ราชันเวทเทพองเมียว

    38 เภทภัยรายล้อม - ภาคอาวุธสังหาร

            กำแพงเมืองด้านทิศเหนือ

            “ตกลง”

            เสียงของอาเบะ โนะ เซเมย์ยังไม่ทันเลือนหาย อีกเสียงหนึ่งก็ขานรับ 

            คนผู้นี้คือ?

            สามารถกล่าวแทนยอดฝีมือในที่นี้?

            คนของสำนักพุทธต่างยืนนิ่ง

            คนอื่นที่รายล้อมต่างมองหน้ากัน ยากตัดสินใจ ไม่ใช่เห็นด้วยหรือปฏิเสธ เพียงแต่ไม่มีใครต้องการลงมือคนแรก ภาพการต่อสู้ก่อนหน้ายังสะท้านสะเทือนไม่หาย ถึงยามนี้จอมปีศาจอ่อนแอที่สุด ถึงอ่อนแอใช่ว่ารังแกได้ง่าย ๆ การตอบโต้ก่อนตายย่อมรุนแรงที่สุด

            แต่ทว่าคนผู้หนึ่งคิดเห็นตรงข้าม

            “ไม่ได้ มารร้ายนี้ต้องสังหาร”

            เสียงร้องอันแกร่งกร้าวดังขึ้นทางทิศตะวันตกในหมู่เรือนของตระกูลไทระ แรกกล่าวคำว่า “ไม่” เสียงนี้ยังอยู่ห่างไกล พอจบคำว่า “หาร” ผู้พูดกลับปรากฏบนกำแพงเมือง

            ความเร็วระดับนี้ราวกับสายวิชชุก็มิปาน

            ‘ไทระ โนะ ซาโตชิ’

            ปรมาจารย์ดาบสำนักหนึ่งดาบ (一刀 อิตโต) เพลงดาบสำนักนี้เน้นรวดเร็ว รุกไล่สังหารไม่เปิดโอกาสให้ศัตรูตอบโต้ เน้นความว่องไวของท่าร่าง ผสานวิชาดาบเข้ากับจิตวิญญาณ

            ยอดฝีมือที่ตระกูลไทระชุบเลี้ยงไว้ เสนาบดีฝ่ายซ้ายท่านนั้นถึงกับเดินทางไปเรียนเชิญด้วยตัวเอง เพื่อเป็นการตอบแทนจึงมอบชื่อสกุลให้

            ซาโตชิไม่เปิดโอกาสให้เซเมย์ตั้งตัว ไม่มีใครเห็นคนผู้นี้ลงมือกว่าจะรู้ตัวก็เมื่อได้ยินเสียง

            เคร้ง!!!

            ปลายดาบอยู่ห่างจากลำคอของเซเมย์แค่คืบ

            ไม่ใช่ซาโตชิออมมือ กลับเป็นว่าปลายดาบหักไปส่วนหนึ่ง ไม่เช่นนั้นคอของมารร้ายคงขาดกระเด็นไปแล้ว

     

            เสียงเคร้งเมื่อครู่คือเสียงโลหะปะทะกัน

            สิ่งใดกันทำให้ดาบหักได้!

     

            ใบหน้าของเซเมย์ยังคงประดับด้วยรอยยิ้ม สายลมโชยพัด ชายเสื้อพลิ้วไหว มองจากภายนอกยากเชื่อว่าบุรุษรูปงามผู้นี้กับมารร้ายผู้ออกคำสั่งสังหารผู้นั้นเป็นคนคนเดียวกัน

            ยิ่งมันแสดงสีหน้าไม่แยแส ยิ่งกระพือความโกรธแค้นแก่ผู้คน

            เสียงอื้ออึงดังขึ้นจากรอบทิศรังสีสังหารผุดขึ้นโดยรอบ ทว่าไม่มีใครกล้าลงมือ คนพวกนี้เก่งแค่ยามไล่ตีสุนัขตกน้ำ*

            ก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลาย สมณะจิโซลอยขึ้นจากพื้น ใต้เท้าของท่านมีสร้อยประคำรองรับอยู่

            “อมิตตาภา ประสกทาดายูกิมาทันเวลาพอดี”

            เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดหมาย สมณะจิโซแผ่พลังปราณโอบล้อมเซเมย์เอาไว้

            ห่างออกไปประมาณครึ่งริ** ชายชราคนหนึ่งยืนอยู่หลังนกกระเรียน ในมือน้าวสายเล็งไปทางปรมาจารย์ดาบ คล้ายกำลังบอกว่า หากดื้อดึงลูกธนูดอกต่อไปจะไม่เล็งที่ตัวดาบอีกแล้ว

            “เชอะ!”

            ซาโตชิเห็นตนหมดโอกาส คนรีบย้ายร่างถอยห่างออกไป

            “ฮ่า ฮ่า พระคุณอาจารย์ยิ่งใหญ่ดั่งขุนเขา ขอบคุณที่ช่วยชีวิตศิษย์ ขอเพียงท่านเห็นด้วยคนเหล่านี้หรือจะกล้า”

            ไม่เพียงกล่าววาจาล่วงเกินคน ยังย้ำความสัมพันธ์ระหว่างตนกับอาจารย์ที่ตัดไม่ตายขายไม่ขาด เหมือนยืมหนังพยัคฆ์มาห่มตัว***

            ยอดฝีมือทั้งในที่ลับและที่แจ้งต่างรู้สึกขมไปทั้งปาก รู้ดีว่าวาจานี้เคลือบยาพิษ ทว่าในใจยังอดคิดถึงความสัมพันธ์เก่าก่อนของทั้งสองไม่ได้

            ทันใดนั้นเสียงทรงพลังดังขึ้นจากที่ห่างไกล ไม่ทราบว่าผู้พูดเป็นใคร

            “ประสกช่างมีอารมณ์ขันเสียจริง ใครเชื่อน้ำคำก็คงเสียจริตแล้ว ท่านทาดายูกิคือตำนานมีชีวิต ท่านคือเสาหลักค้ำยันสังคมมนุษย์ อย่าใช้วาจาเคลือบพิษร้ายของปีศาจมาทำให้ท่านแปดเปื้อนเลย”

            คนผู้นี้มีพลังบำเพ็ญไม่ธรรมดา ซาโตชิรวดเร็ว คนผู้นี้หนักแน่น 

            เสียงซึ่งตอนแรกอยู่ห่างไกล ต่อมาแทนที่จะใกล้ขึ้นกลับไกลห่างออกไป ทั้งยังเปลี่ยนทิศทาง จากเดิมที่มุ่งหน้ามายังกำแพงเมืองด้านทิศเหนือกลับเปลี่ยนไปยังกำแพงเมืองด้านทิศตะวันออก

            ถึงเสียงค่อย ๆ ไกลห่างออกไปกลับไม่มีขาดตอน คล้ายกับผู้พูดยังอยู่ในระยะห่างเท่าเดิมไม่เคยเคลื่อนที่มาก่อน อีกยังไม่มีอาการเหนื่อยหอบให้เห็นด้วย

            ‘ทาจิบานะ โนะ ชินเอมอน’ พระธุดงค์ 

            ก่อนหน้าเขายังอยู่ย่านการค้าตั้งใจมุ่งไปตัวเมืองด้านทิศเหนือ แต่อยู่ ๆ กลับพบเจอภัยซ่อนเร้น จึงได้เปลี่ยนทิศทางไปยังตัวเมืองด้านตะวันออกซึ่งอยู่ใกล้กว่าแทน

            ยอดฝีมือต่างแสดงตัวออกมาทีละคนสองคน ฝ่ายมนุษย์ใช่ว่าอ่อนด้อยกว่าฝ่ายปีศาจ

            อยู่ ๆ เสียงสุขุมนุ่มลึกพลันดังขึ้นจากภายในพระราชวัง

            แม้เหตุการณ์ในวังหลวงสงบลงแล้ว แต่ทว่าคาโมะ โนะ ยาสึโนริยังไม่อาจวางใจ

            “หึ ๆ ศิษย์น้องยังวาจาแหลมคมเหมือนเคย ก่อนจะพูดยุแยงไปกว่านี้ไยไม่ให้สหายของเจ้าแสดงตนเล่า”

            พอสิ้นเสียง เกิดระเบิดขึ้นสามทิศทาง ทิศใต้ไกลออกไปจากประตูราโชมอน ตรงจุดบรรจบของแม่น้ำคาโมะและแม่น้ำคะทสึระ ทิศตะวันออกบนยอดเขาเซงกิ ทิศตะวันตกบนยอดเขาอาราชิ

            ปราณดุร้ายดำมืดแผ่ออกมาจากทิศทั้งสาม อาถรรพ์ชั่วร้ายหนาหนัก 

            คนที่ฝีมืออ่อนด้อยพลันรู้สึกหนาวเหน็บ หลายคนตกใจแทบสิ้นสติ ลำพังปราณที่แข็งแกร่งสามสายก็น่ากลัวมากพออยู่แล้ว ไม่เพียงเท่านั้นยังมีอีกเป็นสิบเป็นร้อยสาย ต้องขอบคุณเจ้าสำนักองเมียวที่มองเห็นสายสนกลใน หาไม่ศัตรูประชิดเมืองหลวงตอนไหนคงยังไม่ทราบ

            “เริ่มคุยเงื่อนไขกันเถอะ”

            น้ำเสียงแหบพร่าทว่าทรงอำนาจ คนอยู่ห่างไปครึ่งริแต่ปราณที่แผ่ออกมากลับครอบคลุมทั้งเมืองหลวง ทำให้คนที่รู้สึกเหน็บหนาวกลับอบอุ่น ใจที่เคยคัดค้านกลับเปลี่ยนเป็นเห็นด้วยกับการเจรจา

     

            คาโมะ โนะ ทาดายูกิ 

            ท่านผู้เฒ่าไม่ทราบแผนการของอดีตลูกศิษย์ สายสนกลในคืออะไร แต่นิสัยของปีศาจนั้นเข้าใจดี

            แพ้เป็นเจ้า ชนะเป็นโจร

            ไม่สนใจเหตุผล เข้าใจเพียงกำลัง

            ผู้ใดเข้มแข็งผู้นั้นเสียงดังที่สุด หากเดาไม่ผิดเซเมย์คงปล่อยข่าวเรื่องเทพอินาริแก่แขกไม่ได้รับเชิญเหล่านี้ เหตุที่พวกมันไม่กล้าเข้ามาได้แต่คุมเชิงอยู่ด้านข้าง คงอยากให้แน่ใจก่อนว่าเมืองหลวงกลวงว่างเปล่าจริง ไม่ใช่อุบายเมืองว่างหลอกพวกมันมาเชือด

            ไม่ว่าผลลัพธ์ฝ่ายใดจะชนะ 

            เซเมย์หรือเมืองหลวง

            หากฝ่ายไหนอ่อนแอกว่า พวกมันก็บุกเข้ามาอยู่ดี ไม่ว่าการคาดเดาจะถูกหรือผิด เซเมย์ที่มีชีวิตย่อมมีประโยชน์กว่าเซเมย์ที่ตายแล้ว อีกอย่างอดีตศิษย์ผู้นี้จะเลือกหนีไปทางอื่นก็ได้ แต่เลือกย้อนกลับมาเมืองหลวงดูท่าคงมีแผนตามหลัง คงต้องเลือกเก็บมิตรไว้ใกล้ตัว เก็บศัตรูไว้ใกล้ตัวยิ่งกว่า****

            อีกประการหนึ่งยิ่งเจรจาได้รวดเร็วเท่าไรยิ่งดี เพราะเขาแทบไม่เหลือพลังไว้ต่อกรกับราชันทั้งสาม…

            ราชินีหิมะแห่งแดนเหนือ

            ราชามังกรทมิฬแห่งแดนใต้

            ราชันพยัคฆ์ขาวแห่งดินแดนตะวันตก

            เนื้อหาในสัญญาสงบศึกมีเพียงสามคนเท่านั้นที่ได้ยิน ปรมาจารย์วิถีองเมียว คาโมะ โนะ ทาดายูกิ สมณะจิโซ เจ้าอาวาสวัดไดโกจิ หัวหน้าสำนักโหรหลวง คะโมะ โนะ ยาสึโนริ

            หลังการเจรจาสิ้นสุด เซเมย์ส่งภูตวิหคแจ้งให้สามราชันปีศาจถอยทัพ ทว่าพวกมันปฏิเสธ 

            ทิศตะวันออกมีลูกกลมหิมะลอยขึ้น ปราณแห่งความหนาวเย็นสะเทือนฟ้าดิน

            ทิศใต้ปราณดำมืดปกคลุม อหังการหาใดเปรียบ

            ทิศตะวันตกเสียงคำรามคำรนดังสะท้านสะเทือน

            ตูมมมมม!

            ทันใดนั้นปราณอันพิสุทธิ์ผ่องใสศักดิ์สิทธิ์หาใดเปรียบ แผ่ออกจากเทือกเขาคุรามะ ฟ้าดินน้อมสนอง ลมเมฆพัดตลบฟ้าร้องดังครืนครัน รังสีแห่งธรรมอันไม่มีประมาณสาดส่องมาจากทิศเหนือโอบล้อมเมืองหลวงเอาไว้ และยังขยายไปรอบด้านอย่างไม่มีทีท่าจะหยุดยั้ง  

            เสียงคำรามด้วยความหวาดกลัวและยำเกรงดังขึ้นพร้อมกัน สามราชันปีศาจถอยทัพในทันใด พวกมันไม่กลัวการต่อสู้แต่กลัวการต่อสู้กับคนที่เก่งกว่า อีกทั้งกิตติศัพท์ด้านเมตตาของพระโพธิสัตว์ดังกึกก้อง มันไม่อยากถูกกำราบให้รับใช้ศาสนาอย่างไรจินและฟูจิน****

            เสียงสวดมนต์เคลื่อนใกล้

            ดูท่าโพธิสัตว์คันนนกำราบร่างมนุษย์ของเซเมย์ได้แล้ว

            “อมิตตาภา”

            สมณะทั้งหกน้อมกายลงกราบกราน

     

            *ไล่ตีสุนัขตกน้ำ หมายถึง รังแกคนไม่มีทางสู้

            **1 ริ ประมาณ 3.93 กิโลเมตร

            ***ยืมหนังพยัคฆ์มาห่มตัว หมายถึงคนที่อ่อนแอหยิบยืมชื่อเสียงบารมีของคนอื่น มาทำให้ตัวเองดูน่าเกรงขามหรือเป็นที่หวาดกลัวแก่ผู้คน

            ****เก็บมิตรไว้ใกล้ตัว เก็บศัตรูไว้ใกล้ตัวยิ่งกว่า หมายถึง ให้ศัตรูอยู่ใกล้เพื่อจะได้จับตาดูได้อย่างสะดวก

            *****ไรจินและฟูจิน เทพของศาสนาชินโต ไรจินเป็นเทพเจ้าแห่งสายฟ้า ถือค้อนและแบกกลองไว้ที่หลัง ส่วนฟูจินเป็นเทพเจ้าแห่งลม มักถือถุงใส่ลมเอาไว้เสมอ ทั้งคู่แม้ไม่มีศาลเจ้าเป็นของตัวเองแต่ก็ได้รับหน้าที่สำคัญ คือเป็นผู้คอยเฝ้ารักษาประตูทางเข้าวัดต่าง ๆ 

    มีตำนานการกำเนิดของเทพทั้งสองว่าเกิดแต่ มหาเทพและมหาเทวีผู้ทรงสร้างเกาะญี่ปุ่น แต่ก็มีอีกตำนานกล่าวไว้ว่าทั้งสองเป็นยักษ์ แต่ถูกพระโพธิสัตว์กำราบ จึงเปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนา รับหน้าที่ปกปักรักษาวัดวาอารามต่าง ๆ