ตอนที่ 142 ข้อเสนอของมหาวิทยาลัยเจเฮริส
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ศาสตราจารย์วิวเกอฟอร์ดเอ่ยข้อเสนอให้กับเมอร์ลิน
เรื่องนี้นับว่าเกินความคาดหมายของเมอร์ลินมาก เขาพึ่งจะเข้าเรียนเพียงไม่กี่เดือน แต่ตอนนี้คณบดีคณะรูนศาสตร์กลับยื่นข้อเสนอการศึกษาต่อในระดับปริญญาไดม่อนให้เขาแล้ว
ความจริงเมอร์ลินก็รู้สึกดีกับมหาวิทยาลัยแห่งนี้ เพราะการให้อิสระในการเรียนกับเขา
หากเขาไปเรียนที่มหาวิทยาลัยอื่น ไม่แน่อาจจะเจอกับวัฒนธรรมองค์กรที่ต่างกัน
เขาอาจจะไม่เจอมหาวิทยาลัยที่สามารถให้เขาทั้งเรียนและทำการวิจัยได้ในคราวเดียวกันเหมือนแบบนี้ อีกอย่างการยื่นข้อเสนอแบบนี้จะต้องนำประโยชน์มาให้กับเขาอย่างแน่นอน
“ข้อเสนออะไรครับ?” เมอร์ลินประสานมือทั้งสองแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่ง
วิวเกอฟอร์ดเมื่อได้ยินดังนั้นก็เผยรอยยิ้มออกมา
สำหรับมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งแล้ว นักศึกษาคือสิ่งสำคัญ ความรุ่งเรืองของแต่ละมหาวิทยาลัยนั้นขึ้นอยู่กับนักศึกษา นั่นเพราะนักศึกษาเหล่านั้นสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยได้ อีกทั้งหากนักศึกษากับมหาวิทยาลัยมีความสัมพันธ์อันดี เมื่อถึงเวลาที่นักศึกษากลายเป็นมหาปราชญ์พวกเขาก็อาจจะเลือกมหาวิทยาลัยที่พวกเราเข้าเรียนในการตั้งหอคอยเวทมนตร์ก็ได้
หอคอยเวทมนตร์เองก็เป็นสัญลักษณ์ของชื่อเสียงมหาวิทยาลัย
การที่มหาวิทยาลัยแห่งนั้นมีหอคอยเวทมนตร์มากมาย นั่นหมายความว่าพวกเขาได้ผลิตนักศึกษาหรือคณาจารย์ที่ยอดเยี่ยมออกมา
มหาวิทยาลัยเจเฮริสนั้นก่อตั้งได้ไม่นาน หอคอยเวทมนตร์ของพวกเขาจึงไม่ได้มีมากนักเหมือนมหาวิทยาลัยเก่าแก่พวกนั้น
สิ่งที่พวกเขาต้องทำคือสร้างแรงจูงใจให้กับนักศึกษาที่มีแวว ซึ่งเมอร์ลินก็เป็นหนึ่งในนั้น
ผลงานที่เด็กน้อยแสดงออกมานั้นชัดเจนมาก ไม่แน่ว่าอีกไม่นานคงจะมีมหาวิทยาลัยอื่นๆ มาทาบทาม แม้แต่มหาวิทยาลัยที่ออสตินบิดาของเด็กน้อยทำงานอยู่ก็อาจจะเข้าร่วมด้วย
สำหรับมหาวิทยาลัยเจเฮริสของพวกเขา เด็กน้อยพึ่งจะเข้าเรียนได้ไม่กี่เดือน ความผูกพันธ์นับว่าน้อยมาก ดังนั้นแล้ววิวเกอฟอร์ดจึงต้องรีบลงมือก่อน ซึ่งนี่คือความได้เปรียบของเขา
“หากคุณเรียนต่อปริญญาไดม่อนจนถึงปริญญาแพทตินั่มที่มหาวิทยาลัยของพวกเรา คุณจะได้รับทุนการศึกษาค่าเล่าเรียนทั้งหมด อีกทั้งจะได้รับการสนับสนุนค่าวัสดุเวทจนถึงคุณจะสามารถทะลวงวงเวทที่สี่ด้วย ไม่ทราบว่าคุณเมอร์ลินมีความคิดเห็นอย่างไร?” คณบดีวิวเกอฟอร์ดกล่าวด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้ม
เมอร์ลินที่ได้ฟังข้อเสนอนี้ก็คิดว่าไม่เลวเลยทีเดียว ทว่าอารมณ์บนใบหน้าของเขายังคงนิ่งสงบเหมือนดังเริ่มแรก เขาไม่ได้เปิดเผยอารมณ์ใดๆ ออกมา
“เป็นข้อเสนอที่ดีมากครับ แต่ผมในตอนนี้ยังเด็กอยู่มาก ยังไงผมก็ยังต้องนำเรื่องนี้กลับไปปรึกษาคุณพ่อ” เมอร์ลินกล่าว
วิวเกอฟอร์ดรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยที่เมอร์ลินไม่ได้ตอบตกลงในทันที แต่สิ่งที่เด็กน้อยกล่าวนั้นก็ไม่ผิด
เด็กน้อยยังอายุไม่ครบสิบสองปีเลยด้วยซ้ำ ยังไงการตัดสินใจก็ยังต้องพึ่งผู้ปกครองอยู่ดี
อย่างไรก็ตามท่าทางของเด็กน้อยก็ไม่ได้ไม่พอใจในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ดังนั้นวิวเกอฟอร์ดจึงไม่ได้หมดหวังเลยทีเดียว
“นั่นเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่คุณต้องปรึกษากับคุณพ่อของคุณ ศาสตราจารย์ออสตินเองก็เป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยมมาก แม้ร้อยกว่าปีมานี้เขาจะไม่มีความเคลื่อนไหว แต่ฉันได้ยินว่าไม่นานมานานเขาได้เริ่มงานของตนเองอีกครั้ง” วิวเกอร์ฟอร์ดกล่าว
“ครับ ตอนนี้คุณพ่อกำลังทำงานวิจัยของเขาอยู่ แต่ท่านคณบดีครับ ถ้าหากผมได้รับเหรียญนักวิชาการสามดาวจากธีสิสที่ผมส่งไปจริงๆ ผมจะจบการศึกษาปริญญาทองเลยหรอครับ?” เมอร์ลินเอ่ยถาม
“แน่นอนว่าไม่ ถึงแม้คุณจะผ่านคุณสมบัติการจบการศึกษาจริงๆ แต่คุณเองก็ต้องได้รับการพิสูจน์ความรู้ทางวิชาการ”
“พิสูจน์ยังไงครับ?”
“มหาวิทยาลัยจะส่งคุณไปเป็นอาจารย์ฝึกสอนที่โรงเรียนเวทมนตร์หนึ่งภาคเรียน หากสามารถผ่านการประเมินการสอนได้ คุณก็จะได้รับวุฒิการศึกษา นี่เป็นข้อกำหนดที่สภาเวทมนตร์บัญญัติไว้ เพื่อให้แน่ใจว่านักวิชาการสามดาวนั้นมีคุณสมบัติในความรู้ทางวิชาการจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยไหนก็ใช้กฎนี้ทั้งสิ้น” วิวเกอฟอร์ดกล่าวอธิบาย
เมอร์ลินพยักหน้าอย่างเข้าใจ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเอ่ยถาม
“ว่ากันว่าคุณสมบัติในการเรียนจบปริญญาระดับแพทตินั่มคือนักวิชาการสี่ดาว ถ้าหากระหว่างที่เรียนปริญญาไดม่อนอยู่ เกิดมีนักศึกษาที่กลายเป็นนักวิชาการสี่ดาวได้ นักศึกษาคนนั้นจะข้ามขั้นไปจบปริญญาแพทตินั่มเลยไหมครับ?” เมอร์ลินถามอย่างสงสัย
เมื่อคุณสมบัติของนักศึกษากับนักวิชาการทับซ้อนกัน เขาไม่รู้ว่ากฎของการศึกษาจะจัดการอย่างไรกับเรื่องนี้
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า จริงอยู่ที่ว่าคุณสมบัติการจบการศึกษาของนักศึกษาปริญญาแพทตินั่มจะต้องกลายเป็นนักวิชาการสี่ดาว แต่จริงๆ แล้วนักวิชาการสี่ดาวก็เป็นแค่คุณสมบัติพื้นฐานเท่านั้น ต่อให้มีคนที่สามารถกลายเป็นนักวิชาการสี่ดาวได้ตั้งแต่เรียนระดับปริญญาไดม่อน ผลลัพธ์ที่จะได้ก็แค่สามารถเรียนจบปริญญาไดม่อนได้ทันที แต่ไม่สามารถเรียนจบข้ามขั้นในระดับปริญญาแพทตินั่มได้” วิวเกอฟอร์ดอธิบาย
เมอร์ลินนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ย “ความหมายของคุณ หมายความว่าหากต้องการจบการศึกษาระดับปริญญาแพทตินั่มในทันทีก็จะต้องกลายเป็นนักวิชาการห้าดาวให้ได้ใช่ไหมครับ?”
“ถูกต้องแล้ว มีแต่ระดับนักปราชญ์เท่านั้นถึงจะสามารถหลุดพ้นการเป็นนักศึกษาได้อย่างแท้จริง แต่น่าเสียดายที่โลกนี้ไม่ได้ใจดีขนาดนั้น ต่อให้มีบัณฑิตจบวุฒิปริญญาแพตตินั่มออกมาเป็นจำนวนมาก แต่คนที่กลายเป็นนักปราชญ์ได้ก็ยังมีน้อยมากอยู่ดี ดังนั้นแล้วคนจะจบการศึกษาโดยใช้สถานะนักปราชญ์จึงมีอยู่น้อยมาก และคนพวกนั้นส่วนใหญ่ย่อมไม่ได้หยุดอยู่ที่นักปราชญ์อย่างแน่นอน ในปัจจุบันพวกเขาเหล่านั้นล้วนเป็นปรมาจารย์ปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ทั้งสิ้น”
เมอร์ลินที่ได้ฟังคำพูดของวิวเกอฟอร์ด มันก็ทำให้เขาอดที่จะใจเต้นรัวไม่ได้
แน่นอนว่าเขารู้จักปรามาจารย์ปราชญ์เหล่านั้น โดยเฉพาะคนที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน เพราะหนังสือในยุคนี้มีผู้ตีพิมพ์ชีวประวัติของพวกเขาออกมามากมาย
น่าเสียดายที่ชีวประวัติเหล่านั้นไม่ได้เล่ารายละเอียดของการจบการศึกษาเหมือนที่วิวเกอฟอร์ดพูดให้ฟัง มันมีแต่ข้อความที่พูดว่าปรมาจารย์คนนั้นจบการศึกษาปริญญาแพทตินั่มด้วยวัยเท่าไหร่เท่านั้น มันจึงไม่มีรายละเอียดในจุดนี้
บางครั้งหนังสือก็ไม่ได้บันทึกรายละเอียดทั้งหมดลงไป นั่นเพราะมันเป็นเรื่องของกฎระเบียบของหน่วยงาน ซึ่งต้องต้องหาอ่านได้จากหน่วยงานนั้นๆ ย่อมไม่มีอยู่ในหนังสือห้องสมุดอย่างแน่นอน
“ขอบคุณคณบดีมากครับที่อธิบายให้ผมฟัง ดูเหมือนว่าช่วงนี้จะมีเรื่องดีๆ เข้ามาหาผม แล้วผมจะเก็บข้อเสนอของคุณไว้พิจารณานะครับ” เมอร์ลินกล่าว
“ได้ ผมรู้ว่าคุณเป็นคนฉลาดย่อมต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตนเอง และถึงแม้ว่าข้อเสนอของมหาวิทยาลัยเจเฮริสจะไม่ได้ดีที่สุด แต่ผมก็ต้องการให้คุณพิจารณามหาวิทยาลัยของพวกเราอยู่ดี”
“เอาล่ะ ผมจะไม่กดดันคุณ และขอบคุณมากที่เข้ามาฟังข้อเสนอของผม” วิวเกอฟอร์ดกล่าว
“งั้นผมขอตัว” เมอร์ลินประทับมือขวาไว้กลางอกแล้วโค้งเล็กน้อยให้กับชายชรา ก่อนที่เขาจะเดินออกจากห้องไป