ความเย็นเยียบในน้ำเสียงของเขาทำให้ทั่วทั้งวิหารคล้ายจมลงในห้วงแห่งอากาศที่ถูกแช่แข็ง
“จะ.. จะ.. เ้า!”
ทุกคนต่างกำมือแน่น ดวงตาแดงก่ำ ความหวังทั้งหมดที่พวกเขามีต่อชายผู้นี้แตกสลายลงอย่างไร้ชิ้นดี
และก่อนที่คำพูดสุดท้ายจะสิ้นสุด โอดินก็กระซิบออกมาเบาๆอย่างไร้เยื่อใย
“ด้วยเหตุนี้.. ข้าจะไม่ช่วยเหลือพวกแกหรอกนะ?”
ประโยคนั้นชัดเจนราวกับคำพิพากษาจาก์ ความเงียบสงัดที่ตามมานั้นถูกแทนที่ด้วยเสียงกรีดร้องด้วยความโกรธ
เสียงคำรามของผู้วิวัฒน์ระดับสูงดังกึกก้อง ราวกับเสียงปืนใหญ่นับพันลั่นพร้อมกัน
“งั้นแกก็ตายไปซะ!”
“โอดินนนนนนนน!!!!”
พวกเขาไม่อาจทนต่อความเ็าที่โอดินแสดงออกได้อีกต่อไป ดวงตาของแต่ละคนแดงก่ำไปด้วยความโกรธแค้น
เปลวพลังอันยิ่งใหญ่ของแต่ละคนปะทุขึ้นพร้อมกันจนเกิดเป็การสั่นะเืรุนแรงไปทั่ววิหาร ทุกคนปลดปล่อยพลังสุดยอดของตนออกมาโดยไม่รั้งรอ หมายจะสังหารโอดินให้สาสมกับความทรยศต่อความหวังอันสุดท้ายของเผ่าพันธุ์มนุษย์
“อ่อนหัด!”
แต่ในเสี้ยวพริบตาเดียวที่พวกเขายังไม่ทันได้ขยับตัวเต็มที่ โอดินก็ได้เคลื่อนไหว
ร่างของเขาเคลื่อนผ่านกลุ่มคนนับสิบอย่างมั่นคงโดยที่มือทั้งสองยังคงไพล่หลังไว้ประหนึ่งผู้สูงศักดิ์ที่กำลังเดินชมสวนในยามเช้า
ไม่แม้แต่จะยกแขนขึ้น ไม่ร่ายเวทย์ ไม่ตั้งกระบวนท่า ทว่าร่างของเหล่าผู้กล้าทั้งหมดกลับถูกสบั้นออกเป็นับร้อยๆชิ้นในทันทีที่ตัวตนของเขาเดินผ่าน พวกเขาร่วงหล่นลงไปกับพื้นอย่างไร้ชีวิต โลหิตพวยพุ่งอาบย้อมไปทั่วทั้งส่วนลึกของวิหาร
ใบหน้าของทุกคนก่อนตายเต็มไปด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด พวกเขาไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าชายผู้นี้ได้ร่ายเวทย์เมื่อใด
การเคลื่อนไหวของเขาไม่ต่างอะไรไปจากสายฟ้าที่ฟาดผ่านท้องฟ้าครั้งเดียวและผลาญทุกสรรพสิ่งในเสี้ยววินาที ไม่กระทั่งจะมีการร่ายเวทหรือแสดงท่วงท่า ไม่มีเสียงกระซิบของมนตรา ไม่มีการใช้มือหรืออาวุธใดๆ ทุกสิ่งเกิดขึ้นเพียงแค่เขาเดินผ่าน
และในขณะที่วิหารยังคงสั่นะเืด้วยไอเืและกลิ่นแห่งความตาย
โอดินก็หยุดยืนอยู่กลางลาน หยาดโลหิตที่เปื้อนเสื้อคลุมสีเงินขาวของเขาไหลรินลงเป็เส้นสาย ประหนึ่งลวดลายจากฝีมือศิลปินผู้บรรจงบันทึกภาพการล้างแค้นลงบนผืนผ้าใบแห่งประวัติศาสตร์ ดวงตาสีเงินของเขาไม่แสดงความรู้สึกใดๆ
ยังคงจ้องมองไปข้างหน้า ราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นก็เป็เพียงความจำเป็ เป็เพียงเื่ธรรมดาของผู้ที่เลือกจะไม่ถูกทรยศอีกต่อไป เป็จุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดแห่งความเมตตาและจุดเริ่มต้นแห่งการทวงคืนสิ่งที่ถูกพรากไป
ซึ่งในตอนนั้นเองที่โอดินได้ถูกคลายผนึกออกจากพันธนาการนับพันปี พลังิญญาอันทรงอำนาจของเขาก็ได้โหมซัดกระหน่ำไปทั่วทั้งอาณาเขตบริเวณ จิติญญาโบราณสะท้อนก้องราวกับระฆังศักดิ์สิทธิ์ที่กระทบ์
ฟ้าดินสั่นะเื อากาศแปรปรวนจนแม้แต่กาลเวลายังเหมือนจะชะงักนิ่งอยู่ชั่วขณะ
ทุกสรรพชีวิตทั่วทั้งพื้นพิภพที่เข้ามารุกรานโลกมนุษย์ต่างก็ต้องหยุดนิ่งโดยไม่ได้นัดหมาย
สิ่งมีชีวิตมากมายที่ตกอยู่ในห้วงแห่งการทำลายล้าง ต่างก็ััได้ถึงตัวตนที่ครั้งหนึ่งเคยเลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์
ตัวตนที่เคยเป็ผู้พิทักษ์ผู้ยิ่งใหญ่และในคราเดียวกันก็เป็ผู้ที่ถูกทรยศจากเผ่าพันธุ์ของตนเอง
“โอดิน..”
ัเทพอัคคีซูเรนอส ผู้มีร่างกายยาวนับพันเมตรเกล็ดสีเพลิงที่โอบล้อมด้วยเปลวไฟแห่งธาตุิญญาชั้นสูง กำลังลอยกายอยู่เหนือเมฆหมอกอันร้อนระอุ ดวงเนตรัของมันเบิกกว้าง มองไปยังทิศทางที่กระแสพลังได้พุ่งพล่านขึ้น มันไม่ต่างอะไรจากแสงสุดท้ายก่อนวันล่มสลาย
“ในที่สุดผู้นำแห่งวิหารทั้งหกของเผ่าพันธุ์มนุษย์ก็ตกตายลงแล้วสินะ!”
ถ้อยคำนั้นเปล่งออกมาพร้อมกับรอยยิ้มเย้ยหยัน แสยะเขี้ยวขึ้นประหนึ่งได้มองเห็นชัยชนะอันสมบูรณ์แบบ
“หึ?”
ขณะที่เสียงคำรามต่ำลึกก็พลันดังขึ้นจากอีกมุมของโลกา ปีศาจโลหิตเบเฮมอทซึ่งมีร่างขนาดมหึมาไม่ต่างจากเทือกเขาทั้งลูกกำลังลุกขึ้นจากแอ่งเืที่ไหลนองไปทั่วทั้งเมือง ดวงตาแดงฉานจ้องมองไปยังทิศทางเดียวกับซูเรนอสด้วยความกระหาย
ร่างของมันคล้ายวัวปีศาจผสมเงือก สายเืโบราณในตัวมันเดือดพล่านจากการตื่นของโอดิน
“ปราการสุดท้ายของเผ่าพันธุ์มนุษย์เรอะ? มันจะเท่าไหร่กันเชียว!!”
ก่อนที่มันจะกระแทกเท้าทั้งสี่ลงสู่พื้นดินจนเกิดรอยแตกแยกยาวหลายร้อยเมตร ผืนดินยุบตัวดั่งขุนเขาพังทลาย
ในพริบตาเดียว มันก็ะโพุ่งทะยานออกไปยังทิศทางที่ััได้ถึงพลังของผู้ยิ่งใหญ่
โอดินเองซึ่งยืนอยู่กลางซากวิหารที่พังพินาศััได้ถึงเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งมากมายนับไม่ถ้วน พลังที่กำลังหลั่งไหลเข้ามายังโลกมนุษย์ทั้งจากปฐี มหาสมุทร ดินแดนฟากฟ้า
“ไม่คิดเลยว่าาศักดิ์สิทธิ์จะบังเกิดขึ้น ทำให้ประชากรของมนุษย์หลายพันล้านต้องตกตายลง ตอนนี้แทบจะััไม่ได้เลยด้วยซ้ำ!”
หลังจากที่คิดจบ ตัวของเขาก็ไม่พูดอะไรต่อ ดวงตาสีเงินว่างเปล่าคู่นั้นจ้องมองฟากฟ้าเพดานวิหารเหนือหัว
มือขวาถูกยกขึ้นสูงเหนือศีรษะ ฝ่ามือกางออกช้าๆ ราวกับกำลังคว้าจักรวาลทั้งใบไว้ในอุ้งมือ ในชั่วเสี้ยววินาที ลวดลายวงเวทย์โบราณได้เริ่มก่อตัวขึ้นกลางอากาศ วงเวทย์ซ้อนทับกันหลายชั้น แสงสว่างเจิดจ้าสาดกระจายออกมาทั่วทั้งฟ้า
“เวทย์มนตร์ัโบราณ พายุวินาศพันหาว!”
เมื่อสิ้นคำสั่ง ลวดลายของวงเวทย์ที่มีรูปร่างคล้ายปีกัหมุนวนเป็เกลียวไล่ระดับตามแรงหมุน
วงเวทย์นั้นกว้างใหญ่ ลอยอยู่เหนือศีรษะของเขาอย่างสง่างาม
กระทั่งเมื่อเวทสมบูรณ์ พื้นที่ภายในวงเวทย์เกิดลมหมุนอย่างรุนแรงดูดฝุ่น เศษหิน และเศษซากความทรงจำให้ลอยขึ้นไปบนท้องนภา
“ปังงงงงงงงงงงงง!”
สายลมดังก้องราวกับอสนีบาตในห้วงหายนะ วินาทีนั้นวิหารที่เคยยิ่งใหญ่และพื้นที่ทั้งหมดโดยรอบได้แตกสลายกลายเป็เศษซากแห่งความทรงจำ ทุกผนัง ทุกเสา ทุกบัลลังก์ ทุกโบราณสถานล้วนถูกกลืนหายเข้าไปในพายุ ไม่มีแม้แต่เศษอิฐก้อนเดียวหลงเหลือให้ระลึกถึง
ลมพัดกลายเป็พายุหมุนขนาดั์ที่กินพื้นที่หลายสิบกิโลเมตร
สร้างม่านอากาศสีฟ้าเงินที่บดบังแม้แต่แสงของดวงอาทิตย์ ทุกกระแสลมที่พัดคือคมดาบเร้นรังสีซึ่งตัดทุกมิติให้ขาดสะบั้น
พายุแห่งัวินาศได้ก่อตัวขึ้นแล้ว และมันคือปรากฏการณ์แห่งภัยพิบัติ มันคือการล้างแค้น มันคือความโกรธสะสมมานับพันปี มันคือคำตอบของการทรยศ มันคือการฟื้นคืนของความกลัวในโลกที่เคยเชื่อว่าตนกุมอำนาจสูงสุด
และบัดนี้ มันคือการเริ่มต้นของยุคสมัยอีกครั้ง พร้อมเป็การปลดปล่อยสัญญาณว่าตัวตนของเขาได้กลับคืนมาแล้ว