แววในดวงตาของโร้คทอแสงประหลาดราวกับเขาบังเกิดความคิดในแง่ร้ายขึ้นมาทันใด ขณะที่จ้องมองดูใบหน้าที่อ่อนเยาว์ของสาวน้อยเนินทรวงที่ปิดบังไว้ด้วยเสื้อสีขาวและคลุมทับด้วยแจ๊กเก็ตอีกชั้น ซึ่งกำลังสะท้อนขึ้นลงตามจังหวะของการหายใจก่อนที่จะลดลงสู่่เอวสะโพกที่กลมมนลงไปจนถึง่ขาที่เรียวงามอย่างพินิจพิจารณา
“แปลกนะ”เขาพูดออกมาเบาๆ ดวงตาที่มีแววรู้ทันจับอยู่บนใบหน้า ที่บัดนี้อาบด้วยสีชมพูเข้มของทิชาคุณน่ะท่าทางไม่บอกเลยว่าเคย‘รู้จัก’ ผู้ชายมาก่อน ผมเห็นจะต้องเปลี่ยนความคิดที่เกี่ยวกับตัวคุณเสียใหม่แล้วนะนี่”
“ไม่ต้องลำบากหรอก”ทิชาตวัดเสียงใส่
“ก็ไม่เห็นจะลำบากอะไรนี่ผมชอบทำอะไรที่มันท้าทายความสามารถอยู่แล้ว” ริมฝีปากของเขาฉีกขึ้นไปจนถึงแก้ม เมื่อเห็นแววเพชฌฆาตในดวงตาของเธอเข้า
“อย่างนั้นหรือคะสาวน้อยถามเสียงหวานแล้วไอ้เื่นี้มันท้าทายตรงไหนล่ะ ...ทุเรศ”
“ในตอนแรกๆมันก็คงจะท้าทายละ” โร้คยิ้มจนเห็นฟันขาวตัดกับใบหน้าสีคร้ามแดดของเขาและมันจะยิ่งน่าสนใจขึ้นไปอีกยิ่งเมื่อคุณเกลียดผมอย่างนี้”
“ฉันน่ะเกลียดคุณแน่ละ”ทิชาโพล่งออกไป ความเดือดดาลแฝงอยู่ในทุกคำพูดแล้วก็คุณช่วยเก็บความน่าสนใจไว้ให้กับคนที่เขาพอใจจะรับอย่างเช่นบลันช์เถอะ”
“บลันช์กับผมน่ะเป็เพื่อนกันนะไม่มีอะไรเกินกว่านั้น” เขายักไหล่เบาๆ
“จริงรื้อทิชาถามเยาะๆแต่นั่นมันไม่ใช่ความรู้สึกที่คุณสร้างให้กับฉันเมื่อครู่นี้เลยนี่”
“ผมก็พูดเฉพาะแต่ที่คุณอยากจะฟังเท่านั้นละ”
เขากำลังมองด้วยสายตาที่ทำให้ความดันโลหิตของเธอฉีดแรงขึ้นทิชาตั้งใจเสียแล้วว่าจะไม่ใส่ใจในความเป็จริงที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงนั้นแล้วก็ในความเป็เพื่อนนั้น...”เธอหยุดเหมือนตั้งใจจะให้คำสุดท้ายของประโยคฝังลงไปในความคิดของเขาคุณก็เลยจำเป็ที่จะต้องรู้จักบ้านหลังนี้ให้ทั่วทุกซอกมุมเลยสินะ”
“ความจริงมันยังมีเหตุผลที่ดีกว่านั้นอีกนะ”คราวนี้เขาตั้งใจจะยิ้มใส่หน้าเธอจริงๆเพราะว่าผมเป็คนออกแบบบ้านหลังนี้เอง”
ทิชามีความรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกตรึงอยู่บนแผ่นเหล็กที่เย็นเยียบ
“คุณพูดอย่างนี้หมายความว่ายังไงน่ะ
“ก็ผมเป็สถาปนิกน่ะสิแล้วก็ไม่ใช่จะออกแบบแค่ในบลูพริ้นท์เท่านั้นนะ ยังทำก่อสร้างอีกด้วย”
“ฉันไม่ยักรู้”เสียงของสาวน้อยอ่อนลง
“ก็อยากไม่ถามเองดีแต่เดาไปสุ่มๆ เท่านั้น” เขาว่าให้ คิ้วสีน้ำตาลเข้มเลิกขึ้นเป็เชิงเยาะแต่ผมว่าถึงอย่างไรคุณก็ยังรักที่จะเชื่อในเหตุผลเก่าเกี่ยวกับการที่ผมรู้จักบ้านนี้ทุกซอกมุมอย่างว่ามากกว่าจริงไหมล่ะ เพราะมันจะได้เข้ากับความคิดเห็นที่คุณมีในตัวผมได้เป็อย่างดี”
“ก็เพราะว่าคุณน่ะตั้งใจจะหลอกฉันเล่นน่ะสิ”ความโกรธของทิชาปรากฏในน้ำเสียงที่ตัดพ้อต่อว่า นั้น “มันมีสำนวนเก่าๆ อยู่สำนวนหนึ่งนะที่เข้ากับสถานการณ์ตอนนี้ได้ดีทีเดียวโดยเฉพาะกับกรณีของคุณมันออกมาฟังเชยๆ หน่อยก็จริง แต่มันบอกว่าคุณน่ะยิ่งโกรธยิ่งสวยไงล่ะ”เขายืดร่างที่พิงอยู่กับเคาน์เตอร์ขึ้นหวังว่าคงไม่เพิ่มความร้อนให้กับไฟโทสะอีกหรอกนะ”
บลันช์ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าประตูครัวก่อนที่สาวน้อยทิชาจะหันหาคำพูดมาต่อปากต่อคำเสียให้สะใจได้ “กำลังคุยกันเื่อะไรนี่ เธอปรายตามองใบหน้าที่เปล่งรอยยิ้มอย่างพึงพอใจของโร้คเมดิสันแล้ว จึงหันกลับไปมองหลานสาว แต่ใบหน้าของสาวน้อยบึ้งตึงบอกถึงความเดือดดาลในอารมณ์อยู่ทำาคารมกันหรือนี่แล้วใครจะเป็ฝ่ายโจทก็ล่ะ”
“เรากำลังปรึกษาหารือกันอยู่ถึงผู้ที่หัวใจสลายที่คุณคอลด์เวลเขาทิ้งไว้ข้างหลังน่ะครับ”โร้คตอบ
วาจาที่เปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบนั้นทำให้คิ้วของสาวน้อยขมวดมุ่นขึ้นทันที ไม่ได้มีการปรึกษาหารืออะไรอย่างที่เขาว่าเลยสักนิดโดยเฉพาะเื่โรแมนติกทั้งหลายในชีวิตของเธอ
“นี่คุณไม่มีใครเขาอกหักเพราะฉันหรอก” ทิชาเปล่งคำพูดออกมา รู้สึกสับสนกับการที่เขาพูดอะไรพรรค์นั้นออกมาง่ายๆ
“นั่นสิป้าก็ยังสงสัยอยู่เหมือนกันว่าเกวินจะมีความสุขหรือเมื่อหนูจากมาแล้ว” คำพูดของบลันช์เหมือนจะช่วยเตือนความทรงจำของหลานสาวขึ้น
“นั่นสิคุณตัดใจทิ้งคู่หมั้นมาได้อย่างไรน่ะ โร้คถามขึ้นทันที ดวงตาของเขาเปล่งแววหัวเราะเมื่อเห็นดวงตาของสาวน้อยบอกแววตกตะลึงซึ่งเท่ากับเขาได้บอกให้เธอรู้ว่าป้าได้เล่าเื่ทั้งหมดของเธอให้เขาฟังอย่างละเอียดลออเพียงไร
“ถ้าถามฉันก็อยากจะตอบง่ายๆว่า ฉันไม่ชอบการแต่งงานแบบคลุมถุงชน และถ้าจะต้องแต่งฉันก็จะไม่เลือกนายคนนี้ก็เท่านั้น”ทิชาตอบห้วนๆ แต่ในความเป็จริงก็คือ เมื่อพบกันกับเกวินครั้งหลังสุดนั้น ทิชาได้พยายามปฏิบัติตัวอย่างดีที่สุดตรงข้ามกับที่ได้แสดงคารมต่อต้านฝากไว้กับพ่อ เธอพยายามสุภาพอ่อนโยนกับเขาที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ก็ไม่ถึงกับฉลาดนักแต่ป้าเดาเอาว่าพ่อหนุ่มนั่น คงจะพอรู้ว่าอะไรเป็อะไร” บลันช์หัวเราะ
“ก็เป็อันว่าคุณตัดสินใจว่าจะไม่แต่งงานละ”โร้คทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้กับคำพูดที่เธอพูดถึงเกวิน และยังคงชวนพูดต่อไปอีก
“ฉันว่าความคิดเห็นในเื่นี้ระหว่างคุณกับฉันคงจะมีพอๆ กันละมั้ง” สาวน้อยพูดเสียงหวานหรือว่าฉันจะคิดผิดที่ว่าคุณเป็หนุ่มโสดน่ะ
“อ๋อ ผมน่ะโสดแน่ละครับ”คำตอบของโร้คเคล้าด้วยเสียงหัวเราะไม่เคยคิดว่าจต้องยอมรับกับใครให้มันชัดเจนลงไปอย่างนี้ด้วย”
“เอ...ฟังๆดูแล้วรู้สึกว่ามันชักจะเป็การคุยในเื่ที่น่าสนใจอยู่นะ” ดวงตาของบลันช์เป็ประกายแจ่มใสขณะที่มองดูทั้งหลานสาวและสถาปนิกหนุ่มเข้าไปนั่งในห้องนั่งเล่นดีกว่าละมังฉันจะได้พักผ่อนอยู่กับไฟอุ่นๆ ด้วย”
ทิชาหมุนตัวกลับอย่างเคืองขุ่นกระแทกเท้าเดินออกไปจากครัวทันที แต่จุดหมายของเธอคือห้องนอนไม่อยากจะสนทนาปราศรัยกับนายโร้คเมดิสัน ผู้โอหังคนนี้อีกต่อไป แต่เธอไม่ทันนึกถึงขายาวๆ ที่ก้าวตามมาข้างหลัง และออกหน้าไปก่อนรวมทั้งอุ้งมือที่เอื้อมมาจับแขนไว้ด้วย เนื้อหนังของเธอปานจะดิ้นเร่าเมื่อถูกเขาััเนื้อตัวเืขึ้นหน้าทันที่ ทิชาถือว่าการกระทำเช่นนั้นเป็การดูิ่ของคู่ปรปักษ์
เสียงทุ้มๆนุ่มนวลของเขาพูดอยู่ข้างหูราวจะให้เธอได้ยินเพียงคนเดียว
“าเพิ่งจะเริ่มจะถอยหนีแล้วหรือ
ทิฐิฉายประกายอยู่ในดวงตาที่ทิชาหันไปมองดูเขาสะบัดแขนออกกระแทกเท้าเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่น นี่เขาคงคิดว่าเธอเลิกล้มการต่อปากต่อคำแล้วหรือไงนะ?
สีหน้าของเธอบอกความเสียใจอยู่บ้างเมื่อกล่าวขึ้นว่า
“ฉันโง่ไปถนัดที่ไปพูดว่าคุณเป็ชายโสดไม่ได้มีความหมายอะไรหรอกจะบอกให้”
“อ้าว ทำไมสรุปง่ายๆอย่างนั้นล่ะ โร้คถามขณะที่ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวเดิม
“ไม่มีผู้ชายคนไหนจะรอดจากเงื้อมมือผู้หญิงไปได้หรอก ถ้าผู้หญิง้าจะใช้อำนาจจริงๆ” ทิชายังหันหลังให้เขาในพระคัมภีร์ก็มีตัวอย่างอยู่มากมายอย่างแซมซั่นกับเดไลล่าห์,เดวิดกับเบธชีมา, เอสเชอร์กับจักรพรรดิอเฮซูรัส, ผู้หญิงน่ะสามารถทำให้ผู้ชายคุกเข่าให้ได้ตลอดเวลาจำไว้ด้วย” รอยยิ้มปรากฏขึ้นตรงมุมปากของสาวน้อย ขณะที่เงยขึ้นสบดวงตาคู่สีน้ำตาลอย่างอาจหาญคล้ายจะให้คำพูดนั้นได้เจาะลึกลงไปในก้นบึ้งแห่งความคิดของเขาคุณเห็นด้วยไหมล่ะคะ คุณเมดิสัน
ดวงตาของเขาหรี่ลงไม่ยอมล่วงเข้าไปในบ่วงแร้งที่ทิชาวางดักไว้
“กรุณาพูดต่อไปสิครับความเห็นของคุณน่าฟังมาก”
“ก็ที่ฉันพูดมามันเป็ความจริงทั้งนั้นนี่เมื่อผู้ชายจะเสนอขอแต่งงานกับผู้หญิงคนไหน เขาก็จะต้องเป็ฝ่ายคุกเข่าลงทั้งนั้น ไม่มีวิธีอื่นหรอก”น้ำเสียงของเธอบอกความพอใจ เหมือนนางแมวที่กำลังหยอกล้อเ้าหนูตัวเล็กๆ ทิชาสังเกตเห็นป้าของเธอลอบสบตากับโร้คก่อนที่จะหันไปซ่อนรอยยิ้มกับแก้วชาดำเย็น
“ครับ รู้สึกว่าเป็ความคิดที่น่านับถืออย่างยิ่ง”โร้คตอบแต่พวกเราที่เป็ชายน่ะไม่เคยก้มศีรษะให้ใครง่ายๆ หรอกนะครับ”
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะเรายินดีอนุญาตให้พวกคุณแบกศักดิ์ศรีเอาไว้ได้บ้าง”ทิชายิ้มเยื้อนแต่เมื่อไหร่เรา้าความพินอบพิเทาขึ้นมา ก็เท่ากับเราซื้อหาสัตว์มาไว้เลี้ยงตัวหนึ่งเท่านั้น”
“โอนับเป็ความกรุณาอย่างยิ่ง”โร้คหัวเราะอยู่ในลำคอแต่มันก็น่าแปลกใจอยู่เหมือนกันนะครับว่าทำมั้ยคุณถึงไปหลอกตัวเองให้เชื่อว่าการที่คุณยอมแต่งงานกับผู้ชายน่ะ เป็ความปรานีอย่างสูงสุดแล้ว ในเมื่อผลประโยชน์ทั้งหลายแหล่มันก็เกิดจากฝ่ายชายทั้งนั้น”
“คุณลองว่ามาสิว่ามีประโยชน์อะไรบ้าง น้ำเสียงของสาวน้อยกระด้าง
“อ้าว ก็อย่างเื่ค่าอาหารการกินค่าเสื้อผ้า เครื่องแต่งตัว ที่พำนักพักพิง แล้วก็ยังค่าใช้จ่าย จิปาถะที่จะต้องให้ฝ่ายหญิงติดตัวไว้ ผู้ชายจะต้องจ่ายค่าแม่บ้าน ค่าคนซักรีด คนครัว ค่าตัดเย็บเสื้อผ้า,ค่าคนล้างจานแม่นม ที่เลี้ยงสำหรับที่จะมาดูแลลูก นางพยาบาลคู่ทะเลาะ คู่นอน โอย...เยอะแยะการมีภรรยาช่วยให้ลดภาษีลงได้ก็จริง แต่มันก็ยังมีค่าใช้จ่ายอีกมากมาย ถ้าจะแต่งงาน”โร้คแสร้งทำสีหน้าให้ดูเคร่งเครียดเมื่อจบประโยคคำพูดลง “แต่ไอ้ทั้งหมดนั่น...” ทิชาโกรธจนพูดไม่ออก
“ผมว่าถ้าเราจะมองกันอย่างยุติธรรมพิจารณากันอย่างจริงๆ จังๆ แล้ว คุณก็คงปฏิเสธไม่ได้หรอกว่ามันเป็ความจริง” โร้คยิ้ม
“คุณนี่เหลือทนจริงๆสาวน้อยตวาดใส่ด้วยฤทธิ์โทสะ หันขวับมามองหน้าเขาอย่างขุ่นแค้นแน่นใจ
“อ้าว คุณเป็คนเริ่มเื่ขึ้นมาเองนะ”โร้คยักไหล่เบาๆ รอยยิ้มฉาบอยู่บนริมฝีปาก "ถ้าคุณไม่ชอบความร้อน ก็อย่าไปอยู่ใกล้ไฟสิ”
“อ๋อ ด้วยความยินดีเหลือเกินละ” ทิชากระแทกเท้าปึงปังออกไปจากห้องทันที