ตอนที่39 ช่วยเหลือ
แม้จะรู้ว่าสามารถฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายมีความบกพร่องทางร่างกายได้แต่ถึงกระนั้นหยางน่าก็ไม่อาจทำใจเอาเปรียบนางได้ลงทว่ายามนี้ลู่จิวและนางต่างก็หิวโหยจนแทบทนยืนต่อไปไม่ไหวแล้วหญิงชราเป็นเพียงทางรอดเดียวของพวกนาง หยางน่าจึงได้จำใจเดินเข้าไปใกล้หญิงชราและเอ่ยขอร้องอีกฝ่ายไปตามตรง
“ท่านยายเจ้าคะ ท่านจะว่าอะไรไหม หากข้าอยากจะขอแตงกวาท่านสักหนึ่งลูก”
“แค่แตงกวาหรอกรึ แม่นางจะเอาไปทำอะไร” หญิงชราถามด้วยความเมตตา
“ข้าจะเอาไปกินเจ้าค่ะ บอกตามตรงเลยว่ายามนี้ข้าจนตรอก จึงได้บากหน้ามาขอแตงกวาบ้านท่าน”หยางน่าเอ่ยออกไปด้วยสีหน้าที่แดงเพราะความอับอายเล็กน้อยเป็นครั้งแรกที่นางจนตรอกถึงขนาดต้องขออาหารบ้านผู้อื่นกินความรู้สึกอับอายเช่นนี้นางเพิ่งเผชิญเป็นครั้งแรกจริงๆ
“แม่นางช่างตรงไปตรงมายิ่งนัก ข้าผู้เฒ่าไม่ใช่คนหวงของอะไร หากอยากกินก็ไปเด็ดเอาเถิดอย่างไรเสียเจ้าก็อุตส่าห์เดินมาบอกกล่าวข้า ไม่ได้ขโมยเหมือนคนอื่นๆ” หญิงชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง
“ความจริงตอนแรกข้าก็ตั้งใจจะ...” หยางน่ายังไม่ทันจะเอ่ยคำว่าขโมยออกไปลู่จิวก็รีบห้ามไว้เสียก่อน
‘ห้ามพูดนะ เดี๋ยวท่านยายก็ไม่ให้แตงกวาหรอก’ ลู่จิวเอ่ยเตือนด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะทำเสียแผน
“จะอะไรรึ...” ท่านยายซูเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัยเมื่อเห็นว่าหญิงสาวตรงหน้าเงียบไป
“ตั้งใจจะขอท่านดีๆ อยู่แล้วเจ้าค่ะ” หยางน่าพลิกลิ้นตอบกลับอย่างว่องไวและยิ้มตาหยี
ท่านยายซูพยักหน้าก่อนจะเดินเงอะๆ งะๆ ไปเด็ดแตงกวาออกมาจากต้นหลายลูกยื่นให้หยางน่าไปอย่างใจดีพร้อมเอ่ยถามว่า “เจ้าเป็นคนแถวนี้รึ เหตุใดถึงไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน”
“ข้าไม่ใช่คนแถวนี้หรอกเจ้าค่ะยามนี้ข้าอาศัยอยู่ในป่านอกเมืองเป็นการชั่วคราวรอหลังจากที่หางานทำได้แล้วถึงจะย้ายเข้ามาเจ้าค่ะ” หยางน่าบอกเล่าเรื่องราวออกไปตามตรง
เมื่อได้ยินอย่างนี้หญิงชราก็พลันขมวดคิ้วทันที “เหตุใดเจ้าถึงอาศัยอยู่ในป่าเล่าเจ้าเป็นสตรีอาศัยอยู่ในป่าเพียงลำพังได้อย่างไรกัน”
“เดิมทีข้าตั้งใจจะมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่ แต่กลับถูกโจรปล้นเสียก่อนยามนี้ข้าจึงไม่มีเงินติดตัว ทั้งยังไม่สามารถหางานในเมืองได้ด้วย เลยต้องอาศัยอยู่ในป่าชั่วคราวไปก่อนเจ้าค่ะ”หยางน่าบอกเล่าไปตามความจริง
ท่านยายซูฟังแล้วก็ขมวดคิ้วทันทีแล้วเอ่ยเสียงเคร่งขรึมออกมา “ไม่ดีแน่ หากเจ้าไม่มีที่จะไป ก็มาอยู่กับข้าก่อนเถิดข้าอาศัยอยู่กับหลานสาวแค่สองคน ส่วนลูกชายข้าไปสอบคัดเลือกขุนนางที่เมืองหลวงจนป่านนี้ยังไม่ส่งข่าวคราวกลับมาบ้านเลย”
“ท่านยาย...” หยางน่ามองอีกฝ่ายด้วยความซาบซึ้งใจยิ่งนักเมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายมีเพียงแค่หลานสาว ไม่ต้องบอกเลยว่านางยินดีมากเพียงไรก่อนจะเข้าไปกอดสตรีตรงหน้าด้วยความขอบคุณจากใจ “ท่านยาย ขอบคุณท่านมากจริงๆหากท่านมีสิ่งใดให้ข้าช่วยเหลือโปรดบอกข้ามาได้เลย ข้าพร้อมที่จะช่วยท่านทุกอย่างแล้วข้าจะรีบหางานทำไม่อยู่เป็นภาระให้ท่านยายนานกว่านี้แน่นอนเจ้าค่ะ”
หญิงชราตบแผ่นหลังเล็กเบาๆด้วยความเมตตา “ไม่เป็นไรหรอก ถือว่าช่วยๆ กันไป หลังจากที่ผ่านพ้นช่วงสงครามมาแล้ว บ้านเมืองก็ต้องเริ่มฟื้นฟูกันใหม่ทั้งหมดหางานไม่ง่ายนักหรอก ข้าเข้าใจดี เจ้าเป็นแค่สตรีตัวคนเดียวอย่ากดดันตัวเองมากนักเลย ถือเสียว่าอยู่เป็นเพื่อนคนแก่อย่างข้าก็แล้วกันนะ”
“เจ้าค่ะท่านยาย” หยางน่าพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม ทั้งๆที่นางไม่ได้รู้สึกอยากร้องไห้แต่ทว่าหางตาของนางมีหยาดน้ำตาซึมออกมาอย่างน่าประหลาด
ลู่จิวหลับตาสัมผัสกับความอบอุ่นที่เผื่อแผ่มาถึงนางฉับพลันนั้นหางตาก็ร้อนผ่าวขึ้นมา นางรู้สึกคิดถึงท่านยายที่จากไปของนางยิ่งนักโชคดีที่หยางน่าแก้ไขสถานการณ์โดยบอกกล่าวอีกฝ่ายไปตามความจริงเช่นนั้นจึงทำให้พวกนางทั้งคู่มีที่พึ่งพิงในยามนี้
ท่านยายซูปฏิบัติต่อสตรีแปลกหน้าเป็นอย่างดีนางพาหยางน่าไปห้องอาบน้ำเพื่อชำระล้างร่างกายและเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าสะอาด
ในยามที่หยางน่ากลับมานั่งที่โต๊ะอาหารก็พบว่าท่านยายซูได้ทำบะหมี่ไก่ฉีกมาให้นางหนึ่งชามกินหอมของอาหารแทบทำให้หยางน่าหลั่งน้ำตาออกมา ก่อนจะรีบขอบคุณอย่างรวดเร็ว “ท่านยายไม่เห็นต้องลำบากขนาดนี้เลย ข้ากินแค่แตงกวาก็ได้ แค่นี้ก็รบกวนท่านมากพอแล้ว”
“ไม่ยุ่งยากอะไรนักหรอก นี่เป็นบะหมี่ของร้านข้าเองอย่างไรเสียไม่มีคนซื้อก็ต้องทิ้งไปอยู่ดี สู้เอาให้เจ้ากินจะดีกว่า” ท่านยายซูเอ่ยไปพลาง แล้วนำผัดแตงกวาใส่เกลือวางลงบนโต๊ะให้หญิงสาวกิน
“เอ๋ น่ากินถึงเพียงนี้ ไม่มีคนซื้อได้อย่างไรกันเจ้าคะ” หยางน่ามองดูอาหารสีสันน่ารับประทานบนโต๊ะแวบหนึ่งก่อนจะลองตักขึ้นมาชิมดู แล้วจึงพบว่าน้ำแกงนี้มีรสชาติเจือจางไม่ต่างอะไรกับน้ำเปล่าเลย
แม้แต่ลู่จิวก็ยังอดขมวดคิ้วตามไม่ได้ก่อนจะเอ่ยว่า ‘หยางน่า ข้าขอสลับร่างหน่อย’
“ได้สิ” หยางน่าพยักหน้ากับตัวเองอย่างแผ่วเบา ก่อนจะหลับตาลงและรอคอยให้อีกฝ่ายผลักตัวออกมาแทนที่นาง
ฉับพลันนั้นเองนางก็ถูกดึงกลับไปอย่างรวดเร็วตามด้วยลู่จิวที่เข้ามาแทนที่
ลู่จิวยกช้อนขึ้นมาซดน้ำแกงเข้าปากและวิเคราะห์รสชาติอย่างจริงจังก่อนจะเอ่ยว่า “ท่านยาย ท่านจะว่าอะไรหรือไม่ หากข้าอยากจะช่วยท่านทำบะหมี่ขายในวันพรุ่งนี้”
“ข้าทำรสชาติได้แย่มากเลยใช่หรือไม่ก่อนหน้านี้ข้าก็เริ่มเอะใจแล้วล่ะว่าทำไมลูกค้าเก่าถึงได้ไม่กลับมากินอีกหากจะโทษก็ต้องโทษที่ตัวข้าแก่จนเกินไป ลิ้นของข้ามันไร้รสสัมผัสมานานแล้วล่ะบางทีข้าอาจจะทำให้พวกเขาผิดหวังมานานเกินไป ยามนี้จึงไม่มีใครซื้อบะหมี่ของข้าอีกแล้ว”ท่านยายซูเอ่ยด้วยสีหน้าที่เศร้าหมองอย่างปิดไม่อยู่
“ท่านยายอย่าโทษตัวเองไปเลยเจ้าค่ะ ท่านไม่ต้องเป็นห่วงข้าจะช่วยท่านพลิกสถานการณ์กลับมาเอง ข้าพอมีฝีมือในการทำอาหารมาบ้างหากว่าท่านไว้ใจให้ข้าช่วยเหลือ ข้าสัญญาว่าจะทำให้สุดความสามารถ” ลู่จิวเอ่ยรับปากด้วยความมั่นใจ
“หากว่าเจ้าอยากช่วยเหลือ ข้าย่อมต้องขอบคุณเจ้าอยู่แล้ว ทว่ายามนี้ข้าไม่มีเงินทุนสำหรับซื้อวัตถุดิบแล้วจะเหลือก็แต่แป้ง ไข่ แล้วก็ผักที่ปลูกเองนี่แหละ หากไม่มีเนื้อสัตว์แล้วใครจะอยากกินบะหมี่กันเล่า...”ท่านยายซูเอ่ยด้วยความรู้สึกกังวล
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะท่านยาย แค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่เหลือให้ข้าเป็นคนจัดการเถิด ปกติท่านตั้งร้านยามใดหรือเจ้าคะ” ลู่จิวเอ่ยถามรายละเอียดจากท่านยายซูและจดจำทุกอย่าง พร้อมทั้งคิดหาวิธีสังสรรค์บะหมี่ที่มีวัตถุดิบจำกัดนี้ให้ได้กำไรมากที่สุด
ในยามดึกที่ผู้คนต่างก็นอนหลับกันมีเพียงลู่จิวที่นั่งจุดตะเกียงเตรียมวัตถุดิบที่จะทำในวันพรุ่งนี้ มือบางปอกกระเทียมอย่างคล่องแคล่วพลางเอ่ยสอนหยางน่าไปด้วย เผื่อว่าวันพรุ่งนี้นางตื่นไม่ทันเวลาหยางน่าจะได้เป็นผู้จัดการแทนได้
ส่วนรายการอาหารที่ลู่จิวตั้งใจจะขายในวันพรุ่งนี้ก็คือผัดบะหมี่แห้งใส่ผักเนื่องจากสามารถใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ปัจจุบันได้โดยที่ไม่ต้องลงทุนเพิ่มเติมทั้งยังเป็นอาหารที่อิ่มท้องและประหยัดสำหรับชนชั้นแรงงานอีกด้วย ลู่จิวคาดว่าอย่างน้อยๆวันพรุ่งนี้ก็คงจะขายได้หลายสิบอีแปะอย่างแน่นอน
เนื่องจากหยางน่าไม่เคยมีประสบการณ์ด้านงานครัวมาก่อนดังนั้นนางจึงต้องปล่อยให้ลู่จิวเป็นผู้นำแทนแต่ถึงกระนั้นนางก็ไม่ได้ทำตัวเกียจคร้านแต่อย่างใดและจดจำสิ่งต่างๆที่ลู่จิวสอนและขยับมือทำตามด้วยความตั้งใจ
ทั้งสองใช้เวลาร่วมกันโดยที่ไม่สนใจเรื่องการสลับร่างอะไรนั่นอีกและเจรจาตกลงกันแล้วไม่ว่าวันพรุ่งนี้ใครจะเป็นฝ่ายตื่นก่อนพวกนางจะต้องหาวิธีปลุกกันและกันขึ้นมา รวมถึงนอนหลับให้เป็นเวลาพร้อมกันอีกด้วยเพื่อไม่ให้ร่างกายนี้หรือดวงวิญญาณของใครเหนื่อยล้าจนเกินไป
ในระหว่างที่สตรีทั้งสองนางกำลังพูดคุยแผนการทำงานในวันพรุ่งนี้อยู่นั้นจู่ๆก็มีเสียงดังกุกกักจากฝั่งหน้าต่างห้องนอนเล็ก ลู่จิวขมวดคิ้วเล็กน้อยและวางมีดทำครัวในมือลง
ยามนี้ท่านยายซูนอนหลับไปแล้วอีกทั้งท่านยายยังบอกว่าหลานสาวของนางไม่สบายนอนหลับพักผ่อนอยู่ในห้องไม่ให้ใครไปรบกวน ดังนั้นลู่จิวจึงไม่ได้ย่างเท้าเข้าไปใกล้ห้องนอนเล็กแต่อย่างใด ทว่ายามนี้กลับมีเสียงดังประหลาดเกิดขึ้นนางไม่อาจที่จะไม่ไปตรวจสอบได้
‘ลู่จิว หยิบมีดไปด้วย หากว่าเป็นโจรขึ้นมา พวกเราจะได้ป้องกันตัวทัน’หยางน่าอดเอ่ยขึ้นมาด้วยความหวาดระแวงไม่ได้เหตุการณ์เมื่อคราวที่แล้วยังคงทำให้นางรู้สึกหวาดผวาอยู่หากว่ามีอาวุธติดมือก็คงจะดีไม่น้อย
“อืม” ลู่จิวพยักหน้าตอบรับเบาๆก่อนจะถือมีดเดินไปยังประตูของห้องนอนเล็กด้วยความระมัดระวัง
เมื่อนางเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าประตู จู่ๆก็มีเสียงออดอ้อนอ่อนหวานของสตรีดังลอดออกมาจากในห้องนอนเล็ก “อื้อ พี่เหล่าต้า อย่าทำแรงสิเจ้าคะ ประเดี๋ยวท่านยายก็ได้ยินหรอก…”
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าชายหญิงคู่นี้ทำสิ่งใดกันอยู่ในห้องนอน...
ลู่จิวเคยมีสามีมาก่อนไยจะไม่รู้เหล่าว่าเสียงลมหายใจที่หอบหนักหน่วงภายในห้องนั้นคือสิ่งใดไม่อยากจะเชื่อเลยว่าหลานสาวของท่านยายซูจะกล้าพาบุรุษเข้ามาทำเรื่องเสื่อมเสียเช่นนี้ถึงในบ้าน
‘เจ้าจะบอกว่าในห้องนั้น... พวกเขากำลัง...’ หยางน่าไม่อาจเอ่ยวาจาน่าอายเหล่านี้ออกมาได้ก่อนจะยกมือขึ้นปิดปากเงียบๆ นี่มัน...เหลือเชื่อเกินไปแล้ว
ท่านยายซูจะรู้หรือไม่ว่าหลานสาวลอบพาผู้ชายอื่นเข้ามาในบ้าน...
ลู่จิวตั้งสติได้ก่อนที่จะรีบย่องถอยไปให้ห่างจากประตูไม้บานนั้นให้มากที่สุดและเดินกลับมาเก็บของให้เป็นระเบียบพร้อมทั้งดับไฟที่ตะเกียงโดยเร็ว นางเหลือบมองไปยังบานประตูนั้นแวบหนึ่งแล้วส่ายหน้าด้วยความเอือมระอา อย่างไรเสียนี่ก็เป็นเรื่องในครอบครัวนางเป็นแค่คนนอก ไม่อาจสอดมือยู่งเรื่องน่าอายนี้ได้
หยางน่าเองก็คิดอย่างนั้นเช่นกันถึงแม้ต่างฝ่ายต่างก็ไม่พูดอะไร แต่ทว่าสตรีทั้งสองต่างก็รับรู้กันอยู่ภายในใจคืนนั้นลู่จิวและหยางน่านอนอยู่ข้างกายท่านยายซูด้วยความรู้สึกเป็นกังวลทั้งคู่
‘เจ้าว่าท่านยายซูจะรู้เรื่องนี้หรือไม่...’ หยางน่าอดพูดขึ้นมาท่ามกลางความมืดไม่ได้
“นี่ไม่ใช่เรื่องของพวกเรา” ลู่จิวเอ่ยอย่างราบเรียบและไม่คิดที่จะสอดมือเข้าไปยุ่งเลยสักนิด
‘มันก็ถูกของเจ้า แต่ข้าก็อดเป็นห่วงท่านยายไม่ได้หากว่าท่านยายรู้คงจะต้องเสียใจมากแน่’ หยางน่าเอ่ยออกมาอย่างทอดถอนใจ
“ไม่ต้องคิดแล้ว เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับพวกเราพวกเราแค่ทำในสิ่งที่สมควรทำก็พอ หากท่านยายต้องการความช่วยเหลืออะไรพวกเราค่อยยื่นมือเข้าช่วยเหลือตอนนั้นพอ รีบหลับกันเถอะพรุ่งนี้ยังต้องตื่นเช้ากันอีก”
เมื่อพูดจบแล้วลู่จิวก็หลับตาลงอย่างแผ่วเบานางกับหยางน่าตกลงกันแล้วว่าพรุ่งนี้จะให้นางเป็นคนดำเนินเรื่องเองทุกอย่างส่วนหยางน่าก็คอยเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดยามนี้พวกนางต่างก็ไม่รู้จักร่างกายสองวิญญาณนี้ดีเท่าที่ควรจึงต้องเตรียมแผนรับมือกันไปพลางๆ ก่อน
.
.
.