นิสัยข้าเปลี่ยนยาก

    บทที่ ๒๔ จัดงานเลี้ยง...เดินแผนสังหาร (2)

            เสวี่ยเฟิ่งตามบ่าวรับใช้ผู้นั้นออกมาก่อนเอ่ยถามว่า "ผู้ใดให้เจ้าส่งกระดาษแผ่นนี้ให้ข้า"

            บ่าวตอบว่า"เป็นแม่นางท่านหนึ่งขอรับ บนหน้ามีรอยแผลเป็นนางบอกว่าจะรอพบท่านที่แม่น้ำเป่ยโหวทางใต้ของเมือง"

            ฟังจบ เสวี่ยเฟิ่งอดขมวดคิ้วไม่ได้ในข้อความมีเพียงสองคำคือ 'ช่วยข้า' จะให้เขาไม่ไปก็ไม่ได้แม้ในใจจะรู้สึกขุ่นเคืองนางอยู่ ทว่าก็ไม่อยากเห็นนางได้รับอันตรายดังนั้นจึงเป็นความขัดแย้งในใจที่น่าหงุดหงิดอย่างมาก

            กระดาษในมือถูกขยำทิ้งรอครู่ต่อมาเขาจึงคลายมือออก บอกให้บ่าวผู้นั้นนำกระดาษไปเผาไฟ

            เสวี่ยเฟิ่งตามไปดูก็เห็นว่าบ่าวผู้นั้นกำลังเช็ดเลือดกำเดาอยู่เกรงว่าข้อความนี้จะมาจากหลินหลานหรูจริงๆ

            แปลกเกินไปแล้ว...

            ก่อนออกจากโถงจัดงานเลี้ยงเสวี่ยเฟิ่งเห็นสายตามาดร้ายของจื่อเหวิน ทว่าหลินหลานหรูไม่มีทางปล่อยให้ใครเข้าถึงตัวนางได้ง่ายแล้วจะประมาทให้ใครหยิบของส่วนตัวมาใช้ได้อย่างไรกระดาษก็เคลือบยาพิษที่เป็นของนาง ลายมือก็เป็นของนางหรือหากมีเรื่องที่นางต้องการพูดกับเขา ในงานเลี้ยงคงจะเข้าหาตรงๆ ไม่ได้ทางเดียวคือส่งคนเข้ามา

            สตรีที่มีรอยแผลเป็นบนหน้า?

            ตรองดูแล้ว ต่อให้เป็นแผนลวงเขาก็ต้องไปที่นั่น

            เสวี่ยเฟิ่งเดินดูรอบๆ คฤหาสน์เมื่อไม่พบหลินหลานหรู เขาจึงหลบบรรดาองครักษ์ขององค์ชายรองออกจากคฤหาสน์สกุลซือ

            คฤหาสน์สกุลซือตั้งอยู่ทางเหนือดังนั้นกว่าจะควบม้ามาถึงแม่น้ำเป่ยโหวบนถนนทางใต้จึงต้องใช้เวลาพอสมควร

            ระหว่างทางเขาคิดทบทวนถึงนิสัยของหลินหลานหรูทั้งชาติก่อนและชาตินี้ดังนั้นจึงเอะใจเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้

            หลินหลานหรูกำลังทำภารกิจ?

            ตอนที่อยู่ในบ้านของห้าวซือนางเคยบอกเขาว่านางกำลังทำหน้าที่คุ้มครองจื่อเหวินแม้จะไม่ได้บอกว่าภารกิจของจื่อเหวินคืออะไร แต่นางจะทิ้งจื่อเหวินไว้ในงานแล้วออกจากคฤหาสน์หรือ

            ที่สำคัญคือ จะหลี่ถิงในชาติก่อนหรือหลินหลานหรูในชาตินี้ ...นางเป็นพวกขี้ระแวง

            ทันทีที่เสวี่ยเฟิ่งตระหนักได้ถึงเรื่องทั้งหมดคิดจะถอยหลังกลับก็ไม่ทันเสียแล้ว เมื่อเขาพบสตรีนางหนึ่งขวางอยู่กลางถนน

            สตรีที่มีรอยแผลเป็นบนใบหน้า

             

            แน่นอนว่าหลินหลานหรูไม่ได้ส่งข้อความใดให้เสวี่ยเฟิ่ง 

            อีกทั้งนางบอกแล้วว่าจะรอจื่อเหวินทำภารกิจเสร็จถึงจะตามสิบเก้ากับสี่สิบเอ็ดไปยังถนนทิศใต้ของเมืองซึ่งไม่ได้ระบุชัดว่าพบกันที่แม่น้ำเป่ยโหว

            เพราะหลังจากที่รู้ที่อยู่ของหมายเลขหนึ่งชัดแล้วสิบเก้าจะส่งสัญญาณบอกนางอีกที

            ดังนั้นก่อนที่จื่อเหวินจะออกมาร่ายรำบังเอิญเฉิงอิ้นกลับเข้ามา หลินหลานหรูจึงออกจากเรือนส่วนหน้าเพื่อหาที่ลับตาคนฟังเฉิงอิ้นรายงาน

            "สี่วันก่อนดูเหมือนสตรีที่ท่านให้ข้าตามหาจะเคยมาที่นี่มีคนเห็นนางกับคุณหนูจื่อพูดตกลงบางอย่างกันขอรับ"

            นัยน์ตาหลินหลานหรูเข้มขึ้น"ตอนนี้นางอยู่ที่ใด"

            "คนของฮวาสิบสองกลีบเห็นนางอยู่ที่แม่น้ำเป่ยโหวไม่แน่ใจว่ามีแผนการใด" เฉิงอิ้นพูด

            หลินหลานหรูรู้สึกหวั่นใจนางเอะใจตั้งแต่ที่เห็นแววตาของจื่อเหวินซึ่งมีลับลมคมในแล้วตอนที่นางออกมาจื่อเหวินกำลังจะร่ายรำ หากคาดไม่ผิดหญิงงามจะอาศัยช่วงที่ตนเองร่ายรำในเพลงที่สอง โปรยพิษอาบสุราลืมเลือน

            พิษนี้ถูกปรุงขึ้นมาพิเศษยากที่คนทั่วไปจะหาทางถอน มันไร้สีก็จริง แต่กลิ่นหอมราวกับบุปผชาติหากอยู่บนตัวสตรีจะไม่ผิดสังเกต ออกฤทธิ์ร่วมกับสุราหากไม่ใช่สุราจะไม่เกิดผลทางพิษ หลังดื่มร่วมกับสุราไปแล้วหนึ่งเค่อแรกจะเกิดภาพหลอน จากนั้นก็หมดสติ รออีกเจ็ดวันก็ตาย

            "คุณหนู"

            หลินหลานหรูเงยหน้าขึ้นมองเฉิงอิ้นทว่าหลินหลานหรูไม่ได้พูดอะไรก็รีบกลับไปที่ห้องจัดงานเลี้ยงโดยมีเฉิงอิ้นตามมาด้วย เป็นช่วงที่จื่อเหวินร่ายรำจบเพลงพอดี แต่ในห้องกลับมีคนอยู่ไม่ครบ

            ก่อนหน้านั้นหลินหลานหรูเข้าไปใกล้มากไม่ได้มุมที่นางเห็นจากด้านนอกจึงมีแค่องค์ชายรัชทายาทกับเสวี่ยเฟิ่งเท่านั้น

            ตอนนี้เสวี่ยเฟิ่งหายไปแล้ว!

            ทันใดนั้นองค์รัชทายาทลุกขึ้นยืนปรบมือกล่าวคำชื่นชมให้จื่อเหวิน เขาเพิ่งพูดไปสองประโยคก็ล้มหมดสติทั้งห้องเกิดความโกลาหล

            หลินหลานหรูรีบสั่งความกับเฉิงอิ้น"ตามหาตัวเสวี่ยเฟิ่งให้ข้า เกรงว่าเขาจะถูกแผนลวงให้ออกไปข้างนอกแล้ว"

            เฉิงอิ้นรับคำ

            เมื่อหลินหลานหรูหันกลับเข้ามาในห้องจัดงานเลี้ยงอีกครั้งองค์ชายรองชักกระบี่อ่อนจ่อที่คอของจื่อเหวินอย่างรวดเร็ว

            เรื่องนี้หลินหลานหรูไม่แปลกใจเจิ้งเสวี่ยหมิงน่าจะรู้เบื้องหลังของจื่อเหวินนานแล้ว

            ดังนั้นคนที่อยู่ในห้องโถงจึงตกใจแตกตื่นองค์ชายสามสั่งให้ทหารคุมตัวพวกเขาทั้งหมดไว้รอสอบสวนอีกห้องโถงหนึ่งส่วนจ้าวมู่อวิ๋นกับหลินหลงอวี้ช่วยกันดูอาการขององค์รัชทายาท

            หลินหลงอวี้ใช้ปลายนิ้วสัมผัสเศษผงบนโต๊ะกลิ่นของมันหอมฉุนมาก "กลิ่นหอมเช่นนี้ คงเป็นพิษอาบสุราลืมเลือน"

            หลินหลงอวี้เป็นคนเดียวในกลุ่มที่เชี่ยวชาญเรื่องพิษตั้งแต่หลินหลานหรูน้องสาวของเขาเกิดมา เขาก็เป็นหนึ่งคนที่ถูกนางใช้ให้ทดลองพิษดังนั้นร้อยพิษจึงไม่อาจกล้ำกราย ภายหลังคิดถึงหลินหลานหรูจึงหยิบตำราหมื่นพิษจากหีบสัมภาระของนางออกมาอ่านบ่อยๆ

            ส่วนจ้าวมู่อวิ๋นนั้นคุ้นเคยกับพวกสายลับ ย่อมสามารถแย่งออกว่าพิษนี้มาจากคนกลุ่มใด"พิษอาบสุราลืมเลือนมีแต่สายลับพรรคมารที่เรียกตนเองว่าผีราตรีเท่านั้นที่ใช้"

            พริบตาเดียวภายในห้องโถงก็เหลืออยู่เพียงไม่กี่คนเนื่องจากถูกทหารคุมตัวออกไปแล้ว

            แม้แต่หลินหลานหรูก็ไม่อาจอยู่นานนางเดินจากมา แต่ไม่ได้ไปไหนไกล หามุมมืดแอบฟังความเคลื่อนไหวด้านใน

            จื่อเหวินเชิดหน้ายืนนิ่งนัยน์ตากลมโตกลับวูบไหวไม่มั่นคง

            องค์ชายรองยิ่งกดเสียงต่ำขู่ให้นางส่งยาถอนพิษออกมา

            "มู่อวิ๋น พิษนี้ร้ายแรงหรือไม่หากเซียงอี๋ตายขึ้นมา เกรงจะมิอาจหยุดสงครามระหว่างแคว้นได้แล้ว"องค์ชายสามมีสีหน้าเคร่งขรึมเล็กน้อย แม้แต่ตัวเขาก็จะพลอยถูกเสด็จพ่อตำหนิไปด้วย

            "หากไม่ได้ยาถอนพิษภายในเจ็ดวันเกรงจะรักษาชีวิตไว้ไม่ได้"

            หลินหลงอวี้พลันคิดถึงน้องสาวขึ้นมาหากเป็นนาง คงถอนพิษนี้ได้ไม่ยาก เสียดายที่เขาไม่รู้ว่าตอนนี้นางอยู่ที่ใดจึงจนใจจะเอ่ยให้ความหวังว่ายังมีทางออก

            "ข้าไม่มียาถอนพิษ!" ยามนี้จื่อเหวินตระหนักได้เป็นอย่างดีหากนางคิดปฏิเสธก็ไม่ช่วยอะไร ในเมื่อบนตัวของนางมีกลิ่นหอมของพิษนี้อยู่เพียงแต่ไม่คิดว่าในจำนวนบุรุษเหล่านี้จะมีคนที่คุ้นเคยกับพิษของพรรคมารถึงสองคน

            "เจ้า!"เส้นเลือดบนหลังมือขององค์ชายรองนูนขึ้นเป็นรอยเขียว ไฟโทสะในใจกำลังพวยพุ่งองค์รัชทายาทคือสหายของเขายิ่งได้ยินว่าเหลือเวลาอีกเจ็ดวันหากไม่ได้ยาถอนพิษก็จะตายจะให้เขาทนใจเย็นได้อย่างไร ที่อดกลั้นไม่เด็ดศีรษะสตรีนางนี้ก็เกินพอแล้ว

            "เดิมทีสายลับพวกนี้มีไว้เพื่อทำภารกิจสังหารคนจะพกยาถอนพิษได้อย่างไร" จ้าวมู่อวิ๋นพูด กล่าวอีกว่า"ต่อให้ทรมานนางจนตายก็ไม่ได้ยาถอนพิษ"

            หลินหลงอวี้จึงลูกขึ้นยืน"ในแคว้นตู๋ฝางมีหมอพิษอยู่หลายคนที่มีความสามารถเรื่องพิษพิสดารกระหม่อมพอจะรู้จักที่อยู่ของเขาหากส่งคนออกไปเชิญตอนนี้ เกรงว่าจะกลับมาทันก่อนวันที่เจ็ดพ่ะย่ะค่ะ"

            "ทหาร! ส่งคนออกไปตามหมอพิสดารผู้นั้นมา!"องค์ชายรองตะโกนสั่ง กระบี่อ่อนในมือกดลึกบนลำคอจื่อเหวินข้ารับใช้ต่างไม่เคยเห็นองค์ชายรองเดือดดาลเช่นนี้มาก่อน จึงยิ่งสั่นผวาแม้แต่จื่อเหวินยังเผลอขบริมฝีปากที่สั่นระริก

            เจิ้งเสวี่ยหมิงมีสีหน้าดำมืดเค้นคำพูดว่า "ในเมื่อนางไร้ประโยชน์เช่นนี้ ก็ให้ฆ่าทิ้งซะ!"

            จื่อเหวินผงะได้ยินจ้าวมู่อวิ๋นพูดเสริม "สายลับล้วงข้อมูลอะไรไม่ได้อยู่แล้วทรมานไปก็เสียสุขภาพจิต หากองค์ชายรองอยากฆ่าทิ้ง กระหม่อมก็ไม่ขัดพ่ะย่ะค่ะ"

            ในห้องโถงยังมีคณะทูตที่ติดตามมาพร้อมกับองค์รัชทายาทอยู่หลายคนคนหนึ่งไม่เห็นด้วย เขาแสดงเจตจำนงว่าต้องการตัวสายลับนางนี้ไปสอบสวนเองแต่เหมือนองค์ชายรองจะไม่ได้ยิน

            จื่อเหวินไม่ใช่สายลับที่ถูกฝึกมาให้พร้อมฆ่าตัวตายเพื่อเสียสละนางเป็นสายลับระดับสูง มีหรือจะยอมตาย หากจะเผยข้อมูลลับเพื่อใช้ต่อรองขอชีวิตเช่นนั้นนางจะกลายเป็นคนทรยศพรรคทันที ท้ายที่สุดก็ถูกตามล่า

            ด้วยเหตุนี้จื่อเหวินจึงร้องขึ้นว่า "ช่วยข้า! แล้วข้าจะบอกว่าคนรักเจ้าอยู่ที่ใด!"

            หลินหลานหรูแอบฟังอยู่จื่อเหวินจนหนทางแล้ว

            ความจริงนั้นหลินหลานหรูไม่จำเป็นต้องรอให้จื่อเหวินใช้เรื่องนี้มาต่อรองกับนางในเมื่อจื่อเหวินพูดเช่นนี้ ก็เป็นที่แน่ชัดว่าเสวี่ยเฟิ่งไม่ปลอดภัย

            ในใจหลินหลานหรูคิดว่า...เจ้าคิดไม่ซื่อกับข้าก่อนเหตุใดข้าต้องช่วยเจ้า นิ้วเท้าเป็นของข้า ข้าย่อมรักษาไว้ได้อยู่แล้ว

            หลินหลานหรูไม่มีความลังเลหากนางปรากฏตัว ก็ไม่แน่ว่าจะช่วยหญิงงามได้

            ทันทีที่จื่อเหวินเปิดปากพูดก็กลายเป็นคนคิดการไม่รอบคอบแล้วนางถูกองค์ชายรองตวัดกระบี่สังหารทันที

            ทูตจากแคว้นตู๋ฝางบริภาษองค์ชายรองชุดใหญ่ใช้มืออังที่จมูกจื่อเหวินก็พบว่าตายแล้ว ยิ่งโกรธเคืองจนยากจะระงับ

            เจิ้งเสวี่ยหมิงตวัดตาแข็งกร้าวมองทูตชราทั้งหลายเมื่อคนทั้งหลายเงียบแล้วเขาถึงเริ่มสั่งการให้ทหารปิดล้อมคฤหาสน์สกุลซือเพื่อทำการตรวจค้นจับทุกคนที่คิดว่าน่าสงสัย

            สิ่งที่สายลับนางนี้พูดไว้ก่อนตายพรรคพวกของนางคงยังอยู่ในพื้นที่คฤหาสน์สกุลซืออย่างแน่นอน

            ก่อนหน้านั้นเสวี่ยเฟิ่งบอกกับเจิ้งเสวี่ยหมิงว่ามีสายลับสองคนเช่นนั้นคงไม่ผิดตัว จึงพูดว่า "ตามจับสาวใช้ที่ชื่อเสี่ยวหลันมา!"

            จ้าวมู่อวิ๋นชะงักลูกน้องของเขาเคยรายงานเรื่องของสตรีสองนางนี้ทั้งยังบอกว่าองค์ชายหกให้ความสนิทสนมกับสาวใช้นางนี้เป็นพิเศษจากนั้นภาพจำในหัวจ้าวมู่อวิ๋นก็ผุดเรื่องสายลับที่โผล่มาช่วยเสวี่ยเฟิ่งในคืนนั้นซึ่งลักษณะตรงตามที่คนสนิทของเขารายงานไว้ทุกอย่าง

            นางก็คือสาวใช้จื่อเหวินที่ชื่อเสี่ยวหลัน

            จ้าวมู่อวิ๋นเผลอกำหมัดแน่นทั้งสองมือพอรู้ตัวก็คลายมือออก ไพล่คิดไปว่า ไม่แน่เรื่องการสังหารในคืนนี้องค์ชายหกอาจมีส่วนรู้เห็น แต่ไม่อาจพูดโดยไร้หลักฐานได้มิเช่นนั้นอาจกลายเป็นการใส่ความ เพราะองค์ชายทั้งสองพระองค์ที่อยู่ในนี้ไม่ว่าเรื่องใดก็ขัดแย้งกันทุกอย่างทว่ามีเรื่องเดียวที่ปรองดองกันได้และมีความรู้สึกแบบเดียวกันคือ 'รักน้องชาย'

            กล่าวว่าองค์ชายสามเลี้ยงดูองค์ชายหกมาตั้งแต่เกิดจนอีกฝ่ายอายุสี่ขวบถึงถูกส่งออกจากวังระหว่างนั้นองค์ชายสามได้ส่งจดหมายติดต่อกับน้องชายมาตลอด

            ส่วนองค์ชายรองอยู่ที่ทัพทหารสกุลเย่า รับช่วงต่อเลี้ยงดูองค์ชายหกอย่างดีเช่นกันอยู่ในค่ายทหารร่วมทุกร่วมสุขกันมาถึงหกปีต่อมาองค์ชายรองถึงถูกเรียกตัวกลับเมืองหลวง

            หลังเสวี่ยเฟิ่งกลับมาเมืองหลวงก็ไปๆ มาๆ ระหว่างตำหนักของพี่ชายทั้งสอง ไม่เคยละเลยใครแม้สักคน

            แก้วตาดวงใจนี้จ้าวมู่อวิ๋นไม่สามารถแตะต้องได้จริงๆ

            จ้าวมู่อวิ๋นหันสายตาไปมองศพของจื่อเหวินจับคอเสื้อพลิกเปิดไปมา ดูก็เห็นหมายเลขตรงไหล่ซ้าย...

            องค์ชายสามเหลือบมองตัวเลขนั้นเช่นกันนึกไปถึงแววตาเสวี่ยเฟิ่งที่จับจ้องจื่อเหวิน จากนั้นเพิ่งจะเอะใจว่าน้องหกหายไป!

             

            บนถนนทิศใต้

            หลินหลานหรูควบม้าวิ่งประหนึ่งพายุมุ่งสู่สะพานข้ามแม่น้ำเป่ยโหว

            นางจำได้ว่าตอนที่ออกมาจากพิภพร้อยสังเวียนถัดจากสะพานไปไม่ไกลค่อนข้างมีที่ลับตาคนอยู่มากเนื่องจากแถบนี้ทุกปีจะมีคลื่นน้ำสูงผู้คนที่เคยอยู่อาศัยจึงได้ย้ายที่อยู่ขึ้นทางเหนือของเมืองเป็นส่วนมากบริเวณนี้บ้านเรือนจึงถูกทิ้งร้างอีกทั้งยังได้ยินว่าทางการจะทำการรื้อถอนเพื่อสร้างเขื่อน

            ส่วนหนึ่งได้ดำเนินการสร้างไปแล้วทว่าพื้นที่ใกล้สะพานยังไม่ทันรื้อถอน

            หากหมายเลขหนึ่งตั้งใจล่อหลินหลานหรูออกมาจริงจะต้องเลือกสถานที่ที่ไม่มีคนของพรรคพบเห็น และจะยังไม่ฆ่าเสวี่ยเฟิ่งทันทีทว่าสภาพของเสวี่ยเฟิ่งที่นางเห็นตอนนี้กลับไม่ได้อยู่ในความคาดหมายของนางแม้แต่น้อย

            ภาพชายหนุ่มนั่งบนพื้นบันไดพิงหลังกับต้นเสาหน้าอาคารไม้เก่ามือซ้ายกุมต้นแขนขวาที่มีเลือดอาบแขนเสื้อ แต่ว่าเลือดหยุดไหลไปแล้ว

            หมายเลขหนึ่งถึงกับใช้วิธีทรมานคน!เห็นได้ชัดว่าต้องการแก้แค้นหลินหลานหรู เริ่มจากการรีดเลือดออกจากตัวให้หมด

            บัดซบนัก!

            หลินหลานหรูไม่ทันชะลอฝีเท้าม้าก็พลิกตัวลงจากหลังม้าอย่างรวดเร็วนางแทบถลาเข้าไปหาชายหนุ่ม ทว่ากลับหยุดนิ่ง ห่างจากเขาเพียงสองจั้ง

            จู่ๆ นางก็รู้สึกหวั่นกลัวขึ้นมาคนที่นางเห็นตรงหน้ามีแต่บาดแผลเต็มร่างกาย เขาก้มหน้า บนพื้นมีกองเลือดกองใหญ่ไม่มีเลือดไหลก็หมายความว่า

            ...หัวใจได้หยุดเต้นแล้ว

            หลินหลานหรูสั่นไปทั้งร่างขบริมฝีปากพลางหลับตาลงอย่างอดกลั้น สุดท้ายนางก็ทนไม่ไหวกรีดร้องอย่างโกรธแค้นระคนเจ็บปวดออกมา เข่าทั้งสองทรุดลงพื้นดินราวกับถูกกระชากทิ้งไปทั้งจิตวิญญาณ

            "โฮ? เจ้ามาช้าไป จะโทษข้าที่พลั้งลงมือหนักไม่ได้"หมายเลขหนึ่งเดินออกมาจากตัวอาคารด้านใน หยุดยืนข้างๆ เสวี่ยเฟิ่ง ก่อนพูดว่า"ไม่คิดว่าเขาจะทนรอเจ้ามาถึงไม่ได้ไหนเลยจะรู้ว่าก่อนหน้านั้นเขาก็บาดเจ็บอยู่แล้วข้าถึงได้ลงมือจัดการได้อย่างง่ายดาย จะโทษคงต้องโทษเจ้าที่มาช้า"

            หลินหลานหรูเงยหน้าขึ้นเห็นหมายเลขหนึ่งใช้มือซ้ายผลักไหล่ขวาเสวี่ยเฟิ่งเบาๆ เขาก็ล้มลงไปนอนบนพื้นหลินหลานหรูปวดหนึบในใจอย่างสาหัส นั่นคนรักของนาง

            "เจ้าฆ่าเขา!"ดวงตาของนางมีแต่ความรวดร้าวแฝงอยู่ในประกายโทสะที่กำลังลุกโชนมีดในมือจมลึกลงพื้นดิน กัดฟันกลั้นน้ำตา"ข้าน่าจะฆ่าเจ้าให้ตายตั้งแต่วันนั้น!"

            สุดท้ายคนที่ข้ารักก็ตายด้วยน้ำมือคนที่ข้าไว้ชีวิต...ไม่มีอะไรน่าแค้นใจไปมากกว่านี้อีกแล้ว...เป็นความผิดของข้าหรือ

            "ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้เจ้าใจอ่อนคิดอยากจะเป็นคนดีก็ต้องยอมรับเรื่องเช่นนี้ให้ได้" หมายเลขหนึ่งยิ้มเยาะสะใจเหลือประมาณ ไม่คิดว่าหลินหลานหรูจะมีสภาพน่าเวทนาเช่นนี้ได้

            ยิ่งคนตกต่ำยิ่งอยากถมซ้ำ

            หลินหลานหรูได้ยินแล้วก็กรีดร้องเจียนคลั่งนางไม่อยากเห็นรอยยิ้มน่ารังเกียจของสตรีนางนี้อีกแล้วหากไม่ฆ่าหมายเลขหนึ่งให้ตายวันนี้ นางจะไม่ขอเป็นคนอยู่แล้ว!

            ไม่พูดให้มากความรอบตัวหลินหลานหรูเต็มไปด้วยไอมารนางสะบัดมีดเข้าฟาดฟันกับหมายเลขหนึ่งราวกับคนไร้สติ

            หมายเลขหนึ่งที่ลอบฝึกวิชามารยามนี้แข็งแกร่งไม่แพ้หลินหลานหรูการต่อสู้นี้จึงเจ็บปวดทั้งยังสะบักสะบอมกันไปทั้งสองฝ่าย

            หลินหลานหรูปวดในใจมากกว่าบาดแผลที่ได้รับทางร่างกายนี้หลายเท่านักแรงที่ส่งออกไป หมายเลขหนึ่งตั้งรับไม่ไหวอาคารบ้านร้างในแถบนั้นพังระเนระนาดไม่มีชิ้นดี

            หลินหลานหรูกราดฝ่าไปที่ไหนก็พังที่นั่นซัดพลังมารจนรอบทิศวอดวาย

            เสียงดังโครมครืนเป็นหลังคาอาคารหลังที่สิบแปดพังครืนลงมาทับหมายเลขหนึ่ง กระนั้นก็ยังไม่สาแก่ใจของหลินหลานหรูนางจับข้อเท้าหมายเลขหนึ่งลากอีกฝ่ายมาตรงอาคารหลังที่เสวี่ยเฟิ่งอยู่

            หลินหลานหรูไม่ได้เข้าใกล้ชายหนุ่มเช่นเดิมนางรู้สึกทนรับความจริงเรื่องนี้ไม่ได้

            ปล่อยหมายเลขหนึ่งที่มีสภาพหมดสติใกล้ตายอยู่รอมร่อไว้ด้านหลัง จากนั้นก็ทิ้งตัวคุกเข่าร้องไห้จะขาดใจ

            น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าร่วงลงพื้นดิน

            เงยหน้าขึ้นมาก็เห็นเพียงใบหน้าขาวซีดของเสวี่ยเฟิ่งตอกย้ำให้นางรู้ว่าเขาตายแล้ว

            โลกใบนี้ช่างน่ารังเกียจนักเดิมนางคิดว่าหากไม่มีเขาแล้วนางจะอยู่ได้ จะมีชีวิตอยู่แทนเขาได้ ทว่า...ไม่เลย!

            นั่นมันก็แค่ความคิดสวยหรูที่เทียบกับความจริงแล้ว ทั้งดวงตาแทบมองไม่เห็นสิ่งใด

            ข้าไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อแล้วยิ่งข้ารู้ว่าไม่มีทางหาเจ้าเจอได้อีกบนโลกใบนี้ มันก็ยิ่งเจ็บปวดจนทนไหว

            หลินหลานหรูไม่มีน้ำตาไหลอีกแล้วรอบตัวของนางมีแต่ความว่างเปล่า "เช่นนั้นก็ให้ข้าตายไปพร้อมกับท่านเถอะ"

            มีดในมือหลินหลานหรูยกสูงขึ้นหมายจะปลิดชีพตัวเองขณะที่หมายเลขหนึ่งด้านหลังเค้นพลังชีวิตหยดสุดท้ายที่แสนน้อยนิดออกมาได้แรกกับจิตวิญญาณที่อาจแตกดับเพื่อให้ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง

            อีกฝ่ายลุกขึ้นยืนเงียบๆเงื้อมีดเหนือศีรษะหลินหลานหรู

            ยามนี้หลินหลานหรูตั้งใจจะตายจึงไม่สนว่ารอบข้างเกิดอะไรขึ้น ขอแค่นางตาย เป้าหมายก็นับว่าสำเร็จ

            หลินหลานหรูหลับตาลงรู้สึกว่าในใจสุขสงบที่สุด

            หมายเลขหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังทั้งร่างดุจผีดิบที่ฟื้นจากนรกภูมิ ประกายมีดในมือสะท้อนแสงปัดผ่านใบหน้าของเสวี่ยเฟิ่ง

            หลินหลานหรูรับรู้ได้ถึงลมที่แผ่วมาจากด้านหลังเป็นมีดของหมายเลขหนึ่งที่แทงลงมา

            จากนั้นก็ได้ยินเสียงปัง!ดังลั่นไปทั้งแถบพื้นที่รกร้าง เป็นเสียงกัมปนาทที่พาให้คนตกใจจนขวัญผวามิต่างจากสายฟ้าที่ฟาดกลางพายุ

            แม้แต่หลินหลานหรูยังสะดุ้งตกใจนางลืมตาขึ้น

            หมายเลขหนึ่งที่ด้านหลังถึงกับทรุดตัวหงายเนื่องจากบางสิ่งบางอย่างฝังลึกกลางหน้าผาก

            หลินหลานหรูมองเสวี่ยเฟิ่งด้วยสีหน้าตกตะลึงขณะเดียวกันนางก็หวาดกลัวเขาอย่างมาก

             

    คล้ายกับเรื่องนิสัยข้าเปลี่ยนยาก ที่คุณอ่าน