หวังอี้ฉือและหลินถิงถิงยุ่งอยู่กับการเก็บร้าน ถึงแม้ตอนนี้พวกเขาจะรับผู้ช่วยมาแล้วหนึ่งคน แต่ดูเหมือนงานจะไม่เบาลงเลย เพราะร้านของพวกเขาเป็นที่รู้จักมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ทำให้มีลูกค้าเข้ามาทานอาหารในแต่ละวันเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย สักพักหวังอี้ฉือก็เห็นลูกสาววิ่งเข้ามาหาตัวเอง
“เป็นอะไรไป ทำไมทำหน้าอย่างนี้ล่ะ” หวังอี้ฉืออุ้มลูกสาวขึ้นมาและหอมแก้มเธอ
“พ่อคะ พี่ใหญ่แกล้งหนู” หวังอิงอิงเรียกพ่อพร้อมกับทำหน้าเศร้า
“พี่ใหญ่แกล้งอะไรลูก ไหนลองบอกพ่อซิ”
“พี่ใหญ่แย่งสมุดกับดินสอของหนูไป”
หวังอี้เฉินยังยืนถือสมุดกับดินสออยู่โดยไม่พูดอะไร
“อี้เฉิน ทำไมลูกถึงแย่งสมุดกับดินสอของน้องไปล่ะจ๊ะ” หลินถิงถิงเดินเข้ามาถามลูกชายพร้อมกับลูบผมของเขา
“แม่ครับ แม่ดูสมุดเล่มนี้สิ” หวังอี้เฉินพูดพร้อมกับเปิดสมุดให้แม่กับพ่อของเขาดู พร้อมกับอธิบาย “ผมบอกให้น้องวาดรูปเล่นทีละหน้า แต่น้องเขียนลงไปไม่กี่ตัวก็เปลี่ยนหน้าใหม่แล้ว แถมบางครั้งน้องยังฉีกกระดาษออกมาเล่นอีกด้วย สมุดที่แม่ซื้อมาให้ก็ใกล้จะหมดแล้ว ผมแค่อยากให้น้องใช้ของให้ดีๆ เท่านั้นเอง”
“พี่ใหญ่พูดถูกไหมจ๊ะ” หลินถิงถิงหันไปถามลูกสาว
หวังอิงอิงพยักหน้ารับช้าๆ
“หนูทำอย่างนั้นไม่ดีเลยนะ ลองอธิบายเหตุผลให้แม่ฟังหน่อยสิจ๊ะว่าทำไมหนูถึงทำอย่างนั้น” หลินถิงถิงยิ้มถามลูกสาว
“หนูแค่อยากได้สมุดเล่มใหม่เท่านั้นเองค่ะ” หวังอิงอิงตอบเสียงเบา
“อิงอิง พอหนูใช้สมุดเล่มนี้หมด แม่ก็จะซื้อเล่มใหม่ให้หนูทันที แต่การที่หนูจะใช้สมุดอย่างทิ้งๆ ขว้างๆ แล้วยังฉีกกระดาษออกมาอย่างนี้มันไม่ถูกนะจ๊ะ ที่พี่ใหญ่เอาสมุดกับดินสอของหนูมา เพราะพี่เขาอยากให้หนูใช้ของให้เป็นและใช้อย่างประหยัด ถึงแม้ตอนนี้เราจะมีเงินซื้อของมากกว่าเมื่อก่อน แต่การรู้จักประหยัดก็เป็นเรื่องสำคัญเหมือนกันนะจ๊ะ” หลินถิงถิงอธิบายให้ลูกสาวฟังช้าๆ
“หนูขอโทษค่ะ ต่อไปหนูจะไม่ทำอีกแล้ว”
“อี้เฉิน พ่อรู้ว่าลูกทำไปเพราะความหวังดี แต่น้องยังเล็ก ลูกต้องค่อยๆ อธิบายให้น้องฟัง ส่วนอิงอิง ลูกก็ควรเชื่อฟังพี่เขา แต่ถ้าลูกไม่เห็นด้วยหรือไม่เข้าใจ ลูกก็มาถามพ่อกับแม่ได้ เข้าใจใช่ไหมลูก” หวังอี้ฉือบอกกับลูกๆ
“อิงอิง พี่ขอโทษนะที่แย่งของมาจากน้อง” หวังอี้เฉินเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าน้องสาว
“พี่ใหญ่ หนูขอโทษค่ะ พี่ใหญ่อย่าโกรธหนูเลยนะคะ” หวังอิงอิงยกมือขึ้นมาทำท่าเกี่ยวก้อยกับมือของพี่ชาย
“วันนี้ลูกอยากกินอะไรเป็นพิเศษไหมจ๊ะ บอกมาได้คนละหนึ่งอย่าง แม่จะทำให้เป็นของขวัญสำหรับเด็กดี” หลินถิงถิงลูบศีรษะลูกทั้งสองคนอย่างรักใคร่
เด็กน้อยทั้งสองคนต่างแย่งกันบอกชื่อขนมและอาหารที่พวกเขาอยากกินเสียงดังลั่น ต่างคนต่างไม่ฟังใคร
“เด็กๆ ดีใจอะไรกัน” จ้าวหวังหย่งทักทาย
“คุณน้า” หวังอิงอิงวิ่งเข้าไปหาจ้าวหวังหย่งอย่างดีใจ
“หวังหย่ง เธอกลับมาจากปักกิ่งตั้งแต่เมื่อไหร่” หลินถิงถิงถามน้องชายบุญธรรมอย่างดีใจ
“กลับมาเมื่อวานครับพี่ถิงถิง”
“วันนี้อยู่ทานข้าวเย็นด้วยกันก่อนนะ พี่จะได้ฝากอาหารไปให้คุณลุงกับคุณป้าด้วย”
“ตกลงครับ เด็กๆ ขอบใจนะ วันนี้น้าก็เลยโชคดีไปกับพวกเธอด้วยเลย”
“คุณน้าไปปักกิ่งกลับมา ไม่เห็นมีของฝากมาให้หนูเลยค่ะ คุณน้าลืมสัญญาแล้วหรือคะ” หวังอิงอิงย่นจมูกถาม
“น้าจะลืมสัญญาได้ยังไง” จ้าวหวังหย่งส่งถุงขนมให้เด็กๆ คนละถุง
“ขอบคุณครับ / ขอบคุณค่ะ” เด็กๆ รับของไปด้วยความดีใจ
ทานมื้อค่ำเสร็จ หลินถิงถิงจึงพาเด็กๆ เข้าไปพักผ่อนในห้องของตัวเอง ปล่อยให้หวังอี้ฉือและจ้าวหวังหย่งนั่งอยู่ด้วยกันข้างนอก
“พี่อี้ฉือครับ ผมมีคนอยากจะแนะนำให้พี่รู้จัก” จ้าวหวังหย่งพูดอย่างลังเล
“ใคร? เป็นคนสำคัญหรือ นายถึงทำท่าทางลำบากใจขนาดนี้” หวังอี้ฉือถามอย่างสงสัย
“คือ...คือว่าผม...” จ้าวหวังหย่งยังไม่กล้าพูดอะไรออกมา
“หวังหย่ง นายมีอะไรก็พูดมาเถอะ อย่าทำเหมือนพี่เป็นคนอื่นอย่างนั้นสิ”
“ผมมีเพื่อนคนหนึ่งครับ ชื่อหวังลู่เสียน เขาเป็นเพื่อนสนิทของผม เคยอาศัยอยู่ที่มณฑลนี้ ก่อนที่ครอบครัวของเขาจะย้ายไปอยู่ที่ปักกิ่ง”
“ทำไมนายถึงอยากให้พี่รู้จักเพื่อนของนายด้วยล่ะ”
“พี่อี้ฉือกับลู่เสียน หน้าตาคล้ายกันมากเลยครับ อีกอย่างหนึ่งคือว่า...ลู่เสียนมีพี่ชายคนหนึ่งที่หายตัวไปเมื่อ 25 ปีก่อน”
หวังอี้ฉือชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดของจ้าวหวังหย่ง “นายก็เลยคิดว่าพี่อาจจะเป็นพี่ชายของเพื่อนนายอย่างนั้นหรือ”
“ครับ” จ้าวหวังหย่งตอบเสียงเบา “ผมเคยถามพ่อกับแม่ถึงครอบครัวของพี่นะครับ แต่พ่อก็ไม่รู้รายละเอียดของครอบครัวพี่เหมือนกัน รู้แต่ว่าพี่แยกครอบครัวของพี่ออกมาจากครอบครัวใหญ่แล้วเท่านั้น”
“ตอนนี้เพื่อนนายอยู่ที่ไหนล่ะ รู้จักกันไว้ก็ไม่เสียหาย”
“จริงหรือครับ เขาพักอยู่ที่บ้านเก่าของเขา ผมจะไปพาเขามาหาพี่เดี๋ยวนี้เลย” จ้าวหวังหย่งรีบเดินออกจากร้านไปด้วยความดีใจ
“หวังหย่งกลับแล้วหรือคะ ทำไมเขาไม่เอาเอาหารกลับไปด้วยล่ะ” หลินถิงถิงถามขึ้นเมื่อยังเห็นกล่องอาหารวางอยู่ที่เดิม
“ยังไม่กลับหรอก เขาจะพาเพื่อนมาทำความรู้จักกับเราน่ะ”
“เพื่อนหรือคะ แล้วเขาอยากจะมารู้จักกับเราทำไม”
“เขาบอกว่าผมกับเพื่อนของเขาหน้าตาคล้ายกันมาก และเพื่อนของเขามีพี่ชายที่หายตัวไปเมื่อ 25 ปีก่อน เขาคิดว่าผมอาจจะเป็นพี่ชายของเพื่อนเขา” หวังอี้ฉือพูดให้ภรรยาฟัง
“หา! หมายความว่าเขาอาจจะเป็นครอบครัวของพี่ ใช่ไหมคะ” หลินถิงถิงถามอย่างดีใจ
“ดูคุณจะดีใจยิ่งกว่าผมเสียอีกนะ”
“ถ้าพี่ได้พบกับครอบครัวของพี่ก็ดีน่ะสิคะ ฉันอดตื่นเต้นแทนพี่ไม่ได้จริงๆ” หลินถิงถิงทำท่าทางดีใจพร้อมกับจับมือสามีเขย่าไปมา
“มันก็ยังไม่แน่หรอก เราต้องลองพบเขาดูก่อน” หวังอี้ฉือตอบภรรยายิ้มๆ
ไม่นานจ้าวหวังหย่งก็พาหวังลู่เสียนเดินเข้ามา หวังอี้ฉือและหวังลู่เสียนต่างก็นิ่งไปเมื่อเห็นหน้าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าตัวเองชัดๆ แม้แต่จ้าวหวังหย่งและหลินถิงถิงก็นิ่งไปกับภาพที่ได้เห็นตรงหน้า หวังอี้ฉือและหวังลู่เสียนช่างมีใบหน้าคล้ายกันมากจริงๆ
หวังลู่เสียนยืนนิ่งมองผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าเป็นเวลานาน น้ำตาเขาค่อยๆ ไหลออกมาเพราะความตื่นเต้นและดีใจ ผู้ชายคนนี้หน้าตาคล้ายเขา และมีดวงตาคล้ายแม่ของเขามาก
หวังอี้ฉือก็ยืนพิจารณาชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาเช่นเดียวกัน ชายหนุ่มคนนี้หน้าตาคล้ายเขา และมีดวงตาคล้ายกับผู้ชายที่อยู่ในรูปถ่าย เขาไม่สามารถอธิบายถึงความรู้สึกในเวลานี้ออกมาเป็นคำพูดได้เลย