ทันทีที่เดินเข้าบ้าน ตรีได้ขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาพอดี ตอนนี้ในซาเล้งพ่วงข้างมีของที่ซื้อมาสุมอยู่เต็ม
ดวงฤทัยจูงลูกไปนั่งที่แคร่ใต้ต้นตะขบหน้าบ้านและวางถุงขนมไว้ “อัญนั่งกินขนมข้างนอกนะลูก แม่จะไปช่วยพ่อขนของก่อน”
อัญจรีมองพ่อแม่และยายช่วยกันขนของเข้าบ้านด้วยแววตาเป็ทุกข์ เธอรู้ว่าหากวิ่งเข้าไปช่วยตอนนี้ ทั้งสามคงไม่ยอมและพาเธอแยกออกมานั่งรอเหมือนเดิม ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกถึงความไร้ค่าของตัวเอง
ยิ่งเมื่อคิดถึงคำพูดของชาวบ้านคนนั้นแล้วดวงตาของอัญจรียิ่งพร่ามัว เธอคนนั้นพูดไม่ผิดเลยที่ว่าอัญจรีจะเป็ตัวการทำให้ทุกคนในครอบครัวเดือดร้อน
เพราะความรักในลูกสาวคนเดียว พ่อและแม่ของเธอจึงเอาใจและตามใจในทุกเื่ ผสานกับพื้นนิสัยที่เห็นแก่ตัวมาั้แ่เกิดของตน ทำให้อัญจรียิ่งโตก็ยิ่งนิสัยเสีย อยากได้อะไรแล้วต้องได้ เมื่อถึงวัยเรียน เธอไม่ชอบเรียนโรงเรียนที่ตัวอำเภอ รังเกียจว่าเป็โรงเรียนบ้านนอก ไม่สามารถพูดอวดใครได้และอาละวาดจะไปเรียนในตัวเมืองให้ได้
ค่าใช้จ่ายของโรงเรียนในตัวเมืองไม่ใช่ถูก ๆ ตรีและดวงฤทัยต้องทำงานหนักขึ้น จากที่เข้าไปในเมืองเพื่อขายของวันเว้นวันก็ต้องเข้าไปขายทุกวันแทน ส่วนดวงตาต้องเหนื่อยวิ่งวุ่นเพื่อหาสินค้ามาขายในแต่ละวันด้วย
นอกจากนี้ สองสามีภรรยาก็ต้องอยู่ขายจนมืดค่ำ บางครั้งต้องอยู่จนดึกถึงจะได้กลับบ้าน จึงเปิดโอกาสให้พวกเลวชาติพวกนั้นทำร้ายเอาได้
วันที่เกิดเหตุร้ายกับตรีและดวงฤทัยนั้น อัญจรีจำได้อย่างแม่นยำ เพราะเพิ่งผ่านพ้นวันเกิดครบรอบสิบขวบของเธอมาได้เพียงหนึ่งวัน
ในระหว่างทางกลับบ้าน คู่สามีภรรยาโดนโจรสามคนดักปล้นระหว่างทาง ไม่ปล้นเปล่า ยังบังคับขืนใจดวงฤทัยอีกด้วย ตรีพยายามเข้าไปช่วยภรรยาจึงถูกคนร้ายแทงจนเสียชีวิต และกว่าที่ดวงฤทัยจะได้รับการช่วยเหลือก็่รุ่งสางเข้าไปแล้ว
ดวงตาแทบล้มทั้งยืนเมื่อทราบเื่ เหตุการณ์ในครั้งนั้น เธอต้องสูญเสียลูกเขยไปแบบไม่มีวันกลับ ไม่เท่านั้นยังสูญเสียลูกสาวไปอีกคน แม้ไม่ได้จากตายก็เหมือนตาย มันเป็การตายทั้งเป็
ดวงฤทัยกลายเป็คนเสียสติช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ดวงตาต้องทำงานหนักหาเลี้ยงครอบครัวเพียงลำพัง แล้วในที่สุดก็เกินจะแบกรับ อัญจรีจำต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน
อัญจรีก่นด่าสารพัดกับโชคชะตาร้าย ๆ ที่พบเจอ เธอต้องออกมาช่วยดวงตาขายของ ต้องมาเลี้ยงแม่ที่เสียสติ มิหนำซ้ำ ดวงฤทัยยังตั้งครรภ์ขึ้นมาอีก ตั้งครรภ์กับพวกเลวชาติพวกนั้น
ชีวิตครอบครัวเหมือนตกอยู่ในนรก อัญจรีอยากจะหนีจากนรกขุมนี้ไปให้ได้ แต่รอแล้วรอเล่าก็ยังไม่เห็นหนทางสำหรับตัวเอง เธอทนฝืนค้าขาย ทนเลี้ยงแม่เสียสติและน้องชายที่เป็ง่อยคนนั้นอยู่หกปีเต็ม ในที่สุดเธอก็เจอทางออก
เธอตกหลุมรักอนุชิตหนุ่มหน้าตาดีซึ่งมาทำงานรับเหมาเดินสายไฟภายในหมู่บ้าน เพียงระยะเวลาแค่หนึ่งเดือนที่เจอกัน อัญจรีก็เลือกจะหนีจากนรกไปเดินบนเส้นทางสีกุหลาบที่มีชายหนุ่มคนนั้นรออยู่
แต่น่าเสียดายที่เส้นทางนั้นกลับเป็เส้นทางสีเืแทน
่แรกที่อยู่ด้วยกันนั้นมีแต่ความหวานชื่นตามปกติของข้าวใหม่ปลามัน แต่ไม่ถึงปีเธอก็ต้องตกลงไปในหลุมเืหลุมนั้นและไม่มีทางปีนขึ้นมาได้อีกตลอดชีวิตของตนเอง
อนุชิตมอมเหล้าและผลักเธอให้ไปปรนเปรอนายจ้างของเขา แล้วอัญจรีก็จำต้องใช้ชีวิตแบบนางบำเรอปรนเปรอชายอีกหลายหน้าในบริษัทเหมือนหญิงไร้ค่าคนหนึ่ง
ในเมื่อชีวิตมันบัดซบได้ขนาดนี้แล้ว เธอก็ไม่กลัวที่จะใช้ชีวิตให้บัดซบยิ่งขึ้นอีก อัญจรีเลือกที่จะหนีผู้ชายตัณหากลับพวกนั้นไปอยู่ที่ซ่องใหญ่ประจำเมืองแทน อย่างน้อยในการพลีร่างกายแต่ละครั้งก็ยังได้ค่าตอบแทนกลับมาบ้าง
แล้ววันหนึ่งระหว่างนั่งรับแขก เธอไม่คิดเลยว่าจะเจอดวงตาผู้เป็ยายบุกมาหาถึงที่
ข่าวเื่อัญจรีหันมาทำอาชีพโสเภณีไม่ใช่ความลับ ชายในหมู่บ้านหลายคนยังเคยใช้บริการเธอเสียด้วยซ้ำ และทันทีที่ดวงตารู้ เธอก็รีบมาหาเพื่อห้ามไม่ให้หลานสาวทำอาชีพนี้อีก
วันนั้นยายหลานทะเลาะกันเสียงดังก่อนที่ดวงตาจะยอมจากไปพร้อมกับคำประณามที่น่าเ็ปของหลานสาวติดอยู่ในหู
คำประณามที่ว่า...ครอบครัวไม่มีปัญญาเลี้ยงดูเธอให้ได้ดีทำให้เธอต้องตัดสินใจทำอาชีพนี้เพื่อหาทางออกให้ตัวเอง
ดวงตาหายหน้าไปสามวันแล้วก็มีคนมาส่งข่าวให้
อัญจรีทราบว่าดวงตาได้รมควันฆ่าตัวตาย แล้วเธอก็เลือกพาดวงฤทัยและหลานชายเดินทางไปกับเธอด้วย และวันที่ทั้งหมดสิ้นลมหายใจคือหนึ่งวันหลังจากครบรอบวันเกิดสิบแปดปีเต็มของอัญจรี
ตลอด่งานศพของทั้งสาม อัญจรีไม่มีน้ำตาเลยสักหยด เธอเอาแต่นั่งเหม่อมองหีบศพทั้งสามใบที่ตั้งอยู่ตรงหน้า คำก่นด่าของชาวบ้านไม่ได้เข้าหูเธอแม้แต่น้อย
เมื่อเสร็จสิ้นงานศพ เธอตัดสินใจเดินทางเข้าเมืองหลวงตามคำชักชวนของนายหน้า งานที่ทำก็ไม่พ้นการพลีเรือนร่าง แต่เป็การลงแรงที่ได้เม็ดเงินสูงกว่าที่เคยได้ในจังหวัด
ห้าปีแรก เธอสามารถกอบโกยรายได้เป็จำนวนมากเพราะความสดใหม่ แต่พอเข้าปีที่หก ความนิยมในตัวเธอก็ลดลงซึ่งเป็สัจธรรมที่ว่าเก่าไปใหม่มา
จากชีวิตที่หรูหราก็ค่อย ๆ ลดระดับมาตรฐานลง จากนั่งประจำตู้ ก็กลายเป็ยืนพิงตามเสาไฟ ตามใต้ต้นไม้ รายได้เริ่มไม่แน่นอน บางสัปดาห์ไม่มีเงินเข้ามาเลยก็มี
จะให้เธอเปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่นก็ดูเหมือนไร้ความสามารถ ไร้ความถนัดไปเสียทุกอย่าง
และในทุกครั้งที่อยู่ว่าง ความคิดของอัญจรีมักจะวนเวียนคิดถึงเหตุการณ์ในอดีตอยู่เสมอ หากเธอไม่หนีออกจากหมู่บ้านในคราวนั้น ชีวิตเธอจะเป็แบบไหน หากเธอไม่บีบให้พ่อกับแม่ทำงานหนักจนเกิดเหตุร้าย ชีวิตของเธอจะเป็เช่นไร
หลังจากนั้นความรู้สึกผิดในใจก็ตีเอ่อขึ้นมาไม่หยุด และไม่เคยเหือดหายจากใจเธอได้อีก ยิ่งอายุมากขึ้นในแต่ละปี ความรู้สึกผิดต่อครอบครัวก็ยิ่งทวีคูณ ความรู้สึกอยากขอโทษพ่อแม่และยายแรงกล้าขึ้น แต่น่าเสียดายที่ทั้งสามคนไม่อยู่ให้เธอได้ขอโทษอีก
เพื่อบรรเทาความรู้สึกผิดในใจ เธอเลือกที่จะพึ่งยาและเหล้าเพื่อให้ลืม ซึ่งได้ผลดีใน่ที่ใช้พวกมัน แต่พอพวกมันจากไป ความรู้สึกผิดกับเื่ในอดีตก็วนกลับมา นานวันเข้ากลับกลายเป็เหมือนมีภาพหลอนมาระรานเธอไม่เว้นวัน
หากเป็จิตแพทย์อาจมองว่าเป็อาการติดยาและเหล้าจนหลอนถึงเื่ในอดีต แต่เธอรู้ว่าไม่ใช่ มันคือขุมนรกรูปแบบหนึ่งต่างหาก มันเป็นรกสำหรับคนที่มีชีวิตอยู่ต้องชดใช้ จะยาวนานแค่ไหนนั้นก็อยู่ที่ว่าเ้าตัวทนมันได้แค่ไหน หากวันไหนเกินจะทนได้อีก วันนั้นก็คือจุดจบของนรกบนดินขุมนั้น
แล้วเธอก็เลือกที่จะสิ้นสุดการอยู่บนนรกขุมนี้เมื่อวันเกิดปีที่สามสิบแปดผ่านไป
ระหว่างลอยละล่องอยู่กลางอากาศ เธอรู้สึกอิสระอย่างบอกไม่ถูกเพราะรู้ว่านรกขุมนี้กำลังสิ้นสุดลง แต่เธอก็รู้ว่าความอิสระคงมีได้ไม่นาน เพราะนรกหลังลมหายใจสุดท้ายกำลังเปิดประตูอ้ารับเธออยู่ แต่เธอไม่กลัว ขอแค่ให้เธอได้ชดใช้บาปให้กับพ่อแม่และยาย จะกี่ขุมก็เข้ามาเถอะ
แต่ไม่นึกเลยว่าเมื่อลืมตาขึ้นมาเพื่อจะมองขุมนรกขุมใหม่ให้กระจ่าง กลับกลายเป็ว่าเธอได้เห็นใบหน้าของพ่อแม่และยายด้วยดวงตาของเด็กหญิงอัญจรีวัยห้าขวบ!