สิงโตตัวนั้นจ้องไปยังหอกสีเงินที่อยู่ตรงมือข้างขวาของเรเวล
หอกเล่มนั้นกำลังเรืองแสงสีขาวจางๆโดยที่ไม่มีใครได้สังเกตเห็น
“สาเหตุที่ข้าเจอกับพวกเจ้าได้ก็เพราะหอกเล่มนั้นเป็นคนบอกข้านั่นแหละ”
หลายคนอึ้งขึ้นมาทันที โดยเฉพาะเรเวล
“หา!?…อาร์ติเฟกซ์ของผมไปบอกอะไรกับคุณตอนไหน?.. อีกอย่างหอกของผมมันก็พูดไม่ได้สักหน่อย”
“ตามหลักแล้วคนที่หลงทางเข้ามาในชั้นนี้จะต้องถูกทหารยามซึ่งเป็นสัตว์ปีศาจฆ่าตายจนหมดสิ้น แต่ว่าเพราะอาวุธเล่มนั้นส่งสัญญาณเตือนมาหาข้าทำให้ข้าสัมผัสได้ถึงพลังชนิดเดียวที่คล้ายๆกัน ประมาณว่ามีคนที่สำคัญกำลังเดือดร้อนอยู่น่ะ รวมทั้งอยากให้ข้ามอบภารกิจบางให้พวกเจ้าด้วย”
“ภารกิจนั้นคือไปเอาอะไรสักอย่างที่ชั้นล่างสุดน่ะหรอครับ..?”
“ก็ทำนองนั้นแหละ..”
“ก็คิดอยู่เหมือนกันนะคะ ว่าการที่คุณสฟิงซ์มาเจอพวกเราได้แบบนี้เป็นเพราะเรื่องบังเอิญหรือเปล่า แต่ว่าดูเหมือนจะไม่ใช่สินะคะ”
“แล้วที่คุณบอกว่าพลังที่คล้ายๆกันนี่คือยังไง หมายความว่าพลังจากอาร์ติเฟกซ์ของเรเวลคล้ายกับพลังของคุณงั้นหรอ?” เซเลน่าถาม
“ตัวข้าเป็นสิ่งมีชีวิตถูกสร้างขึ้นจากชนเผ่าโบราณ ซึ่งชนเผ่าโบราณนั้นมีความสามารถพิเศษที่สามารถอ่านความฝันของเทพธิดาได้ ”
“ความฝันของเทพธิดา?”
“อ่า..พวกเจ้าเองเคยได้ยินเรื่องจุดกำเนิดของโลกใบนี้หรือเปล่าล่ะ?”
“ก็เคยนะ..เทพธิดาอัลเทียร์เป็นคนสร้างโลกที่พวกเราอยู่ ส่วนเทพธิดาเวสติเนลเป็นคนสร้างมิสแลนด์หรือโลกอีกฝั่งหนึ่งนั่นแหละ นิทานพวกนี้เป็นเรื่องเล่าที่เด็กๆทุกคนในโลกนี้น่าจะเคยได้ยินกันมาทั้งนั้น”
“ใช่แล้วล่ะ แต่ว่าโลกที่พวกเราอยู่นั้นสำหรับท่านเทพธิดาแล้ว..เปรียบเสมือนเป็นแค่ความฝันของเธอเท่านั้น และโลกของเธอก็เปรียบเสมือนเป็นแค่ความฝันของเรา ”
“ฟังแล้วมันดูงงๆแหะ”
หลายคนเริ่มเกาหัวตัวเอง
“ก็คือชนเผ่าโบราณมีความสามารถในการอ่านความฝันนั้น ซึ่งก็หมายความว่าสามารถติดต่อกับเทพธิดาที่สร้างโลกนี้ได้งั้นหรอครับ?”
อยู่ๆรูอันก็พูดความคิดตัวเองขึ้นมาลอยๆ แต่ว่าคำพูดนั้นก็ทำให้ทุกคนสะกิดใจบางอย่าง
“หะ..เห้ยๆ..เอาตรงๆไหมเรื่องกำเนิดโลกอะไรพวกนั้นฉันยังคิดว่ามันเป็นเรื่องแต่งอยู่เลยนะ มิสแลนด์มีจริงหรือเปล่าก็ไม่มีใครรู้ ฉะนั้นไม่ต้องจริงจังขนาดนั้นก็ได้มั้ง ตอนนี้หนีจากที่นี่ให้รอดก่อนเถอะ” เซเลน่ากล่าวแบบนั้น
“ถ้าหากเรื่องที่พูดมาเป็นเรื่องจริง หมายความว่าอาร์ติเฟกซ์ของผมเกี่ยวข้องอะไรกับคุณงั้นหรอครับ?"
เรเวลไม่ใส่ใจคำพูดของเซเลน่า แต่ยังคงถามสิงโตต่อเพราะเขาอยากรู้ข้อมูลอาร์ติเฟกซ์ของตัวเองให้มากขึ้น แม้สักนิดก็ยังดี ต่อให้มันเป็นเรื่องเล่าที่พิสูจน์ไม่ได้ก็ตาม การรู้ก็ยังดีกว่าไม่รู้
เพราะอย่างน้อยอาร์ติเฟกซ์ของเขา ก็มีค่าเอกสิทธิ์ที่สูงถึงระดับเทวทัณฑ์ ซึ่งไม่เคยมีข้อมูลของอาร์ติเฟกซ์ประเภทนี้บันทึกไว้มาก่อน
“เรื่องนั้นข้าเองก็ไม่รู้ อาจเป็นเพราะแหล่งกำเนิดของพลังอาจมาจากที่เดียวกันก็ได้ แต่ว่าคนที่ครอบครองอาร์ติเฟกซ์แบบเดียวกับเจ้าไม่น่าจะมีแค่คนเดียวแน่ๆ”
“หมายถึงผู้ครอบครองอาร์ติเฟกซ์ระดับเทวทัณฑ์มีมากกว่าหนึ่งคนงั้นหรอครับ?”
“อืมใช่แล้วล่ะ”
เรเวลครุ่นคิดเล็กน้อย
“เข้าใจแล้วครับ ขอบคุณสำหรับข้อมูลนะครับ”
‘ครึกๆ…ครืนๆๆ’
ตอนนั้นเองเกิดแผ่นดินไหวสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงขึ้นที่ชั้นบน
“นั่นมันอะไรน่ะ?”
“สัตว์ปีศาจสู้กันอีกงั้นหรอ!?”
หลายคนตกใจต่อแผ่นดินไหวขนาดใหญ่
สิงโตเงยหน้าขึ้นมองเพดาน ราวกับเขารู้สึกได้ถึงบางอย่าง
“ดูเหมือนจะไม่มีเวลาแล้วนะ..มีบางคนบุกเข้ามาใกล้จะถึงชั้นนี้แล้ว”
“บะ..บะ..บางคน?..หมายถึงกลุ่มคนที่ตามล่าคริสตัลที่พวกเราต้องไปเอามันมางั้นหรอ..คะ…คะ….ครับบ?”
รูอันเริ่มมีสีหน้าหวาดกลัวขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับปากสั่นเล็กน้อย ถ้าถามว่าทำไมถึงกลัว ก็แหงล่ะจะมีสักกี่คนที่สามารถสู้กับสัตว์ปีศาจเลเวล50ได้สบายๆแล้วบุกลงมาถึงชั้นนี้ได้บ้างล่ะ แม้จะไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่แน่นอนว่าพวกรูอันต้องไม่ใช่คู่ต่อสู้แน่ๆ เพราะงั้นต้องรีบลงไปชั้นล่างให้ไวที่สุด แล้วรีบชิ่งออกจากดันเจี้ยนแห่งนี้ทันทีจะดีกว่า
“ว่าแต่เป็นไปได้หรือป่าวคะ ว่าอาจเป็นคนที่ออกมาตามหาพวกเราก็ได้ เช่นทีมกู้ภัยหรืออะไรพวกนี้” เซซิเลียออกความคิดเห็นแบบนั้น
“ถ้าเจ้าหมายถึงกลุ่มคนที่เป็นพันธมิตรกับเจ้าแล้วล่ะก็..ข้าว่าคงเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะจิตใจนั้นที่ข้าสัมผัสได้ด้วยความสามารถของผู้พิทักษ์เป็นจิตที่มุ่งร้ายสุดๆเลยล่ะ”
“อา..เอาเถอะ..เพราะมันไม่มีใครที่จะเอาชีวิตตัวเองมาเสี่ยงกับคนที่คิดว่าเขาคนนั้นต้องตายแล้วหรอกมั้ง ป่านนี้พวกลูน่าและคนอื่นๆคงกลับไปที่โรงเรียนอัศวินเวทมนตร์แล้วสวดมนต์เตรียมทำพิธีศพให้พวกเราแล้วล่ะ..พอพวกเราออกไปได้ค่อยเซอร์ไพรส์ก็ได้มั้ง”
“ปากหมา..แถมชอบมองคนในแง่ร้ายจังเลยนะ..นายน่ะ..” เซเลน่ากล่าวด้วยน้ำเสียงเหน็บแนมเล็กน้อย
“อะ..เอ่อ..ขะ..ขอโทษที..”
"ให้ตายเถอะ..ถ้าฉันเป็นเซซิเลียละก็..คงไม่มีทางคบผู้ชายอย่างนายเป็นแฟนแน่ๆ"
"ไม่เอานะเซเลน่า..อย่าพูดกับเรเวลแบบนั้นสิคะ"
"เห้ยๆ..ฉันกับเธอคืนดีกันแล้วไม่ใช่รึไง..ไหนสัญญากันแล้วไม่ใช่หรอว่าจะไม่หาเรื่องฉันน่ะ"
"ฉันไม่ได้หาเรื่องนายสักหน่อย..แต่ฉันแค่พูดความจริงต่างหากล่ะ..ระ..รึว่าความจริงที่ฉันพูดมันไปแทงใจนายเข้าล่ะ?..หือ"
"อึก.."
เรเวลทำหน้ากระอักกระอ่วนใจ
สฟิงค์เห็นมนุษย์ตรงหน้ากำลังคุยเรื่องไร้สาระกันอยู่จึงพยายามเข้าแทรกเพื่อตัดบท
“เอาเป็นว่าตอนนี้พวกเจ้ารีบไปกันก่อนเถอะ..เดี๋ยวข้าจะใช้พลังของผู้พิทักษ์ส่งพวกเจ้าไปยังชั้นลึกที่สุดเท่าที่ข้าจะสามารถส่งไปได้ จากนั้นระหว่างที่ข้าถ่วงเวลาให้ที่ชั้นนี้พวกเจ้าก็รีบเอาคริสตัลมหาเวทมนตร์นั่นแล้วใช้แท่นวาร์ปบริเวณใกล้เคียงหนีออกไปนอกดันเจี้ยนแห่งนี้ซะ”
“แต่ว่าถ้าพวกเราวาร์ปหนีออกไปได้ พวกนั้นก็วาร์ปตามมาได้เหมือนกันไม่ใช่หรอ…ฉะนั้นมันจะมีประโยชน์อะไรล่ะ"
“ถ้าหากคริสตัลมหาเวทมนตร์ถูกนำออกนอกดันเจี้ยนแล้ว ดันเจี้ยนแห่งนี้จะถูกทำลายทันที เพราะคริสตัลนั่นเป็นแหล่งพลังงานเพียงหนึ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงดันเจี้ยนแห่งนี้..”
“หากดันเจี้ยนถูกทำลาย ถ้างั้นพวกคุณก็…”
สิงโตตัวนั้นหลับตาลงแล้วยืนสงบนิ่ง นั่นทำให้พวกเรเวลเข้าใจในเจตนารมณ์ของเขา
คำพูดทุกอย่างที่ค้างคาใจก็ได้พูดจนหมดสิ้นแล้ว ไม่มีอะไรให้ต้องพูดอีก ยกเว้นกล่าวคำอำลา
“ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะครับที่ช่วยพวกเรา พวกเราสัญญาว่าจะปกป้องคริสตัลมหาเวทมนตร์ให้ได้เลยครับ"
เหล่าเด็กหนุ่มสาวทุกคนโค้งหัวคำนับด้วยท่าทีสุภาพ
“ฝากด้วยล่ะ”
สิ่งโตกล่าวจบแล้ว ได้ร่ายคาถาบางอย่างออกมา จากนั้นบรรยากาศรอบตัวของพวกเรเวลก็เปลี่ยนไป
***
#ณ ปราสาทราชวงศ์#
“ท่านไอรีน..มีจดหมายมาส่งค่ะ”
เมดคนหนึ่งรับจดหมายที่มาส่งด่วนหน้าปราสาทแล้วรีบวิ่งเข้ามาส่งให้ไอรีน
“งั้นหรอ..”
ไอรีนรับจดหมายนั้นมา
บนหน้าซองจ่าว่า [จดหมายลับ] พร้อมกับผนึกด้วยขี้ผึ้งเวทมนตร์ชนิดพิเศษ
“นี่ค่ะ”
เมดคนหนึ่งยื่นอุปกรณ์ปลดผนึกที่มีรหัสเฉพาะให้
“ขอบใจนะ”
ไอรีนเปิดซองจดหมายออกแล้วจึงอ่านรายละเอียดข้างใน
--------------------
ถึง: ดัชเชสไอรีน
ตอนนี้มีสมาชิกราชวงศ์ติดอยู่ในดันเจี้ยนไม่สามารถออกมาได้ ในตอนนี้ดิฉันกำลังไปช่วยเหลืออยู่ ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต ก็ต้องพาพวกเขากลับมาให้ได้
ลงนาม: เอเรน รูราเคส
(อาจารย์ที่ปรึกษาห้องSปี1 โรงเรียนอัศวินเวทมนตร์)
--------------------
ไอรีนกลืนน้ำลายลงคอ..แล้วหน้าซีด
“ทะ..ท่านไอรีนคะ…”
เมดที่อยู่ใกล้ๆรีบเข้ามาประคองทันที
“มะ..มีเรื่องอะไรงั้นหรอคะ?”
ไอรีนไม่ได้ตอบอะไรแต่เอามือกุมหน้าผาก นั่งลงบนเก้าอี้ หายใจเข้าลึกๆ แล้วพยายามตั้งสติ
ต่อให้ในจดหมายไม่ระบุชื่อ แต่เขียนคำว่าสมาชิกราชวงศ์เฉยๆก็รู้แล้ว เพราะในปีนี้มีสมาชิกราชวงศ์แค่2คนเท่านั้นที่สอบเข้าโรงเรียนอัศวินเวทมนตร์
“ไม่สิ..อาจไม่ใช่ก็ได้”
“?” เมดรอบข้างทำหน้าสงสัย
ไอรีนครุ่นคิด แต่ถ้าหากมีแค่เซเลน่าคนเดียวที่ติดอยู่ แล้วคนที่ชื่อ ‘เอเรน รูราเคส’จะส่งจดหมายมาหาเราด้วยทำไมล่ะ และฉันได้ยินมาว่าเด็กๆช่วงนี้ไปสำรวจดันเจี้ยนกัน แสดงว่าคนที่ติดอยู่ในดันเจี้ยนต้องมีเซซิเลียด้วยแน่ๆจดหมายถึงได้ส่งมาหาเราแบบนี้
นอกจากนี้เซซิเลียกับเซเลน่าก็สนิทกันถ้างั้น…
“ช่วยไปตรวจสอบให้หน่อยได้ไหมว่าที่โรงเรียนอัศวินเวทมนตร์ตอนนี้ ภารกิจสำรวจดันเจี้ยนไปถึงแค่ไหนแล้ว และมีคนกลับมากันหรือยัง ถ้ามีคนกลับมา แล้วห้องSมีกลับมาทั้งหมดกี่คน ช่วยไปตรวจสอบด่วนเลยนะ”
“เข้าใจแล้วค่ะ!”
“แล้วก็..พวกเธอที่เหลืออีก2คนไปที่ประสาทรีเซลกับฉันหน่อย”
“รับทราบค่ะ”
***
เรเวลและคนอื่นๆปรากฎตัว ณ ห้องสี่เหลี่ยมสีเขียวห้องหนึ่งที่ภายนอกไม่ต่างจากเดิม
แต่สิ่งที่ต่างคือในตอนนี้ไม่มีสิงโตยักษ์ตัวนั้นอยู่แล้ว