เขมจิรารีบวิ่งกลับมาตั้งสติที่ห้องของตัวเอง เส้นทางนั้นช่างแสนยาวนาน ตลอดระยะเวลาที่เกิดมาเธอไม่เคยสัมผัสถึงความรู้สึกนี้มาก่อน วินาทีนั้นที่กำลังจะจูบกับเขา มันช่างแปลกประหลาดเสียจนไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรกันแน่
ราวกับว่าผีเสื้อกำลังบินวนในท้อง แต่กลับรู้สึกหนักอึ้งไปทั่วตัวจนแทบขยับไม่ได้ หัวใจที่เคยนิ่งสงบกลับเต้นระส่ำระสาย เลือดภายในร่างกายสูบฉีดขึ้นสุด
“เขาจะผิดหวังไหมนะ” เธอเอ่ย นึกย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ที่เผลอผลักเขาออก
เมื่อเดินลงไปที่โต๊ะอาหารก็เห็นว่าเรวัชนั่งอยู่ก่อนแล้ว ทันทีที่ทั้งสองคนสบตากัน อีกฝ่ายทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขณะที่เธอรู้สึกอึดอัดไปหมด
“มาทานข้าวสิ” เขาเอ่ยชวน
“อืม” เขมจิรานั่งลง สังเกตว่าอีกฝ่ายไม่ได้เอ่ยถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ นั่นแปลว่าเขาคงไม่อยากให้เธอพูดถึงเช่นกัน “มีเปียโนอยู่ที่ห้องคุณด้วย คุณเล่นเป็นหรือเปล่า”
เรวัชถึงกับต้องตวัดสายตามองเธอ ในแววตาสื่อมองด้วยความเวทนากับคำถาม
“ก็ต้องเป็นอยู่แล้วสิ ไม่งั้นผมจะซื้อมาทำไม” เขาประชด
“อ๋อ จริงด้วย” เธอตอบ ในใจรู้สึกอับอายเป็นอย่างมาก “คุณสนใจเปียโนตั้งแต่เมื่อไหร่ คงเรียนไว้เอาใจสาวๆล่ะสิ”
“ผมเรียนตั้งแต่เด็กแล้ว” เขาตอบอย่างไม่สบอารมณ์
เขมจิราต้องรู้สึกเอะใจขึ้นมา เมื่อวานเขตได้บอกว่าชีวิตของพวกเขานั้นเต็มไปด้วยความทุกข์ทนมากมาย แต่ใครเป็นคนสอนเปียโนให้กับเรวัชล่ะ
แม้ในปัจจุบันดนตรีชนิดนี้จะสามารถหาเรียนได้ทั่วไป ทว่าเมื่อย้อนกลับไปยี่สิบกว่าปีก่อน คนที่ชีวิตผ่านความทุกข์ยากแบบเขามาจะไปเรียนได้อย่างไร
ใครสอนเขากัน?
“แม่ของผมเป็นคนสอนผมเอง” เรวัชโพล่งออกมาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย ยิ่งเห็นสีหน้าตั้งคำถามของเธอก็รู้ได้ทันที
“แม่ของคุณเหรอ?”
“ใช่”
“เธอเป็นอาจารย์สอนเปียโนเหรอ” เขมจิราเห็นท่าทางที่คล่องแคล่วของเขา จึงคิดว่าน่าจะเรียนมาพอสมควร “เธอชื่ออะไรล่ะ เผื่อฉันจะรู้จัก”
“คุณไม่รู้จักหรอก เธอตายไปยี่สิบปีแล้ว”
คำตอบของเขาทำเอาบรรยากาศบนโต๊ะอาหารหยุดนิ่งไปในทันที ถ้าแม่ตายไปแล้ว แล้วใครดูแลพวกเขากัน? เขตเคยพูดไว้เมื่อวานว่าสิ่งที่พวกเขาเจอนั้นร้ายแรงกว่าต้นน้ำเสียอีก
“ฉันเสียใจด้วย” เธอเอ่ย
“เรื่องอะไร” เขาถามกลับ
“ทุกอย่าง... เสียใจสำหรับเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้น”
เรวัชชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าฉายแววสับสนขึ้นมา ก่อนจะรีบเปลี่ยนกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
“วันนี้คุณว่างหรือเปล่า” เขาถาม
“อืม ว่าง”
“งั้นก็ไปช่วยผมทำความสะอาดชั้นสามหน่อยสิ” เขาเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ
“อะไรนะ คุณจะให้ฉันขึ้นไปที่ห้องนั้นอีกเหรอ”
“ทำไม ไม่อยากช่วยหรือไง”
“อยากสิ” เธอรีบพยักหน้าตอบ
แม้จะแปลกใจกับคำชวนของอีกฝ่าย ทว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะสามารถแอบค้นทุกอย่างในห้องนั้นด้วยความแนบเนียนโดยที่เขาไม่สงสัย
เธออาจจะมีโอกาสรู้ประวัติของเขามากขึ้น
หลังจากทานอาหารเสร็จ เรวัชพาเขมจิรากลับเข้ามายังห้องนอนอีกครั้งหนึ่ง ภาพเมื่อชั่วโมงก่อนฉายขึ้นมาซ้ำๆ จนเธอต้องบอกตัวเองให้สนใจงานตรงหน้ามากกว่า
รอไม่นานเขาก็เดินมาพร้อมกับอุปกรณ์ทำความสะอาดมากมาย
“งั้นก็มาเริ่มทำกันเถอะ” เขาพูด
ทั้งสองคนช่วยกันทำความสะอาดห้องนอนอย่าง ‘จริงจัง’ สิ่งของที่ไม่ได้ใช้ สิ่งของที่ไม่จำเป็น ถูกเขมจิรายัดใส่ถุงดำจนหมดสิ้น เสื้อผ้าที่เคยยัดใส่ตู้ถูกรื้อออกมาพับใหม่อย่างเรียบร้อยเป็นระเบียบด้วยฝีมือของเธอ เหลือเพียงแค่ลิ้นชักสุดท้าย ทุกอย่างในตู้เสื้อผ้าก็จะเสร็จเรียบร้อยทั้งหมด เขมจิราไม่รอช้ารีบเปิดออกทันที
“อย่าพึ่ง!” เรวัชร้องห้าม ทว่ากลับไม่ทันเสียแล้ว
กางเกงชิ้นเล็กชิ้นน้อยหรือจะเรียกอีกอย่างก็คือ ‘กางเกงชั้นใน’ ของเรวัชถูกเปิดออกมาสู่สายตาทั้งหญิงสาว ซึ่งภาพตรงหน้าทำเอาเธอถึงกับนิ่งไปชั่วขณะ
“เอ่อ ฉะ ฉันว่าฉันไปทำความสะอาดที่ชั้นหนังสือดีกว่า”
“อืม รีบไปเถอะ” เรวัชเร่ง
เธอไม่รอช้า ทิ้งให้เขาเป็นคนปิดลิ้นชักนั้นด้วยตัวเอง
เขมจิราย้ายตนเองมาที่ชั้นหนังสือ แล้วเริ่มทำความสะอาดอีกครั้งหนึ่ง ไม่นานเรวัชก็เดินตามมา แต่เธอสังเกตว่ามีเศษฝุ่นบางส่วนติดอยู่ที่ผมของเขา จึงถือวิสาสะยื่นมือไปหยิบออก ทว่าอีกฝ่ายกลับไหวตัวทัน
“จะทำอะไร” เขาถาม
“อยู่นิ่งๆ สิ”
เขมจิราเขย่งเท้าเล็กน้อย มือข้างหนึ่งเอื้อมไปจับไหล่ชายร่างสูงคนนี้ไว้ ส่วนมืออีกข้างก็หยิบเศษฝุ่นออกไปอย่างช้าๆ อย่างบรรจง
“ดูสิ เศษฝุ่นติดผมนายเต็มไปหมดเลย ทำความสะอาดยังไงเนี่ย” เธอบ่น
เรวัชไม่ได้ตอบโต้กลับ ทว่าใบหูกลับเริ่มมีสีแดงขึ้นมาแทน ขณะที่ทำความสะอาดก็ไม่มีสมาธิจดจ่อมากพอ
“ผมหิวน้ำ ขอตัวไปดื่มน้ำก่อนนะ” เขาเอ่ยออกมา “คุณอยากดื่มอะไรไหม”
“ขอน้ำเปล่าสักแก้วแล้วกัน”
“ได้” เรวัชตอบ ก่อนจะรีบเดินออกไป
เขมจิราจึงอาศัยจังหวะนี้ค้นตู้หนังสืออย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ก่อนหน้านี้เรวัชเดินตามติดตัวเธอเป็นเงา ทำให้ไม่มีเวลาค้นหาอะไรทั้งนั้น นี่จึงเป็นโอกาสอันนี้เยี่ยม
ทุกที่ภายในห้องนอนถูกทำความสะอาดหมดแล้ว ยกเว้นก็แต่ชั้นหนังสือตรงนี้ เขมจิรามองค้นอย่างละเอียด ทว่ากลับไม่มีอะไรเลย จนกระทั่งเธอได้ไปสะดุดตากับหนังสือเล่มหนึ่ง
มันเป็นเพียงหนังสือแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวเริงรมย์ทั่วโลก แต่ในนั้นกลับมีภาพใบหนึ่งถูกเก็บซ่อนเอาไว้ รูปภาพนั้นถูกฉีกขาดเหลือเพียงเสี้ยวหนึ่ง เมื่อพลิกกลับมาดูก็เห็นว่าเป็นภาพของชายคนหนึ่งที่คุ้นเคย แม้ใบหน้ามีความแก่ชราเล็กน้อยแต่ยังคงความหล่อเหลาเอาไว้ ภายในแววตานั้นแฝงไปด้วยเล่ห์กล
“คุณปู่บวรยศ” เขมจิราคาดว่าน่าจะเป็นภาพถ่ายครอบครัว แต่รูปภาพกลับถูกฉีกขาด “ทำไมเรวัชถึงมีภาพใบนี้”
เป็นความจริงที่น่าตกใจ ในตอนแรกเธอคิดว่าสาเหตุความแค้นอาจจะมาจากเรื่องธุรกิจ เพราะเคยได้ยินมาว่าทั้งปู่บวรยศและย่าช่อม่วงต่างช่วงชิงธุรกิจของครอบครัวอื่นมาเป็นของตัวเองมากมาย จนสามารถมั่งคั่งได้อย่างทุกวันนี้
แต่ถ้าหากว่าสาเหตุไม่ใช่เรื่องของธุรกิจล่ะ?
เขมจิราพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกัน แต่ก็มีบางอย่างที่ไม่สมเหตุสมผล ทว่ายังไม่ทันที่จะได้คิดอะไรไปมากกว่านี้ เสียงฝีเท้าของใครบางคนดังขึ้นที่ด้านนอก จึงต้องรีบเก็บรีบภาพนั้นเข้าที่เดิมในทันที
“น้ำมาแล้ว ดื่มสิ” เรวัชยื่นให้เธอ
“ขอบใจมาก” เขมจิรารับน้ำมาดื่มด้วยความตื่นตระหนก กลัวว่าจะถูกเขาจับได้ จนเผลอสำลักน้ำออกมา
เรวัชไม่รอช้ารีบเข้ามาประคองเธอเอาไว้ แล้วดุ “ก็แล้วทำไมต้องรีบดื่มขนาดนั้นด้วยเล่า”
“ฉันไม่เป็นไร” เธอปฏิเสธ ทว่ากลับยังสำลักไม่หยุด จนหน้าแดงไปหมด
“จะทำอะไรก็มีสติหน่อยสิ” เขาดุเธออีกครั้ง ในขณะที่มือก็ลูบแผ่นหลังของคนในอ้อมแขนไปมาอย่างช้าๆ จนกระทั่งเสียงเงียบไปในที่สุด เรวัชเชิดใบหน้าของเขมจิราขึ้นมา เห็นว่ามีน้ำตาบางส่วนกำลังคลอเบ้าอยู่ เขาไม่รอช้าหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาทันที “อยู่นิ่งๆ”
คราวนี้กลับเป็นเธอเองที่ถูกอีกฝ่ายบอกให้อยู่นิ่งๆ เขมจิราเห็นท่าทางจริงจังของเขา ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจกำลังมองตรงมาที่เธออย่างเป็นกังวล ในขณะที่ผ้าผืนนั้นกำลังซับน้ำตาของเธอเบาๆ ด้วยความบรรจง
เขมจิรานึกแปลกใจกับท่าทางในวันนี้ของเรวัชเป็นอย่างมาก ปกติอีกฝ่ายมักจะแสดงท่าทีโมโหร้าย ชอบพูดจาทำร้ายจิตคนอื่นอยู่เป็นประจำ แถมยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ ทว่าวันนี้กลับดูนิ่งเงียบเป็นพิเศษ แถมยังคลายความระแวงสงสัยในตัวเธอไปจนหมด เขาแทบจะไม่เหมือนเรวัชคนเดิม...
“เสร็จแล้ว” เขาเอ่ย
“ขอบคุณมาก” เขมจิราขยับตัวออก “พวกเรามาทำความสะอาดกันต่อเถอะ”
ทั้งสองคนช่วยกันจนทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ขณะที่กำลังทำความสะอาดอยู่นั้นเธอก็แอบลอบสังเกตเขาไปด้วยว่าจะมีปฏิกิริยาอย่างไรกับหนังสือเล่มนั้น ทว่าอีกฝ่ายกลับยังนิ่งเงียบ จนกระทั่งทั้งสามคนนั้นกลับมาจากโรงฝึก
เด็กน้อยสองคนและผู้ใหญ่หนึ่งคนเต็มไปด้วยคราบเหงื่อ ผมเปียกชื้นไปหมด แต่ใบหน้ากลับยิ้มมีความสุข เธอไล่ให้พวกเขาไปอาบน้ำ ก่อนจะทานอาหารเย็น
ในระหว่างนั้นเขมจิราจึงมีโอกาสอยู่กับเรวัชสองต่อสองอีกครั้งหนึ่ง
“พรุ่งนี้ฉันจะกลับบ้านแล้วนะ ขอบคุณมากสำหรับความช่วยเหลือที่ผ่านมา”
มือที่กำลังถือแก้วน้ำอยู่ถึงกับชะงัก “คุณจะกลับแล้วเหรอ”
“อืม พรุ่งนี้ฉันต้องไปทำธุระต่อ อีกอย่างบัลลังก์ไม่ได้เจอกับตายายมานานแล้วด้วย”
“แล้วจะกลับมาอีกเมื่อไหร่” เขาถามเน้นย้ำ “หมายถึงจะกลับมาหาต้นน้ำอีกเมื่อไหร่”
“ก็คงจะเป็นสัปดาห์หน้า”
“งั้นก็ไปเถอะ” เขากล่าว
ในค่ำคืนนั้นเรวัชที่เคยเอาแต่ใจ ปากร้าย และอารมณ์ฉุนเฉียวเริ่มกลับมาอีกครั้ง