เสียงที่ปลายสายเงียบไปชั่วขณะ คล้ายว่ากำลังรวบรวมกำลังใจ เพื่อเตรียมเล่าบางอย่างที่น่ากลัว ไม่นานเกินรอ แกงส้มก็เริ่มอธิบาย
“แกคงรู้แล้วสินะว่าพ่อของชั้นเป็แพทย์าุโในหน่วยงานแพทยสภา เลยมีโอกาสให้คำปรึกษากับรัฐบาลอยู่หลายครั้ง ”
“เอ่อ อันที่จริง ก็เพิ่งรู้จากแกนี่แหละ ” พริกเฉลยตามจริงแบบไม่กลัวว่าตัวเองจะเสียหน้า ทำให้แกงส้มกระอักจนตกเก้าอี้
“นี่แกไปอยู่ไหนมา พ่อของชั้นออกทีวีอยู่บ่อยๆ ถ้าได้ดูข่าว ก็น่าจะเห็นบ้างสิ”
“ฮะ ฮะ ฮะ พอดี ชั้นไม่ถนัดอะไรที่เป็ทฤษฎีน่ะ เลยไม่ค่อยได้ดูข่าวที่มีสาระ ” พริกแก้ตัวเสียงอ่อย เพราะนี่คือสิ่งที่เธอไม่ชอบอย่างรุนแรง
“เฮ้อ เอาล่ะ แต่ตอนนี้แกก็รู้แล้ว จากนี้จะเล่าต่อล่ะนะ อยู่มาวันหนึ่ง ท่านก็ดูแปลกไป ” แกงส้มถอนหายใจ ก่อนจะกลับมาเล่าให้ฟังแบบจริงจัง
“แปลกยังไง หรือว่าพ่อแกแอบมีกิ๊ก” พริกแหย่ไม่เลิก เพราะเธอรู้สึกว่าแฝดต่างท้องคนนี้น่าแกล้งมิใช่น้อย
“มะเหงกสิ ยัยบ้า ฮะ ฮะ ฮะ ”แกงส้มด่ากลับแบบเบาะๆ สลับแอบขำเล็กน้อย ในใจนึกเอ็นดูเพื่อนจอมทะเล้น แต่พอนึกขึ้นมาได้ว่ากำลังเล่าเื่สำคัญ เธอก็ดึงสติกลับมา
“โอเค เลิกแกล้ง เลิกกวน เลิกขำ ชั้นจะอธิบายอย่างจริงจังเเล้ว”
“ได้จ้า….เชิญบรรยายเลย แม่ไอน์สไตน์ ” พริกยียวน แต่คราวนี้ แกงส้มเลิกบ้าจี้ ก่อนจะเริ่มสาธยายต่อ
“พ่อดูแปลกไป หลายวันมานี้ สีหน้าดูเคร่งขรึมกว่าเดิม แถมกินข้าวไม่ค่อยได้ ชั้นและแม่รู้ทันทีว่าท่านน่าจะเครียดกับอะไรบางอย่าง ซึ่งคงหนีไม่พ้นเื่งาน ”
“เฮือก….” คราวนี้ พริกไม่กล้าขัด และได้แต่กลืนน้ำลายลงคอ เพราะกำลังอินกับเื่ที่เล่า
“ วันนึง พ่อกลับมาบ้านตอนเช้า เพราะค้างอยู่ที่กระทรวงสาธารณสุขทั้งคืน ซึ่งมีไม่กี่ครั้งที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ และพอชั้นจะเอาเสื้อผ้าของท่านไปซัก ก็พบเอกสารบางอย่างบนโต๊ะทำงาน” แกงส้มบรรยายต่อ เื่ราวชักจะเดือดระอุ แต่พริกกลับสอดแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
“ด้วยความอยากรู้อยากเห็น แกก็เลยหยิบมันขึ้นมาอ่าน ใช่มั้ย ”
“บ้า แกนี่มันจริงๆเลย ปากร้ายชะมัด ” แกงส้มตัดพ้อ ทว่าพริกกลับตามติด
“แล้วจริงมั้ยเล่า อย่างยัยแกงส้มไม่มีทางอดใจได้หรอก เพราะแกมันเป็พวกสายขุดระดับตัวตึง ”
“ไม่ว่าชั้นสอใส่เกือกไปเลยล่ะ ชิ ชักไม่อยากเล่าแล้ว ” สาวน้อยเริ่มงอน ทำให้พริกต้องรีบปลอบ
“โอ้ โอ้ โอ้ อย่าร้องนะ ชั้นไม่ได้หมายความว่าอย่างงั้น แค่ตั้งใจจะชมแกว่าเป็คนฉลาดต่างหากล่ะ ”
“ชิ ที่พูดมาน่ะ จริงมั้ย หรือแค่หลอกให้ชั้นดีใจ ” เสียงของแกงส้มดูตึงๆ ทำให้รู้ว่ายังไม่หายเคือง ทว่าพริกี้เีจะเล่นต่อ เลยตัดบท
“แล้วตกลง ข้อมูลที่แกแอบอ่านคืออะไร รีบเล่าๆมาได้แล้ว ”
“อ่า มันคือข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อไวรัสตัวใหม่ ” แกงส้มยอมเฉลย แต่เธอดูตั้งตัวไม่ติด เพราะเพื่อนสาวจอมแก่นเปลี่ยนเื่ไวเกินไป
“แล้วเชื้อไวรัสที่ว่า มันทำอะไรได้บ้าง ” พริกถามต่อ อันเป็จุดที่ตรงประเด็นที่สุด
“อืม เอกสารนั่นถูกเขียนเป็ภาษาอังกฤษ อ่านคร่าวๆได้ว่าไวรัสชนิดนี้จะทำให้คนตายอย่างรวดเร็ว เริ่มจากมีไข้ตัวร้อน พอผ่านไปซักระยะ หัวใจจะวายเฉียบพลัน ทว่าสมองบางส่วนกลับทำงานอยู่ ที่เหลือนั้น ชั้นอ่านไม่ออก ด้วยมันเป็ศัพท์ทางเทคนิค ” แกงส้มนึกทบทวนอยู่อึดใจ ก่อนจะเรียบเรียงคำพูดออกมา แต่นั่นยิ่งทำให้แม่สาวจอมแก่นงงหนักกว่าเดิม
“แกแน่ใจนะว่าอ่านไม่ผิด เพราะไม่ว่ามองมุมไหน นี่มันพล็อตหนังซอมบี้ราคาถูกชัดๆ ”
“อ่า ชั้นแน่ใจว่าอ่านถูกนะ แต่ใน่ท้าย ไม่เข้าใจเลยซักตัว และต่อให้เปิดเอไอช่วยแปล ก็น่าจะเหลว เนื่องจากภาษาที่เขียนไม่ใช่ศัพท์ทั่วไป ” เสียงของแกงส้มดูสั่นเทา ทำให้รู้ว่าเธอน่าจะเครียด
“อืม โอเค และไอ้ที่แกว่า…..สมองบางส่วนยังทำงานอยู่ มันหมายความว่าไง ศพคนจะลุกขึ้นมาพูดได้รึไง” พริกยังคงเจาะในประเด็นดังกล่าว ซึ่งน่าจะเป็พินพ็อยส์ของเื่ราวทั้งหมด
“ขอโทษนะ ชั้นรู้แค่นี้จริงๆ และทุกวันนี้ก็กลุ้มจนแทบจะบ้าอยู่แล้ว เพราะรู้ว่าพ่อของตัวเองกำลังจะไปพัวพันกับเื่ประหลาดที่อันตรายสุดๆ” แกงส้มสรุป ซึ่งก็น่าเห็นใจเลยทีเดียว
เหมือนพริกจะรู้ว่าเพื่อนสาวเครียดแค่ไหน เธอเลยเลิกติดตาม พร้อมหันไปปลอบใจ
“แกใจเย็นๆก่อน มันอาจไม่มีอะไรก็ได้ คุณพ่อคงไปประชุมรับมือโรคใหม่ที่กำลังเข้ามาเท่านั้นเอง และอีกไม่กี่วัน รัฐบาลก็น่าจะหาวัคซีนได้ ไม่จำเป็ต้องห่วงขนาดนั้น ”
“อึก ฮือ จริงๆนะ” เเกงส้มเริ่มสะอึกสะอื้น ดูเหมือนว่าสาวนางนี้จะไม่ได้ขาดแค่ความมั่นใจ แต่ยังเซนซิทีฟพอตัว พริกเลยจำเป็ต้องเสนอความเห็นที่ดูโลกสวย เพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ
“จริงแท้แน่นอน รัฐบาลไทยเก่งอยู่แล้ว ขนาดโควิทระบาด พวกเขาก็ยังหาวัคซีนมาให้ประชาชนได้ใช้ทุกคน แล้วมีหรือจะรับมือโรคใหม่ที่น่าจะอ่อนสุดๆไม่ได้”
“อึกๆ นั่นสินะ คงจริงอย่างที่แกว่าแหละ ” แกงส้มยังไม่เลิกสะอื้น แต่อาการเริ่มดีขึ้น
“โอเค ถ้าไม่มีอะไรเเล้ว เราหันไปคุยเื่อื่นที่ทำให้สบายใจดีกว่า ” พอเห็นเพื่อนสาวคลายกังวล พริกก็รีบเปลี่ยนแกน ซึ่งแกงส้มก็ตอบรับ เพราะเธอไม่พร้อมจะเจออะไรหนักๆแบบนี้
หลังจากนั้นสองสาวก็เมาส์มอยส์ในเื่ที่สมวัย อย่างเช่นความเป็ไปของดาราคนโน้นคนนี้ ซึ่งขอบเขตการวิจารณ์ก็ล่วงเลยไปถึงบรรดาโอปป้าเกาหลี บางครั้งก็วนมาร้านขนมหวานแสนอร่อยที่จะนัดกันไปกิน เมื่อเวลาผ่านไปนานพอสมควร พวกเธอก็ร่ำลา
“อ้า เมื่อยตัวจัง คุยนานเป็ชั่วโมงเลยหรือเนี่ย ไปอาบน้ำอีกรอบ และเข้านอนดีกว่า ” พริกบิดี้เี สองตาเรียวหันไปมองนาฬิกาเรือนใหญ่ที่แขวนอยู่บนผนัง
……………………….
พริกหลับไม่สนิท เพราะเื่ที่แกงส้มเล่า ยังคงฝังในสมอง ทำให้เด็กสาวแอบกังวล และใน่เวลาเช้ามืดนั้นเอง ไอ้เสือ หมาไทยที่เลี้ยงไว้ ก็เกิดเห่ากรรโชกอย่างรุนแรง ราวกับกำลังก่อากับใครซักคน
“โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง…..”
แน่นอนว่าเสียงนั้นทำให้พริกใตื่น ด้วยมันมีความดังใกล้เคียงลำโพง และสิ่งแรกที่เข้ามาในหัวของเด็กสาวก็คือ…..
“หรือจะมีใครแอบย่องเข้าบ้านเรา อาจเป็ขโมยก็ได้”
พอคิดได้ดังนั้น พริกก็เอื้อมมือไปหยิบไม้เบสบอลที่วางข้างเตียง จากนั้นก็พยายามเงี่ยหูฟังเสียงหมาเห่า เพื่อระบุตำแหน่ง
“เสียงของไอ้เสือน่าจะดังแถวหน้าบ้าน ”
และสิ่งต่อมาที่เด็กสาวจอมแก่นคิดจะทำ ไม่ใช่โทรไปร้องไห้ฟูมฟายกับพ่อแม่ หรือไปร้องขอความช่วยเหลือจากตำรวจ แต่เป็ค่อยๆย่องไปยังจุดเกิดเหตุ มือขวากระชับไม้เบสบอลเอาไว้แน่น
“ต้องฟาดให้หมอบ ”
แม้จะอยู่ท่ามกลางความมืด แต่เด็กสาวก็สามารถเดินลงบันไดมาถึงห้องโถงอย่างง่ายดาย เนื่องจากอยู่ที่นี่มานานจนคุ้นเคยทุกพื้นที่ในบ้าน และในจังหวะที่เธอจับลูกบิด หูก็ได้ยินเสียงร้องด้วยความเ็ปของไอ้เสือ
“เอ๋ง เอ๋ง เอ๋ง…..”
ถึงพริกจะเป็คนที่กล้าผิดเพศ แต่สำเนียงที่ได้ฟัง ก็โหดร้ายทารุณจนมือขวาที่จับลูกบิดถึงกับสั่น
“ไอ้เสือโดนอะไร ทำไมถึงร้องโหยหวนแบบนั้น หรือว่าเราควรโทรหาตำรวจ ”
พริกตรึกตรองอยู่อึดใจ จวบจนเสียงของไอ้เสือหายไป ความดื้อด้านตามสันดานก็สั่งให้เธอทำบางสิ่งที่บ้ามากๆ นั่นก็คือเปิดประตูออกไปรับเหตุการณ์
“ไม่สิ เราเป็เ้าบ้าน แถมยังมีอาวุธในมือ จะไปกลัวพวกโจรกระจอกทำไม”
“แอ๊ด……”
เสียงเปิดประตูดังแ่เบา เพราะเด็กสาวค่อยๆแง้มมัน แต่ก็ถือว่าดังอยู่ดี เพราะตอนนี้สิ่งแวดล้อมรอบด้านอุดมไปด้วยความเงียบ และทันทีที่เธอก้าวออกนอกเขตบ้าน แสงจันทร์ก็ส่องสว่างให้เห็นสนามหญ้าเล็กๆที่ถูกตัดเล็มเป็อย่างดี
“ไอ้เสืออยู่ไหน ” จุดเเรกที่เด็กสาวเพ่งเล็งคือบ้านสุนัขเล็กๆของไอ้เสือ ซึ่งอยู่แถวริมรั้วห่างไกลจากบริเวณที่ยืนประมาณยี่สิบก้าว และพอสายตาเริ่มคุ้นชินกับความมืด เธอก็พบกับเงาตะคุ่มของบุรุษผู้หนึ่งที่กำลังนั่งคุกเข่า
“เอ๊ะ! นั่นคน ใช่มั้ย ” แม้พริกไม่เคยเจอผี แต่ก็แอบหลอนไม่น้อย เหมือนคนทั่วๆไปที่มักจะหวาดกลัว ทั้งที่ไม่เคยััถึงิญญามาก่อน ทว่าด้วยพลังใจที่เข้มแข็ง เธอจึงเอาชนะความขี้ขลาดของตัวเองได้สำเร็จ
“นี่ไม่ใช่เวลามาปอดแหก แถมไอ้เสืออาจถูกทำร้าย เราต้องรีบไปช่วยมัน และถ้าไอ้หมอนี่เป็คน แม่จะฟาดไม่เลี้ยงเลย คอยดูสิ”
ด้วยความเป็ห่วงหมาในสังกัด เด็กสาวจึงค่อยๆย่องไปยังจุดที่บุรุษปริศนานั่งอยู่ และพอเข้าสู่ระยะห้าก้าวก่อนถึงตัว เธอก็พบว่าคนผู้นั้นได้หันหลังให้ พร้อมก้มหน้าลงไปง่วนกับอะไรบางอย่างบนพื้นหญ้า
“ดีล่ะ มันกำลังเผลอ แบบนี้แหละเหมาะมือ แม่จะน็อคในไม้เดียว” พริกจับไม้เเบสบอลด้วยสองมือ เพื่อเพิ่มแรงเหวี่ยงให้ถึงขีดสุด สายตาเล็งไปที่ศีรษะ โดยพยายามกะแรงไม่ให้ถึงขั้นหัวแบะ แต่ก่อนจะฟาดลงไป สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นหัวของสุนัขพันธุ์ไทยที่ขาดไปแล้ว
“เฮ้ย! นั่นมันไอ้เสือนี่หว่า ” พริกสบถเบาๆ เพราะเ้าตัวนั้นคือหมาที่เธอเลี้ยง แต่หัวของมันได้นอนแนบพื้นหญ้าโดยสมบูรณ์ ดวงตาขาวขุ่น ปากอ้ากว้าง แถมลิ้นห้อย มีเืสดไหลย้อยจากมุมปาก ไม่ต้องบอก ก็รู้ว่าสัตว์ตัวนี้น่าจะตุยเป็ที่เรียบร้อย
“นี่แกทำอะไรหมาชั้น ” พริกโกรธจัด พร้ะโกนดังลั่นบ้าน ทว่าบุรุษผู้นั้นกลับนิ่งเงียบ ก่อนจะเลิกสนใจกับบางอย่างบนพื้นหญ้า ซึ่งน่าจะเป็ร่างไร้ชีวิตของไอ้เสือ ปิดท้ายด้วยการลุกขึ้นยืน แล้วหันกลับมา
“ เหวอ……นี่มันตัวอะไร ” พริกสะดุ้งโหยง เนื่องจากสารรูปของบุรุษตรงหน้า มันย่ำแย่จนถึงขั้นเรียกว่าคนไม่ได้
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจJalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
