บทที่18
ท่านต้องดูแลข้าให้ดี
“ย่อมไม่ใช่วิชาลับของตระกูลเซี่ยหรอก...”เซี่ยอันอวี่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงมั่นคง สายตาหลบเล็กน้อยก่อนจะรีบเสริมต่อทันที “แต่ว่าเป็ของฝั่งท่านแม่ข้าต่างหาก”
คำพูดนั้นทำให้หนานกงจิ่นอวี่ยังคงหรี่ตาลงอย่างจับสังเกตใบหน้าของเขาเรียบนิ่ง แต่แววตากลับลึกซึ้งดั่งพยายามมองทะลุความจริงบางอย่าง
เซี่ยอันอวี่รู้ตัวทันทีว่าหากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อนางอาจถูกกดดันให้เปิดเผยมากเกินไป จึงรีบยื่นก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับส่งยิ้มที่ดูเหมือนจะไร้พิษภัย
“เื่นั้น...ก็ช่างเถอะเ้าค่ะ”นางแกล้งหัวเราะเบา ๆ กลบเกลื่อน “นี่เป็ความสามารถพิเศษที่ถ่ายทอดมาเฉพาะทางฝั่งมารดาข้าเท่านั้นคนอื่นน่ะใช้ไม่ได้หรอก”
“แต่ว่า...ข้าเป็ภรรยาของท่านนะ”นางเอียงหน้าพลางฉีกยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อยเสียงที่เปล่งออกมาแฝงความเ้าเล่ห์อยู่จาง ๆ
“เพราะแบบนั้นเราสองคนก็ถือว่าเป็ครอบครัวเดียวกันแล้วใช่ไหม?”
“ท่านดูแลข้าให้ดีส่วนข้า...ก็จะมอบเสบียงอาหารให้ท่านเป็การตอบแทน เป็อย่างไร? ผลประโยชน์ร่วมกัน ท่านได้ ข้าก็ได้ ไม่มีผู้ใดเสียเปรียบเลยสักคนเดียว”
หนานกงจิ่นอวี่ส่งเสียงในลำคอดัง “หืม...อ๋อ งั้นหรือ?” น้ำเสียงของเขาฟังดูเหมือนยังไม่ปักใจเชื่อทั้งหมดแต่ก็ไม่ได้แสดงออกว่าจะคัดค้านเช่นกัน
เซี่ยอันอวี่รีบพยักหน้ารัว ๆ อย่างเอาใจ “ต้องเป็เช่นนั้นอยู่แล้ว!”
จากนั้นก็ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือนางรีบเปลี่ยนเื่อย่างคล่องแคล่วแล้วเข้าประเด็นทันที
“เอาล่ะ...กลับมาเข้าเื่สำคัญก่อนดีกว่า ถ้าท่านมีเมล็ดผักเพิ่มข้าสามารถช่วยเพาะปลูกให้ได้ วันหนึ่งสามารถทำให้มันเติบโตถึงสามร้อยเมล็ดเลยนะ”
นางกล่าวด้วยแววตาเป็ประกายมือหนึ่งยกขึ้นวางบนอกตนเองอย่างภูมิใจน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นราวกับนักต่อรองที่มากประสบการณ์พร้อมมอบความหวังให้กับดินแดนที่แห้งแล้งนี้อย่างแท้จริง
เพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะย้อนกลับไปซักถามถึงเื่ “ความสามารถพิเศษ” อันลึกลับที่นางเองก็ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุเซี่ยอันอวี่ที่เพียงแค่รับบท “คนมีบุญ” ในเหตุการณ์นั้นจึงรีบชักแม่น้ำทั้งห้าพลางเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างรวดเร็ว
“สามร้อยเมล็ด?”หนานกงจิ่นอวี่ทวนคำด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ
“ใช่เลย! สามร้อยเมล็ด”เซี่ยอันอวี่พยักหน้ารัวดวงตาเป็ประกายราวกับจะกลบเกลื่อนความร้อนรนที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่
นางไม่รอให้คู่สนทนามีเวลาไตร่ตรองมากนักรีบโพล่งขึ้นด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
“พูดถึงเื่นั้นท่านนำเมล็ดพันธุ์พวกนั้นมามากน้อยเพียงใดหรือ?” น้ำเสียงของนางเปลี่ยนเป็เจือความใคร่รู้จริงจัง
นางจำเป็ต้องรู้เพราะตอนนี้เซี่ยอันอวี่ตระหนักดีว่าพลังของมู่ซาน เ้ามนุษย์จิ๋วผู้นั้นแม้จะมหัศจรรย์ปานใดก็ยังต้องอาศัย "เมล็ดพืช"เป็วัตถุดิบเริ่มต้น หากไม่มีเมล็ด ก็ไม่มีพืชผลแม้พลังวิเศษจะยิ่งใหญ่แค่ไหน ก็เปล่าประโยชน์หากขาดปัจจัยพื้นฐานนี้
ในโลกเดิมที่นางเคยอยู่การซื้อหาเมล็ดพันธุ์เป็เื่ง่ายดายดั่งปลายนิ้วัั แต่ในดินแดนฮั่วโจวที่มีทะเลทรายครอบคลุมถึงแปดส่วนของผืนแผ่นดินเหลือเพียงเศษเสี้ยวที่เป็พื้นดินจริง และยิ่งไปกว่านั้น ทั้งดินแดนยังมีเพียงเมืองกู่หลิงซาเป็จุดอยู่อาศัยสำคัญเพียงแห่งเดียว…
การจะหาเมล็ดพืชมาปลูกได้ในที่เช่นนี้นับว่าแทบเป็ไปไม่ได้เลย
ความหวังเดียวของนางตอนนี้...จึงอยู่ที่เมล็ดพืชที่หนานกงจิ่นอวี่ขนติดตัวมาจากต้าหลิงในระหว่างเดินทางมา
“เยอะมาก” หนานกงจิ่นอวี่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแต่เรียบง่ายแววตาฉายแววครุ่นคิด เขาไม่ได้กล่าวอย่างโอ้อวด ทว่าฟังดูมั่นใจ
เซี่ยอันอวี่แสดงสีหน้าสนอกสนใจอย่างเห็นได้ชัดนางโน้มตัวไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอยากรู้อยากเห็น
“เยอะมาก...ขนาดไหนหรือ?”
หนานกงจิ่นอวี่เลิกคิ้วมองนางก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เจือแววขันเล็กน้อย “รู้แค่ว่าเยอะมาก ข้าคงไม่ได้นั่งนับเป็จำนวนเมล็ดให้เ้าดูหรอกกระมัง”
เขาพลางถอนหายใจเบา ๆ และอธิบายต่อ “เพราะตั้งใจจะลองเพาะปลูกพืชหลายชนิดในดินแดนนี้ข้าจึงให้คนเตรียมเมล็ดพันธุ์มาหลายถุงมาก เผื่อไว้ทุกกรณี”
เซี่ยอันอวี่พอได้ยินดังนั้นก็นึกโล่งใจขึ้นมาไม่น้อยอย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีเมล็ดให้มู่ซานเร่งการเจริญเติบโต และต่อไปหากมู่ซานสามารถพัฒนาระดับพลังได้มากพอ บางที...บางทีเ้ามนุษย์จิ๋วผู้นั้นอาจจะสามารถทำให้พืชที่โตเต็มที่สามารถสร้างเมล็ดพันธุ์ได้ด้วยตัวมันเองก็เป็ได้
‘ต้องลองถามดูสักครั้ง’นางคิดในใจ
ทว่าไม่ทันที่ความคิดนั้นจะจบหนานกงจิ่นอวี่กลับเป็ฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงเงียบขรึม
“เ้า้าสิ่งใดตอบแทนหรือไม่?”
เซี่ยอันอวี่ที่กำลังตกอยู่ในห้วงความคิดสะดุ้งน้อยๆ รีบหันกลับมามองเขา ใบหน้านางปรากฏแววประหลาดใจชัดเจน
นางหัวเราะกลบเกลื่อนพร้อมกล่าว
“พูดอะไรเช่นนั้น...พวกเราเป็สามีภรรยากันนะ ท่านแค่ดูแลข้าให้ดีอย่าให้ข้าตายแบบไม่รู้ตัวอีกก็พอแล้ว”
ขณะพูดนางยกมือขึ้นทำท่าปาดคอตัวเองอย่างประชดประชันเล็กน้อย พลางนึกถึงเหตุการณ์ในวันแรกที่เดินทางมาถึงเมืองนี้แล้วเกือบจะสิ้นใจ
หนานกงจิ่นอวี่มองนางครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยความจริงจัง
“ที่จริง...เื่ลอบสังหารนั้น ไม่ใช่เื่ของเ้าเสียทีเดียว”
คำพูดนั้นทำให้เซี่ยอันอวี่เงียบลงทันทีดวงตากลมโตของนางเบิกเล็กน้อยอย่างไม่แน่ใจ ก่อนจะถามออกมาเบา ๆ ด้วยความลังเล
“หมายความว่าอย่างไร?หรือว่าผู้ที่อยู่เื้ั... ้าเล่นงานท่าน?”
หนานกงจิ่นอวี่พยักหน้า แล้วกล่าวต่อ
“เป้าหมายของแผนการนั้นคือข้าเพียงแต่เ้า... ถูกใช้เป็หมากเบี้ยที่พร้อมสละได้เท่านั้น”
คำพูดนั้น แม้จะราบเรียบแต่ก็หนาวเย็นราวกับลมทะเลทรายยามค่ำคืนพัดผ่านหัวใจของเซี่ยอันอวี่นางเงียบไปเล็กน้อย ก่อนจะกลืนน้ำลายลงคอ แล้วรวบรวมความกล้าเอ่ยขึ้น
“แล้ว...เป็ฝีมือของผู้ใด?”