ความจริงนางสังเกตเห็นเจตนาของผู้หญิงนั้นมานานแล้ว และเคยเอ่ยเื่นี้กับบิดาหลายครั้ง แต่นอกจากจะไม่ได้รับความห่วงใยแล้ว กลับถูกตำหนิว่าเนรคุณเสียอีก เมื่อเป็เช่นนี้บ่อยครั้งเข้า นางจึงค่อย ๆ หมดหวัง
ช่างเถอะ เช่นนั้นก็ปล่อยให้เป็ไปตามที่พวกเขา้า ให้นางเป็คนใจดำอำมหิตก็แล้วกัน
ซูชิ่นแค่นหัวเราะอย่างเ็า แต่ในดวงตากลับมีหยาดน้ำตาคลอเบ้า
หากนางสามารถทำตัวใจดำอำมหิตได้จริง ๆ ก็คงดี เช่นนั้นในใจของนางจะได้ไม่ต้องเ็ปเช่นนี้
เหตุการณ์ครั้งนี้ที่เบรกของรถนางขัดข้องจนนำไปสู่อุบัติเหตุ ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าเป็ฝีมือของใคร
เพียงเพราะก่อนสิ้นใจ ท่านย่าได้มอบกำไลสมบัติประจำตระกูลให้นาง และระบุชัดเจนว่านางคือผู้สืบทอดตระกูลซูคนต่อไป ผู้หญิงคนนั้นจึงไม่อาจทนอยู่เฉยได้
น่าเสียดายที่ฉลาดมาทั้งชีวิต แต่กลับโง่เขลาในคราเดียว ผู้หญิงคนนั้นวางแผนในตระกูลซูมานานนับสิบปี แต่สุดท้ายกลับจนตรอกจนทำเื่โง่เขลา ทำให้ความพยายามก่อนหน้านี้สูญเปล่าทั้งหมด
หลังจากที่นางพบว่ารถถูกแก้ไข นางได้ประคองรถให้มั่นคง พร้อมกับส่งหลักฐานความผิดทั้งหมดของผู้หญิงคนนั้นไปให้ทนายความและสื่อมวลชน
หากนางต้องตาย ผู้หญิงคนนั้นและลูกก็อย่าหวังว่าจะได้มีชีวิตอยู่อย่างสง่างาม!
ในใจของซูชิ่นมีความสะใจและมีความเศร้าอยู่บ้าง เมื่อนึกถึงท่านย่าที่รักถนอมนางมาตลอด ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าจมูกเริ่มขึ้นสีแดง แต่นางไม่อยากให้น้ำตาไหลออกมาจึงเชิดหน้าขึ้นสูง
ทันใดนั้น เสียงกิ่งไม้หักก็ดังเข้าสู่โสตประสาทของซูชิ่น
มีคนหรือ?
ซูชิ่นระแวดระวังขึ้นมาทันที ท่ามกลางป่าเขาที่รกร้างเช่นนี้ หากคนที่มาเป็คนชั่ว พวกนางแม่ลูกคงไม่ต่างจากลูกแกะที่รอการถูกเชือดในมือผู้อื่น
หญิงสาวอาศัยจังหวะที่เด็กทั้งสองกำลังหลับสนิทค่อย ๆ ลุกขึ้น เดินไปตรวจสอบสถานการณ์ที่ข้างประตู ทว่า ทันทีที่เข้าใกล้ประตู ร่างผอมแห้งร่างหนึ่งก็พุ่งพรวดเข้ามา
ผู้มาเยือนสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ดูท่าทางเหมือนจะเป็ผู้ลี้ภัย แต่สายตาของเขากลับทำให้ซูชิ่นเข้าใจว่า ฐานะของคนผู้นี้ต้องไม่ใช่แค่ผู้ลี้ภัยธรรมดาอย่างแน่นอน
"เ้าเป็ใคร?!" ซูชิ่นถอยหลังด้วยความระวัง พร้ะโกนเสียงดัง
เดิมทีคิดว่าผู้มาเยือนจะเป็เหมือนพวกนางแม่ลูกที่้าหาที่พักแรม แต่ไม่คาดคิดว่าหลังจากชายผู้นั้นได้ยินเสียงของนาง เขากลับส่งเสียงหัวเราะหยาบโลนออกมา
"แม่นางน้อยอยู่ที่นี่จริง ๆ ด้วย ทำเอาพี่ชายต้องตามหาเสียตั้งนาน"
หัวใจของซูชิ่นบีบรัด ความกังวลของนางกลายเป็จริง
"เ้าเป็ใคร? ตามหาข้าทำไม?"
ขณะที่พูด มือของนางแอบลูบไปที่เอว กระทั่งััได้ถึงมีดสั้นเล่มนั้น ใจของนางจึงมั่นคงขึ้นมาบ้าง นางถอยหลังไปไม่กี่ก้าว แผ่นหลังพิงเข้ากับแท่นบูชาหน้าเทวรูปเทพูเา
"ราตรีนี้ยาวนาน พี่ชายย่อมต้องมาอยู่เป็เพื่อนเ้าแน่นอน ท่ามกลางป่าเขารกร้างเช่นนี้ เ้าเป็ผู้หญิงตัวคนเดียวพาลูกสองคนมา ไม่กลัวหรือ? มาเถิด มาอยู่ในอ้อมกอดของพี่ชาย พี่ชายจะเอ็นดูเ้าเอง" ชายผู้นั้นหัวเราะคิกคักพร้อมกับโผเข้าหาซูชิ่น
ซูชิ่นหลบได้อย่างหวุดหวิด นางกำมีดสั้นเตรียมจะแทงเข้าที่ร่างของชายผู้นั้น แต่ชายผู้นั้นรู้อยู่แล้วว่านางมีอาวุธจึงระวังตัวและหลบได้อย่างง่ายดาย จากนั้นเขาก็คว้ามือของซูชิ่นเพื่อแย่งมีดสั้นไป
นี่คือฟางเส้นสุดท้ายที่จะช่วยชีวิตซูชิ่นและลูกทั้งสองได้ นางย่อมไม่ยอมปล่อยมือ และใช้แรงทั้งหมดที่มีกำมันไว้แน่น
ทว่า นางเป็ผู้ที่มีอาการป่วยรุมเร้า แม้ชาติก่อนจะมีฝีมือไม่เลว แต่ในตอนนี้กลับไม่มีแรงจะต่อสู้กับชายผู้นี้ได้ หลังจากยื้ออยู่ครู่หนึ่ง มีดสั้นก็ถูกชายผู้นั้นแย่งไป คมมีดบาดเข้าที่ข้อมือของนาง
ซูชิ่นไม่สนความเ็ป รีบหันหลังเพื่อหนีเอาชีวิตรอดทันที น่าเสียดายที่วิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว ชายผู้นั้นก็กระชากผมของนางไว้
"หึ นังหนูคนนี้ไม่รับไมตรีแต่จะรับโทษ ข้าเห็นว่าเ้าเสียสามีแล้วน่าสงสารจึงมาหาเ้ากลางดึก แต่เ้ากลับกล้าใช้มีดแทงข้า แต่ข้าชอบแบบเ้านี่แหละ ยิ่งดื้อยิ่งเร้าใจ มา ให้นายท่านคนนี้ได้เสพสุขก่อนเถิด!"
ชายผู้นั้นคว้าตัวซูชิ่นและพยายามจะฉีกเสื้อผ้าของนาง ซูชิ่นดิ้นรนสุดชีวิต แต่แรงเพียงน้อยนิดของนางไม่อาจหยุดการกระทำของชายผู้นั้นได้ ทั้งยังถูกตบฉาดใหญ่จนสมองมึนงง
แต่ซูชิ่นไม่ยอมจำนน นางใช้สองมือยื้อคอเสื้อไว้สุดกำลัง สองขาถีบดิ้นรนเพื่อหวังจะสลัดชายที่คร่อมร่างนางออกไป
ชายผู้นั้นเริ่มโมโห เมื่อฉีกคอเสื้อไม่ได้จึงเปลี่ยนไปฉีกสายคาดเอวแทน
เสื้อผ้าของเ้าของร่างเดิมเป็เสื้อผ้าเก่าที่ใส่มาหลายปี ชายผู้นั้นไม่ต้องใช้แรงมากนักก็ฉีกเสื้อผ้าขาดกระจุย
เสียงผ้าฉีกขาดดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบยามค่ำคืน
ในขณะที่กำลังจะถูกล่วงละเมิด ทันใดนั้น ไม้กระบองอันหนึ่งก็ฟาดเข้าที่ท้ายทอยของชายผู้นั้น ทำให้การกระทำของเขาชะงักไป
"ปล่อยท่านแม่นะ ไม่อย่างนั้นข้าจะตีเ้าให้ตาย เ้าคนเลว!" เสียงสั่นเครือของโจวโจวดังขึ้น
ซูชิ่นเพ่งมอง ก็เห็นว่าเป็เด็กทั้งสองคนที่มาช่วยนาง ทว่า เด็กทั้งสองอายุเพียงห้าขวบ พวกเขาจะไปสู้ผู้ชายตัวโตได้อย่างไร
ไม่มีเวลาคิดมาก ซูชิ่นะโด้วยความร้อนรน "ไม่ต้องสนใจข้า พวกเ้ารีบหนีไป!"
"ท่านแม่ไม่ต้องกลัว พวกเรามาช่วยท่านแล้ว" เยว่เยว่พูดด้วยน้ำเสียงเจือสะอื้น
"ที่แท้ก็เป็เ้าลูกกระต่ายสองตัว กล้ามาขัดขวางเื่ดี ๆ ของข้า ดูสิว่าข้าจะจัดการพวกเ้าอย่างไร!"
ชายผู้นั้นแสยะยิ้ม ก่อนจะพลิกตัวลุกขึ้นเพื่อจะไปจับเด็กทั้งสอง ซูชิ่นใสุดขีด ตอนนี้นางไม่รู้ว่าเอาแรงมาจากไหน นางะโพรวดขึ้นจากพื้นแล้วพุ่งเข้าหาชายผู้นั้น แล้วผลักเขาออกไปด้านข้าง พร้ะโกนลั่น
"เยว่เยว่ โจวโจว พวกเ้ารีบหนีไป!"
ทว่า การะโครั้งนั้นได้ใช้แรงเฮือกสุดท้ายของซูชิ่นไปหมดแล้ว ร่างของนางล้มลงกับพื้นและรีบเร่งเด็กทั้งสอง
"รีบหนีไป!"
เด็กสองคนไม่ได้หนีเอาตัวรอด แต่กลับเข้ามาดึงตัวซูชิ่นไว้
"ท่านแม่ รีบลุกขึ้นเถิด พวกเราหนีไปด้วยกัน"
ซูชิ่นเองก็อยากจะหนี แต่ตอนนี้นางไม่มีแรงเหลืออยู่เลยจริง ๆ นางพยายามผลักเด็กทั้งสองออกไปนอกประตูพร้อมกับหันกลับไปดูสถานการณ์ของชายผู้นั้น
ชายผู้นั้นถูกแรงกระแทกที่เกิดขึ้นกะทันหันของซูชิ่นผลักจนเสียหลัก แผ่นหลังกระแทกเข้ากับแท่นบูชาที่วางเทวรูปเทพูเาอย่างแรง จนเขารู้สึกเ็ปไปทั้งหลังและต้องทรุดลงไปนั่งกับพื้น
เขาไม่คิดว่าการจัดการกับผู้หญิงขี้โรคและลูกกระต่ายสองตัวจะยุ่งยากถึงเพียงนี้
สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกเสียหน้าจึงเกิดความโกรธแค้น และตั้งใจจะจัดการแม่ลูกทั้งสามคนให้เข็ดหลาบ เขาใช้มือยันแท่นบูชาเพื่อลุกขึ้น ขณะที่กำลังจะก้าวไปจับเด็กทั้งสอง ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าแท่นบูชามีบางอย่างผิดปกติ
สิ่งนี้ทำไมถึงขยับได้?
ชายผู้นั้นเงยหน้ามองเทวรูปเทพูเา ก่อนที่ดวงตาจะเบิกกว้างด้วยความใ
ซูชิ่นเองก็ใเช่นกัน นางเห็นเทวรูปที่สูงเกือบสองเท่าของตัวคนสั่นไหว จากนั้นก็ล้มครืนลงมาเสียงดังโครม!
ชายผู้นั้นไหวตัวทันและพยายามจะหนี แต่ยังไม่ทันได้ก้าวขาก็ถูกเทวรูปทับร่างไว้ด้านล่าง แม้แต่เสียงร้องโหยหวนก็ยังไม่ทันได้เปล่งออกมา
เด็กทั้งสองใจนทำอะไรไม่ถูก ก่อนจะร้องไห้โฮแล้วโผเข้าสู่อ้อมกอดของซูชิ่น
ซูชิ่นใช้ชีวิตมาสองชาติ นี่เป็ครั้งแรกที่นางเห็นคนตายต่อหน้าต่อตา ในใจของนางก็หวาดกลัวเช่นกัน การมีวรยุทธ์ก็ส่วนหนึ่ง แต่ชาติก่อนอย่างมากนางก็แค่ชกต่อยกับคน ไม่เคยฆ่าใครให้ตาย
ทว่า เมื่อมองดูเด็กทั้งสอง นางก็ต้องรวบรวมความกล้าขึ้นมา
นางให้โจวโจวนำกิ่งไม้นั้นมา ก่อนจะฝืนพยุงตัวลุกขึ้น พาเด็กทั้งสองออกจากศาลเ้าเทพูเา เดินสะเปะสะปะเข้าไปในป่า
เมื่อมั่นใจว่าห่างจากศาลเ้าพอสมควรแล้ว จึงหาที่แห่งหนึ่งให้พวกนางสามคนซุกตัวเบียดกัน ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวและเหน็บหนาว รอคอยให้แสงอรุณมาถึง