“ ยามรัตติกาลย่ำเวหา แสงจันทร์กระจ่างสาดส่อง ครุ่นคิดถึงอดีต ฝันช่างยาวนาน ตื่นจากนิทรา ดั่งละอองโบยบิน ”
เหวินหยางพึ่งจะอ่านตัวอักษรที่ร่ายอยู่บนกระดาษขาวที่แขวนอยู่บนผนังห้อง หลังจากการตื่นจากการหลับไหล เหวินหยางครุ่นคิดแต่ก็ไม่ได้เข้าใจความหมายในเนื้อความนัก
เหวินหยางเปิดประตูห้องออกไปก็ต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็น อาจจะเนื่องเมื่อคืนมา่ตอนกลางดึกทำให้มองไม่ค่อยชัดเจนนัก
บ้านที่สง่างามกลางป่าเช่นนี้ ดูร่มรื่นยิ่ง ยามตะวันพึ่งจะสาดส่องมาถึงไม่นาน เสียงนกน้อยใหญ่ขับขานก็ดังไปทั่ว
ด้านหน้าห่างไปประมาณยี่สิบก้าว ก็มีหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังรดน้ำแปลงดอกไม้ เหวินหยางเห็นเช่นนี้จึงรีบเดินเข้าไปทักทาย
“ คารวะท่านป้า ข้าชื่อเหวินหยางเป็ศิษย์ของผู้าุโชางยวิ๋น ”
หญิงวัยกลางคนได้ยินก็หันไปและยิ้มให้พร้อมกับพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนที่จะมีทำท่าทางคล้ายจะบอกบางอย่างให้เหวินหยาง เหวินหยางที่เห็นก็มีท่าทางสงสัย
“ นั่นท่านป้าหย่าเป็คนดูแลที่นี่ ท่านเป็ใบ้ ”
ชางยวิ๋นเดินเข้ามาพร้อมกับคำนับท่านป้าหย่าอย่างนอบน้อม
“ เด็กหนุ่มผู้นี้ เ้าฟ่านหลิงฝากฝังให้มาเป็ศิษย์ข้า ”
ป้าหย่าที่ได้ยินก็หันไปหาเหวินหยางอีกครา พร้อมกับใบหน้าที่ยินดี ก่อนที่จะทำท่าทางบางอย่างให้เหวินหยางอีกคราหนึ่ง
“ รบกวนท่านป้า ทำมื้อเช้าให้พวกเราหน่อย ”
ท่านป้าพยักหน้าด้วยรอยยิ้มและรีบจากไป
“ คารวะอาจารย์ ”
“ ตามข้ามา ”
ชางยวิ๋นกล่าวเสร็จก็เดินนำออกไปยังประตูทางเข้าบ้าน
“ โจมตีเข้ามา ” ชางยวิ๋นกล่าวพร้อมกับยกแขนข้างหนึ่งขึ้นมาเพื่อเป็การเชื้อเชิญให้เหวินหยางเข้าจู่โจม
เหวินหยางยังคงมีท่าทีสงสัย ก่อนที่ชางยวิ๋นจะกระดิกนิ้วชี้เรียกเหวินหยางด้วยใบหน้าที่เบื่อหน่าย
เหวินหยางเริ่มเข้าใจเจตนาของอาจารย์ จึงได้เริ่มจู่โจมด้วยหมัดยาวสิบสี่ชุด
ทางชางยวิ๋นตั้งรับด้วยมือเพียงเดียวอย่างสบายใจ
“ กระบวนท่าพวกนี้เอาไปต่อยตีในโรงเตี้ยมข้างทางก็พอไหว ” ชางยวิ๋นกล่าว
เหวินหยางที่กำลังจะออกหมัดออกไปอีกหนึ่งชุด แต่ชางยวิ๋นก็ได้ใช้หนึ่งฝ่ามือพุ่งออกไปเบาๆ ทำให้เหวินหยางกระเด็นออกไปห้าหกก้าว
เหวินหยางรีบลุกขึ้นมาแล้วพิจารณาฝ่ามือเมื่อสักครู่ด้วยความสนใจ ฝ่ามือเมื่อสักครู่อยู่ห่างจากตนอย่างน้อยก็สองก้าว กลับมีพลังถึงเพียงนี้ นี่น่ะหรือฝ่ามือที่แฝงด้วยกำลังภายใน ยอดเยี่ยมยิ่งนัก
“ ไปล้างเนื้อล้างตัว เดี๋ยวเตรียมตัวกินข้าว ”
ชางยวิ๋นกล่าวพร้อมกับเดินกลับเข้าไปในเรือน
หลังมื้อเช้าชางยวิ๋นก็พาเหวินหยางเดินรอบทะเลสาบที่อยู่ข้างนอกเรือนพัก บรรยากาศที่แห่งนี้ดูสงบ ยามใดสายลมพัดผ่าน ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายยิ่งนัก
“ อาจารย์ท่านจะพาข้าไปที่ใด ” เหวินหยางถามด้วยความสงสัย
“ ก็ต้องฝึกลมปราณอยู่แล้วมิใช่หรือ ”
เหวินหยางเองก็ยังรู้สึกประหลาดใจยิ่ง อยู่ๆก็มีอาจารย์ที่ท่าทางดูเก่งกาจ มาบัดนี้เพียงค่ำคืนเดียวก็จะได้ฝึกฝนลมปราณจากผู้นี้อีก ครุ่นคิดดูแล้วทั้งหมดนี้ก็เพราะอาหญิง แต่พอคิดได้เช่นนี้ก็ชวนพาให้คิดถึงผู้คนที่บ้านยิ่งนัก
ชางยวิ๋นพาเหวินหยางเดินไปหยุดที่ข้างทะเลสาบ ด้านหน้ามีศาลาริมน้ำ ข้างศาลาริมน้ำซ้ายขวาก็ประดับไปด้วยต้นหลิวไหวพริ้วไปตามทิศทางของสายลม
“ ข้าจะสอนลมปราณเ้าที่นี่แหละ ”
“ ลมปราณท่านอาจารย์มีชื่อว่าอย่างไร ” เหวินหยางกล่าวด้วยท่าทางดีใจ
ชางยวิ๋นยืนเท้าคางและครุ่นคิด
“ นั่นสินะ ลมปราณนี้ชื่อเช่นใดดี ”
เหวินหยางที่เห็นนี้ก็ไม่มีคำใดจะพูด แต่ภายในใจนั้นก็เริ่มรู้สึกไม่มั่นใจเท่าใดนักว่าคนผู้นี้จะสามารถสอนสิ่งใดให้ได้
“ เรียกลมปราณไร้สูญแล้วกัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า โทษทีอาจารย์เ้าไม่คิดว่าจะได้ถ่ายทอดลมปราณให้ผู้ใดมาก่อน เลยไม่มีชื่อเรียก ” ชางยวิ๋นกล่าวพร้อมกับหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข
“ ท่านอาจารย์ ข้ามีข้อสงสัย เหตุใดผู้าุโฟ่านหลิงจึงคิดว่าท่านช่วยข้าได้ แม้ข้าจะฝึกฝนลมปราณไร้สูญของท่านได้ แต่ด้วยปัญหาลมปราณของข้า ถึงฝึกฝนเช่นใด พลังวัตรข้าก็เทียบเท่าผู้ใดมิได้ ”
ชางยวิ๋นครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนที่จะบอกกล่าวให้เหวินหยางรออยู่ตรงนี้ แล้วตนก็ใช้วิชาตัวเบาหายเข้าไปในป่า ทิ้งเหวินหยางอยู่รอเพียงลำพังด้วยความงุนงง
ไม่นานนักชางยวิ๋นก็กลับมาพร้อมกับกระบอกไม้ไผ่สองท่อน ไม้ไผ่ทั้งสองท่อนตรงนั้นถูกเจาะรูด้านหนึ่งทำให้เหมือนกระบอกไม้ไผ่สำหรับเก็บน้ำดื่ม
“ เ้าเอาไม้ไผ่สองกระบอกนี้ไปเติมน้ำในทะเลสาบมาให้ข้า ” ชางยวิ้นกล่าวพร้อมกับยื่นไม้ไผ่สองกระบอกให้เหวินหยาง
เหวินหยางทำตามและกลับมาพร้อมกับกระบอกไม้ไผ่สองกระบอกที่เต็มไปด้วยน้ำ
“ หากกระบอกไม้ไผ่ที่สั้นกว่าครึ่งหนึ่งเป็พลังวัตรสูงสุดของเ้า และกระบอกยาวเป็พลังวัตรของคนทั่วไป เ้าลองเท่น้ำออกจากกระบอกทั้งสองดู ”
เหวินหยางรับฟังเสร็จ ก็หันทั้งสองกระบอกน้ำลง น้ำจากทั้งสองกระบอกค่อยๆไหลรินออกมาจากรูที่ถูกเจาะไว้
“ เ้าเห็นหรือไม่ว่าน้ำที่ไหลออกจากกระบอกน้ำนั้นมีปริมาณเท่ากัน ลมปราณคนเรานั้นก็เช่นนี้ ถึงแม้จะมีพลังวัตรที่มากมายเพียงใด แต่ก็ไม่สามารถปลดปล่อยออกมาเพียงครั้งเดียวจนหมดสิ้นได้ ”
เหวินหยางที่ได้ยินคำอธิบายก็ทำให้มีความเข้าใจที่มากขึ้น บัดนี้บนใบหน้าเต็มไปด้วยความหวัง
“ ลมปราณไร้สูญหากฝึกฝนสำเร็จแล้ว ปัญหาที่เ้ามีก็จะอาจบรรเทาลง สืบเนื่องจากแนวทางของวิชานี้หากฝึกฝนสำเร็จ ลมปราณที่ถูกใช้ก็จะสามารถฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว แต่ทุกลมปราณนี้ก็มิใช่ไม่มีจุดอ่อน หากใช้ลมปราณนี้ก็จะทำให้ปลดปล่อยพลังภายในออกมาได้น้อยลงกว่าปกติ แต่สิ่งนี้ก็ยังคงเพิ่มพูนได้หากฝึกปรือฝีมือต่อไป แต่แนวทางวิชาเช่นนี้เ้าต้องควบคุมลมปราณที่รีดเร้นออกมาอย่างพิถีพิถันและละเอียดอ่อนยิ่ง ”
“ ท่านอาจารย์แล้วเหตุใดต้องควบคุมลมปราณให้ละเอียดอ่อนด้วย แล้วต่างอย่างไรกับการไม่ฝึกฝน ข้าไม่ค่อยเข้าใจนัก “
ชางยวิ๋นที่ได้ยินเช่นนี้ก็ก้มลง แล้วใช้มือขวากำดินบนพื้นขึ้นมากำหนึ่ง
“ ปกติแล้วผู้คนเวลาแผ่พุ่งลมปราณออกไปก็จะเป็ดั่งเช่นดินในมือนี้ ”
ชางยวิ๋นกล่าวจบก็โยนดินในมือออกไปข้างหน้า ทำให้ดินที่พุ่งออกไปกระจายเป็ฝุ่นผงและจางหายไปในไม่ช้า
“ แต่หากเ้าควบคุมลมปราณได้ดีเยี่ยม ก็สามารถใช้ลมปราณเพียงน้อยนิดจู่โจมศัตรูได้อย่างแม่นยำและทรงประสิทธิภาพยิ่งกว่า ”
ชางยวิ๋นกล่าวจบก็ใช้มือที่ว่างเปล่าดีดอากาศออกไป อยู่ๆกิ่งต้นหลิวขนาดเท่าสองนิ้วมือที่อยู่ห่างออกไปประมาณสิบก้าวก็ขาดล่วงลงสู่พื้นน้ำ เหวินหยางที่เห็นก็เริ่มพอเข้าใจและตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่พบเห็น
“ พูดมาเยอะแล้ว ข้าจะสอนเคล็ดลมปราณให้เ้าฝึกฝนก่อน อีกหน่อยเ้าก็จะเข้าใจเอง ”
เหวินหยางที่ได้รับฟังก็ตอบรับด้วยความยินดี บัดนี้ปัญหาที่มีอยู่ภายในใจก็สูญสลายจนหมดสิ้นไป