งานสร้างโรงอาหารกลางเริ่มเป็รูปเป็ร่าง ซุนิฉวนอยากให้สร้างโรงอาหารกลางให้เสร็จก่อน จากนั้นถึงจะให้ช่างไม้ทั้งสิบคนสร้างส้วมกับที่อาบน้ำตามด้วยที่พักเพิ่มเติม ประเมินจากความคืบหน้า คาดว่าอีกไม่กี่วันโรงอาหารกลางที่ซุนิฉวน้าก็น่าจะเสร็จสิ้นลง
ซุนิฉวนให้สร้างโรงอาหารแบบง่าย ๆ มีหลังคาคลุม สามด้านเปิดโล่ง ด้านหนึ่งจัดทำเป็โต๊ะยาวสำหรับวางอาหารในแต่ละมื้อ ที่นั่งทำให้เหมือนโรงอาหารในมหาวิทยาลัย รองรับคนได้สามร้อยคนในแต่ละครั้ง
โชคดีที่ด้านเหนือของเหมืองเกลือนั้นมีูเาอยู่ไม่ไกลมาก การจัดหาไม้ที่จะใช้ในการก่อสร้างจึงไม่ยุ่งยากมากนัก ตอนนี้ไร่นาที่แบ่งให้แต่ละครอบครัวก็เริ่มที่จะปลูกพืชได้แล้ว พืชแต่ละอย่างให้ผลผลิตไม่พร้อมกัน ผักกับถั่วให้ผลผลิตเร็วกว่าข้าว อีกราวสิบวันครึ่งเดือน ผักที่ปลูกเอาไว้ก่อนก็น่าจะสามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว ถึงตอนนั้นซุนิฉวนก็จะประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้ส่วนหนึ่ง
ซุนิฉวนยืนอยู่กับซุนิเย่อยู่ที่ริมคลองที่ติดกับเหมืองเกลือ คลองนี้ขุดต่อเนื่องมาจากแม่น้ำจู การทำเหมืองเกลือต้องใช้น้ำเป็จำนวนมาก ซุนิฉวนมองเห็นคนงานในเหมืองเดินขึ้นลงเพื่อหาบน้ำเป็แถวยาวก็ชี้ให้น้องชายดู
“เ้าดู แต่ละวันต้องหาบน้ำหลายสิบรอบ ไหนจะสำหรับใช้ปรุงอาหาร ไหนจะใช้ในไร่ หากมีวิธีที่ดีกว่านี้ก็คงจะดี”
ซุนิฉวนไม่รู้จักวิธีการทำกังหันสำหรับชักนำน้ำ แต่คนไม่เคยกินหมูอย่างน้อยก็ยังเคยเห็นหมูวิ่งผ่านหน้ามาบ้าง ซุนิฉวน้ากระตุ้นให้น้องชายได้คิด ซุนิเย่อายุสิบสี่ปีแล้วอีกไม่กี่ปีก็ถือว่าเป็ผู้ใหญ่ ซุนิฉวนให้น้องชายคนรองรับผิดชอบเื่ในไร่ ซุนิเย่ก็ทำงานได้ดี ทุกวันจะออกไปดูการทำไร่ของแต่ละครอบครัว จดบันทึกแล้วมารายงานให้พี่ชาย หากมีคำถามที่หวงเหวินให้คำตอบไม่ได้ก็มักจะมาถามซุนิฉวนอยู่เสมอ
ในสายตาของซุนิเย่ พี่ใหญ่ดูเหมือนจะมีคำตอบให้กับทุกเื่ ซุนิเย่รู้สึกทั้งอิจฉาทั้งชื่นชมที่ซุนิฉวนมีโอกาสติดตามบิดาออกไปข้างนอกก่อนตนเองหลายปี ทำให้ซุนิฉวนรู้เื่ราวต่าง ๆ มากมาย ซึ่งความจริงแล้วความรู้ของซุน ิฉวนมาจากยุคที่เจริญกว่านี้พันกว่าปีให้หลัง
ความรู้ของซุนิฉวนไม่ได้ลึกซึ้งจนถึงกับเชี่ยวชาญเลยสักเื่ บางเื่แค่เคยผ่านตา บางเื่เป็ความรู้ทั่วไป หลายครั้งถึงกับคาดเดาเอาเอง แต่การศึกษาสมัยใหม่ทำให้ซุนิฉวนไม่ถูกจำกัดด้วยกรอบความคิดแบบโบราณ
ซุนิเย่มองตามที่ซุนิฉวนชี้มือ ทำท่าครุ่นคิด “ถ้าทำกังหันน้ำได้ก็คงดี”
ซุนิฉวนยิ้มให้น้องชาย พยักหน้ากล่าวชื่นชม
“เ้าคิดได้เยี่ยงนี้ดีมาก เ้าลองไปถาม เจียงผิง หัวหน้าช่างไม้ดูว่ามีหนทางหรือไม่”
ซุนิเย่ได้รับคำชมเชยจากพี่ชายมีสีหน้ายินดีแต่ยังคงเก็บอาการเอาไว้ ซุนิฉวนลูบศีรษะซุนิเย่ อีกฝ่ายเงยหน้ามองแววตายิ้มจนปิดไม่มิด เด็กจริง ๆ เลย
เหมืองเกลือเริ่มผลิตเม็ดเกลือออกมาได้เรื่อย ๆ ในทุกวันสามารถทำเกลือได้ราวหนึ่งร้อยจิน (หนึ่งจินประมาณครึ่งกิโลกรัม) การขนส่งเกลือมักใช้รถเทียมวัวหรือม้า หากเป็ระยะทางไม่ไกลมากอาจจะใช้คนแบกหาม เกลือหนึ่งคันรถหนักราว หนึ่งพันจิน (ห้าร้อยกิโลกรัม) ขนส่งหนึ่งครั้งอย่างน้อยมีห้าถึงสิบคันรถ
เกลือที่ผลิตมาแล้วจะเก็บเอาไว้ในโกดังรอการขนส่ง ก่อนที่สกุลซุนจะมาถึง เหมืองเกลือนี้มีการผลิตเกลืออยู่ก่อนแล้ว เ้าของเหมืองเดิมขนย้ายอุปกรณ์หลายอย่างไปเกือบหมด แต่สิ่งปลูกสร้างยังคงอยู่ ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาสร้างโกดังเก็บเกลือขึ้นมาใหม่
ราคาเกลือโดยทั่วไปหนึ่งจินมีราคาห้าร้อยเหวิน ขณะที่ข้าวสารราคาเพียงสิบถึงยี่สิบเหวิน ชาวบ้านทั่วไปซื้อเกลือครั้งละเพียงหนึ่งหรือครึ่งตำลึง (หนึ่งตำลึงหนักราวสามสิบกรัม) หากประหยัดใช้สามารถอยู่ได้หลายเดือน ตอนนี้เหมืองเกลือผลิตเกลือได้แล้ว อาหารการกินภายในเหมืองไม่ต้องประหยัดเกลือจนเกินไป
ซุนิฉวนปรึกษากับหวงเหวิน คิดว่าอีกราวครึ่งเดือนก็สามารถขนส่งเกลือออกไปได้แล้ว เพียงรอให้คนของพรรคทรายทะเลมาถึงเท่านั้น ขายเกลือแต่ละครั้งน่าจะทำเงินให้กับสกุลซุนมากถึงสามสี่พันตำลึง ปีหนึ่งอาจได้มากถึงสองหมื่นตำลึง เพียงสองถึงสามปีก็คืนทุนค่าสัมปทานเหมืองเกลือได้หมด
ซุนเหว่ยใช้เงินมากกว่าห้าหมื่นตำลึงไปกับเหมืองเกลือสองแห่งนี้ เงินที่เก็บไว้ทำการค้าของสกุลซุนแทบจะสะดุดลง ใช้เวลาหลายเดือนกว่าสกุลซุนจะหมุนเงินที่มาจากการหยิบยืมกับได้มาจากค้าขายอื่นเข้ามาเพิ่มเติม ถ้าหากซุนิฉวนตกตายไปในคราวนั้น สกุลซุนอาจพลาดโอกาสเหมืองเกลือแห่งนี้ ทั้งยังทำให้สกุลซุนขาดทุนไปอีกหลายปี
หวงเหวินเคยติดตามไปส่งเกลือกับพรรคทรายทะเลอยู่หลายครั้งทำให้คุ้นเคยกับเื่ในวงนักเลงอยู่บ้าง
ซุนิฉวนเคยแต่ติดตามบิดาออกไปทำการค้า แม้เคยเห็นคนของพรรคทรายทะเลอยู่หลายหนกลับไม่คุ้นเคยเท่ากับหวงเหวิน หน้าที่นี้ซุนิฉวนมอบให้หวงเหวินเป็คนจัดการ
หานฉีหรงเคาะประตูห้องหนังสือ เดินก้มหลังเข้ามากล่าว
“นายน้อย โรงอาหารกลางวางโต๊ะเก้าอี้เรียบร้อยแล้วขอรับ หัวหน้าช่างไม้เจียงให้มาเชิญนายน้อยไปตรวจดูขอรับ”
ตอนนี้ทุกคนในเหมืองเกลือเรียกหาซุนิฉวนว่านายน้อยซุน ไม่ทราบว่าเป็ผู้ใดที่เริ่มเรียกเช่นนี้ก่อน ในตอนหลังเริ่มมีผู้คนเรียกหาเช่นนี้มากขึ้น หวงเหวินเองก็พลอยเปลี่ยนไปเรียกนายน้อยตามไปด้วย ซุนิเย่ก็กลายเป็นายน้อยรอง ส่วนซุนิเจี๋ยก็ถูกเรียกหาว่านายน้อยสาม ซุนิเจี๋ยอยู่กับพวกจางฉิงฝึกปรือออกกำลังกาย กลายเป็หัวหน้าเด็กน้อยในเหมืองเกลือหลายสิบคน ชวนกันออกวิ่งวุ่นวายตลอดทั้งวัน
หานฉีหรงรอให้ซุนิฉวนกับหวงเหวินเดินออกมาจากห้องหนังสือแล้วจึงปิดประตูลงเดินตามหลังคนทั้งสองไปที่โรงอาหารที่เพิ่งสร้างเสร็จ
คนงานภายในเหมืองเกลือต่างก้มตัวเรียกหา “นายน้อยซุน” ไปตลอดทางที่ซุนิฉวนเดินผ่านไปยังที่ตั้งของโรงอาหาร หากมิได้นายน้อยซุน ตนเองกับครอบครัวป่านนี้ยังคงรอคอยอาหารวันละมื้ออยู่ที่หน้าประตูเมืองถานโจว ไม่รู้อนาคตไม่มีหนทางไป ในสายตาของผู้อพยพซุนิฉวนไม่ใช่เพียงเป็นายน้อยเ้าของเหมืองเกลือหากแต่เป็ผู้ช่วยชีวิตของตนเอง
โรงอาหารกลางจัดวางโต๊ะเก้าอี้ไว้ตามที่ซุนิฉวนบอกกล่าว ซุนิฉวนหยิบยืมรูปแบบโรงอาหารกลางนี้มาจากโรงอาหารของมหาวิทยาลัย
“ให้ท่านน้าหลิว เริ่มทำอาหารให้ทุกคนในที่ใหม่เย็นวันนี้ก็แล้วกัน หากต้องแก้ไขตรงไหน ฉีหรงเ้าก็จัดการตามที่เห็นสมควร”
มารดาของหานฉีหรงตอนนี้เป็หัวหน้าคนครัว ทำหน้าที่จัดการเื่อาหารการกินของคนทั้งสองร้อยกว่าคน มีคนงานสตรีที่ช่วยงานอยู่เกือบสิบคน แต่หน้าที่ทำอาหารสำหรับในเรือนของซุนิฉวน นางยังคงจัดการด้วยตัวเองในแต่ละวัน
ซุนิฉวนชักชวนหวงเหวินกับหานฉีหรงให้นั่งลงที่โต๊ะที่จัดวางเอาไว้ โต๊ะเก้าอี้แต่ละชุดให้คนนั่งได้ถึงสิบคน ฝั่งละห้าคน ก่อนมื้ออาหารจะมีการเคาะระฆัง คนงานจะเข้าแถวเพื่อรับอาหาร ตอนนี้อาหารแต่ละมื้อมีผักหนึ่งจาน น้ำแกงหนึ่งถ้วย ทุกสิบวันมีเนื้อให้กิน
ซุนิเย่ให้คนงานในไร่เลี้ยงเป็ดไก่ สุกรเพื่อเอาไว้ทำอาหาร แต่คนมากมายเยี่ยงนี้ยังไม่สามารถมีเนื้อให้กินทุกวันได้ คนงานที่ทำงานในไร่มีบ้างที่อาศัยเวลาว่างขึ้นไปบนเขาเพื่อล่าสัตว์ หากล่ามาได้วันนั้นก็จะมีเนื้อเพิ่มไปด้วย
ซุนิฉวนพยักหน้าอย่างพึงพอใจที่งานต่าง ๆ มีคนคอยดูแล
“ท่านอาหวง ถ้าเช่นนั้นต่อจากนี้ ข้าก็จะกินข้าวที่นี่ด้วยเลยก็แล้วกัน”
หานฉีหรงเงยหน้าขึ้นมองเหมือนจะกล่าว หวงเหวินลุกขึ้นยืนก่อน ประสานมือก้มตัวลง
“นายน้อย ท่านเป็นายของทุกคนในเหมืองสกุลซุน นายน้อย นายกับบ่าว มีหน้าที่ของนายกับบ่าว ท่านไม่ถือตัวมีเมตตาเป็ที่ประจักษ์กับทุกคนในเหมือง แต่ข้าไม่เห็นด้วยที่นายน้อยท่านจะเปลี่ยนมารับประทานอาหารร่วมกับคนงาน”
สีหน้าน้ำเสียงของหวงเหวินดูจริงจังจนซุนิฉวนแปลกใจ หานฉีหรงเองก็ลุกขึ้นยืนก้มตัวประสานมือเช่นกัน เห็นทีหากซุนิฉวนไม่เปลี่ยนใจ ทั้งสองคนคงไม่ยอมเลิกลา
ซุนิฉวนเพียง้าลดความยุ่งยากเื่การกินอยู่ แต่ทั้งหวงเหวินกับหานฉีหรงสองคนกลับคิดถึงเื่ชนชั้น ลำดับความสำคัญของนายกับบ่าว ซุนิฉวนมีเมตตาไม่ถือตัวก็เป็เื่หนึ่ง แต่นายกับบ่าวจำต้องเว้นระยะ ไม่อาจสนิทสนมจนเกินไป จนอาจทำให้มีปัญหาได้
ซุนิฉวนเป็คนในยุคใหม่ ประเทศจีนในสมัยใหม่ก็ไม่มีชนชั้นมานานแล้วจึงลืมคิดไปว่า คนเกือบสองร้อยคนนี้มีมากกว่าคนของสกุลซุนเกือบสิบเท่า ถ้าทั้งหมดลุกฮือขึ้นต่อต้าน คนของสกุลซุนหลายสิบคนที่เหมืองเกลือนี้คงต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย ตอนนี้ทุกคนในเหมืองมองซุนิฉวนเป็นายน้อย
ซุนิฉวนเองก็มีหน้าที่ ที่ต้องวางตัวเป็นายน้อย ไม่ให้ทุกคนละเมิดได้ ชาวบ้านทั่วไปมีความคิดเรียบง่าย ระบบชนชั้นในสังคมโบราณฝังรากลึกมาเป็พันปี แต่หากมีคนหนึ่งมองเห็นถึงช่องว่างนี้ จากคนหนึ่งคนอาจเพิ่มเป็สิบคนจนถึงร้อยคน ที่หวงเหวินกับหานฉีหรงคัดค้านนั้นมีเหตุผลที่ซุนิฉวนมองข้ามไป
ซุนิฉวนลุกขึ้นยืน ประสานมือขออภัยทั้งสองคน
“ท่านอาหวง ข้าทำตัวไม่เหมาะสม ดีที่ท่านกับฉีหรงตักเตือน ข้าจะทำตามที่ท่านสั่งสอน”
เื่ที่ซุนิฉวนจะมารับประทานอาหารที่โรงอาหารกลางเป็อันยกเลิกไป แต่วันนี้เพิ่งใช้งานโรงอาหารเป็วันแรก หวงเหวินเลยให้จัดโต๊ะแถวแรก ให้นายน้อยซุนทั้งสามร่วมรับประทานกันเหล่าคนงานเพื่อเป็ขวัญเป็แรงใจให้กับคนงานทุกคน ซุนิฉวนให้เพิ่มรายการเนื้อในวันนี้เป็พิเศษ
ผ่านไปหลายวันห้องส้วมอีกสิบกว่าห้องก็สร้างจนเสร็จ คนงานในเหมืองต่างไม่เข้าใจว่าเหตุใด นายน้อยซุนถึงได้ใส่ใจกระทั่งเื่แบบนี้ ชาวบ้านทั่วไปหากหาส้วมไม่ได้ก็มักจะเข้าป่าทำธุระส่วนตัว ไม่มีใครคิดวุ่นวายมากความ แต่ว่าซุนิฉวนไม่้าให้เหมืองเกลือส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง ใครอยากทำธุระตรงไหนก็ทำ หากต้องอยู่ที่เหมืองเกลือไปอีกหลายปี เื่สุขอนามัยจะมองข้ามไม่ได้อย่างเด็ดขาด ทั้งยังอาจป้องกันโรคระบาดได้อีกด้วย
ซุนิฉวนกำลังดูแบบร่างของกังหันน้ำที่ซุนิเย่กับเจียงผิงหัวหน้าช่างไม้กำลังอธิบาย กังหันน้ำนี้ไม่ต่างจากที่ซุนิฉวนเข้าใจมากนัก หน้าตากลไกต่าง ๆ ซุนิฉวนไม่ค่อยเข้าใจ เห็นแต่ว่าสามารถวิดน้ำได้เร็วตามแรงของกระแสน้ำ ทั้งยังปรับเปลี่ยนตามทิศทางขึ้นลงของน้ำได้ด้วย
“พี่ใหญ่ ท่านเห็นเป็อย่างไร” ซุนิเย่มองพี่ชายอย่างคาดหวัง
“ทำได้ดีมาก ลองเพิ่มท่อส่งน้ำเข้าไปที่เรือนของเรากับหน้าบ้านคนงานด้วย จะได้ไม่ต้องให้คนไปรอน้ำที่เหมืองเกลือแห่งเดียว ส่วนที่ไร่หากทำท่อยาวไปไม่พอก็ขุดบ่อน้ำเพิ่ม สร้างกังหันเพิ่มอีกตัวแล้วค่อยต่อท่อไปที่ไร่ เ้าคิดว่าอย่างไร”
เจียงผิงมองนายน้อยซุนด้วยสายตาที่ชื่นชม ตนเองคิดสร้างกังหันกับท่อส่งน้ำร่วมกับนายน้อยรองมาได้หลายวันแล้ว ความจริงยังคิดหาหนทางนำน้ำไปที่ไร่ไม่ออก แต่ซุนิฉวนมองแค่ไม่นานก็คิดถึงกังหันอีกตัวกับบ่อพักน้ำขึ้นมาได้ในทันที
“ขอรับ ข้าจะทำตามที่นายน้อย้า” เจียงผิงออกไปจากห้องหนังสืออย่างกระตือรือร้น
ซุนิฉวนรินน้ำชาให้น้องชาย
“อวี้เออ๋ร์ นายน้อยสามเล่า เรียกเขามากินเซียนช่าว (仙草 - หรือเฉาก๊วย) เ้าก็กินเสียหน่อย” ซุนิฉวนเลื่อนถ้วยเซียนช่าวให้น้องชาย อวี้เออ๋ร์ออกไปไม่นานก็ได้ยินเสียงวิ่งตึกตักมาแต่ไกล
ซุนิเจี๋ยใส่เสื้อตัวในแค่ตัวเดียวเหงื่อเต็มหน้าวิ่งเข้ามาในห้องหนังสือ
“พี่ใหญ่ พี่รอง ข้ามาแล้ว”
“ดูเ้าสิ วิ่งเล่นทั้งวัน นั่งลงดี ๆ ” ซุนิฉวนหันไปหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดเหงื่อให้น้องชายคนเล็ก ซุนิเจี๋ยมองเห็นบนโต๊ะมีของสีดำตัดเป็ก้อนเหมือนเต้าหู้แต่ไม่รู้จักใส่ถ้วยเอาไว้ ซุนิเย่กำลังตักเข้าปาก
“นี่คืออะไร” ซุนิเจี๋ยยังไม่กล้ากิน ซุนิฉวนหยิบช้อนตักเซียนช่าวขึ้นมาป้อนให้กับซุนิเจี๋ย ซุนิเจี๋ยแม้ยังไม่รู้ว่าสิ่งดำ ๆ นั้นคืออะไรแต่ยังคงอ้าปากรับ
“อร่อยหรือไม่ ขนมของเหลียงกวางเรียกว่าเซียนช่าวใส่น้ำอ้อย เ้าวิ่งเล่นทั้งวันกินเสียจะได้คลายร้อน”
ตัวเซียนช่าวไม่มีรสชาติแต่ให้ััเรียบลื่นอ่อนนุ่ม กินกับน้ำอ้อยที่หวานเข้ากันได้ดี ซุนิเจี๋ยกินไปหลายถ้วยจนซุนิฉวนต้องบอกให้พอ เซียนช่าวทำมาจากหญ้าชนิดหนึ่งเป็ที่แพร่หลายอยู่ในเหลียงกวางมานานแล้ว คนงานในไร่ที่ออกไปล่าสัตว์เป็คนกวางตุ้งรู้จักหญ้าเซียนช่าว แต่สำเนียงกวางตุ้งเรียกว่าเฉาก๊วย จึงนำกลับมาด้วย ซุนิฉวนเพียงนึกเสียดายที่ไม่มีน้ำแข็งกับนมสดจะได้ทำเซียนช่าวหนิวหน่าย (เฉาก๊วยนมสด)
แต่น้ำอ้อยมีพอแค่ให้ในเรือนของซุนิฉวนกินเท่านั้น คนงานได้กินเซียนช่าวต้มใส่น้ำตาลให้พอมีรสหวานติดปลายลิ้น แต่เท่านี้ก็ดีมากแล้ว ของหวานไม่ใช่สิ่งที่ชาวบ้านทั่วไปจะมีกินในครอบครัว นอกจากผลไม้ต้นไม้ป่าที่พอหาได้เท่านั้น ยิ่งน้ำตาลแทบไม่มีบ้านคนทั่วไปที่จะมีไว้ใช้
ซุนิฉวนนั่งดูน้องชายทั้งสองคนกินขนมอยู่ในห้อง ก็มีเสียงคนหลายคนวิ่งเข้ามาที่ด้านใน จางฉิงวิ่งนำหวงเหวินเข้ามาก่อน
“นายน้อย ท่านทั้งสามคนตามข้าขึ้นเขาไปก่อน มีโจรขี่ม้ามาแต่ไกล ข้าให้คนงานหลบไปในไร่แล้ว ที่นี่ไม่ปลอดภัย รีบไปเถอะขอรับ”