ภายในห้องที่มีกลิ่นยาสมุนไพรตลบอบอวล ร่างของบุรุษผู้บาดเจ็บยังคงนอนสลบไสลไม่ได้สติอยู่บนเตียงเขาเพิ่งผ่านความเป็นความตายจากการต่อสู้จนตกหน้าผาลงมา แต่ช่างโชคดีเหลือเกินที่รอดชีวิตมาได้
ในขณะเดียวกัน บุรุษสองคนยืนอยู่นอกประตูกำลังสนทนาเกี่ยวกับอาการของผู้ที่นอนพักอยู่ภายในห้องอย่างเคร่งเครียด
“เหตุใดยังไม่ได้สติ จะเป็นอันตรายถึงชีวิตหรือไม่”ใบหน้าเป็นกังวลของหวางชุนเทียนเอ่ยถามหมอหลิวซูเหยียน
“ที่ยังไม่ได้สติเป็นเพราะพิษที่เคลือบกับอาวุธเหล่านั้นทำให้อวัยวะส่วนอื่นเสียหายไปด้วยอาจต้องใช้เวลาสักสองสามวัน แต่ท่านแม่ทัพไม่ต้องเป็นกังวลไปยาสมุนไพรที่ข้าปรุงขึ้นสามารถยับยั้งการกระจายของพิษชนิดนี้ได้ รับรองว่าปลอดภัย”
หมอหลิวซูเหยียนยังยืนยันอีกว่าระหว่างที่รอองค์ชายใหญ่ฟื้นได้สั่งให้เค่อหยวนเร่งเดินทางไปหาพืชสมุนไพรแถบชายแดนใต้ หากปรุงยาจากสมุนไพรชนิดนั้นสำเร็จแล้วจะสามารถระงับพิษให้หายขาดได้อย่างแน่นอน
หวางชุนเทียนถอนหายใจโล่งอกก่อนที่จะยกมือคารวะขอบคุณในความทุ่มเทช่วยรักษาพระอาการขององค์ชายใหญ่ในครั้งนี้
“อย่าได้ไปเกรงใจเลยข้าดีใจที่มีโอกาสได้ช่วยเหลือองค์ชายใหญ่ และยินดีที่ได้เจอขุนพลผู้ภักดีต่อบ้านเมืองเช่นท่านอีกครั้ง”
รอยยิ้มบางๆผุดขึ้นบนใบหน้าของแม่ทัพหนุ่มเขาคิดไม่ผิดจริงๆที่ดั้นด้นพาองค์ชายใหญ่มาหาหมอหลิวซูเหยียนที่หมู่บ้านหนิงอัน
และตอนนี้เริ่มคลายกังวลแล้วหมอเทวดาผู้นี้ต้องรักษาอาการบาดเจ็บจากพิษประหลาดนี้ได้แน่นอน!
แม่ทัพหนุ่มและหมอหลิวซูเหยียนเดินคุยกันจนกระทั่งมาถึงลานกว้างทั้งสองตรงเข้ามาหาม้าสีนิลที่ถูกผูกไว้กับหลักไม้
“ขอบใจเจ้ามากนะ หากไม่ใช่เพราะเจ้าตามมาช่วยเหลือข้าองค์ชายใหญ่คงไม่รอดชีวิตมาถึงที่นี่เป็นแน่” หวางชุนเทียนยกมือตบที่หลังของมันเบาๆ
น้ำเสียงอ่อนโยนที่ม้าสีนิลได้ยินทำให้มันก้มหัวลงพลางกะพริบตาสองสามทีราวกับเข้าใจความหมายที่เจ้านายของมันกล่าว
“เจ้าม้าแสนรู้ตัวนี้ มันได้ช่วยท่านแม่ทัพอีกครั้งแล้วสินะช่างเป็นม้าที่น่ายกย่องเสียจริง” หมอเทวดาเอ่ยสรรเสริญแม้มันเป็นเพียงสัตว์เดรัจฉานแต่มันกลับมีความภักดีต่อนายของมันอย่างยิ่ง
ในวันเกิดเหตุ ม้าสีนิลแสนรู้ตัวนี้ได้เห็นเจ้านายของมันกระโดดจากหน้าผาลงสู่ลำธารมันรีบวิ่งหนีออกจากสถานที่ที่เต็มไปด้วยการต่อสู้โดยที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น และใช้เวลากว่าครึ่งค่อนวันวิ่งลัดเลาะหาเส้นทางที่สามารถลงไปช่วยนายของมันให้ได้
หวางชุนเทียนและองค์ชายใหญ่ถูกกระแสน้ำซัดห่างจากจุดที่ตกลงมาไม่ไกลมากโชคดีที่แม่ทัพหนุ่มไม่ได้รับบาดเจ็บทำให้ยังเหลือกำลังพอที่จะว่ายน้ำหาร่างของผู้ที่ตกลงมาด้วยกันและแบกร่างที่บาดเจ็บนั้นเดินเลียบไปตามริมธาร
เขาเห็นว่ารอยเขียวคล้ำรอบบาดแผลดูสาหัสเกินกว่าถูกอาวุธแหลมคมธรรมดาทั่วไปบาดแผลลักษณะนี้ทำให้นึกถึงเมื่อครั้งที่เขาเคยประสบอันตรายจากอาวุธเคลือบยาพิษของคนร้ายเช่นกัน
‘หรือว่าอาวุธเหล่านั้นมีพิษ!’ หากพิษชนิดนี้จะร้ายแรงถึงขั้นเป็นอันตรายต่อพระชนม์ชีพคนที่จะช่วยชีวิตองค์ชายใหญ่ได้คงจะมีแต่ ‘หมอหลิวซูเหยียน’
‘เราต้องพาองค์ชายใหญ่ไปที่หมู่บ้านหนิงอัน’
ในเวลาเช่นนี้ เขาคิดถึงหมอเทวดาผู้นั้นเพียงคนเดียวเท่านั้นแต่กว่าจะเดินเท้าไปจนถึงหมู่บ้านหนิงอันอาการขององค์ชายจะรุนแรงขึ้นหรือไม่
“ฮี้...”
เสียงม้าร้องมาจากอีกฟากฝั่งของสายธารทำให้หวางชุนเทียนหันกลับไปมองและจำได้ทันทีว่ามันคือเจ้าม้าสีนิลคู่ใจของเขานั่นเอง
ทันทีที่มันเห็นหน้าเจ้านาย เจ้าม้าผู้ซื่อสัตย์ก็ร้องเสียงดังลากยาวครั้นแล้วก็กระโจนลงน้ำว่ายมาหาเจ้านายของมันราวกับรู้ว่าตอนนี้คือเวลาที่มันต้องทำหน้าที่ของมัน!
ในขณะที่หวางชุนเทียนและหมอหลิวซูเหยียนยืนสนทนากันอยู่เสียงกระพือปีกของนกพิราบโผบินมาเกาะหมับเข้าที่หลังของเจ้าม้าสีนิล
“นกตัวนี้…” ทั้งสองคนต่างก็หันมองพิราบตัวนั้นเป็นตาเดียวและสังเกตเห็นปลอกที่ขาของมัน
“หรือจะเป็นนกพิราบสื่อสารที่ท่านเคยมอบให้ข้าดูแล”หมอหลิวซูเหยียนจำได้ว่าน่าจะเป็นนกตัวเดียวกันกับที่เคยเลี้ยงไว้ในกรงก่อนหน้านี้
เมื่อคลับคล้ายคลับคลาว่าน่าจะใช่แม่ทัพหนุ่มลองผิวปากเรียก และมันก็บินมาเกาะที่แขนตามที่คิดไว้จริงๆ เจ้านกตัวนี้จะหลุดจากกรงเพื่อมาหาเขาอย่างนั้นหรือ?
“ใช่จริงๆด้วยมันคงจำหนทางระหว่างจวนของท่านและหมู่บ้านแห่งนี้ได้ ช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ”
“คงเป็นบุญบารมีขององค์ชายลี่หมิงเป็นแน่ข้าจะใช้เจ้านกตัวนี้ส่งข่าวให้วังหลวงส่งคนมารับองค์ชายใหญ่ที่นี่”
แม่ทัพหวางยิ้มอย่างมีความหวังแค่นี้ก็พอจะมีหนทางแก้ไขปัญหาได้แล้ว
“เคร้งงงง” เสียงแก้วชาหลุดจากมือเรียวบางตกลงพื้นแตกกระจาย หญิงสาวเกิดอาการคล้ายคนหมดแรงขึ้นมากะทันหันเมื่อได้ยินข่าวร้ายที่ว่า
‘ท่านแม่ทัพตกหน้าผาไปพร้อมองค์ชายใหญ่และตอนนี้ยังหาตัวไม่พบ!’
“คุณหนู!เป็นอะไรไหมเจ้าคะ” จูผิงหันมาเห็นใบหน้าซีดเผือดของนายหญิงสาวใช้รีบโผเข้าประคองร่างบอบบางที่ก่อนเคยยืนนิ่งแต่บัดนี้กลับต้องเซไปมานิดๆเหมือนจะทรงตัวไม่อยู่
“เป็นไปไม่ได้...ท่านแม่ทัพไม่โชคร้ายถึงเพียงนั้น...อีกไม่นานก็จะเจอตัวอย่างแน่นอนเป็นเช่นนั้นใช่หรือไม่? นายกองกัว”
เหม่ยหลินเอ่ยเสียงสั่นหันไปขอคำตอบกับกัวเสี่ยนหรง
หวางชุนเทียนสัญญากับเธอว่าจะกลับมาเขาต้องกลับมา!
“จนวันนี้ก็ยังไม่พบร่างของผู้ใดที่ใต้ผาลึกนั้นเรายังมีความหวังว่าทั้งสองคนจะยังมีชีวิตอยู่ขอรับ”
กัวเสี่ยนหรงใช้เวลาอยู่ทั้งวันทั้งคืนเพื่อนำพาเหล่าทหารองครักษ์ค้นหาไปจนทั่วป่าโดยเฉพาะบริเวณลำธารใต้หน้าผานั้น แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะพบร่างของคนทั้งสองเสียที เขาจึงตัดสินใจกลับมาที่จวนเพื่อแจ้งข่าวนี้แก่คุณหนูเหม่ยหลินทราบ
ในจังหวะนั้นเอง ลู่หลิ่งก็ปรากฏตัวขึ้น
“เกิดอะไรขึ้นกับท่านแม่ทัพ!”เสียงตะโกนถามด้วยความตกใจ นางได้ยินแว่วๆว่าท่านแม่ทัพหายตัวไปจึงเร่งฝีเท้าเดินเข้ามาถาม
เวลานี้ทั้งเหม่ยหลินและลู่หลิ่งต่างเศร้าเสียใจกับสถานการณ์อันเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับแม่ทัพเจ้าของจวน!
ภายวันเดียวกันนั้น ลู่หลิ่งนั่งรถม้าตรงไปที่เรือนเจียวลู่ นางรีบลงมาจากรถม้าและก้าวเข้าสู่ประตูเรือนด้วยทีท่าร้อนใจ
“ช้าก่อนแม่นางลู่หลิ่ง ท่านมีธุระอันใด” หลัวอี้ชิงคนสนิทเจ้าของเรือนมาดักหน้าไว้
“ข้ามาหาท่านรองแม่ทัพเหอไป่เฉิน พาข้าไปพบเขาเดี๋ยวนี้!” ลู่หลิ่งพูดราวกับออกคำสั่ง
หลัวอี้ชิงเห็นอาการร้อนใจของหญิงสาวตรงหน้าก็พอจะเดาได้ว่าลู่หลิ่งมาขอพบท่านรองแม่ทัพด้วยเรื่องใดแต่ก็ยังไม่ทันขยับกายทำตามที่นางพูดร่างสูงของเหอไป่เฉินก็เปิดประตูเดินออกมาเสียก่อน
“มีธุระอันใดกับข้า”
ลู่หลิ่งสาวเท้าเดินเข้าหาเจ้าของเสียงทุ้มเข้มนั้นทันที“ท่านเคยรับปากไว้ว่าจะไม่ทำร้ายแม่ทัพหวาง”
คำพูดของลู่หลิ่งทำให้เหอไป่เฉินเหล่มองอย่างไม่พอใจเขาขมวดคิ้วมุ่นก่อนที่จะเอ่ยถาม
“เจ้าหมายความถึงสิ่งใด”
“คนที่ลอบทำร้ายองค์ชายใหญ่คือท่าน!เพราะการกระทำของท่านทำให้แม่ทัพหวางต้องรับเคราะห์ไปด้วย ในเมื่อข้าได้สูญเสียแม่ทัพหวางไปแล้วต่อไปนี้ข้าคงไม่อาจฟังคำของท่านได้อีก!” ลู่หลิ่งพูดด้วยความโมโห
“ฮึ...หากเจ้าคิดว่าหวางชุนเทียนตายไปแล้วมีคนพบศพแล้วงั้นรึ?”
ลู่หลิ่งได้ยินเช่นนั้นพลันจ้องมองหน้าเหอไป่เฉินด้วยนัยน์ตาเป็นประกายอย่างมีความหวัง ‘นั่นสิ นายกองกัวเสี่ยนหรงบอกว่าค้นหาอยู่นานแต่ก็ยังไม่พบหรือว่าท่านแม่ทัพจะยังมีชีวิตอยู่!’
“หวางชุนเทียนอาจจะกลับมาในไม่ช้าแต่ก่อนที่จะถึงวันนั้น เจ้าต้องทำสิ่งที่ตกลงกันไว้ให้สำเร็จ”
เรื่องที่ตกลงกันไว้! ลู่หลิ่งนึกขึ้นได้
“ท่านหมายถึง เหม่ยหลิน!”
เหอไป่เฉินพยักหน้าพลางยิ้มเย็นยะเยือก ได้เวลาที่เขาควรจะออกจากแคว้นตงเยว่แล้ว
หากแม้หวางชุนเทียนโชคดีมีชีวิตรอดกลับเมืองหลวงมาได้ถึงตอนนั้นก็คงไม่ได้เจอเหม่ยหลินอีกต่อไป
เพราะเหอไป่เฉินคิดจะพาเหม่ยหลินไปแคว้นม่งอู๋!