ตกดึกในคืนนั้น เยี่ยนฝางที่นอนอยู่บนเตียงไม้ได้แต่พลิกตัวไปมา คิ้วเรียวทั้งสองข้างผูกเป็ปม เดิมทีนางอยากรู้คำตอบจากท่านแม่ทัพ แต่แล้วพอไปหาเขากลับเกิดเื่ ไม่ทันได้คำตอบที่ตน้าก็ต้องกลับเสียก่อน แขนเรียวก่ายที่หน้าผากมน นอนมองเพดานอยู่เช่นนี้ั้แ่สะดุ้งตื่น ใน่ต้นยามโฉ่วบรรยากาศโดยรอบหมู่บ้านเงียบสนิท ไม่ได้ยินแม้เพียงเสียงของสัตว์เลยด้วยซ้ำ เพราะเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ทำให้ผู้คนหวาดกลัว ปิดล็อกประตูเรือนจนแน่นสนิท มิเช่นนั้นหากดวงอาทิตย์โพล่พ้นขอบฟ้ายามรุ่งอรุณ อาจจะมีศพเพิ่มอีกก็เป็ได้
"เฮ้อ~~~ ก็ข้านอนไม่กลับจริงๆเนี้ย จะให้ทำเช่นไร"
หญิงสาวถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ และลุกขึ้นนั่งบนเตียงในที่สุด ดวงตางามมองออกไปยังหน้าต่างไม้ที่ถูกเปิดทิ้งไว้ แต่คราแรกก่อนที่จะเข้านอน นางจำได้ว่าตนปิดเอาไว้ อีกทั้งยังลงกลอนหน้าต่างอย่างดีแล้วมิใช่หรือ แต่ก่อนที่จะคิดอะไรไปมากกว่านี้ ดวงตางามก็มองเลยไปยังเตียงของซีอันที่อยู่ไม่ไกลกันนัก
"นางไปที่ใดกัน"
เยี่ยนฝางเอ่ยออกมาเบาๆ ก่อนที่เท้าเปล่าจะก้าวลงไปััพื้นที่เย็นเฉียบอย่างลืมตัว แต่นางก็ไม่ได้สนใจมากนั่ง เดินตรงไปยังเตียงของซีอันทันที
"ซีอัน ท่านอยู่หรือไม่"
เสียงะโไม่ดังนัก แต่หากอยู่ที่เรือนเดียวกันย่อมได้ยิน นางไม่เอ่ยเปล่าแต่ยังเดินไปยังห้องต่างๆภายในเรือนเพื่อหาให้แน่ใจ
'แย่แล้ว หรือว่านางจะถูกคนร้ายจับตัวไป เหมือนอย่างที่เกิดเื่ในหมู่บ้าน' หญิงสาวเอ่ยกับตนเองในใจ ก่อนที่จะตรงดิ่งไปที่ประตูไม้ที่ถูกลงกลอนไว้อย่างดี แต่ก่อนที่มือเรียวจะได้ปลดปลอนประตู ก็ชะงักฝีเท้า
'ไม่ถูกสิ ด้วยความสามารถและวรยุทธ์ของนาง ไม่มีทางถูกจับตัวง่ายๆเป็แน่ จากบันทึกที่ท่านผู้นำหมู่บ้านบอกเมื่อตอนมาถึง คนร้ายผู้นี้มีความสามรถไม่น้อย หากจะบุกมาในห้องนี้ เป้าหมายที่ดีกว่าควรเป็นางที่ไม่มีวรยุทธขัดขืน อีกทั้งในห้องยังเงียบสนิท ข้าไม่ได้ยินเสียงต่อสู้อันใดเลยด้วยซ้ำ'
ดวงตางามลอบสังเกตบริเวณโดยรอบของห้องอีกครั้ง มือเรียวเอื้อมไปััที่กลอนและขอบหน้าต่าง ก็พบว่ามันไม่ได้ชำรุจหรือเสียหาย ไม่มีการถูกงัดหรือพยามเปิดจากด้านนอก เหมือนกลับว่าถูกเปิดจากด้านในแทน เช่นนั้นก็แปลว่านางออกไปเอง แล้วเหตุใดไม่ออกทางประตูดีๆกัน ถึงอย่างนั้นก็ค่อยโล่งใจหน่อยที่นางอาจไม่เป็อันตรายถูกคนร้ายจับตัวไป แต่ที่แปลกไปกว่านั้นคือ ข้ามิใช่คนหลับลึก
เอี๊ยดๆ
เสียงจากหน้าต่างยามที่หญิงสาวพยายามเปิด ปิด ถึงเบามือแล้วก็ยังได้ยินเสียงอยู่ดี เนื่องจากมันเก่ามากแล้ว เสียงขนาดนี้คงปลุกนางได้ไม่ยาก ดวงตางามมองไปยังกระถางกำยาน ครานี้มันได้ดับไปแล้ว พอนึกได้ถึงตรงนี้ นางก็เดินไปหยิบมีดพกขนาดเล็กที่ท่านแม่ทัพให้มา แล้วซ่อนมันไว้ที่เอว ก่อนจะเดินออกจากเรือนไป
.......
"เตรียมของครบหรือไม่"
"เรียบร้อยขอรับท่านแม่ทัพ"
เสียงบทสนทนาคู่หนึ่งเรียกความสนใจจากหญิงสาว ถึงแม้จะไม่ได้ดังมาก แต่ก็พอรู้ว่านั้นคือเสียงของผู้ใด เยี่ยนฝางแอบหลบที่พุ่มไม้ดูสองคนอยู่ไม่ไกลนัก และตามหลังอย่างห่างๆเพราะกลัวด้วยวรยุทธ์ของทั้งสองคน คงรู้ได้ไม่ยากว่ามีคนตามทั้งคู่อยู่
เอี๊ยด~~~
เสียงเปิดประตูไม้ดังขึ้นถึงแม้จะพยายามเปิดให้เบาแล้วก็ตาม แต่เสียงนี้ก็ไม่ได้ดังขนาดที่คนรอบๆนี้จะรู้ได้ เนื่องจากอยู่ไกลเรือนของชาวบ้านมากพอสมควร ส่วนเวรยามที่เฝ้าก็ถูกทำให้สลบไปแล้ว จ้าวเทียนหยางเดินเข้าไปก่อน ตามด้วยหยุนไฉที่ปิดประตูลงช้าๆ เยี่ยนฝางมองป้ายของเรือนแห่งนี้ก็รู้ได้ทันทีว่าทั้งคู่มาด้วยเื่อันใด 'เรือนเก็บศพ' ร่างบางค่อยๆย่องไปที่หน้าต่าง มือเรียวแอบเปิดแง้นจนเกิดช่องเล็กๆเพื่อดูคนทั้งคู่ กลิ่นสาบลอยออกมาแตะจมูกของหญิงสาว จนต้องยกมือปิดอย่างช่วยไม่ได้ ดูเหมือนว่าศพที่นี่คงไม่ได้ถูกถนอมเอาไว้เป็อย่างดี
"ท่านแม่ทัพจะมือเองหรือขอรับ"
หยุนไฉเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ
"หากทิ้งไว้จนถึงพรุ่งนี้ เกรงว่าสภาพศพคงมิมีอันใดเหลือแล้ว"
ชายหนุ่มเอ่ยตอบ ถึงเขาจะไม่ชำนาญมากนักแต่ก็พอรู้วิธีการ ที่บอกว่าหากทิ้งไว้จนถึงวันรุ่งขึ้น มิได้หมายถึงแค่เื่ศพนี้ แต่อาจจะไม่เหลือศพเอาไว้ให้ตรวจสอบเลยด้วยซ้ำ
มือหนารับผ้าปิดจมูกมาจากผู้ช่วยของเขา สวมถุงมือและผ้ากันอย่างดี แต่ขณะที่กำลังจะลงมีดจังหวะนั้นเขาได้พบความผิดปกติ ดวงตาคมหันไปสบตากับสายตาคู่หนึ่งที่แอบมองพวกเขาอยู่ที่มุมหน้าต่าง เยี่ยนฝางตาโตเป็ไข่หาน
ปัง!
"อย่าขยับ"
หยุนไฉทีบหน้าต่าง พร้อมกับชักดาบจ่อที่คอของหญิงสาวทันที โดยที่นางไม่มีทางหนีหรือแม้แต่ขยับเท้าเลยได้เพียงสักก้าว ความเร็วและความแม่นยำนับว่าคือคุณสมบัติที่ชายหนุ่มมี จ้าวเทียนหยางยกยิ้มที่มุมปาก ดวงตานั้นมองเพียงแว๊ปเดี่ยวก็รู้ว่าเป็ใคร หญิงสาวค่อยๆถูกกุมตัวเดินออกมาจากที่มืด จนเห็นใบหน้าเมื่ออยู่ท่ามกลางแสงสว่าง
"แม่นางเยี่ยนฝาง"
หยุนไฉหลังได้เห็นหน้าหญิงสาวชัดๆก็อุทานออกมาด้วยความไม่เข้า พร้อมรีบเก็บดาบที่จ่อที่คอของนาง เยี่ยนฝางทำได้เพียงยิ้มแห้งตอบกลับคนทั้งคู่ไป
"พูดมา"
จ้าวเทียนหยางเอ่ยถามพลางเอื้อมมือไปััที่ผิวของศพ ไม่ได้หันมาสนใจหญิงสาวที่ยืนตัวรีบเลยแม้แต่น้อย ก่อนที่จะจรดมีดที่ิัเพื่อที่จะทำการกรีด
"เอ่อ....คือว่าข้า...หยุดมือเ้าค่ะ ท่านจะลงมีดเช่นนั้นมิได้นะเ้าคะ"
หญิงสาวไม่มีคำจะแก้ตัว เพราะนางตามเขามาจริงๆ อีกอย่างนางไม่กล้าโกหกท่านแม่ทัพเด็ดขาด แต่ก่อนที่จะได้พูดอะไรไปมากกว่านี้ เมื่อได้เห็นท่านแม่ทัพกำลังจะลงมีดในตำแหน่งที่ผิด ก็ได้เอ่ยห้ามเอาไว้เสียก่อน
"......"
มือใหญ่หยุดออกแรงกดมีด ก่อนที่จะหันมาหาหญิงสาว ร่างบางรีบวิ่งไปยืนใกล้เขาทันที
"เ้าทำเป็หรือ"
"เอ่อ ข้าก็ไม่เคยลองกับศพคนจริงๆเ้าค่ะ"
หญิงสาวเอ่ยพลางเกาที่ท้ายทอย
"แต่เมื่อสักครู่ข้าพูดจริงๆนะเ้าคะ ท่านอาจารย์เคยบอกข้าว่าก่อนลงมีดจะต้องตรวจร่างกาย และร่องรอยของศพให้ดีก่อน หากลงมีดแล้ว บางคราอาจจะทำให้าแบริเวณนั้นเกิดความเสียหายได้"
"แล้วเ้ารู้ได้เช่นไรว่าท่านแม่ทัพลงมีดในบริเวณที่ไม่ถูกต้อง"
"จากบันทึกของท่านไต้เฉิงหม่าแล้ว ดูเหมือนว่าผู้ตายจะมีาแเพียงสองที่จริงๆ ก็คือที่ข้อมือและบริเวณหน้าอกข้างซ้าย หัวใจถูกควักออกและหายไป การที่ท่านแม่ทัพลงมีดที่หน้าท้องเกรงว่าจะตรวจสอบอวัยวะภายในใช่หรือไม่"
"......."
จ้าวเทียนหยางไม่ได้เอ่ยตอบ เพียงหยักหน้าหลังได้ยินคำถามของหญิงสาว
"ไม่ได้เสียชีวิตทันที แต่เสียชีวิตจากการที่เสียเืมาก ดูจากสีผิวตอนท่านกดที่ตัวผู้ตายกับยามไม่กด สีผิวไม่ต่างจากเดิมด้วยซ้ำมันจางจนแทบในร่างกายจะไม่เหลือเือยู่แล้ว รอยซ้ำที่แผนหลังก็น้อย ทั้งที่เวลาที่เสียชีวิตเกินสิบสองชั่วโมงไปแล้ว"
หญิงสาววิเคราะห์ตามสิ่งที่ตนเห็น จ้าวเทียนหยางนิ่งฟังสิ่งที่หญิงสาวพูดและคิดตาม ถึงนางจะยังไม่เคยชันสูตรศพมาก่อน แต่กลับละเอียดและดูคล่องแคล่วกว่าเขาเสียอีก
"ท่านว่าจริงหรือไม่เ้าคะ"
"เช่นนั้น เ้าว่าควรทำเช่นไรต่อ"
"ทะ...ท่านแม่ทัพฟังความคิดเห็นข้าหรือเ้าคะ"
เยี่ยนฝางชี้นิ้วมาที่ตนเองเพื่อทวนคำถาม
"ข้าเชื่อเ้า"
เสียงทุ่มเอ่ยออกไปอย่างมิต้องคิด สำหรับนางเขาไม่มีคำถามว่าทำได้หรือไม่ ได้อยู่ใกล้นางถึงแม้ไม่นาน เขาย่อมรู้จักนางอยู่บ้าง หากไม่ใช่เื่ที่ตนเองมั่นใจแล้ว ย่อมไม่มีทางพูดออกมาเป็แน่ คำพูดของชายหนุ่มทำเอาหญิงสาวตาเป็ประกาย ขอเพียงท่านแม่ทัพเชื่อใจนาง ไม่ว่าจะให้บุกน้ำลุยไฟนางย่อมไม่หวั่น และไม่ใช่แค่ทำมันให้ดีแต่จะทำมันสุดความสามารถ หยุนไฉเหมือนรู้หน้าที่ หลังได้ยินคำพูดของท่านแม่ทัพ รีบส่งผ้าปิดจมูกและถุงมือให้หญิงสาวได้ตรวจสอบศพทันที
"ผู้ตายอายุเพียงสามสิบห้าปี ตัวขาวซีดมากกว่าคนตายปกติ คาดว่าเนื่องจากเสียเืมากก่อนตาย ดวงตาสองข้างปูดโปรน อ่าปากกว้าง เกิดจากการใสุดขีดก่อนเสียชีวิต ข้อมือถูกกีดโดนเส้นเื คิดว่าจุดนี้น่าจะถูกระบายเืออกไป หัวใจถูกควักออกไป เล็บมือมือเล็บเท้าสีดำสนิท.......พิษหรือ"
เยี่ยนฝางเอ่ยขึ้นขณะที่กำลังตรวจสอบ นางเปิดปากและลิ้นเป็สีดำ ก่อนที่จะหันมาทางคนตัวโต จ้าวเทียนหยางเดินมาตรวจสอบตามที่หญิงสาวบอก พบว่านี่อาจถูกพิษเข้าจริงๆก่อนที่ผู้ตายจะเสีย
"ผู้ตายเป็ถึงหลานชายของผู้นำหมู่บ้าน ไม่มีทางอดอยากจนปล่อยให้ซูบผอมเช่นนี้เป็แน่ แต่ดูสภาพของผู้ตายและชาวบ้านธรรมดาอีกสองคนแล้วยังดูมีเนื้อมีหนังมากเสียกว่า ดูยังไงก็คาดการณ์ได้ว่าคนร้าย้าเืของผู้ตาย และพิษที่ไหลเวียนในกระแสเืมีผลอันใดหรือไม่"
"แต่เมื่อ่บ่ายท่านผู้นำหมู่บ้าน ไม่ได้บอกก่อนนะขอรับว่าคนผู้นี้ถูกพิษมาก่อน"
หยุนไฉที่เงียบไปนานเอ่ยแสดงความคิดเห็น แต่จากสถาพเช่นนี้ดูเหมือนจะถูกพิษมาก่อนวันที่เสียชีวิตแล้ว
"ข้าคิดว่าต้องผ่าท้อง เพื่อดูว่าในกระเพราะอาหารยังเหลือร่องรอยของพิษหรือไม่ จากเศษอาหารที่ยังเหลือยู๋ในร่างกาย"
เยี่ยนฝางเอ่ยอย่างแสดงความคิดเห็นตามสิ่งที่ตนคิด จ้าวเทียนหยางพยักหน้าตอบหญิงสาว ก่อนจะยื่นมีดไปให้นาง มือเรียวที่ดูเหมือนจะสั่นเล็กน้อยค่อยๆยื่นออกมา
"ท่านแม่ทัพจะให้ข้าเป็ผู้ลงมือผ่าจริงๆหรือเ้าคะ"
"เคยผ่าหรือไม่"
"ไม่เคยผ่ากับศพจริงๆเ้าค่ะ"
"เช่นนั้น......"
"ข้าทำได้เ้าค่ะ"
ชายหนุ่มยังเอ่ยไม่ทันจบ หญิงสาวก็เอ่ยขึ้นมาเสียก่อน โอกาสเช่นนี้ที่นางจะได้ใช้ความรู้และความสามารถ ก็ไม่อยากปล่อยให้มันผ่านไปโดยไม่ทำอันใดสักกอย่าง อีกอย่างท่านแม่ทัพอุสาเชื่อใจนาง
"มิต้องกังวล หรือหากผิดพลาดก็มิต้องเป็อันใด"
คำปลอบใจแสนเรียบง่ายสร้างความมั่นใจให้หญิงสาว ก่อนที่จะรับมีดมาจากมือใหญ่ที่ยื่นให้นางก่อนแล้ว จ้าวเทียนหยางเปลี่ยนหน้าที่มาส่งเครื่องมือให้แทน ส่วนหยุนไฉก็เตรียมจดตามที่หญิงสาวได้เอ่ยบอกในสิ่งที่อาจเป็ข้อสงสัย
มือเรียวล้วงหยิบเศษอาหารที่ยังไม่ย่อยในกระเพราะอาหารออกมา ทั้งกลิ่นเหม็นและคราวตลบอบอวนไปทั่วทั้งห้อง อาจเป็เพราะว่าร่างกายยังมิได้เน่าเปลื่อยมากเท่าใด ดวงตางามมองถาดที่ใส่เศษอาหาร ก่อนจะพบว่ามันกลายเป็สีฟ้าเหมือนกับถูกย้อมสีก็มิปราน นางเหงยหน้าสบตากับจ้าวเทียนหยางเมื่อรู้ว่ามันคืออันใด
"ฉีเหม่า"
"เ้ารู้จักมันหรือ"
"ข้าจำได้ไม่ผิดแน่ แต่มิคิดว่ามันจะมาอยู่ที่นี่ได้"
หญิงสาวเอ่ยออกไปอย่างยากที่จะเชื่อ คราเรียนที่สำนักศึกษา ยาพิษชนิดนี้นับว่าไม่ได้มีคุณสมบัติโดดเด่นอันใดอีกทั้งยังหายาก จนบางตำราบันทึกมันเอาไว้ว่าสูญพันธุ์ไปแล้วด้วยซ้ำ 'ฉีเหม่า' เป็สมุนไพร่พิษที่หายากมาก เคยถูกค้นพบอยู่ทางตอนเหนือของแคว้น หากกินเข้าไปแล้วจะไปกระตุ้นการไหลเวียนของกระแสเืในร่างกาย หัวใจทำงานหนักขึ้น เพียงไม่กี่ชั่วโมงจะมีอาการเหนื่อย หอบ ซูบผอม แต่ก็สามารถมีอายุได้อีก 7 วัน หากไม่รีบแก้พิษก็จะตายไปในที่สุด เมื่อชันสูตรเสร็จไปคนหนึ่ง หญิงสาวก็ตรวจผู้ตายอีกสองคนที่เหลือทันที โดยไม่พัก จนเวลาผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วยามแล้ว เม็ดเหงื่อไหลอาบแก้มหญิงสาวอย่างช่วยไม่ได้ สีหน้าของนางซีกลงอย่างเห็นได้ชัด แต่เพราะต้องรีบทำแข่งกับเวลา ไม่รู้ว่าด้วยอันใด ถึงท่านแม่ทัพจะไม่ได้บอกนาง แต่นางกลับััได้ถึงความเร่งรีของเขา นั้นยิ่งทำให้นางไม่กล้าหยุดถึงแม้ว่าเขาจะบอกให้นางพักก็ตาม
ขณะที่หญิงสาวกำลังตั้งใจตรวจหาสาเหตุอยู่นั้น ก็ถูมือหนาใช้ผ้าเอื้อมไปเช็ดเม็ดเหงื่อที่หน้าผากอย่างเบามือ เขาค่อยๆซับอย่างใส่ใจ ดวงตางามที่จดจ่ออยู่กับงานตรงหน้าเหงยขึ้นมองเขา เพราะความสูงที่แตกต่างกันทำให้ร่างใหญ่ต้องก้มตัวลงมาเล็กน้อย
'นี่ท่านแม่ทัพกำลังตั้งใจเช็ดเหงื่อให้ข้าอยู่อย่างนั้นหรือ ใบหน้าเขาดูจริงจังและใส่ใจเกินไปหรือไม่' หญิงสาวเอ่ยกับตนเองในใจก่อนที่จะสลัดความคิดนั้นทิ้ง
"เป็อันใดหรือ เ้าจะพักก่อนหรือไม่"
ชายหนุ่มถามหญิงสาวเมื่อเห็นว่านางเอาแต่จ้องตน
"เอ่อ....ไม่เ้าค่ะ ข้าทำเสร็จพอดี ท่านแม่ทัพอยากให้ข้าตรวจสอบตรงไหนอีกหรือไม่เ้าคะ"
"ที่เ้าตรวจสอบก็ละเอียดมากพอแล้ว"
หญิงสาวพยักหน้ารับ นางยื่นและก้มเหงยเช่นนี้มานานจนจะเข้ายามอิ๋นแล้ว หยุนไฉเข้ามาเก็บอุปกรณ์เพื่อให้หญิงสาวได้นั่งพักสักเล็กน้อย
"ท่านจะทำเช่นไรต่อกับผู้ตายเ้าคะ"
"คงต้องทิ้งศพเอาไว้ก่อนห้าถึงเจ็ดวันเพื่อรอทางการเข้ามาตรวจสอบอีกครั้ง"
"เช่นนั้นย้ายศพไว้ในโรงเปล่าแล้วโรยพริกไทยและถ่านไม้ให้ทั่วรอบศพก่อนปืดฝ่าโรงเถิดเ้าค่ะ"
หญิงสาวเอ่ยอย่างบอกกล่าว ดูเหมือนว่าดึกเช่นนี้จะหาน้ำแข็งมาวางไว้รอบด้วยคงจะหาได้ยาก อีกทั้งนี้เป็การมาแอบตรวจแบบลับๆเท่านั้น ของที่มีอยู่ก็มีจำกัด
ขณะที่ทุกคนกำลังวุ่นกับการเก็บข้าวของ คนจมูกเร็วอย่างจ้าวเทียนหยางก็ยกมือห้ามทุกคนเอาไว้ เพียงไม่นานควัญขาวก็ลอยเข้ามาในเรือนเก็บศพจนมองไม่เห็นอันใด ทะเลเพลิงโหมกระหน่ำลุกลามไปทั้วบริเวณจนหาทางออกแทบไม่ได้
แค่กๆ ท่านแม่ทัพ แค่กๆ
เยี่ยนฝางที่ยืนอยู่กับที่ไม่รู้ว่าจะขยับไปทางไหน ร้องหาที่พึ่งทันที เปลวไฟเร็วมากจนนางที่พึ่งขยับเท้าได้เพียงก้าวเดียวก็หาทางออกไม่ได้เสียแล้ว เยี่ยนฝางล้มลงไปนั่งที่พื้นอย่างช่วยไม่ได้ เพราะควัญขาวและเขม่าดำทำให่นางมองไม่เห็นอันใด เข้าตาเข้าจมูกไปหมดจนนางแทบทนไม่ได้
"ท่านแม่ทัพ ช่วยข้าด้วย แค่กๆ"
หญิงสาวร้องออกมาพร้อมน้ำตาที่ไหลพราก การวางเพลิงเช่นนี้เหมือนกับเป็การจุดไฟรอบทิศทาง เพลิงไหม้แรงพร้อมกันทุกจุดและลามจากรอบข้างเข้ามาที่ตรงกลางเรือน หญิงสาวััได้ถึงชะตากรรมของตนในขณะนี้ นางไม่มีทางรอดไปได้เป็แน่ ควัญไฟที่ทำให้นางไม่สามารถแม้จะลืมตาได้เลย เปลวไฟที่ร้อนระอุคล้ายมีคนนำไฟมาจี้ที่ตัวตลอดเวลา ตอนนี้นางทำได้เพียงยอมรับมัน เนื่องจากแรงที่จะลุกก็ไม่เหลือเลยด้วยซ้ำ แต่ขณะนั้นเองกลับมีฝ่ามือหนึ่งกุมเข้าที่มือเรียวเอาไว้แน่
"ท่านแม่ทัพ ใช่ท่านหรือไม่"
ร่างบางรีบกุมมือใหญ่เอาไว้แน่นเหมือนกับกลัวว่ามันจะหายไปอย่างไรอย่างนั้น ถึงนางจะลืมตาไม่ได้แต่ยามที่กุมมือแล้ว นางกลับมั่นใจว่านั้นคือฝ่ามือของท่านแม่ทัพเป็แน่ ความรู้สึกที่ได้รับเหมือนกับตอนสิบปีที่แล้วไม่เคยเปลี่ยน
"เ้าลุกไหวหรือไม่"
เสียงที่คุ้นเคยเอ่ยถามหญิงสาว
"ขาสองข้างของข้าขยับไม่ได้เลยเ้าค่ะ ข้า...."
เยี่ยนฝางเอ่ยออกไปตามตรง เนื่องด้วยสำลักควัญไปเยอะบวกกับที่ชันสูตรศพก่อนหน้านี้หลายชั่วยาม ทำให้แรงนางแม้แต่ยันกายลุกก็ทำไม่ได้ หญิงสาวยังเอ่ยไม่ทันจบก็สลบไปทันที ร่างใหญ่ที่เห็นเช่นนั้นก็รีบช้อนร่างของนางเข้ามาในอ้อมกอดทันที
"ท่านแม่ทัพ ที่ด้านหลังไฟเบาที่สุดขอรับ"
หยุนไฉเอ่ยบอกผู้เป็นายทันที
"เ้านำออกไปก่อน"
จ้าวเทียนหยางเอ่ยสั่งการ เขาต้องคอยดูแลหญิงสาวในอ้อมกอด และไม่รู้ว่าคนร้ายที่ลอบวางเพลิงไปหรือยัง หากพวกมันดักรอที่ด้านนอกหยุนไฉเพียงคนเดียวก็คงจัดการได้ไม่ยาก เป็ดังคาดเมื่อเขาตามผู้ช่วยหนีออกมาจากเรือนเก็บศพที่กำลังถูกไฟไหม้ได้สำเร็จ ก็พบคนร้ายกว่าสี่คนกำลังต่อสู้กับหยุนไฉอยู่ เพราะนี้เป็มุมอับทำให้ชาวบ้านที่กำลังดับไฟอยู่ด้านหน้าไม่ทันได้เห็น
ฟิ๊ว~~~ ฉึก!
ลูกธนูไม่รู้ว่ามาจากที่ใด พุ่งมาทางจ้าวเทียนหยาง เพราะเขาไม่ทันได้ระวังถึงแม้จะเห็นก็หลบไม่พ้น จนลูกธนูพุ่งเข้าที่ไหล่ด้านซ้ายอย่างจัง หากเขาตัวตนเดียวคงหลบได้ไม่ยาก แต่เนื้องด้วยมีคนอยู่ในอ้อมกอดทำให้การขยับร่างกายช้ากว่าปกติ
"ท่านแม่ทัพทางนี้เ้าค่ะ"
เสียงหนึ่งดังขึ้นเรียกชายหนุ่ม เป็ซีอันที่ตามมาทีหลัง ที่แขนของนางก็มีร่องรอยของการโดนฟันจากการต่อสู้ด้วยเช่นกัน
……
ยัยน้องอุสาได้แสดงความสามารถนิดหน่อย ก็เกิดเื่เลยน๊าาาาาา????
>.............
ไรท์จะพยายามลงทุกวันฝากทุกคนกดหัวใจที่หน้าปก ติดตาม คอมเม้นเป็กำลังใจให้ไรท์ด้วยน๊าาา???? ไรท์จะลงวันละ 1 ตอน เวลาประมาณ 1 ทุ่มของทุกวันน๊าาา
---------
1 เค่อ คือ15 นาที
1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง
1 ชั่วยามมี 8 เค่อ
1วันมี 100 เค่อ
1 ลี้ เท่ากับ 500 เมตร 2 ลี้ เท่ากับ 1 กิโลเมตร
ยามจื่อ = 23.00 - 24.59 น.
ยามโฉ่ว = 01.00 - 02.59 น.
ยามอิ๋น คือ 03.00 - 04.59 น.
ยามเหม่า คือ 05.00 - 06.59 น.
ยามเฉิน คือ 07.00 - 08.59 น.
ยามซื่อ คือ 09.00 - 10.59 น.
ยามอู่ คือ 11.00 - 12.59 น.
ยามเว่ย คือ 13.00 - 14.59 น.
ยามเซิน คือ15.00 - 16.59 น.
ยามโหย่ว คือ 17.00 - 18.59 น.
ยามซวี คือ 19.00 - 20.59 น.
ยามห้าย คือ 21.00 - 22.59 น.
วสันต์ = ฤดูใบไม้ผลิ คิมหันต์= ฤดูร้อน สารท= ฤดูใบไม้ร่วง เหมันต์= ฤดูหนาว
——————————