ้มกลับไป ก่อนจะหันหน้ามายังทางออกจากป่า และกล่าวขึ้น
"ในที่สุดก็ออกมาได้เสียที ว่าแต่นี้มันยามอะไรกันแล้วนะ ดูเหมือนข้าจะเข้าไปไม่นานเท่าไหร่" เมื่อพูดจบห่าวหรานก็บิดกายไปมาด้วยความเมื่อยขบ จากนั้นจึงใช้วิชาตัวเบาพุ่งทะยานกลับไปยังห้องพักอย่างเงียบเฉียบ…
นี้คงเป็หนึ่งในไม่กี่คืนที่ทำให้ห่าวหรานรู้สึกสนุกสนานเป็อย่างมาก ทว่า….ตัวมันมิได้ล่วงรู้เลยว่า ยามนี้บนแท่งศิลาปราณอักษรจัดอันดับได้มีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปเรียบร้อย
และเ้าสิ่งที่เกิดขึ้นมาใหม่นี้ ก็กำลังจะสร้างความวุ่นวายอย่างมหาศาล ในยามเช้าของวันทดสอบรอบสุดท้ายที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า…
จบบทที่ 13