ปังๆๆ!
เสียงเคาะประตูอย่างบ้าคลั่งทะลุผ่านบานไม้ทุกจังหวะที่กระแทกลงมาเปรียบเสมือนค้อนที่ตอกย้ำลงบนโสตประสาทของจี้ทิง
เขายกมือขยำเสื้อกุมท้องที่ปวดบิดจนตัวงอพลางพลิกกายตั้งท่าจะยันตัวลุกขึ้นทว่าประตูห้องกลับถูกถีบจนเปิดออกด้วยเสียงสนั่นหวั่นไหว
ตอนนั้นเองชายฉกรรจ์สองคนปราดเข้ามาถึงข้างเตียงคว้าคอเสื้อจี้ทิงดึงขึ้นมาเพื่อพิสูจน์ใบหน้า ก่อนจะหันไปรายงานคนด้านนอก“ท่านประธานจี้ครับ เป็คุณชายรองไม่ผิดตัวแน่ครับ”
ท่านประธานจี้งั้นเหรอ?จี้ทิงยังไม่ทันจะได้ประมวลผลกับคำเรียกขานนั้นร่างของเขาก็ถูกบอดี้การ์ดทั้งสองเหวี่ยงลงจากเตียงอย่างไร้ความปรานี
เข่าของจี้ทิงกระแทกพื้นเข้าอย่างจังความเ็ปแล่นริ้วจนทำให้เขาน้ำตาคลอหน่วย ในสภาพอันน่าสมเพชเช่นนั้นสายตาของเขาเหลือบไปเห็นรองเท้าหนังสีดำพื้นแดงคู่หนึ่งก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า
ผู้ที่มาใหม่เปี่ยมด้วยอำนาจบารมีทว่าน้ำเสียงที่เอ่ยออกมากลับเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน“จี้ทิง นายทำให้ฉันเปิดหูเปิดตาแล้วจริงๆ”
จี้ทิงตกอยู่ในภวังค์วูบหนึ่งคนตรงหน้าเรียกชื่อเขาถูกไม่ผิดแน่ แต่ว่า... เขามีความจำที่เฉียบคมเหนืุ์และเขามั่นใจมากว่าไม่เคยได้ยินเสียงของผู้บุกรุกทั้งสามคนนี้มาก่อนเลยในชีวิต
เมื่อเห็นจี้ทิงนิ่งเงียบไม่ไหวติง‘ประธานจี้’ ก็กวาดสายตามองไปรอบห้องที่ซอมซ่อก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ทำไมล่ะนายเสวยสุขในตระกูลจี้มาตั้งหลายปีเพิ่งจะสำนึกได้หรือไงว่าฐานะลูกนอกสมรสอย่างนายนั้นมันต่ำต้อยเลยคิดจะกลับมาซุกหัวอยู่ในซอกตึกโสโครกแบบนี้?”
ลูกนอกสมรส...
คำๆนี้เปรียบเสมือนชนวนเหตุประหลาด จี้ทิงฝืนความเ็ปเงยหน้าขึ้นมองช้าๆและในวินาทีที่เห็นใบหน้าของ ‘ท่านประธานจี้’ชัดเจนความรู้สึกเจ็บแปลบราวกับเข็มทิ่มแทงก็พุ่งเข้าสู่ท้ายทอยของเขาอย่างรุนแรง
ภาพเหตุการณ์หนึ่งพลันผุดขึ้นมาเขาเห็นร่างของตนเองมอดไหม้เป็จุณในกองเพลิงจากการะเิ หลังจากนั้นความทรงจำชุดใหม่ก็ไหลบ่าเข้ามาในสมองราวกับกระแสน้ำเชี่ยวกราก
‘เสพติดรักจนเกินห้ามใจ’ นิยายวายแนวฮาเร็ม และ‘จี้ทิง’ ก็คือตัวละครฝ่ายรุกตัวสำรองลำดับที่สี่ที่จืดจางที่สุด
ท่ามกลางความทรงจำที่สับสนเขาก็ได้พบคำตอบถึงตัวตนของ ‘ท่านประธานจี้’นั่นก็คือ จี้ทิงมีพี่ชายต่างมารดา และพี่ชายคนนี้ก็เป็ฝ่ายรุกเมะตัวสำรองลำดับที่สามในนิยายเื่นี้
“จี้... เยี่ยนจื๋อ?”
ได้ยินแบบนั้นแววตาของจี้เยี่ยนจื๋อก็เ็าขึ้นอีกหลายส่วน “จี้ทิงเลิกเล่นละครตบตาได้แล้ว ฉันไม่มีเวลามาดูนายแสดงหรอกนะ”
เขาสะบัดมือเล็กน้อยจากนั้นบอดี้การ์ดสองคนก็เข้ามารวบตัวจี้ทิงให้ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง
เมื่อบังคับให้จี้ทิงยืนตัวตรงได้แล้วจี้เยี่ยนจื๋อก็เอ่ยถามอย่างไม่รีบร้อน “ฉันจะถามนายอีกครั้งเมื่อวานนายไปเจอใครที่ไห่เฉิง และนายทำอะไรลงไปบ้าง?”
จี้ทิงจ้องมองชายหนุ่มที่มีดวงตาคมกริบราวกับใบมีดน้ำแข็งตรงหน้าเขาไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงความสงสัยที่สะท้อนออกมาผ่านคำพูดพึมพำ“ไห่เฉิง...”
จี้เยี่ยนจื๋อเห็นท่าทางนั้นก็เหมารวมเอาว่าน้องชายสารเลวของเขากำลังแกล้งโง่จึงพูดเสียดสี “ดูเหมือนคุณชายรองจะดื่มหนักไปหน่อยเอาไปทำให้สร่างในห้องน้ำหน่อยไป”
“ครับ!” บอดี้การ์ดกึ่งหามกึ่งลากจี้ทิงที่ก้าวเดินอย่างโซซัดโซเซเข้าไปในห้องน้ำ
เมื่อเห็นบอดี้การ์ดเริ่มเปิดน้ำจนเต็มอ่างล้างหน้าจี้ทิงก็เอียงคอถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “พวกนายตั้งใจจะจับหัวฉันกดลงไปงั้นเหรอ?”
บอดี้การ์ดชะงักไปเล็กน้อยพวกเขาเริ่มรู้สึกได้ว่า จี้ทิงในวันนี้ดูเปลี่ยนไปเป็คนละคน
ปกติแล้วถ้าคุณชายรองถูกท่านประธานจี้จับได้แบบนี้ถ้าเขาไม่พยายามดิ้นรนหนีก็ต้องแผดเสียงโวยวายอาละวาด แต่นี่นอกจากจะไม่ขัดขืนน้ำเสียงที่ใช้ก็ยังดูสุขุมนุ่มลึกอย่างประหลาด
จี้ทิงพยักหน้าเบาๆอย่างเข้าใจ ก่อนจะพูดต่อ “แต่การสำลักน้ำจะส่งผลให้สมองขาดออกซิเจนและแรงไออาจทำให้เส้นเืฝอยในสมองแตกได้ ซึ่งนอกจากมันจะไม่ช่วยให้ฉันหายเมาแล้วยังจะทำให้สติของฉันเลอะเลือนยิ่งกว่าเดิมด้วย”
ทฤษฎีรวบยอดอันยาวเหยียดทำเอาบอดี้การ์ดถึงกับยืนบื้อใบ้พลางนึกในใจว่าคุณชายรองไปเอาความรู้พวกนี้มาจากไหนกัน?
เมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งอึ้งไปจี้ทิงจึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง “ฉันจะไม่ทำให้พวกนายลำบากหรอกเพราะงั้น ขอฉันล้างหน้าเองได้ไหม?”
บอดี้การ์ดทั้งสองมองหน้ากันอย่างชั่งใจก่อนจะยอมปล่อยมือจากแขนของเขา
พวกเขาเห็นคุณชายรองรักษาสัญญาไม่คิดหนีและไม่ก่อเื่ ทว่ากลับค่อยๆแกะซองอุปกรณ์อาบน้ำแบบใช้แล้วทิ้งอย่างเชื่องช้าทว่าดูดีมีชั้นเชิง
จี้ทิงหยิบแปรงสีฟันออกมาพลางจัดระเบียบเนื้อเื่ในหัวอย่างรวดเร็ว
นิยายเื่เสพติดรักจนเกินห้ามใจก็เหมือนกับนิยายวายทั่วไปที่เล่าเื่ราวของฝ่ายรุกเมะสี่คนที่มีนิสัยแตกต่างกันสุดขั้วแย่งชิงฝ่ายรับหรือเคะเพียงหนึ่งเดียวจนแทบกระอักเืและจี้ทิงคือคนที่มีบทบาทจืดจางที่สุดในบรรดาเมะทั้งหมด
แม้จี้ทิงจะเป็เพื่อนสมัยเด็กของตัวละครนายเอกแต่ด้วยฐานะลูกนอกสมรสและนิสัยดื้อรั้น ไม่รู้จักอดกลั้นจึงถูกพี่ชายอย่างจี้เยี่ยนจื๋อเหยียบย่ำอยู่ใต้ฝ่าเท้าเสมอมา
และหนึ่งในไม่กี่ฉากที่จี้ทิงได้โดดเด่นในต้นฉบับคือตอนที่นายเอกหนีไปซ่อนตัวอยู่ที่เมืองไห่เฉิง จึงพบกับเขาโดยบังเอิญและจี้ทิงก็ได้เป็ผู้ช่วยชีวิตอีกฝ่ายไว้ใน่เวลาสั้นๆ นั้น
นั่นหมายความว่า...่เวลาที่เขาทะลุมิติมาในตอนนี้ คือวันรุ่งขึ้นหลังจากที่ได้พบกับนายเอกพอดีดังนั้น ในตอนนี้เขาจึงเป็ ‘เมะ’ เพียงคนเดียวที่รู้ที่ซ่อนของนายเอก
ส่วนจี้เยี่ยนจื๋อที่ยืนทำหน้าั์อยู่ในห้องนั่งเล่นก็คือคนแรกที่บุกมาคาดคั้นที่อยู่ของนายเอกกับเขานั่นเอง
จี้เยี่ยนจื๋อยืนหน้าบึ้งตึงอยู่ในห้องโถงเดิมทีเขาคาดหวังจะได้ยินเสียงโวยวายเหมือนหมาตกน้ำของจี้ทิงแต่สิ่งที่ได้ยินกลับเป็เสียงขยับกายอย่างเป็จังหวะ
เขาชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะเดินไปยังประตูห้องน้ำด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตาซึ่งภาพที่เห็นคือจี้ทิงที่คาบแปรงสีฟันไว้ในปาก พร้อมฟองสีขาวฟูฟ่อง
“พวกนายทำอะไรกัน?” เขาหรี่ตาลงมองบอดี้การ์ดด้วยสายตากดดัน“ฉันสั่งให้พวกนายมาคอยปรนนิบัติเขาล้างหน้าแปรงฟันงั้นเหรอ?”
บอดี้การ์ดหน้าซีดเผือดลงทันทีในขณะที่พวกเขากำลังจะอ้าปากอธิบายแต่จี้ทิงกลับส่งผ้าเช็ดหน้าที่ใช้เสร็จแล้วคืนให้เสียก่อน“วิธีเรียกสติมีตั้งหลายอย่าง ในเมื่อฉันยอมให้ความร่วมมือก็ถือว่าช่วยพี่ประหยัดแรงไปได้มากไม่ใช่เหรอ”
จี้เยี่ยนจื๋อไม่คาดคิดว่าจะได้รับคำตอบเช่นนี้เขาโกรธจนหัวเราะออกมา “ถ้าอย่างนั้นนาย้าน้ำผึ้งอุ่นๆ สักแก้วด้วยไหมล่ะ?”
น้ำเสียงประชดประชันนั้นชัดเจนยิ่งนักทว่าจี้ทิงกลับครุ่นคิดอย่างจริงจังก่อนจะพยักหน้า “ดีเลยขอบคุณครับ”
สิ้นคำนั้นไม่เพียงแต่จี้เยี่ยนจื๋อ แม้แต่บอดี้การ์ดในห้องน้ำยังพากันตัวแข็งทื่อ
นี่คุณชายรองหาวิธีก่อเื่แบบใหม่ได้แล้วเหรอ...ถึงขั้นกล้าใช้จี้เยี่ยนจื๋อเป็คนรับใช้เลยเนี่ยนะ!
จี้เยี่ยนจื๋อจ้องหน้าเขานิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมาอีกครั้ง “จี้ทิงนายคิดว่าก่อนที่ฉันจะถามคำถาม ฉันต้องปรนนิบัตินายให้พอใจก่อนงั้นสิ?”
จี้ทิงสบตาเขา“ก็แค่น้ำผึ้งแก้วเดียว พี่อย่าหาเื่ตีความไปไกลนักเลย”
แววตาของจี้เยี่ยนจื๋อเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งจี้ทิงไปเอาความกล้ามาจากไหนกัน ถึงได้คิดว่าตัวเองมีสิทธิ์มาต่อรองกับเขาได้
ทว่าในตอนที่จี้เยี่ยนจื๋อกำลังจะสั่งสอนให้อีกฝ่ายจดจำบทเรียนเสียงของจี้ทิงก็พลันดังขึ้น...
[วันนี้ปกเสื้อของจี้เยี่ยนจื๋อมีรอยยับแฮะ]
จี้เยี่ยนจื๋อชะงักความโกรธที่กำลังปะทุถูกแช่แข็งไว้เพียงเท่านั้น เขาจึงจ้องเขม็งไปที่จี้ทิงและเห็นได้ชัดเจนว่าอีกฝ่ายไม่ได้ขยับริมฝีปากเลยแม้แต่นิดเดียว
แต่ก่อนที่จี้เยี่ยนจื๋อจะได้ทันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นสายตาของจี้ทิงก็กวาดมองั้แ่อกเสื้อขึ้นไปจนถึง่ไหล่ของเขา หลังจากนั้นเสียงเดิมก็ก้องกังวานขึ้นในโสตประสาทอีกครั้ง...
[เนกไทเป็เส้นเดียวกับเมื่อวาน เสื้อสูทมีรอยเปื้อนฝุ่นปูนจากกำแพงคนที่รักความสะอาดขั้นสุดแบบเขา ไม่มีทางทนกับรายละเอียดเล็กน้อยพวกนี้ได้แน่]
[ดังนั้น จี้เยี่ยนจื๋อน่าจะทิ้งงานที่บริษัทแล้วยอมบินมาหาฉันข้ามคืนเพียงเพื่อจะถามคำถามนี้]
[ถ้าเป็แบบนี้จริง ก็พิสูจน์ได้ว่า... คนที่เวลาเหลือน้อยน่ะคือเขาต่างหาก]
[สรุปแล้ว... คนที่กุมความได้เปรียบและเป็ฝ่ายถูกขอร้องคือฉัน]
สีหน้าของจี้เยี่ยนจื๋อยังคงเรียบเฉยทว่าหัวใจกลับเต้นรัวแรงจนควบคุมไม่อยู่ เขามั่นใจว่านี่คือเสียงของจี้ทิง
ลูกนอกสมรสคนนี้ที่ปกติวันๆเอาแต่สำมะเลเทเมาและเกียจคร้านไม่นึกเลยว่าภายในใจจะมีความคิดที่รอบคอบและเยือกเย็นขนาดนี้ถ้าสิ่งที่เขาได้ยินไม่ใช่ภาพหลอน เขาก็คงต้องยอมรับว่าประเมินคนตรงหน้าต่ำไปจริงๆ
ในขณะที่ทั้งสองต่างฝ่ายต่างจมอยู่ในห้วงคิดบอดี้การ์ดด้านข้างกลับมองหน้ากันด้วยความสับสน
ทำไมจู่ๆท่านประธานจี้กับจี้ทิงถึงเงียบไปเฉยๆ ล่ะนี่กำลังเล่นาประสาทหรือกำลังทายใจกันอยู่หรือว่าท่านประธานจี้จะโกรธจนสติหลุดไปแล้ว
จี้เยี่ยนจื๋อเงยหน้าขึ้นแววตาแฝงความหมายลึกซึ้งที่ยากจะหยั่งถึง “ออกมา”
บอดี้การ์ดทั้งสองสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะรีบหลีกทางให้จี้ทิง
จี้ทิงเดินออกจากห้องน้ำด้วยท่าทีนิ่งสงบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น“ผมรู้สึกไม่ค่อยสบาย เพราะงั้นผมให้เวลาพี่แค่หนึ่งนาทีพูดธุระของพี่มาซะ”
จี้เยี่ยนจื๋อแค่นยิ้มในใจเ้าหมอนี่กล้าดีนักที่มาออกคำสั่งกับเขา “แล้วถ้าปัญหาของฉันมันอธิบายไม่จบภายในเวลาที่นายกำหนดล่ะ?”
จี้ทิงนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าสบตาพี่ชาย
[แค่หนึ่งนาทียังพูดไม่รู้เื่ดูท่าว่าพัฒนาการทางสติปัญญาของจี้เยี่ยนจื๋อคงจะมีปัญหาเสียแล้ว]
สะ...สติปัญญามีปัญหาเนี่ยนะ?!
จี้เยี่ยนจื๋อขมวดคิ้วแน่นแสงไฟแห่งโทสะในดวงตาแทบจะพุ่งออกมาแผดเผาอีกฝ่าย “นาย...”
ในวินาทีนั้นจี้ทิงก็เงยหน้ามองไปที่ประตูห้อง พลางพึมพำในใจ : [หมดเวลา]
จี้เยี่ยนจื๋อชะงักไปกำลังจะเค้นถามว่าจี้ทิงพูดจาเหลวไหลอะไรอีกทว่าเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสองครั้งพอดี เมื่อเขาหันไปมองและพบว่าเป็เลขาที่ควรจะรออยู่ข้างล่าง
“ท่านประธานจี้ครับ” เขาก้าวเข้ามาหาอย่างรวดเร็วแล้วลดเสียงลง“ทั้งศาล ศุลกากร และกรมสรรพากรทั้งสามหน่วยงานร่วมกันออกหนังสือคำสั่งตรวจสอบขอให้ทางเครือบริษัทระงับธุรกรรมทางการเงินของบริษัทลูกทั้งหมดทันที...เราไม่มีเวลาแล้วครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อชะงักงันความสงสัยและข้อสันนิษฐานมากมายประโคมเข้ามาในหัวเขาจ้องมองจี้ทิงด้วยสายตาซับซ้อนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ก่อนจะกัดฟันสั่งการ“ก่อนสองทุ่มคืนนี้ นายต้องกลับไปที่คฤหาสน์”
จี้ทิงอ้าปากจะค้านทว่าน้ำเสียงเ็าและทรงอำนาจของจี้เยี่ยนจื๋อก็ดังข่มขึ้น“นายก็น่าจะรู้ดีว่าถ้าคืนนี้ฉันไม่เห็นหน้านายนายจะต้องเจออะไรบ้าง”
พูดจบเขาก็รอดูท่าทีอีกฝ่ายครู่หนึ่งโชคดีที่จี้ทิงไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา และเขาก็ไม่ได้ยินเสียงประหลาดนั่นอีก
จี้เยี่ยนจื๋อมองจี้ทิงเป็ครั้งสุดท้ายก่อนจะนำคนสนิทก้าวออกจากห้องไป
สองนาทีต่อมารถเบนท์ลีย์ มูซานก็เคลื่อนตัวออกจากตรอกแคบๆ ของย่านเมืองเก่า
จี้เยี่ยนจื๋อฟังรายงานจากเลขาด้วยดวงตาคมลึกดูครุ่นคิดทว่ายังคงปิดปากเงียบ
“ฟางเจี๋ย ตามประกบจี้ทิงต่อไป เราต้องตามหาตัวคนคนนั้นมาให้ได้”
เลขากำลังจะรับคำแต่จี้เยี่ยนจื๋อก็เอ่ยขัดขึ้นอีกครั้ง “แล้วก็...ช่วยนัดหมอประสาทวิทยาที่เชี่ยวชาญด้านอาการหูแว่วให้ฉันด้วย”
เลขาถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง“รับ... รับทราบครับท่านประธานจี้”
ณชั้นบน จี้ทิงยืนอยู่ริมหน้าต่าง ทอดสายตามองรถหรูของจี้เยี่ยนจื๋อที่ค่อยๆลับตาไป
ผ่านไปสักพักกว่าที่เขาจะหันกลับมามองเงาสะท้อนพร่าเลือนของตัวเองบนบานกระจก
ทะลุมิติเข้ามาในนิยาย...จี้ทิงก้มหน้าลงเล็กน้อย พลางหลับตาลง
น้อยครั้งนักที่คนอย่างเขาจะตกอยู่ในสภาวะสมองว่างเปล่าเช่นนี้เพราะเขาไม่สามารถหาตรรกะทางวิทยาศาสตร์ใดๆมาอธิบายปรากฏการณ์ข้ามมิติในครั้งนี้ได้เลย
ทว่าเพียงไม่ถึงครึ่งนาทีเขาก็ปรับสภาวะจิตใจได้สำเร็จแทนที่เขาจะนั่งกลัดกลุ้มกับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นไปแล้วสู้หาทางรับมือกับปัญหาที่จะตามมายังจะดีเสียกว่า
จี้เยี่ยนจื๋อเป็เพียงอุปสรรคแรกในหนังสือเล่มนี้แต่ฝ่ายรุกคนอื่นๆ ในเื่ก็ไม่ใช่พวกที่จะรับมือได้ง่ายๆ เช่นกัน
แน่นอนว่าเขาจะไม่ยอมเข้าไปพัวพันในาแย่งชิงนายเอกเด็ดขาดแทนที่จะถูกดึงเข้าไปในพล็อตเื่ที่วุ่นวายสู้ชิงถอนตัวออกมาอยู่คนเดียวเสียแต่ตอนนี้เลยดีกว่า
อาการปวดมวนในท้องเริ่มกำเริบขึ้นอีกครั้งจี้ทิงสลัดความคิดทิ้ง และเตรียมตัวลงไปซื้อยา
เขาเดินออกจากโรงแรมจนถึงปากซอยในขณะที่กำลังกวาดสายตามองหาร้านขายยาอยู่นั้นสายตาก็พลันไปหยุดอยู่ที่รถตู้คันหนึ่งซึ่งจอดซุ่มอยู่ตรงหัวมุมถนน
จี้ทิง‘เกือบลืมไปเลยว่าต่อจากจี้เยี่ยนจื๋อแล้วยังมีไอ้พวกโรคจิตคอยตามสะกดรอยอยู่ด้วย…’