บนทวีปอาธรีาเซีย ผู้คนจำนวนมากใช้ชีวิตอยู่บนคมอาวุธ
ยามรุ่งเช้า เด็กบางคนตื่นมาพร้อมเสียงตีเหล็กจากโรงตีดาบ ขณะที่อีกเมืองหนึ่ง นักล่าสัตว์อสูรกำลังลากเขี้ยวขนาดเท่าแขนคนกลับเข้าประตูเมือง
บนเส้นทางการค้า เกวียนสินค้าหลายสายเคลื่อนผ่านป่า ูเา และซากโบราณที่แม้แต่แสงอาทิตย์ยังไม่กล้าส่องถึง
บางคนถือดาบเพื่อชื่อเสียง
บางคนถือหอกเพื่อสมบัติ
บางคนถือคทาเพื่อสมุนไพรเพียงต้นเดียว
คนเ่าั้ถูกเรียกว่า “นักผจญภัย”
แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ออกเดินทางเพื่อให้ชื่อของตนถูกจดจำมีอีกกลุ่มหนึ่งที่ออกเดินทางเพื่อให้คนอื่นได้กลับบ้าน
พวกเขาถือดาบเพื่อให้เกวียนสินค้าไปถึงปลายทางถือโล่เพื่อให้พ่อค้าได้กอดลูกอีกครั้ง
คนเ่าั้คือ “ทหารรับจ้าง”
บนถนนดินสายหนึ่งที่ทอดยาวออกจากเมืองลินด์เดลไปสู่หมู่บ้านชายป่า ขบวนเกวียนสินค้าขนาดเล็กกำลังเคลื่อนตัวไปอย่างช้า ๆ ท่ามกลางแสงแดดยามสายที่สาดผ่านยอดไม้ลงมาเป็ลำ
ล้อไม้บดไปบนพื้นถนนจนเกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าดสม่ำเสมอ กลิ่นดินชื้นหลังน้ำค้างยามเช้าปะปนกับกลิ่นผักสด เมล็ดพันธุ์ และกระสอบข้าวจากเมืองลินด์เดล เมืองซึ่งขึ้นชื่อว่าผืนดินได้รับพรจากเทพแห่งการเพาะปลูก
เกวียนทั้งสามคันบรรทุกทุกอย่างั้แ่เมล็ดพันธุ์ ผักหัว ไปจนถึงเครื่องมือทำกินของคนชายป่าของธรรมดาที่ไม่มีนักเล่านิทานคนใดสนใจ
ภารกิจนี้ไม่ใช่งานใหญ่สำหรับสมาคมทหารรับจ้าง
ไม่ใช่งานที่นักเล่านิทานจะหยิบไปขับร้อง
ไม่ใช่งานที่ผู้คนในเมืองจะยืนรอปรบมือเมื่อกลับมา
แต่สำหรับกลุ่มทหารรับจ้างหน้าใหม่กลุ่มหนึ่ง นี่คือภารกิจที่สำคัญยิ่งกว่าผลงานใด ๆ ที่พวกเขาเคยทำมา
“ตั้งสติไว้ให้ดี นี่คือภารกิจแรกหลังจากพวกเราจดทะเบียนกลุ่มสำเร็จ อย่าให้ใครมาดูถูกชื่อของพวกเราได้เด็ดขาด!”
เสียงหนักแน่นของชายร่างใหญ่ดังขึ้นด้านหน้าขบวนเกวียน เ้าของเสียงเป็ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่กำยำจนเสื้อหนังที่สวมอยู่ดูเหมือนจะร้องขอชีวิตอยู่ทุกครั้งที่เขาขยับแขน กล้ามเนื้อทั่วร่างแ่าราวกับถูกปั้นจากหิน ผมสีขาวของเขามีหน้าม้าสีเขียวสว่างตัดลงมาตรงกลางหน้าผากอย่างโดดเด่นเกินกว่าจะมองข้ามได้
บนบ่าของเขาพาดขวานด้ามโตที่ใหญ่พอจะทำให้คนธรรมดาต้องใช้สองมือแบก แต่สำหรับชายผู้นี้ มันกลับดูเหมือนเครื่องมือเกษตรชิ้นหนึ่งมากกว่าอาวุธหนัก
เขามีนามว่า ไดกอน
หัวหน้ากลุ่มทหารรับจ้างหน้าใหม่ที่เพิ่งได้รับสิทธิ์รับงานคุ้มกันเต็มรูปแบบ หลังจากเขาทะลวงเข้าสู่ ขอบเขตแก่นแท้ ได้สำเร็จเมื่อไม่นานมานี้
สำหรับยอดฝีมือในเมืองใหญ่ ขอบเขตแก่นแท้อาจเป็เพียงบันได่ต้นของเส้นทางอันยาวไกล แต่สำหรับกลุ่มหน้าใหม่ที่เกิดจากค่ายฝึกของสมาคมทหารรับจ้าง มันคือใบผ่านทางสำคัญที่ทำให้พวกเขาเลิกถูกส่งไปเฝ้าโกดัง ไล่สุนัขป่าจากไร่หัวไชเท้า หรือยืนคุมทางเข้าตลาดตอนเทศกาลเก็บเกี่ยวเสียที
“ใช่ อย่าให้ใครมาดูถูกชื่อกลุ่มของเราได้เด็ดขาด” ชายร่างผอมบางที่เดินอยู่ด้านข้างเกวียนเอ่ยเสียงเรียบ ดวงตาของเขากวาดมองสองข้างทางไม่หยุด มือหนึ่งจับคันธนู ส่วนอีกมือแตะลูกศรบนหลังด้วยความเคยชิน “แต่ถ้าจะให้พูดตามตรง ชื่อกลุ่มของเราก็ดูถูกตัวเองั้แ่แรกแล้วไม่ใช่รึ?”
เขามีร่างกายเล็กกว่าไดกอนเกือบครึ่ง แต่การก้าวเท้าของเขาเบามาก เบาจนแทบไม่ทิ้งรอยบนพื้นดิน ผมสีเขียวเข้มของเขาชี้แหลมขึ้นฟ้าราวกับยอดหญ้าที่ไม่ยอมก้มหัวให้พายุ
แอสปาร์
ลูกนายพรานผู้คุ้นเคยกับการอ่านรอยเท้าและความผิดปกติของป่ามาั้แ่เด็ก ปากคมราวกับลูกศรที่ไม่เคยพลาดเป้าเมื่อเป็เื่แซวเพื่อนร่วมทีม
“เ้าจะบ่นเื่ชื่อกลุ่มอีกนานไหม แอสปาร์” ไดกอนหันไปถลึงตา “ผักสวนครัวแห่งเวอร์แดนเทียร์ เป็ชื่อที่ยอดเยี่ยม ทั้งจำง่าย ทั้งสื่อถึงบ้านเกิด ทั้งเป็มิตรกับลูกค้า”
“เป็มิตรจนลูกค้าอาจคิดว่าเราขายซุปมากกว่าคุ้มกันสินค้า” แอสปาร์ตอบโดยไม่แม้แต่จะหันไปมอง
“ซุปก็สำคัญนะ”
เสียงเล็ก ๆ แต่จริงจังดังขึ้นจากด้านหลังเกวียนคันที่สอง เ้าของเสียงคือเด็กสาวรูปร่างเล็ก ผมยาวสีเขียวถูกมัดเป็เปียใหญ่พาดอยู่ข้างหนึ่ง ใบหน้าของนางดูอ่อนโยนกว่าชายทั้งสอง แต่ดวงตากลับเปล่งประกายมั่นคงแปลก ๆ เมื่อพูดถึงสิ่งที่ตัวเองเชื่อ
ชิโซะ
เด็กสาวตัวเล็กผู้มีเถาวัลย์เล็ก ๆ พันรอบข้อมือราวกำไลประหลาด สำหรับทีมเล็ก ๆ นางคือหัวใจสำคัญที่ทำให้ไดกอนกับแอสปาร์กล้าบุกและถอยอย่างมีจังหวะ
“ถ้าไม่มีผัก คนก็ไม่มีซุป ” ชิโซะพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ถ้าไม่มีซุป คนก็ไม่มีแรงทำงาน ถ้าคนไม่มีแรงทำงาน สินค้าก็ส่งไม่ถึงเมือง ถ้าสินค้าส่งไม่ถึงเมือง เศรษฐกิจก็พัง และถ้าเศรษฐกิจพัง โลกก็อาจเข้าสู่ความวุ่นวายในที่สุด”
แอสปาร์นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมามองนางด้วยสีหน้าว่างเปล่า
“เ้ากำลังบอกว่าโลกอยู่ได้เพราะซุปของเ้างั้นรึ”
ชิโซะพยักหน้าทันที
“ในอนาคต ใช่”
ไดกอนหัวเราะเสียงดังจนม้าตัวหนึ่งสะดุ้งเล็กน้อย
“นี่แหละ! จิติญญาผักสวนครัวงผักสวนครัวแห่งเวอร์แดนเทียร์!”
แอสปาร์ถอนหายใจยาว
“ข้าบอกแล้วว่าเหยี่ยวมรกตฟังดูดีกว่า”
“เหยี่ยวมรกตมีอยู่แล้วสามกลุ่มในสมาคม” ชิโซะตอบทันควัน
“เขี้ยววายุ?”
“มีห้ากลุ่ม”
“ดาบพฤกษา?”
“มีสองกลุ่ม และหนึ่งในนั้นติดหนี้ค่าซ่อมเกวียนอยู่”
แอสปาร์เงียบไป ก่อนพึมพำเบา ๆ
“บางทีผักสวนครัวอาจยังมีศักดิ์ศรีมากกว่าที่คิด”
ไดกอนยิ้มกว้างราวกับเพิ่งชนะศึกใหญ่
แม้คำพูดหยอกล้อจะดังอยู่เป็ระยะ แต่สายตาของทั้งสามกลับไม่เคยหลุดจากหน้าที่ แอสปาร์ตรวจเส้นทาง ไดกอนเดินอยู่ตำแหน่งที่พร้อมขวางอันตรายที่สุด ส่วนชิโซะคอยสังเกตม้า ล้อเกวียน และพืชรอบทางอย่างละเอียด
พวกเขาอาจเป็กลุ่มหน้าใหม่
แต่พวกเขารู้จักกันดีพอจะเข้าใจจังหวะหายใจของกันและกัน
เพราะเคยหิวมาด้วยกัน เคยถูกหัวเราะเยาะมาด้วยกัน
ไดกอนกับชิโซะมาจากเมืองเวอร์แดนเทียร์ เมืองแห่งความเขียวขจีที่ผู้คนภูมิใจในพืชผักของตนเสียยิ่งกว่าขุนนางบางคนภูมิใจในตราประจำตระกูล ส่วนแอสปาร์ได้พบพวกเขาในค่ายฝึกของสมาคมทหารรับจ้าง เมื่อครั้งที่ทั้งสามยังเป็เพียงเด็กใหม่ที่ถูกครูฝึกใช้ให้วิ่งแบกกระสอบทรายรอบสนามจนแทบอาเจียนเอาิญญาออกมา
จากวันนั้นถึงวันนี้ พวกเขาล้มมาด้วยกัน หิวมาด้วยกัน ถูกหัวเราะเยาะมาด้วยกัน และในที่สุดก็ได้ก่อตั้งกลุ่มของตนเองสำเร็จ
ภารกิจนี้จึงไม่ใช่เพียงงานคุ้มกันสินค้า
แต่มันคือก้าวแรกของชื่อที่พวกเขาเลือกเอง
ผักสวนครัวแห่งเวอร์แดนเทียร์
ชื่อที่แอสปาร์ยังคงไม่แน่ใจนักว่าควรภูมิใจหรือขุดหลุมฝังไว้ข้างทางดี
“หยุดก่อน”
เสียงของแอสปาร์ดังขึ้นกะทันหัน
ไดกอนยกมือทันที ขบวนเกวียนค่อย ๆ ชะลอลง คนขับเกวียนทั้งสามหันมามองอย่างตื่นตัว
“มีอะไร?” ไดกอนถามเสียงต่ำ มือเลื่อนลงจับด้ามขวาน
แอสปาร์ย่อตัวลง ใช้นิ้วแตะพื้นดินข้างถนน รอยบางอย่างพาดผ่านดินชื้นเป็แนวยาว ต้นหญ้าบริเวณนั้นเอนผิดทิศผิดทาง ก้อนหินเล็ก ๆ หลายก้อนแตกออกเหมือนถูกของหนักบดทับ
“มีบางอย่างผ่านไปไม่นาน” แอสปาร์พูด “หนักกว่าหมาป่าทุ่งนา ใหญ่กว่าหมูเขี้ยวดิน แต่รอยเท้าไม่เหมือนสัตว์ที่ข้ารู้จัก”
ชิโซะก้าวลงจากเกวียน วางมือลงบนพื้นเบา ๆ เส้นผมสีเขียวของนางขยับตามลม รากหญ้ารอบ ๆ สั่นไหวเล็กน้อยราวกับตอบรับเสียงเรียก
“รากไม้บอกว่ามันวิ่งเร็วมาก” นางขมวดคิ้ว
“และมันไม่ใช่การวิ่งล่าเหยื่อเหมือนกำลังหนีบางอย่าง”
ไดกอนเลิกคิ้ว
“สัตว์อสูรกลัวอะไรบางอย่าง?”
“ไม่ใช่” ชิโซะส่ายหน้า “ข้าหมายถึงตัวมันเองเหมือนกำลังตื่นกลัว”
แอสปาร์กระชับคันธนูแน่นขึ้น
“ไม่ชอบเลย”
ในตอนนั้นเอง เกวียนคันสุดท้ายก็เกิดเสียงประหลาดขึ้น
คร่อก…
ทั้งสามหันขวับไปพร้อมกัน
เสียงนั้นมิได้มาจากป่า มิได้มาจากใต้ดิน และมิได้มาจากสัตว์อสูรใด ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในเงาไม้
มันมาจากใต้ผ้าใบคลุมสินค้าของเกวียนคันสุดท้าย
คร่อก…
ชิโซะหน้าซีดเล็กน้อย
“ผะ…ผีผัก?”
แอสปาร์ยกคันธนูขึ้นทันที ลูกศรถูกพาดเข้ากับสายอย่างเงียบกริบ
“ถ้าเป็โจร ข้าจะยิงขา”
ไดกอนเดินเข้าไปใกล้เกวียนคันสุดท้าย มือหนึ่งจับผ้าใบ อีกมือเตรียมคว้าขวาน
“ใครอยู่ตรงนั้น ออกมาเดี๋ยวนี้!”
ไม่มีคำตอบ
มีเพียงเสียงหายใจสม่ำเสมอ
ไดกอนสูดลมหายใจลึก แล้วกระชากผ้าใบออก
พรึ่บ!
ใต้ผ้าใบคลุมสินค้า บนกระสอบมันฝรั่งสามใบและหัวผักอีกจำนวนหนึ่ง ปรากฏร่างของเด็กหนุ่มผอมซีดคนหนึ่งนอนขดตัวอยู่ในท่าที่ห่างไกลจากคำว่าสง่างามอย่างยิ่ง เส้นผมสีดำยุ่งเหยิงปิดหน้าผาก เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งจนแทบแยกไม่ออกว่าเป็ชุดหรือเศษผ้าที่บังเอิญเกาะอยู่บนตัว
ในอ้อมแขนของเขามีหัวผักหนึ่งหัวถูกกอดไว้ราวกับสมบัติล้ำค่า
เด็กหนุ่มค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาสีดำลึกล้ำดุจท้องฟ้ายามไร้ดาวมองทั้งสามคนด้วยความไม่พอใจที่ถูกปลุก เพียงแค่ลุกขึ้นนั่ง กระเพาะของเขาก็ร้องประท้วงทันที
“เสียงดังอะไรกัน…” เขาพึมพำด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “อดีตจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่กำลังพักฟื้นอย่างสง่างามอยู่แท้ ๆ”
ความเงียบปกคลุมขบวนเกวียน
แอสปาร์เอียงคอเล็กน้อย
“โจร?”
ชิโซะหลบหลังไดกอนครึ่งก้าว
“ผี?”
ไดกอนมองเด็กหนุ่มั้แ่หัวจรดเท้า
“เด็กหลงทาง?”
เด็กหนุ่มบนกระสอบผักลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก ท่าทางราวกับจักรพรรดิผู้ถูกปลุกจากบัลลังก์ทองคำ ทั้งที่ความจริงกำลังนั่งอยู่บนมันฝรั่ง
“หยาบคายทั้งสามข้อ” เขากล่าว “ข้ามิใช่โจร มิใช่ผี และมิใช่เด็กหลงทาง ข้าเพียงอาศัยเกวียนของพวกเ้าชั่วคราวเพื่อเดินทางออกจากเมืองเท่านั้น”
แอสปาร์ลดปลายลูกศรลงเล็กน้อย แต่สายตายังคงระแวง
“นั่นเรียกว่าขึ้นเกวียนโดยไม่ได้รับอนุญาต”
“หากจะพูดเช่นนั้นก็ไม่ผิดนัก” เด็กหนุ่มยอมรับหน้าตาเฉย “แต่ข้าไม่ได้แตะต้องสินค้าของพวกเ้าแม้แต่น้อย”
ชิโซะชี้ไปที่หัวผักในอ้อมแขนของเขา
“แล้วนั่นคืออะไร?”
เด็กหนุ่มก้มมองหัวผักในมือ ก่อนนิ่งไปชั่วขณะ
“เชลยศึก”
“หา?”
“มันกลิ้งมาชนข้าก่อน ข้าจึงจับไว้เพื่อป้องกันเหตุร้ายซ้ำสอง”
แอสปาร์หลับตาลงช้า ๆ ราวกับพยายามระงับความคิดที่จะยิงเด็กคนนี้ทิ้งเพื่อความสงบของโลก
ไดกอนกลับหัวเราะออกมาเสียงดัง
“ฮ่า ๆ ๆ! เ้านี่ตลกดี แต่อย่างไรก็เถอะ พวกเรากำลังทำภารกิจคุ้มกันสินค้า จะให้คนแปลกหน้านอนอยู่บนเกวียนเฉย ๆ ไม่ได้”
เด็กหนุ่มเงยหน้ามองเขา ก่อนสายตาจะหยุดอยู่ที่ผมสีขาวกับหน้าม้าสีเขียวสว่าง
“เ้าั์เขียว เ้าคือหัวหน้ากลุ่มสินะ”
ไดกอนชะงัก
“เ้าั์เขียว?”
เด็กหนุ่มหันไปมองแอสปาร์
“ส่วนเ้า…เ้าหัวแหลม ดูจากสายตาแล้วน่าจะเป็คนอ่านทาง”
แอสปาร์คิ้วกระตุก
“หัวแหลม?”
สุดท้ายเขาหันไปมองชิโซะ
“และเ้าเปียจิ๋ว ผู้ใช้พลังพืช”
ชิโซะกะพริบตาปริบ ๆ
“เขารู้ได้ยังไงว่าข้าใช้พลังพืช?”
แอสปาร์มองเถาวัลย์เล็ก ๆ ที่ยังพันอยู่รอบข้อมือนาง
“อาจเพราะเ้าพันเถาวัลย์ไว้เหมือนกำไลสิบเส้น”
“อ้อ…”
ไดกอนยกมือขึ้นขัดก่อนที่บทสนทนาจะพุ่งไปในทิศทางที่เขาไม่เข้าใจมากกว่านี้
“เอาเป็ว่า เ้าเด็กน้อย เ้าชื่ออะไร?”
เด็กหนุ่มยืดอกขึ้นทันที
“ข้าคือ—”
ก่อนที่เขาจะพูดจบ แอสปาร์ก็ชิงพูดด้วยน้ำเสียงเ็า
“ถ้าบอกว่าเป็โนเอล ข้าจะเอาหัวเ้าจุ่มถังผักดอง”
เด็กหนุ่มอ้าปากค้างไปเล็กน้อย
ชั่ววินาทีนั้น ดวงตาสีดำลึกล้ำของเขามีประกายหงุดหงิดพาดผ่านอย่างชัดเจน
“โลกนี้ช่างหยาบคายกับตำนานเสียจริง” เขาพึมพำ
ไดกอนตบไหล่เขาเบา ๆ จนร่างผอมเกือบหน้าทิ่มกระสอบ
“ไม่ว่าเ้าจะชื่ออะไร ตอนนี้นั่งอยู่ท้ายเกวียนไปก่อน พอถึงเมืองปลายทางแล้วค่อยว่ากัน ถ้าคิดขโมยของ ข้าจะจับเ้ามัดกับล้อเกวียน เข้าใจไหม?”
เด็กหนุ่มลูบไหล่ตัวเองพลางมองไดกอนอย่างไม่พอใจ
“เ้าั์เขียว มือหนักอย่างกับลูกัเพิ่งหัดเล่นกับมนุษย์”
“พูดอะไรของเ้า?”
“ชม”
“นั่นชมรึ?”
“ในแบบของข้า”
แอสปาร์ถอนหายใจ
“ข้าว่าเด็กนี่น่ารำคาญกว่าสัตว์อสูรเสียอีก”
ราวกับถ้อยคำนั้นเป็คำเชิญจากโชคชะตา เสียงบางอย่างดังขึ้นจากป่าข้างทาง
ครืนนน…
พื้นดินใต้เท้าทุกคนสั่นเบา ๆ
ม้าทั้งสามตัวเริ่มกระสับกระส่าย หูของมันตั้งขึ้นพร้อมกัน คนขับเกวียนรีบจับบังเหียนแน่น ใบหน้าซีดลงทันที
แอสปาร์หันขวับไปทางป่า
“มาแล้ว”
พุ่มไม้ด้านข้างถนนสั่นไหวอย่างรุนแรง ก่อนจะถูกบางสิ่งกระแทกจนแตกกระจาย
โครม!!!
สัตว์อสูรตัวหนึ่งพุ่งออกมาจากเงาไม้ มันมีรูปร่างคล้ายหมี แต่เตี้ยและตันกว่ามาก ขนสีเทาหม่นปกคลุมทั่วร่าง บางส่วนของิัมีปื้นแข็งคล้ายหินงอกขึ้นเป็หย่อม ๆ ดวงตาแดงขุ่นเต็มไปด้วยความตื่นกลัวและความดุร้ายปะปนกัน
มันหอบหายใจหนัก น้ำลายเหนียวไหลจากปาก กรงเล็บขูดพื้นดินจนเกิดรอยลึก
“สัตว์อสูรสายดิน?” แอสปาร์พึมพำ
“ไม่ว่าจะเป็อะไร มันกำลังขวางทางสินค้า” ไดกอนยกขวานลงจากบ่า ดวงตาจริงจังขึ้นทันที “จัดขบวน!”
ชิโซะก้าวไปด้านข้างเกวียน วางมือแตะพื้น
“รากสาม?”
แอสปาร์พาดลูกศรขึ้นสาย
“รากสาม”
ไดกอนยิ้มกว้าง
“ผักสวนครัว เริ่มเก็บเกี่ยว!”
สิ้นเสียงนั้น ทั้งสามก็เคลื่อนไหวพร้อมกันราวกับซ้อมมาแล้วนับร้อยครั้ง
ไดกอนพุ่งไปด้านหน้า ขวานด้ามโตถูกวางเฉียงเพื่อขวางระหว่างสัตว์อสูรกับเกวียน ร่างใหญ่ของเขายืนมั่นคงราวกำแพงหิน
แอสปาร์ถอยไปทางซ้ายสามก้าว ยิงลูกศรดอกแรกออกไปโดยไม่ลังเล
ฟิ้ว!
ลูกศรเฉียดใบหูของสัตว์อสูร บังคับให้มันหันหัวไปตามทิศที่้า ทันใดนั้น รากไม้หลายเส้นก็พุ่งขึ้นจากพื้นดินใต้ขาของมัน รัดข้อเท้าหน้าข้างหนึ่งเอาไว้
“ตอนนี้!” ชิโซะะโ
ไดกอนเหวี่ยงขวานลงต่ำ
ตึง!!!
ด้ามขวานกระแทกพื้นตรงหน้าสัตว์อสูร เศษดินกระจายขึ้นเป็ม่าน สัตว์อสูรชะงักไปเสี้ยววินาที แอสปาร์ยิงลูกศรดอกที่สองเข้าหาข้อพับขาหลังทันที
ปัก!
ลูกศรฝังเข้าไปตื้น ๆ แม้ไม่ลึกมาก แต่พอทำให้สัตว์อสูรเสียจังหวะ มันคำรามลั่นแล้วหมุนตัวหมายจะพุ่งเข้าใส่แอสปาร์
แต่ไดกอนก้าวเข้ามาขวาง
“คู่ต่อสู้ของเ้าอยู่ตรงนี้!”
ขวานใหญ่ฟาดเข้าด้านข้างลำตัวสัตว์อสูรอย่างหนัก
ปึง!
สัตว์อสูรไถลไปครึ่งก้าว แผ่นดินใต้เท้ามันแตกเป็รอยเล็ก ๆ
บนท้ายเกวียน เด็กหนุ่มผมดำที่ถูกจับให้นั่งเฝ้าสินค้าเท้าคางมองฉากตรงหน้าอย่างเฉยชา
‘อืม…ไม่เลว’ เขาคิดในใจ ดวงตาสีดำไล่มองตำแหน่งของทั้งสามคนอย่างละเอียด ‘เ้าั์เขียวรับหน้า เ้าหัวแหลมบังคับทิศ เ้าเปียจิ๋วคุมพื้นที่ ถึงชื่อกลุ่มจะฟังเหมือนร้านขายซุปข้างทาง แต่การประสานงานไม่ได้แย่’
สัตว์อสูรถูกต้อนให้ถอยห่างจากเกวียนทีละนิด
ไดกอนไม่ได้พุ่งเข้าไปมั่วซั่ว เขารู้ว่าตนเป็แนวหน้า จึงรับแรงและดึงความสนใจไว้ให้ได้มากที่สุด แอสปาร์ไม่ยิงเพื่อหวังฆ่าในทันที แต่ยิงเพื่อเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนไหว ส่วนชิโซะใช้เถาวัลย์และรากไม้สกัดจังหวะสำคัญ ไม่สิ้นเปลืองพลังไปกับการตรึงเต็มแรงโดยไม่จำเป็
สำหรับกลุ่มหน้าใหม่ พวกเขาทำได้ดีเกินคาด
สัตว์อสูรเริ่มถูกบีบจนหลังชนก้อนหินใหญ่ข้างทาง
“ปิดงาน!” ไดกอนะโ
“ตัดยอด!” แอสปาร์ตอบ
ชิโซะยกมือขึ้น เถาวัลย์หนามสามเส้นพุ่งออกจากพื้น รัดขาหน้าของสัตว์อสูรเอาไว้พร้อมกัน แอสปาร์ยิงลูกศรเข้าหาดวงตาซ้าย บังคับให้มันหลบไปทางขวา ส่วนไดกอนง้างขวานขึ้นสูง เตรียมฟาดลงกลางลำตัว
ทุกอย่างสอดประสานกันอย่างงดงาม
จนกระทั่งสัตว์อสูรตัวนั้นกรีดร้องออกมา
กร๊าซซซซ!!!
เสียงคำรามแหลมปนเ็ปดังสะท้อนป่า ิัสีเทาหม่นของมันเริ่มปริแตก เกิดเสียงกรอบแกรบราวกับหินถูกบีบอัด แผ่นศิลาขนาดเล็กงอกขึ้นจากใต้ิัอย่างรวดเร็ว ขนของมันร่วงเป็หย่อม ๆ ดวงตาแดงขุ่นพลันกลายเป็แดงฉาน
เถาวัลย์ที่รัดขาของมันถูกกระชากขาดในพริบตา
ผัวะ!
แผ่นศิลาบนลำตัวรับคมขวานของไดกอนเอาไว้ แรงสะท้อนมหาศาลแล่นกลับมาตามด้ามขวานจนแขนทั้งสองของเขาชาไปชั่วขณะ
“บ้าเอ๊ย!” ไดกอนกัดฟัน
ลูกศรของแอสปาร์พุ่งเข้าหาเป้าหมายเดิม
เคร้ง!
คราวนี้มันเด้งออกจากผิวหินอย่างไร้ผล
“แข็งขึ้น?” แอสปาร์ะโ
“ไม่ใช่แค่แข็งขึ้น!” ชิโซะหน้าซีด เถาวัลย์ที่นางเรียกขึ้นมาถูกสัตว์อสูรกระชากขาดเหมือนเส้นด้าย “แรงมันเพิ่มขึ้นด้วย!”
สัตว์อสูรหันมาทางเกวียน
ลมหายใจหนักหน่วงพ่นออกจากจมูกเป็ไอขาว มันย่อตัวลงต่ำ ขาหน้ากดลึกลงในดิน แผ่นศิลาบนไหล่และหลังขยายตัวขึ้นอีกราวกับเกราะหนา
ไดกอนเห็นท่านั้นแล้วรู้ทันทีว่ามันกำลังจะพุ่งชน
“ทุกคนหลบหลังข้า!”
เขากระแทกขวานลงพื้น ตั้งท่ารับเต็มแรง กล้ามเนื้อทั่วร่างเกร็งแน่น
ออร่าขาวไร้ธาตุของไดกอนแผ่ออกมาจากแก่นพลังบริเวณจุดชีพจรกล้ามเนื้อ ก่อนจะไหลไปตามเส้นเอ็น หัวไหล่ และท่อนแขน
นั่นคือออร่าไร้ธาตุ
มานาบริสุทธิ์ที่ยังไม่แปรเปลี่ยนเป็ธาตุใดเป็พิเศษ เป็รูปแบบพื้นฐานที่เหล่านักสู้จำนวนมากใช้เสริมพละกำลัง ความเร็ว และความทนทานของร่างกาย
ไดกอนเพิ่งก้าวเข้าสู่ขอบเขตแก่นแท้ได้ไม่นาน ขอบเขตที่ผู้ฝึกเริ่มสร้างแก่นพลังภายในร่างและควบคุมมันได้ตามแนวทางของตน
แต่แม้จะเป็เช่นนั้น สัญชาตญาณก็ยังร้องเตือนว่าแรงปะทะครั้งนี้อาจหนักเกินไป
บนท้ายเกวียน เด็กหนุ่มผมดำที่ถูกจับให้นั่งเฝ้าสินค้าเดาะหัวผักในมือเล่นอย่างเกียจคร้าน ทว่าสายตาสีดำลึกล้ำนั้นกลับไม่ได้มองการต่อสู้อย่างลอย ๆ เลยแม้แต่น้อย
เขามองผิวศิลาที่กำลังงอกขึ้นบนร่างสัตว์อสูร
มองท่ายืนของไดกอน
มองตำแหน่งธนูของแอสปาร์
มองเถาวัลย์ของชิโซะ
แล้วสายตาก็เหลือบไปหยุดที่ลังไม้ใบหนึ่งบนเกวียนคันกลาง
ท่ามกลางหัวผัก เครื่องมือเกษตร และถุงเมล็ดพันธุ์ มีห่อผ้าเก่า ๆ ใบหนึ่งซ่อนอยู่ใต้ผักหัวสีขาวจำนวนมาก จังหวะที่เกวียนสั่นไหวจากแรงคำรามของสัตว์อสูร ผ้าห่อนั้นเปิดออกเล็กน้อย เผยให้เห็นของด้านใน
ดวงตาของโนเอลหรี่ลงเล็กน้อย
‘แร่แก้วมานา?’
ของแบบนั้นมาอยู่บนเกวียนผักได้อย่างไร
ท่าทีเกียจคร้านที่เคยทอดอยู่บนใบหน้าของเขาจางหายไปเล็กน้อย
สัตว์อสูรคำรามอีกครั้ง ขาหน้าของมันจมลึกลงกับพื้น เตรียมพุ่งเข้าชนเกวียนคันกลางอย่างเต็มแรง
โนเอลมองลังไม้ใบนั้นอีกครั้ง ก่อนยิ้มออกมา
‘ดูท่าเกวียนขบวนนี้จะน่าสนใจกว่าที่คิด’
เขาวางหัวผักลงบนกระสอบอย่างทะนุถนอมผิดเหตุผล
‘เห็นทีว่าข้าคงต้องยื่นมือเข้าช่วยเสียหน่อย’
สัตว์อสูรพุ่งออกมา
ครืนนน!!
พื้นถนนะเื ฝุ่นดินกระจายเป็ทางยาว
ไดกอนคำราม ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า ตั้งขวานขวางเต็มกำลัง
“เข้ามา!”
ก่อนแรงชนจะมาถึง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากท้ายเกวียนอย่างเบื่อหน่าย
“ถ้าเ้ารับตรง ๆ แขนเ้าจะหัก”
ไดกอนชะงักไปเสี้ยววินาที
“หา?”
โนเอละโลงจากเกวียนอย่างไม่เร่งรีบ เขายืดตัวเล็กน้อย ปัดเศษผักออกจากไหล่ แล้วมองสัตว์อสูรที่กำลังพุ่งมาด้วยสายตาราวกับอาจารย์เฒ่ากำลังมองลูกศิษย์เขียนวงเวทย์ผิดตำแหน่ง
“เฮ้อ…ข้ามิได้ตั้งใจจะยุ่งหรอกนะ” เขากล่าว “แต่ถ้าปล่อยให้พวกเ้าสู้แบบเอาหน้าผากไปวัดความแข็งของกำแพงต่อไป ข้าคงหิวตายก่อนไปถึงเมืองแน่”
แอสปาร์ะโจากด้านข้าง
“เ้าเด็กผักดอง! ตอนนี้ไม่ใช่เวลา—”
“เ้าหัวแหลม ข้ายังไม่อนุญาตให้หัวผักแหลม ๆ อย่างเ้าตั้งฉายาให้ข้า” โนเอลตัดบทโดยไม่หันไปมอง
ชิโซะอ้าปากค้าง
“เขายังเถียงได้ในสถานการณ์แบบนี้อีกหรือ?”
สัตว์อสูรเหลือระยะไม่ถึงสิบก้าว
โนเอลชี้ไปที่ขาหน้าของมัน
“เ้าั์เขียว ฟังให้ดี ถ้าเ้ารับแรงตรง ๆ เ้าก็เป็ได้แค่กำแพงโง่ ๆ และกำแพงโง่ ๆ มักพังเมื่อเจอก้อนหินที่หนักพอ”
ไดกอนกัดฟัน
“แล้วเ้าจะให้ข้าทำอะไร!”
“เอียงขวาน!”
“ย่อซ้าย!”
“อย่ารับตรง!”
“ปล่อยแรงไหล!”
“บ้าไปแล้วรึ!”
“ข้าไม่บ้ากว่าเ้าที่คิดจะเอากล้ามไปชนสัตว์ที่กำลังเพิ่มน้ำหนักตัวเองเป็สองเท่าหรอก”
โนเอลกวาดตามองออร่าขาวที่ไหลเวียนอยู่บนร่างไดกอน แล้วแค่นเสียงในลำคอ
“อีกอย่าง เ้ากำลังใช้แก่นพลังผิดทาง”
ไดกอนเบิกตากว้าง
“เ้า…รู้เื่แก่นพลังของข้า?”
“แก่นพลังของเ้ารวมอยู่ที่จุดชีพจรกล้ามเนื้อ แต่เ้ากลับอัดมันขึ้นแขนตรง ๆ” โนเอลกล่าวอย่างไม่ปรานี
“แรงจึงติดอยู่ที่หัวไหล่ พอรับแรงกระแทกหนัก ๆ มันก็ย้อนกลับมาทำร้ายร่างเ้าเอง”
ระยะห้าก้าว
“เปิดแก่นจาก่ท้องน้อย ไล่ผ่านเอว เข้าสะโพก ส่งขึ้นไหล่ แล้วปล่อยลงแขนผ่านด้ามขวาน อย่าให้แขนรับแรงลำพัง ให้ทั้งร่างของเ้ากลายเป็ทางผ่านของแรง”
ไดกอนฟังจนเหงื่อเย็นซึมตามไรผม
นี่ไม่ใช่คำพูดของเด็กไร้บ้านธรรมดา
คำสั่งนั้นแทงตรงเข้าไปยังปัญหาที่เขาเองยังอธิบายไม่ได้ ทุกครั้งที่ใช้พลังเต็มแรง หัวไหล่ของเขาจะปวดร้าวราวกับถูกค้อนทุบจากด้านใน เขาเคยคิดว่าเป็เพราะร่างกายยังไม่แข็งแกร่งพอ
แต่เด็กตรงหน้ากลับพูดราวกับมองเห็นเส้นทางพลังภายในร่างเขาอย่างชัดเจน
“แอสปาร์ ยิงใต้ไหล่ซ้ายตอนมันเอียงตัว”
แอสปาร์สะดุ้ง
“เ้ารู้ชื่อข้าได้ยังไง—”
“ชิโซะ ตรึงโคนขาหลัง ไม่ใช่ขาหน้า ขาหน้าตอนนี้เป็จุดถ่ายแรง ตรึงไปก็ขาดเปล่า”
ชิโซะเบิกตากว้าง
“เขารู้ชื่อข้าด้วย!”
“ตอนนี้ใช่เวลาใเื่นั้นไหม!” แอสปาร์ะโ
ระยะสามก้าว
ไดกอนไม่มีเวลาคิดอีกต่อไป
เขาคำรามต่ำในลำคอ แล้วฝืนเปลี่ยนท่าตามคำสั่งของเด็กหนุ่ม ขวานใหญ่เอียงจากแนวตั้งเป็มุมเฉียง เข่าย่อลง เท้าขวาปักแน่นกับพื้น แทนที่จะขวางแรงชน เขาปล่อยช่องว่างให้สัตว์อสูรพุ่งเข้าใส่ราวกับยอมแพ้
ในเวลาเดียวกัน เขาบังคับออร่าขาวในร่างให้ไหลจากแก่นพลังบริเวณจุดชีพจรกล้ามเนื้อ ไม่ใช่พุ่งขึ้นแขนอย่างหยาบกระด้างเช่นเคย แต่ไหลผ่าน่เอว สะโพก แผ่นหลัง หัวไหล่ ก่อนจะส่งต่อไปยังท่อนแขนและด้ามขวาน
ความรู้สึกแปลกประหลาดแล่นผ่านทั้งร่าง
ราวกับขวานไม่ได้อยู่ในมือของเขาอีกต่อไป
แต่มันกลายเป็ส่วนต่อขยายของร่างกาย
สัตว์อสูรกระแทกเข้ากับคมขวานเฉียง
ตึง!!!
แรงปะทะมหาศาลแล่นผ่านร่างไดกอนจนพื้นใต้เท้าแตกเป็หลุม แต่แทนที่แรงทั้งหมดจะอัดเข้ากลางอกของเขา มันกลับไหลไปตามแนวขวาน ผ่านหัวไหล่ ผ่านแผ่นหลัง ผ่านสะโพก แล้วเฉียงลงสู่พื้นดิน
ดวงตาของไดกอนเบิกกว้าง
‘แรงมัน…ไหลออกไป?’
แอสปาร์เบิกตากว้าง
'มันใช้ได้จริง!?'
“ตอนนี้!” โนเอละโ
แอสปาร์ปล่อยลูกศรโดยไม่ลังเล
ฟิ้ว!
ลูกศรพุ่งทะลุช่องว่างใต้ไหล่ซ้ายซึ่งเปิดออกเพียงเสี้ยววินาที
ปัก!
สัตว์อสูรคำรามลั่น ร่างมันเอียงเสียหลักทันที
ชิโซะยกสองมือขึ้น เถาวัลย์หนามพุ่งจากพื้นดินไปรัดโคนขาหลังของมัน ไม่ใช่เพื่อหยุดเต็มแรง แต่เพื่อดึงจังหวะถ่ายน้ำหนักใน่ที่มันเสียหลัก
“ไดกอน!” นางะโ
“รู้แล้ว!”
ไดกอนบิดสะโพกตามแรงที่ไหลผ่านขวาน กล้ามเนื้อทั่วร่างเกร็งจนเส้นเืปูดขึ้น ออร่าขาวไร้ธาตุไหลผ่านทั้งร่างอย่างที่เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อน
“ล้มไปซะ!”
เขาไม่ได้ฟาด
ไม่ได้ดัน
แต่ใช้ขวานเป็แกนหมุน บังคับแรงของสัตว์อสูรให้วกกลับเข้าใส่ตัวมันเอง
กร๊อบ!
ขาหน้าของสัตว์อสูรบิดผิดจังหวะ ร่างหนักที่ปกคลุมด้วยศิลาเสียสมดุลอย่างสิ้นเชิง ก่อนจะพลิกกลิ้งไปบนพื้นถนนอย่างแรง
โครม!!!
ฝุ่นดินพุ่งสูงขึ้น แผ่นศิลาบนตัวหมีกระแทกกับพื้นจนแตกกระจายบางส่วน สัตว์อสูรร้องลั่น พยายามลุกขึ้นอีกครั้ง แต่เถาวัลย์ของชิโซะรัดขาหลังไว้แน่น ขณะที่แอสปาร์ยิงลูกศรอีกสองดอกเข้าจุดเดิมอย่างแม่นยำ
ปัก! ปัก!
ไดกอนก้าวเข้าหามัน ยกขวานขึ้นสูง
“นี่คือภารกิจแรกของผักสวนครัวแห่งเวอร์แดนเทียร์!”
ขวานั์ฟาดลงบนรอยแตกร้าวบนตัวหมีอย่างเต็มแรง
บรึ้ม!!!
เสียงปะทะดังสนั่นไปทั่วถนน เศษหินกระจายออกทุกทิศทาง สัตว์อสูรร่างตันกระตุกเฮือกหนึ่ง ก่อนจะล้มแน่นิ่งลงในที่สุด
ความเงียบเข้าปกคลุม
มีเพียงเสียงหอบหายใจของไดกอน เสียงม้าที่ตื่นกลัว และเสียงใบไม้ไหวในป่าข้างทาง
แอสปาร์ค่อย ๆ ลดคันธนูลง ดวงตายังจับจ้องไปยังร่างสัตว์อสูรที่เพิ่งล้มลง
“เราทำได้…?”
ชิโซะมองเถาวัลย์ของตัวเอง แล้วมองไดกอน ก่อนรอยยิ้มกว้างจะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“เราทำได้!”
ไดกอนยืนหอบอยู่กลางถนน มือทั้งสองยังจับด้ามขวานแน่น แขนของเขาชาจนแทบไม่รู้สึก แต่ดวงตากลับสั่นไหวด้วยความตื่นเต้นอย่างไม่อาจปิดบัง
เมื่อครู่ เขาไม่ได้เอาชนะแค่สัตว์อสูร
เขาเอาชนะวิธีคิดเดิมของตัวเอง
เด็กหนุ่มผมดำเดินเข้ามาช้า ๆ เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งปลิวตามลมอ่อน ดวงตาสีดำลึกล้ำมองไดกอนั้แ่หัวจรดเท้า ก่อนริมฝีปากจะยกขึ้นเป็รอยยิ้มแสยะบาง ๆ ที่ทั้งกวนประสาทและชวนให้รู้สึกเหมือนถูกอาจารย์ใหญ่ชมหลังจากด่ามาทั้งชั่วโมง
“เห็นไหม”
เขากล่าว พลางเหลือบมองขวานในมือไดกอน
“จะทำก็ทำได้นี่ เ้าั์เขียว ...แม้จะดูหัวทึบไปหน่อยก็เถอะ ”