ฮูหยินผู้เฒ่าที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้สีดำตัวเล็กเหยียดขาจุ่มลงในอ่างไม้น้ำร้อน โดยมีสาวใช้คนสนิทนามเหมยกุ้ยนั่งยองอยู่เบื้องล่างช่วยนวดฝ่าเท้าให้ ส่วนติงเซียงก็คอยถือผ้าเช็ดหน้าอยู่ข้างๆ คอยรับใช้พลางพูดคุยหยอกล้อให้ฮูหยินผู้เฒ่าเบิกบานใจ
“ฮูหยินผู้เฒ่า คุณหนูสามมาแล้วเจ้าค่ะ”
สาวใช้เอ่ยรายงานพลางเบี่ยงกายยกม่านลูกปัดให้ฉู่จวินหลันก้าวเข้ามา
ฉู่จวินหลันที่พาจื่อเยียนเข้ามาด้วยเดินยิ้มไปถึงห้องใน “ท่านย่า”
ภายใต้แสงโคมสีส้ม ฉู่จวินหลันงดงามอ่อนโยนราวภาพวาด รอยยิ้มละมุนละไม กิริยาสุภาพนุ่มนวล เทียบกับยามออกแรงตบคนต่อหน้าผู้คนแล้วราวกับเป็นคนละคน
“เหตุใดถึงมาเอาป่านนี้” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยถามเสียงเรียบ
ฉู่จวินหลันยิ้มตอบ “เรียนท่านย่า วันนี้ตอนเช้าข้าโดนรับตัวไปที่จวนองค์หญิงใหญ่ มีเรื่องเร่งด่วนทำให้ล่าช้าจึงเพิ่งกลับมาเจ้าค่ะ ไม่อาจปกปิดท่านย่าได้ ทุกวันที่ข้ามาคารวะท่านย่า เห็นท่านย่าสุขสบาย ใจข้าก็สงบ วันนี้ไม่ได้มาปรนนิบัติจึงรู้สึกไม่สบายใจและรีบมาหาท่านย่าในยามนี้ ท่านย่าอย่าเพิ่งเบื่อข้าเลยนะเจ้าคะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าได้ฟังเช่นนี้ใจพลันรู้สึกอิ่มเอม แม้ไม่รู้ว่านางพูดจริงสักเท่าไร แต่คำพูดนี้ก็ทำให้ผู้ฟังสบายใจ
“นั่งลงสิ จะยืนอยู่ทำไม ติงเซียง ไปหยิบผลไม้มาให้คุณหนูสาม”
“เจ้าค่ะ” ติงเซียงรับคำแล้วรีบจัดเตรียมผลไม้มา
ฉู่จวินหลันจึงหยิบเก้าอี้มานั่งใกล้ๆ ฮูหยินผู้เฒ่า สนทนาเรื่อยเปื่อยตามปกติ
ท้ายที่สุด เรื่องสนทนาก็วกมาถึงเรื่องที่นายท่านรองฉู่ไฉจวิ้นกำลังจะกลับมาเมืองหลวง
“คำนวณวันแล้ว อีกไม่กี่วันอารองก็ถึงเมืองหลวงกระมังเจ้าคะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าที่ลำเอียงรักบุตรชายคนเล็กที่สุดได้ยินเช่นนั้นก็ปลื้มใจยิ่งนัก พยักหน้ารับทันที “ใช่ อีกไม่นานทั้งครอบครัวก็จะได้อยู่กันพร้อมหน้า!”
“ท่านย่ามีบุญนัก ลูกหลานล้วนได้รับการสั่งสอนอย่างดี อีกทั้งยังมีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง ผู้คนมากมายต่างอิจฉาท่านย่าไม่น้อยเจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่ายิ้มอย่างภาคภูมิใจพลางพยักหน้า
ฉู่จวินหลันจึงฉวยโอกาสกล่าวว่า “ท่านย่า ข้ามีความคิดบางอย่าง อยากขอให้ท่านช่วยชี้แนะได้หรือไม่เจ้าคะ”
“ว่ามาเถิด” ฮูหยินผู้เฒ่าเลิกคิ้ว
“อารองกับอาสะใภ้กำลังจะเข้ามาในเมืองหลวง ทั้งยังพาบุตรหกคนและอนุสามคนมาด้วย ไหนจะเหล่าบ่าวรับใช้อีก จวนของเราคับแคบ เกรงว่าเพียงเรือนรับรองเรือนเดียวคงไม่อาจรองรับครอบครัวอารองได้หมด”
ฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้ารับ สีหน้าเริ่มแฝงความกังวล “ข้าก็คิดเช่นนั้น แต่ในเมืองหลวงแผ่นดินล้วนมีค่า กว่าบิดาเจ้าจะเก็บหอมรอมริบจนมีจวนของตนได้ก็ยากยิ่งนัก ส่วนอารองของเจ้าถึงจะมีเงินทอง แต่จะให้หาจวนใหม่ทันทีคงไม่ง่าย อีกทั้งข้าก็อยากให้อยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว จึงไม่คิดให้ออกไปหาที่อยู่ใหม่”
“ท่านย่าเข้าใจผิดแล้วเจ้าค่ะ ข้าหาได้คิดจะไล่อารองออกไป เรือนจวีเยี่ยนของข้าที่เพิ่งสร้างเสร็จมีห้องมากมาย หากให้อยู่สองคนต่อหนึ่งห้องก็นับว่าอยู่ได้พอดี ทั้งอารอง อาสะใภ้ บรรดาพี่สาวน้องชาย และบ่าวรับใช้ก็พอจะเบียดกันอยู่ได้ ข้ายินดีมอบเรือนนั้นให้อารองกับครอบครัวอยู่ ไม่ทราบท่านย่าคิดเห็นเช่นไรเจ้าคะ”
แววตาฮูหยินผู้เฒ่าพลันเป็นประกาย รีบพยักหน้าอย่างยินดี พลางเร่งให้เหมยกุ้ยเช็ดเท้า
“กตัญญู! กตัญญูยิ่งนัก! ความจริงข้าก็มีความคิดเช่นนี้อยู่ เพียงแต่เรือนนั้นเป็นเรือนที่บิดาเจ้าสร้างให้เจ้ามีเกียรติยศยามออกเรือน ข้าไหนเลยจะกล้าพูดออกไปเอง แต่เมื่อเจ้ายินดีสละให้อารอง เช่นนี้ก็ดีนัก!”
ฮูหยินผู้เฒ่าว่าพลางลุกขึ้นสวมรองเท้าพื้นนุ่มปักลาย ก้าวเข้ามาจับมือนางแน่น “หลันเจี่ยร์ เจ้าช่างรู้ความยิ่งนัก สมกับที่เป็นบุตรสาวของสกุลลู่ ช่างเหนือกว่าลูกอนุพวกนั้นนัก!”
ฉู่จวินหลันเพียงยิ้มพลางกล่าวอย่างถ่อมตน “ล้วนเป็นเพราะท่านย่าสั่งสอนดีเจ้าค่ะ ข้ายังเยาว์นัก ไม่ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานเท่าท่าน จะรู้สิ่งใดได้เท่าท่านเล่า”
ฮูหยินผู้เฒ่าฟังแล้วอารมณ์ดียิ่ง ยิ้มพลางเอ่ยถาม “สละเรือนจวีเยี่ยนเช่นนี้ เจ้าจะไปอยู่ที่ใดเล่า”
ฉู่จวินหลันก้มหน้าครุ่นคิด ขนตายาวทอดเงาบนแก้มดุจหยก ครู่หนึ่งจึงยิ้มบาง “เช่นนั้นให้ข้าย้ายไปอยู่กับพี่ชายใหญ่เถิดเจ้าค่ะ ข้าเป็นหมอ หากอยู่ใกล้ก็จะได้สะดวกในการดูแลรักษา อีกทั้งเราสองคนเป็นพี่น้องร่วมมารดา ไม่ต้องกลัวคนครหา เรือนพี่ชายใหญ่ยังมีห้องว่างพอดีเจ้าค่ะ”
“อย่างนี้ก็ดี” ฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้าเห็นด้วย
หากเป็นสตรีผู้ดีมาจากตระกูลใหญ่จริงๆ เป็นไปได้ยากนักที่จะยินยอมข้อเสนอนี้ เพราะผู้ดีย่อมถือเรื่องเพศเป็นสำคัญ มีกฎว่า ‘ชายหญิงอายุเกินเจ็ดขวบไม่ควรอยู่ด้วยกันตามลำพัง’ ฉู่จวินหลันกับฉู่หวาถิงถึงแม้เป็นพี่น้องมารดาเดียวกันก็ต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดข้อครหากันได้
แต่ฮูหยินผู้เฒ่านั้นมาจากชนบท เติบโตมาในครอบครัวยากจน ซ้ำยังเคยประสบชีวิตที่ทุกคนต้องนอนรวมกันบนเตียงใหญ่เพียงผืนเดียว จึงไม่ถือเท่าผู้ดีตระกูลอื่น
ฉู่จวินหลันจึงยิ้มพยักหน้า “ในเมื่อท่านย่าเห็นด้วย เช่นนั้นข้าขอตัวกลับไปจัดข้าวของ คงใช้เวลาสองสามวันถึงจะจัดการเรียบร้อย แล้วจะย้ายของไปยังเรือนพี่ชายทันทีเจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าดีใจจนยิ้มไม่หุบ ชมเชยฉู่จวินหลันไม่หยุด คืนนั้นและรุ่งเช้าวัดถัดมาตอนคำนับ ฮูหยินผู้เฒ่าก็ยังคงยกย่องว่าหลานคนนี้จิตใจงามและมีมารยาท สมกับที่เป็นบุตรสาวของภรรยาเอก ไม่เหมือนพวกบุตรที่เกิดจากอนุ ทำให้ฉู่เมิ่งอิ๋งและคนอื่นๆ อับอายจนหน้าแดง
“นางสารเลวนั่นบ้าไปแล้วหรือ ตัวเองเพิ่งได้เรือนใหม่แต่กลับยกให้คนอื่น!”
ฉู่อวิ๋นเจียวกลับมาถึงเรือนชุนฟาง พอเข้าไปในห้องก็ขว้างหมอนอิงลงพื้นระบายความโกรธ
“ข้าจะไปจัดการนางสารเลวนั่น!”
ฉู่หวาอวิ๋นที่เพิ่งคัดลอกคัมภีร์ความกตัญญูอย่างยากลำบากครบกัดฟันแน่นด้วยความชิงชังฉู่จวินหลัน ก่อนจะหันกายวิ่งออกไปข้างนอก
อนุซุนรีบสั่งให้คนไปลากบุตรชายกลับมา ก่อนจะจิ้มหน้าผากพลางเอ็ดว่า “เจ้าเด็กโง่ คัดไปตั้งร้อยรอบแล้วยังไม่รู้จักอดกลั้นอีกหรือ เวลาสำคัญเช่นนี้เจ้ายังรู้จักแต่บุ่มบ่าม ใช้สมองคิดบ้างไม่ได้หรือ”
ฉู่หวาอวิ๋นโกรธจนหน้าแดงเหมือนหม้อเหล็กเดือด เท้าเอวตะโกนว่า “ท่านแม่เอาแต่โทษข้า เช่นนั้นท่านมีวิธีที่ดีกว่าหรือไม่”
“ข้าต้องคิดด้วยหรือ” อนุซุนหัวเราะเสียงเย็น “ฉู่จวินหลันคิดว่าตนฉลาด แต่ความจริงแล้วกำลังหาทางตายเสียเอง! ข้าคิดว่าพวกเราไม่จำเป็นต้องทำสิ่งใด เพียงปล่อยให้นางยกเรือนจวีเยี่ยนให้คนอื่น แล้วรอดูว่าพ่อเจ้าจะโกรธเพียงใดก็พอแล้ว”
“ท่านแม่?” ฉู่อวิ๋นเจียวขมวดคิ้วอย่างงุนงง ก่อนจะเข้าใจขึ้นมาทันที
พวกนางลืมไปเสียแล้วว่าฉู่ไฉเหลียงมีท่าทีต่อครอบครัวฉู่ไฉจวิ้นเช่นไร
ครั้งนั้นไม่รู้ว่าใครไปพูดยุแหย่ต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าว่าอนุซุนต้องการให้ฉู่ไฉจวิ้นเข้ามาเมืองหลวง เพื่อให้ฮูหยินผู้เฒ่ามีข้ออ้างถอยได้ ผลคือฉู่ไฉเหลียงเกือบจะตีอนุซุนจนเสียโฉม ถึงตอนนี้ยังไม่ยอมมาค้างคืนที่เรือนชุนฟางเลย
คราวนี้หากฉู่จวินหลันกล้าเอ่ยสละเรือนให้ครอบครัวนั้น ฉู่ไฉเหลียงจะไม่โกรธจนฟ้าสะเทือนเลยหรือ
เมื่อฉู่อวิ๋นเจียวกับฉู่หวาอวิ๋นเข้าใจแจ่มชัดก็อดหัวเราะไม่ได้ ตัดสินใจว่าต่อไปต้องคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของฉู่จวินหลันว่าจะถูกบิดาลงโทษเช่นไร
สองวันต่อมา จื่อเยียนยกชาเข้ามาให้ฉู่จวินหลัน พลางเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “คุณหนูสาม พวกเราจะเก็บข้าวของย้ายเมื่อไหร่เจ้าคะ วันนั้นท่านเรียนฮูหยินผู้เฒ่าว่ากลับมาก็จะย้าย บัดนี้ผ่านไปสองวันแล้วเจ้าค่ะ”
ฉู่จวินหลันจิบชาหนึ่งอึก แล้วหยิบตำราอ่านเล่นขึ้นมาอ่านอย่างสบายใจ “ไม่ต้องรีบ สมุนไพรของข้าต้องใช้เวลาในการจัด”
“โอ้…” จื่อเยียนสงสัยไม่น้อย เพราะสองวันที่ผ่านมานางไม่เห็นว่าคุณหนูจะแตะต้องสมุนไพรเลยสักนิด
อีกสองวันต่อมา
“คุณหนูสาม ผู้ดูแลจวนองค์หญิงใหญ่มาแล้วเจ้าค่ะ” จื่อเยียนยิ้มพลางเดินนำผู้ดูแลจวนองค์หญิงใหญ่เดินเข้ามา