วันที่สองของการจัดงานเลี้ยงต้อนรับราชทูตแคล้นเค่อฉิง
ในวันนี้หลี่เว่ยซุนได้ให้หลี่ซีห่าวช่วยเกลี้ยกล่อมเฟยิให้เข้ามาในวังด้วยโดยมีข้อแลกเปลี่ยน ถ้าเขายินยอม บิดาเขาจะไม่สั่งห้ามเฟยิพูดคุยกับลี่เฉี่ยวและการเข้าวังครั้งนี้บิดาเขายังอ้างถึงองค์รัชทายาทถามถึงเฟยิว่าอยากพูดคุยด้วยและยังมีอีกเหตุผลที่บิดาเขาให้เข้าวังคือมาพบกับญาติผู้น้องของภรรยา ซีห่าวซึ่งเป็คนที่ขุนนางหลี่หมายปองจะให้หมั้นหมายกับ เฟยิแต่ทว่าเขาไม่ได้บอกเื่นี้กับเฟยิ
องค์รัชทายาทครั้นเจอเฟยิก็ชวนคุย ยกใหญ่ ถามสารทุกข์สุกดิบ
“เหตุใดวันนี้ทำให้เ้าเข้าวังมาได้ ต้องเป็เื่สำคัญต่อเ้ามากสินะถึงทำให้เ้าเข้ามาได้ บอกข้าได้ไหม” องค์รัชทายาทถามพร้อมหันมองหน้าเฟยิด้วยความสงสัยเฟยิหลบสายตาไปครู่หนึ่ง แล้วหันกลับมาพูด
“ก็พระองค์อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ ท่านพ่อบอกกับกระหม่อมว่าพระองค์ตรัสถามถึงกระหม่อม”
“ข้าก็ไม่ได้ถามหาเ้าเป็ครั้งแรกสักหน่อย เอาเถอะไม่อยากบอกก็ไม่เป็ไรอย่างไรข้าก็ดีใจที่ได้เจอเ้า ว่าแต่เ้าไม่อยากเข้ามาทำงานในวังหลวงหรอกหรือ”
“กระหม่อมขออยู่แบบนี้ดีกว่างานในวังหลวงไม่น่าจะเหมาะกับกระหม่อม”
“อะไรคือเหมาะไม่เหมาะในเมื่อเ้ายังไม่เคยทำเลย ั้แ่เด็กข้าชอบที่จะเล่นกับเ้า และก็รู้จักเ้าดี เ้าก็ไม่ได้รังเกียจที่อยู่ในวังแต่สิ่งหนึ่งที่เ้าไม่ชอบคือการถูกบัง”
สีหน้าของเฟยิยอมรับสิ่งที่องค์รัชทายาทกล่าว
“ใช่ กระหม่อมเคยชอบแต่มันนานมาแล้ว”
องค์รัชทายาทยกมือตบบ่าไหล่เฟยิเบาๆ
“อืม..ข้าเข้าใจเ้าคงมีเื่อึดอัดใจข้ายังติดค้างเ้าวันหน้าเ้า้าสิ่งใดบอกข้ามาได้เลย” พร้อมทั้งหยิบป้ายคำสั่งให้
ขณะที่องค์รัชทายาทกำลังสนทนากับเฟยิ
จู่ ๆก็มีคนขององค์ชายรอง มารายงาน ว่า องค์ชายรองไม่สบายอยากพบองค์รัชทายาทองค์รัชทายาทก็ตรงไปยังตำหนักองค์ชายรองทันที (ตำหนักเหยาเซิ่น)
เฟยิหยิบป้ายคำสั่งขึ้นมาดูพลิกไปมา
“ข้าจำเป็ต้องใช้มันจริงๆด้วยหรือ”
เขาเอาป้ายเข้าไปเก็บไว้ในเสื้อครั้นเงยหน้าขึ้นก็เจอกับบิดาและสตรีนางหนึ่งสวมอาภรณ์สีชมพู ดูอ่อนโยนยืนอยู่เบื้องหน้า แล้วเดินเข้ามาหาเขา บิดาแนะนำสตรีผู้นั้นให้เฟยิรู้จัก
“ฮุ่ยเจียงนางเป็ญาติผู้น้องกับพี่สะใภ้เ้า พี่สะใภ้กับพี่ชายเ้าไปทำธุระ นางไม่มีเพื่อนข้าฝากเ้าคุยเล่นเป็เพื่อนนางหน่อย”
ฮุ่ยเจียง ยิ้มแล้วก้มหน้าลงเล็กน้อย เฟยิ ตอบกลับหน้านิ่งๆ
“ขอรับ” และคิดภายในใจว่า นี่หรือสตรีที่ท่านพ่อจะให้ข้าหมั้นหมายด้วยพอบิดาเขาหันหลังกลับ เฟยิ รีบกล่าวกับนางก่อน
“ข้าคุยไม่ค่อยเก่งขอโทษด้วย ข้าขอตัวก่อน” เฟยิเดินจากนางไปแบบไม่ไยดีสักนิด
“อ้าว เดี๋ยวก่อนคือข้า..” นางพยายามจะเรียกเฟยิแต่ เฟยิไม่หันกลับมองนางเลย
“นี่เหรอคนที่ข้าจะหมั้นด้วยเขาไม่สนใจข้าสักนิด” นางบ่นเสียงเบาดูน้อยใจ
“แต่ข้าไม่ยอมแค่นี้หรอกดูถูกข้าเกินไปแล้ว”
ตำหนักเหยาเซิ่น
“น้องรองเ้าเป็อย่างไรบ้าง” ทันทีที่องค์รัชทายาทมาถึงก็ถามถึงอาการ
“จู่ ๆกระหม่อมเหมือนจะไม่มีเรี่ยวแรง จะเดินจะเหินก็ลำบากกระหม่อมอยากจะรบกวนเสด็จพี่บางอย่าง”
“มีเื่ใดให้ข้าช่วยว่ามาเถิด”
“ข้าอยากได้ ว่านคนเป็”
“ว่านนี้เป็ของบำรุงพระวรกายเสด็จพ่อนี่”
“ถ้าท่านพี่ไปขอ เสด็จพ่อคงไม่ว่าอะไรข้า้าไม่มาก แค่อยากให้ร่างกายมีเรี่ยวแรงขึ้นเท่านั้น”
ว่านคนเป็จะมีก็แต่ขันทีโฉ่เท่านั้นเป็ผู้เก็บ แต่ก็ต้องไปขออนุญาตจากฮ่องเต้ก่อน องค์ราชทายาทรู้สึกแปลกๆ แต่ก็ยังไปขอให้ ตามที่องค์ชายรองขอ ขณะที่องค์รัชทายาทกำเดินไปยังตำหนักของฮ่องเต้บังเอิญเจอกับซ่งจ้านผิงที่เดินตรวจตราอยู่ จึงได้กล่าวถามองค์รัชทายาทว่า
“เหตุใดองค์รัชทายาทมาอยู่นี่ไม่ได้อยู่ในงานหรือ มีเื่ใดให้ข้าจัดการหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“เ้ารออยู่แถวนี้แหละเดี๋ยวข้ามา ” องค์รัชทายาทรีบตรงไปยังตำหนักของฮ่องเต้ เพื่อขอว่านคนเป็ และได้มาเป็ที่เรียบร้อย ได้ฝากให้กับจ้านผิงเป็คนเอาไปให้องค์ชายรองแทน
จ้านผิงเดินผ่านสายตาเฟยิดูเร่งรีบ
“เ้าบ้านั่นจะรีบไปไหน” เฟยิแอบตามไป เขาแอบดูอยู่พักหนึ่งก็ออกมา
เฟยิเดินไปยังบริเวณที่มีขุนนางเยอะๆเขาพยายามสังเกตป้ายที่แหวนติดของแต่ละคนไปสะดุดตาของขุนนางท่านหนึ่งมันคล้ายกับที่เขาเคยเห็นมาก เขาจำได้แม่น บิดาเขาก็อยู่ในบริเวณนั้นด้วยมองมายังเฟยิแต่ไม่เห็นฮุ่ยเจียง จึงเดินดิ่งมาหาเฟยิ
“แล้วแม่นางฮุ่ยเจียงล่ะ”
“ข้าบอกกับนางว่าคุยไม่เก่งเป็เพื่อนคุยกับนางไม่ได้”
“เ้าเนี่ย ช่างไม่เอาไหนเสียจริงข้าฝากให้เ้าดูแลนาง แต่เ้ากลับทิ้งนางมาอยู่นี่” หลี่เว่ยซุนเดินหนีด้วยความโมโห
“เดี๋ยวก่อนท่านพ่อ”
บิดาหันกลับมาอีกครั้งเฟยิเดินเข้ามาใกล้ กระซิบถาม
“ขุนนางท่านนั้นเป็ใคร”
“ใต้เท้าสีเสนาบดีกรมกลาโหม เ้ามีเื่ใด”
“ไม่มีขอรับ”
เฟยิเหลือบเห็นฮุ่ยเจียงเดินตรงมาทางเขาแต่เขาทำเป็ไม่เห็นนาง ครั้นพอเข้ามาใกล้นางแสร้งทำเท้าพลิก ร้องโอ๊ยเสียงดัง เฟยิจะทำเป็ไม่ได้ยินก็ดูจะใจดำไปหน่อยเขาเข้าไปช่วยพยุงนางขึ้น
“เ้าเป็อย่างไร”
“ข้าน่าจะเท้าแพลง”
“เช่นนั้นนั่งพักตรงนี้ก่อน”เฟยิช่วยพยุงหาที่นั่งบริเวณนั้น
ทันใดนั้นลี่เฉี่ยวผ่านมาเห็นในตอนพี่เฟยิกำลังพยุงฮุ่ยเจียงนางยืนดูเหตุการณ์พักหนึ่งสีหน้าเริ่มตึงเครียด
“เ้าหลี่เฟยิเห็นหญิงงามวิ่งเข้าใส่เลยเชียว”
จ้านผิงก็กลับมาพอดีเห็นลี่เฉี่ยวที่ยืนมองเฟยิอยู่ จ้านผิงทักทายนาง
“ลี่เฉี่ยว”
“อ้อ จ้านผิงพวกเราไปทางนั้นกัน” ลี่เฉี่ยวจับมือจ้านผิงจูงไปใกล้ๆ ตรงที่เฟยิอยู่แล้วทำเป็พูดคุยยิ้มแย้ม จ้านผิงยืนงงกับสิ่งที่นางทำ เขากำลังคิดว่าลี่เฉี่ยวนางกำลังทำอะไรจนลี่เฉี่ยวเรียกจ้านผิงเสียงดัง
“ซ่งจ้านผิง! ท่านได้ยินข้าหรือไม่”
“อ๋อเมื่อสักครู่ท่านพูดว่าอย่างไร”
“ข้าถามท่านว่าท่านเคยไปหรือเคยเห็นสตรีแคว้นเค่อฉิงหรือไม่”
“ไม่เคยแต่เคยได้ยินว่าสตรีที่นั่น แข็งแกร่งดังชาย ด้วยกำลังคนที่น้อย พวกเขาจำต้องฝึกการต่อสู้ เพื่อความพร้อม ทุกเมื่อเวลามีภัย”
“เช่นนั้นสตรีที่นั่นทุกคนก็จะต้องออกรบงั้นรึ”
“ถูกแล้ว”
“นับถือพวกนางจริง ๆ คงเป็วีรสตรีที่แข็งแกร่ง! ดุจดังหมาป่า กระชากศัตรู! ” ลี่เฉี่ยวพูดเสียงดังและยังทำท่าทางการต่อสู้ไปด้วย
จ้านผิงอดที่จะขำนางไม่ไหว เขาจึงหัวเราะออกมา
“ฮ่า ฮ่า ดูเ้าสิ งั้นเ้าก็คงอยากเป็หมาป่าล่ะสิ”
“แน่นอน”
เสียงหัวเราะพูดคุยทั้งสองทำให้เฟยิหันมาสายตาแสดงถึงความโกรธ
“มีความสุขจังนะเวลาอยู่กับเ้าบ้านั่น”
“อย่างไรหรือเ้าค่ะ”
ฮุ้ยเจียงที่นั่งอยู่ด้วยนางไม่เข้าใจที่เฟยิพูดนางมองตามสายตาเฟยิ
“ท่านรู้จักพวกเขาหรือเ้าคะ” เฟยิไม่ตอบคำถามนาง กลับพูดอย่างอื่นตัดบท
“เ้าไม่เป็ไรแล้วใช่ไหมถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวก่อน”
ลี่เฉี่ยวเห็นว่าเฟยิเดินออกจากตรงนั้น จากที่คุยเล่นกับจ้านผิงยิ้มร่ากลับเปลี่ยนไปอีกแบบ
“ข้าขอตัวก่อนนะ”ลี่เฉี่ยวรีบเดินไปหาฮุ้ยเจียงด้วยความที่อยากรู้ว่านางคือใคร
“ข้าหลิวลี่เฉี่ยวเกิดอะไรขึ้นกับท่านอย่างงั้นหรือ ให้ข้าช่วยอะไรไหม”
“บุตรสาวคนเดียวสกุลหลิวหน้าตาสะสวยดี ไม่เป็ไรข้าดีขึ้นแล้ว” ฮุ้ยเจียงลุกขึ้นยืน
“เช่นนั้นขอถามหน่อย คุณชายท่านนั้นเมื่อสักครู่เป็...อะไรกับท่าน”
ลี่เฉี่ยวจ้องหน้าฮุ้ยเจียงลุ้นกับคำตอบว่านางจะตอบอย่างไร
ฮุ้ยเจียงรู้สึกแปลกๆเหมือนว่าลี่เฉี่ยวอยากได้คำตอบเป็อย่างมากเขากำลังคิดว่าลี่เฉี่ยวน่าจะรู้จักกับเฟยิ แล้วที่เฟยิมองนางแบบนั้นหมายความเช่นไร
นางจึงตอบลี่เฉี่ยวไปว่า