หลิวซื่อเอ่ยกับหลี่ชิงชิงว่า“ดูบิดาเ้าดีใจเถิด แทบจะสร้างเรือนอิฐขึ้นมาในชั่วข้ามคืนแล้ว”
“โอข้าจะได้อาศัยอยู่ในเรือนอิฐแล้ว!” หวังเลี่ยงวิ่งออกไปพูดกับหวังจวี๋อีกรอบ
หวังจวี๋เข้ามาในห้องโถงอย่างตื่นเต้นแล้วนั่งลงข้างๆหลิวซื่อ ใช้สายตาเลื่อมใสและซาบซึ้งใจมองไปที่หลี่ชิงชิง
ไม่นานหลังจากนั้นผู้เฒ่าหวังก็กลับมาและบอกจํานวนเงิน “ข้าถามมาแล้วยี่สิบตำลึงเงินสามารถสร้างเรือนอิฐได้อย่างแน่นอน!”
นี่น้อยกว่าที่หลี่ชิงชิงคาดไว้เสียอีกนางกวาดสายตามองคนในบ้านก่อนจะเอ่ยว่า “รอให้ข้าสับพริกในบ้านทั้งหมดเสร็จแล้วบ้านเราก็จะเริ่มสร้างเรือนอิฐกันเ้าค่ะ”
เดิมทีผู้เฒ่าหวังสามีภรรยาไม่ได้มีความคิดที่จะนำพริกทั้งหมดในบ้านให้หลี่ชิงชิงทําเป็พริกสับดองทว่าเมื่อเห็นหลี่ชิงชิงทุ่มเทเพื่อครอบครัวนี้อย่างสุดหัวใจและการตัดสินใจของหลี่ชิงชิงนั้นถูกต้องมาก เช่นการที่หลี่ชิงชิงคาดว่าการค้าข้าวปั้นผักจะทําได้เพียงไม่กี่วันนี่เพิ่งจะวันรุ่งขึ้นก็มีหลายคนทำเลียนแบบแล้วตระกูลหวังไม่อาจขายข้าวปั้นผักได้อีกต่อไป... เพราะเหตุนั้นผู้เฒ่าหวังสามีภรรยาจึงเปลี่ยนใจเป็เห็นด้วยแล้ว
หลี่ชิงชิงหยิบเงินยี่สิบตำลึงขึ้นมามอบให้ผู้เฒ่าหวังสามีภรรยาให้พวกเขาเริ่มลงมือซื้ออิฐ ปูนขาว ผ้าใบกันชื้น คานไม้และสิ่งของอื่นๆ
ผู้เฒ่าหวังสามีภรรยาได้ถือเงินมากมายเพียงนี้ก็ถึงกลับร้องไห้ด้วยความปลื้มปีติ
ผู้าุโทั้งสองเป็คนซื่อบริสุทธิ์และจิตใจดีไม่เคยคิดที่จะขอเงินค่าขายสูตรอาหารกับหลี่ชิงชิง แต่ผู้ใดจะรู้ว่าหลี่ชิงชิงจะเป็คนเสนอนำเงินหนึ่งในสามส่วนมาสร้างเรือนอิฐ
พึงรู้ไว้ว่าตระกูลหวังมิได้แยกบ้านตามประเพณีของท้องถิ่น ข้าวของทั้งหมดล้วนเป็ของทุกคนในครอบครัว
แม้ว่าในอนาคตจะแยกบ้านแต่หวังเฮ่าสามีของหลี่ชิงชิงไม่ใช่บุตรชายคนโต ทรัพย์สินแยกบ้านส่วนใหญ่จึงไม่ได้ตกไปถึงมือเขา
หลิวซื่อเช็ดน้ำตาด้วยความดีใจแล้วเอ่ยกับหวังจื้อว่า“เงินที่สร้างเรือนอิฐของบ้านเรามาจากน้องสะใภ้เ้าภายหลังเ้าไม่อาจแย่งเรือนกับน้องชายน้องสะใภ้ของเ้าได้!”
“เป็เช่นนั้นขอรับ”หวังจื้อตอบรับในทันที
ในห้องโถงครึกครื้นเป็พิเศษจางซื่อที่อยู่ในห้องครัวล้วนได้ยินเกี่ยวกับเรือนอิฐอะไรสักอย่างนางคิดว่าคนในครอบครัวกำลังหยอกล้อกันอยู่
หมู่บ้านหวังไม่มีบ้านใดที่เป็เรือนอิฐแม้แต่บ้านของหวังชีที่เป็ผู้ใหญ่บ้าน และบ้านของผู้นำวงศ์ตระกูลก็ยังเป็เพียงบ้านหลังคามุงจาก
บ้านเดิมของจางซื่อมีเ้าของที่ดินรายเล็กหนึ่งคนในบ้านมีที่ดินหนึ่งร้อยหมู่ ที่ดินครึ่งหนึ่งแบ่งออกไปให้คนเช่ายังมีบ่อเลี้ยงปลาหลายบ่อและขายปลาทุกปีบ้านเ้าของที่ดินรายเล็กผู้นี้เป็เรือนอิฐ
หันมามองตระกูลหวังที่มีที่ดินทั้งหมดเพียงสิบหมู่คนกินข้าวมีมากทว่าที่ดินมีน้อย หากว่ามีเงินก็ควรซื้อที่ดินจะเอามาสร้างเรือนอิฐได้อย่างไรกัน?
นางรู้สึกว่าเป็ไปไม่ได้ที่จะสร้างเรือนอิฐ!
“น้องสะใภ้ได้เงินมาจากการขายสูตรไข่เค็มนางออกเงินยี่สิบตำลึงให้ท่านพ่อท่านแม่ เพื่อนำไปรื้อบ้านหลังคามุงจากของบ้านเราแล้วสร้างเป็เรือนอิฐ”หวังจื้อกระหืดกระหอบไปที่ห้องครัวด้วยความดีใจเผยรอยยิ้มกว้างจนเห็นเหงือกให้กับจางซื่อที่เจียวมันหมูอยู่
“หา?”จางซื่อตกตะลึง พลันปล่อยตะหลิวหลุดมือไปแล้ว
โชคดีที่หวังจื้อเอื้อมมือไปคว้าตะหลิวได้ทันเขาหัวเราะแล้วเอ่ย “สตรีโง่ ครอบครัวของเราจะได้อาศัยอยู่ในเรือนอิฐแล้ว”
จางซื่อแปลกใจจนถึงที่สุด“ดีเหลือเกิน” ลืมไปหมดสิ้นว่า เมื่อครู่ตนยังคิดว่าหากมีเงินก็ควรซื้อที่ดินมิใช่สร้างเรือนอิฐ
หวังจื้อก้มตัวลงพลางเอื้อมมือไปััที่หน้าท้องของจางซื่อเอ่ยกับบุตรตัวน้อยในท้องว่า “เ้าโชคดีนัก เกิดมาก็ได้อาศัยอยู่ในเรือนอิฐแล้ว”
“ข้ายังกลุ้มใจมาตลอดว่าจะเลี้ยงลูกไม่ไหวคราวนี้ดีแล้ว บ้านเราล้วนสามารถอาศัยอยู่ในเรือนอิฐ ย่อมเลี้ยงเด็กคนนี้ได้อย่างแน่นอน”จางซื่อมีชีวิตอยู่อย่างกดดันมาตลอด ยามนี้จึงกลั้นน้ำตาแห่งความสุขเอาไว้ไม่อยู่
หวังจื้อได้บอกถึงคํากำชับของหลิวซื่ออีกครั้ง
จางซื่อเช็ดน้ำตาก่อนเอ่ยอย่างซาบซึ้งว่า “น้องสะใภ้ออกเงินสร้างเรือนอิฐพวกเราไม่ได้ออกสักเหรียญเดียวก็ได้อยู่อาศัยภายภาคหน้าย่อมไม่อาจแย่งเรือนอิฐกับน้องชายน้องสะใภ้”
หวังจื้อได้ยินคําพูดของจางซื่อความคับข้องใจที่นางให้กำเนิดบุตรสาวสามคนติดกันก็น้อยลงบ้างแล้ว
สามีภรรยายากจนต่ำต้อยหวังจื้อสามีภรรยาเป็คนจิตใจดีงาม เพียงแต่ไม่มีเงิน ในครอบครัวแห่งนี้ พวกเขาขาดความมั่นใจและรู้สึกต่ำต้อยยิ่งนัก
โชคดีที่หลิวซื่อผู้เป็มารดาได้สั่งสอนน้องชายน้องสาวของหวังจื้อเป็อย่างดีผู้เฒ่าหวังผู้เป็พ่อเลี้ยงก็ใจกว้างยิ่งนัก จนถึงตอนนี้ชีวิตของหวังจื้อสามีภรรยาค่อนข้างมั่นคง
หลี่ชิงชิงไม่รู้เลยว่าหวังจื้อสามีภรรยารักใคร่กันกว่าเมื่อก่อนเพราะที่บ้านจะสร้างเรือนอิฐ
นางกินกากหมูขนม ผลไม้แห้งจนเต็มท้อง และกลับไปที่ห้องนอน เพื่อนำสิ่งล้ำค่าทั้งสี่ในห้องหนังสือที่หวังเฮ่าเหลือไว้ออกมาวาดรูปห้องครัวห้องอาบน้ำ และห้องสุขา
“พี่สะใภ้สามข้าเข้าไปได้หรือไม่เ้าคะ?” หวังจวี๋ได้รับอนุญาตจากหลี่ชิงชิงจึงผลักประตูเข้ามาแล้วเอ่ยว่า “เมื่อครู่ท่านพ่อท่านแม่บอกว่าจากนี้ไปให้คนทั้งบ้านสับพริกมีดทําครัวไม่พอ พี่สี่ไปยืมมีดมาแล้วเ้าค่ะ”
หลี่ชิงชิงตบเบาๆที่ศีรษะตนเอง “ดูความจําข้าเถิด วันนี้ลืมซื้อมีดที่อําเภอไปเสียได้”
หวังจวี๋เดินไปที่ข้างกายหลี่ชิงชิงก่อนเอ่ยเตือนว่า “ร้านตีเหล็กในอําเภอแพงกว่าร้านตีเหล็กในตำบลเ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ไปซื้อมีดในตําบลซื้อสามเล่มก่อน” หลี่ชิงชิงเอ่ยกับตนเอง “ไม่รู้ว่ามีดหนึ่งเล่มราคาเท่าไร?”
“หากเป็มีดขนาดเท่าของบ้านเราหนึ่งเล่มราคาห้าเหรียญทองแดง หากเล็กกว่านี้สักหน่อยก็จะถูกกว่า พี่สะใภ้สามท่านซื้อมีดมาสับพริก เช่นนั้นก็ซื้อมีดที่เล็กกว่านี้หน่อย ราคาถูกคนถือมีดก็ใช้ได้อย่างกระฉับกระเฉงเ้าค่ะ” เสียงของหวังจวี๋นุ่มนวลมาก พูดออกมาหลายประโยคโดยไม่รู้ตัว
“น้องสาวพูดถูกเช่นนั้นก็เอาตามนี้ วันนี้เย็นมากแล้ว พรุ่งนี้เช้าค่อยไปซื้อมีด” สิ่งของที่หลี่ชิงชิง้าซื้อมีเยอะเกินไปนางจึงเอ่ย “พรุ่งนี้ข้าจะไปซื้อของในตำบล เ้าไปด้วยหรือไม่?”
“ไปเ้าค่ะขอบคุณพี่สะใภ้สาม” ดวงหน้าเล็กของหวังจวี๋ยิ้มจนตาหยี
งานกินเลี้ยงวันนี้หลี่ชิงชิงมอบโอกาสให้กับหวังจวี๋ นิ้วของหลิวซื่อคนนอกหมู่บ้านถูกมีดบาดหวังจวี๋พาหลิวซื่อมาที่บ้านตระกูลหวัง หลี่ชิงชิงรักษาให้หลิวซื่อโดยไม่เอ่ยคำใดสักคํา
แม้หวังจวี๋จะอายุยังน้อยทว่ามีสติปัญญาเฉียบแหลม ในใจรู้ว่าหลี่ชิงชิงดีต่อนางจากใจจริง
หวังจวี๋เริ่มมีจิตใจที่เลื่อมใสและรู้สึกพึ่งพาหลี่ชิงชิงอย่างไม่รู้ตัว
“ไม่จำเป็ต้องขอบคุณ”หลี่ชิงชิงเอ่ยกับตนเอง “หวังว่าพรุ่งนี้ฝนจะไม่ตกนะ”
วันรุ่งขึ้น์เป็ใจ ยังคงเป็วันที่ท้องฟ้าแจ่มใส
เนื่องจากข้าวปั้นผักมีคู่แข่งทางการค้ามากเกินไปผู้เฒ่าหวังสามีภรรยาจึงทำตามการจัดแจงของหลี่ชิงชิงว่าจะไม่ทำข้าวปั้นผักขายอีกต่อไปปล่อยให้คนที่แอบศึกษาเ่าั้แข่งขันกันไป
แผ่นมันหมูของเมื่อวานเจียวน้ำมันหมูได้เกือบเจ็ดจินจนถึงวันนี้น้ำมันก็แข็งตัวแล้ว
กากหมูสองจินกว่าของเมื่อวานถูกคนในครอบครัวกินลงไปอยู่ในท้องทั้งหมด แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังแก้ความตะกละไม่ได้
อาหารเช้าของวันนี้ยังคงเป็หลี่ชิงชิงที่ลงมือทำฝีมือการทําอาหารของนางสูงที่สุด คนทั้งครอบครัวล้วนชอบกินอาหารที่นางทํา
หมูผัดพริกพริกสีเขียวครึ่งจินหั่นเป็ท่อน หมูสามชั้นสามจินกว่าหั่นเป็แผ่นบางๆใส่น้ำมันหมูเล็กน้อย พอมีควันลอยขึ้นจากกระทะก็ใส่กระเทียมฝานเป็แผ่นลงไปนำหมูสามชั้นทั้งหมดลงไปผัดในกระทะสักครู่ ผัดเนื้อหมูจนไหม้เกรียมเล็กน้อยจากนั้นก็ใส่พริกและเกลือลงไป ผัดต่ออีกสักพักก็เป็อันเรียบร้อย
หากมีเต้าซี่ก็สามารถทําเป็เจียฉางเสี่ยวเฉ่าโร่ว[1] ได้ หลี่ชิงชิงได้สอบถามแล้ว จนถึงตอนนี้แคว้นต้าถังยังไม่มีเต้าซี่
ผัดมะเขือยาวเส้นมะเขือยาวสีม่วงอ่อนนุ่มสองลูก หั่นทั้งเปลือกติดกับเนื้อเป็เส้นบางๆ นำมาผัดกับน้ำมันหมูและกระเทียมจนสุกดี
มะเขือยาวมีคุณค่าทางโภชนาการสูงปลูกง่ายและให้ผลผลิตสูง มะเขือยาวที่ปลูกในที่ดินตระกูลหวังเก็บไว้กินเองแล้วก็ยังเหลืออีกมากมาย
อาหารหลักคือข้าวสวย
อาหารที่มีเนื้อหมูก็คืออาหารจานหลักคล้ายกับอาหารที่ฉลองในเทศกาลปีใหม่ ทั้งครอบครัวเปี่ยมความสุขทานอาหารกันอย่างคึกคักเต็มไปความกระตือรือร้น
หลิวซื่อผู้เป็นายหญิงของตระกูลหวังไม่ได้ให้ความสําคัญกับบุรุษมากกว่าสตรีผู้เฒ่าหวังเป็คนจิตใจดีมาจากก้นบึ้งหัวใจแต่ไหนแต่ไรยามผู้าุโทั้งสองมีอาหารอร่อยอันใด ก็มักจะนำมาแบ่งปันให้คนในครอบครัวเสมอ
ไม่เหมือนบ้านเดิมของหลี่ชิงชิงหากมีของอร่อยก็จะให้บุรุษกินก่อน และบางครอบครัวในหมู่บ้านหวังก็ไม่ให้ความสําคัญกับสตรีเช่นนี้เช่นเดียวกัน
-------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] เจียฉางเสี่ยวเฉ่าโร่ว(家常小炒肉)เป็ชื่อหนึ่งของอาหารต้นตำรับชาวหูหนาน