การปะทะระหว่างหนิงหลงผู้กลายร่างเป็อสูรกับบุรุษลึกลับผู้มาจากวิหารวารีเทพ สร้างความชุลมุนต่อผู้หน้าคนกำแพงเมืองเป็อย่างมาก
หนิงหลงในร่างอสูรแม้จะมีพละกำลังมหาศาลมากพอจะบดขยี้ระดับจอมยุทธได้ง่ายๆ แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับบุรุษจากวิหารวารีเทพที่ระดับสูงกว่าจอมยุทธอยู่หลายขุม ทำให้หนิงหลงไร้หนทางต่อต้าน ส่งผลให้เขาถูกบุรุษหนุ่มจากวิหารโจมตีอยู่ฝ่ายเดียว
ด้วยผลกระทบจากเจตจำนงโลหิตปีศาจมันทำให้เขาไม่หลงเหลือความเป็มนุษย์อีกต่อไปแล้ว ทั้งความคิด จิติญญา และร่างกาย ในเวลานี้หนิงหลงไม่ต่างอะไรจากสัตว์ร้ายไร้สติปัญญา มีแต่ความดิบเถื่อน เคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณสัตว์ป่าเท่านั้น
หลังจากโดนบุรุษจากวิหารโจมตีอยู่พักหนึ่ง อสูรร้ายหนิงหลงก็เริ่มแสดงอาการาเ็ออกมา และเริ่มมองหาทางหนีออกจากการต่อสู้ แต่ไม่ว่าจะพยายามหนีเท่าไรก็ไม่พ้น ไม่นานอสูรร้ายหนิงหลงได้โดนกำราบลงในที่สุด
เหล่าฝูงชนเห็นดังนั้นจึงต่างพากันมาล้อมดูด้วยความสนใจ พวกเขาเคยเห็นอสูร แต่ไม่เคยเห็นมนุษย์ที่กลายเป็อสูรมาก่อน
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมมนุษย์ถึงกลายเป็อสูรไปได้”
“ข้าว่ามันคงเป็อสูรที่แฝงตัวมาแน่ๆ”
“ไม่มีทางหรอก แม้แต่ปีศาจก็ยังทำไม่ได้ นับอะไรกับอสูรที่ไร้สติปัญญา”
ทุกคนเริ่มแสดงความคิดเห็นต่างๆนาๆ มีเพียงพ่อบ้านหวัง และหลิ่งซานเท่านั้นที่รู้อะไรเป็อะไร
ทั้งสองมองดูสภาพปางตายของหนิงหลงด้วยความปวดใจ โดยเฉพาะหลิ่งซานผู้เป็ศิษย์เพียงคนเดียว เขากำหมัดแน่นตั้งใจจะะโออกไปชิงตัวอาจารย์ออกมา แต่กลับถูกพ่อบ้านหวังดึงเอาไว้ก่อน
“ท่านจะปล่อยให้อาจารย์ตายอย่างนั้นรึ” หลิ่งซานเค้นเสียงไม่พอใจต่อการกระทำของพ่อบ้านหวัง
“อย่าได้อวดดีให้มากนัก เ้าไม่เห็นคนพวกนั้นรึไงกัน” พ่อบ้านหวังกล่าวอย่างใจเย็น แม้ลึกๆในใจจะร้อมรุ่มยิ่งกว่าไฟก็ตาม
“ฟังให้ดี เมื่อข้าให้สัญญาณ จงรีบพานายน้อยหนีเข้าป่าอีกด้านไปให้เร็วที่สุด มุ่งหน้าตรงขึ้นเขาลูกนั้นและอย่าได้หันกลับมา” พ่อบ้านหวังหันไปกระซิบเบาๆที่ข้างหูหลิ่งซาน พลางชี้นิ้วไปที่ป่าทึบใกล้ๆกำแพง ในขณะกล่าวอธิบายมือหนึ่งก็หยิบเอาห่อผ้าเล็กๆในอกเสื้อออกมา มันถูกห่อไว้อย่างดีโดยพ่อบ้านหวัง
“แต่ครอบครัวข้าล่ะ” หลิ่งซานลังเล เขาและคนในตระกูลได้อพยพติดตามหนิงหลงมาหลบภัยที่เมืองแห่งนี้ แต่เหตุการณ์ตอนนี้กลับวุ่นวายไปหมด ใจหนึ่งก็อยากช่วยหนิงหลงผู้เป็อาจารย์ แต่จะให้ทิ้งคนในตระกูลก็ไม่ได้
“ยังพอมีเวลา เ้ารีบไปบอกคนในครอบครัวให้ล่วงหน้าไปเจอกันที่หลังเขาลูกนั้น” พ่อบ้านหวังแนะนำ เขามองออกถึงความคิดของหลิ่งซาน
“ได้” หลิ่งซานพยักหน้ารับพร้อมกับวิ่งออกไปแจ้งแก่ทุกคนในตระกูล ก่อนจะรีบวิ่งกลับมา
หลังจากเอาชนะอสูรร้ายหนิงหลงลงได้อย่างง่ายดาย บุรุษหนุ่มจากวิหารวารีเทพก็ตั้งใจจะสังหารอีกฝ่ายเพื่อเอาผลึกออกมา เขาก้าวไปใกล้ร่างแดงฉานของหลิงหลงอย่างใจเย็น พร้อมกับเชิดหน้ายิ้มเล็กน้อย
การมาครั้งนี้เขาได้หน้าไม่น้อย ทั้งผู้อพยพและเหล่าทหารต่างก็กล่าวสรรเสริญกันไม่หยุดปากต่อการกระทำของเขาแล้วจะไม่ให้รู้สึกดีได้อย่างไร
ในขณะที่กำลังจะลงมือปลิดชีพอสูรตรงหน้า พ่อบ้านหวังก็หยิบม้วนกระดาษเก่าๆในห่อผ้าขึ้นมาฉีก ท้องฟ้าที่เคยสว่างสดใสก็พลันแดงฉานราวกับโลหิต คลื่นลมพายุเริ่มถาโถมเข้ามาไม่หยุด รุนแรงจนขนาดหอบเอาทหารบนกำแพงเมืองปลิวกระเด็นตกจากกำแพงไปหลายสิบคน
“นี่มัน..คลื่นพายุโลหิตของปรมาจารย์หนิงหวง....ปะ เป เป็ไม่ได้ เขาตายไปแล้วนิ” บุรุษผู้มาจากวิหารหน้าซีดเผือดทันที เขาเคยเห็นมันมาก่อน เป็วิชาของปรมาจารย์หนิงหลงจ้าววิหารคนเก่า
“หนีออกจากหน้ากำแพงเมืองให้ไกลที่สุด” บุรุษหนุ่มะโสุดเสียง เขาเป็ถึงศิษย์ของวิหารทำไมจะไม่รู้ว่าพลังทำลายของวิชาขั้นเซียนรุนแรงแค่ไหน วิชานี้สามารถทำลายทุกอย่างที่อยู่ต่ำกว่าขั้นเซียนได้ทั้งหมด มันเป็วิชาขั้นสูงของปรมาจารย์หนิงหวง เขาไม่มีทางมายืนรอความตายอยู่เฉยๆเป็แน่
สิ้นเสียงเตือนทุกคนต่างพากันวิ่งหนีตายกันชุลมุนไปกันคนละทิศละทาง ไม่มีใครอยู่ให้ความสนใจหนิงหลงในร่างอสูรอีกต่อไป แม้แต่บุรุษหนุ่มผู้โค่นหนิงหลงลงได้ก็ยังวิ่งหนีเอาตัวรอดไม่รอใคร
“พานายน้อยหนีไปก่อน ข้าจะคอยดูหลังให้เอง” พ่อบ้านหวังเอ่ยเตือนสติหลิ่งซานที่ยืนแข็งตกตะลึงกับเหตุการณ์ตรงหน้า
พลันเมื่อได้สติหลิ่งซานก็รีบวิ่งไปแบกร่างอสูรของหนิงหลงพุ่งทะยานตรงเข้าป่าไปอย่างรวดเร็ว ด้วยระดับผู้ฝึกยุทธขั้น 6 ร่างกายอันใหญ่โตเกินมนุษย์ของหนิงหลงไม่ได้เป็ปัญหาต่อความเร็วเขาเลยแม้แต่นิดเดียว