บนโลกใบนี้ คนแต่ละคนนั้นแตกต่างกันมาก
เด็กหนุ่มเฉกเช่นถังชวนหมกมุ่นอยู่กับโลกอินเทอร์เน็ตซะที่ไหน ใช้ชีวิตอย่างไร้ค่าไปวันๆเหมือนคนที่มีชีวิตอยู่ในความฝันมากงั้นหรือ เขาไม่ฝันกลางวันว่าจะเป็ซุปเปอร์ฮีโร่ไม่ไปสถานที่โรแมนติกเพื่อพลอดรักกับคนรัก ไม่ประพฤติเหลวแหลก
แต่เหล่าเด็กหนุ่มสาวที่ดวงหน้าอ่อนเยาว์แต่ละคนนอกจากถูกโอ๋มาั้แ่เด็กจนเห็นตนเองเป็ศูนย์กลางก็หาคำอื่นมาอธิบายไม่ได้แล้วแต่ทว่าการใช้ชีวิตของเด็กเหล่านี้เพียงพอที่จะทำให้เด็กในครอบครัวยากจนอิจฉาริษยาพวกเขาทำอะไรเองไม่เป็ ทุกอย่างล้วนมีคนทำให้เื่ที่กังวลทุกวันก็มีเพียงแค่ปัญหาระหว่างชายหญิงกับปัญหาความบันเทิงเท่านั้น
แต่ถังชวนกลับกลัดกลุ้มเื่การยังชีพขั้นพื้นฐานที่สุดทุกวันเขาอยู่ในระดับต่ำสุดของสังคมแบกรับความรับผิดชอบของครอบครัวภายใต้แรงกดดันอันหนักอึ้งท่ามกลางการถูกขูดรีดด้วยดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงมากจากกลุ่มผีดูดเื เขาหอบหายใจดิ้นรนต่อสู้ เหมือนกับชายหนุ่มที่แบกูเาขนาดั์เอาไว้บนหลังแผ่นหลังถูกกดทับมากเกินจะรับไหว หยาดเหงื่อ หยาดน้ำตา และหยาดโลหิตสาดกระจายเต็มพื้นแต่มีเพียงศีรษะของเขาเท่านั้นที่เชิดขึ้น ดวงตาที่ไม่ย่อท้อและดื้อรั้นคู่นั้นมองตรงไปยังเส้นทางด้านหน้าโดยไม่มีการกล่าวโทษต่อความลำบากยากแค้นในการใช้ชีวิตกับความไม่ยุติธรรมของโชคชะตาเลยสักนิดเดียว
โจวฉวินทอดถอนใจพลางนำเหล่านักเรียนในห้องแต่ละคนมาเปรียบเทียบกับเขาแม้ว่าการเรียนของเด็กหนุ่มคนนี้อาจจะไม่ได้ยอดเยี่ยมแต่เธอกลับค้นพบแสงสว่างเปล่งประกายเจิดจ้าราวกับทองบนร่างเขา โจวฉวินมองถังชวนที่ออกนอกประตูไปแล้วเงี่ยหูตั้งใจฟังเสียงความเคลื่อนไหวด้านนอก
เพียะ!!
เมื่อถังชวนออกจากประตูไปก็มีเสียงตบหน้าดังลอยมาทันที!!
การตบนี้เสมือนตบลงบนใบหน้าของโจวฉวินดวงหน้าเจ็บแสบ! เธอตัวสั่นระริก!
โจวฉวินหนอโจวฉวินแค่นี้ เธอก็ถูกคนเหล่านี้ทำให้ใแล้วเหรอคำพูดพวกนั้นของถังชวนทำให้เธอใกลัวแล้วเหรอ ในสมองโจวฉวินมีเสียงถากถางดังขึ้น
พูดไปแล้วก็ไม่อาจโทษเธอได้คนต่างมณฑลที่มาทำงานต่างพื้นที่ ทั้งยังโสดและอยู่ตามลำพังแต่กลับมีหน้าตางดงามสะดุดตา แล้วหญิงสาวที่บริสุทธิ์ผุดผ่องคนหนึ่งนั้นกลัวอะไรมากที่สุด
ใช่ว่าจะต้องเป็การข่มขู่หรือวิธีการรุนแรงอื่นๆเสมอไป
สำหรับเด็กสาวที่รูปโฉมงดงามและถือตัวอย่างเธอสิ่งที่เธอให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือชื่อเสียง!
พวกเธอกลัวข่าวลือมากที่สุด
ความหยาบคายกระทั่งความรุนแรงทุกอย่างสุดท้ายล้วนสามารถอาศัยกฎหมายหรือวิธีการที่รุนแรงมาแก้ไขแต่มีเพียงข่าวลือเท่านั้นที่พออ้าปากก็แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ใช้กฎหมายและความรุนแรงใดๆก็ไม่สามารถขวางเอาไว้ได้!
สังคมปัจจุบันนั้นมีแสงสีมากมายและพิลึกกึกกืุ์มีสติปัญญาตื้นเขิน พูดไปเรื่อย ไม่เอาจริงเอาจังทั้งวันเอาแต่กลัวว่าโลกจะโกลาหลไม่พอและเฝ้ารอให้รอบตัวเกิดเื่อะไรขึ้นสักเล็กน้อยตนเองจะได้ยินดีในความโชคร้ายของผู้อื่นกลุ่มดารานักแสดงที่ไม่มีความรู้ความสามารถบวกกับสื่อที่ไร้ความรับผิดชอบเ่าั้ เห็นจิตใจของมวลชนที่หุนหันพลันแล่นก็คอยปลุกระดมสร้างข่าวลืออยู่ข้างๆ วันนี้มีข่าวเปิดเผยของสงวนอย่างไม่ได้ตั้งใจพรุ่งนี้ก็มีข่าวอื้อฉาวระหว่างชายหญิง ราวกับว่าสมัยนี้ นอกจากสาวสวยนอกจากทรวงอกอวบอัดกับบั้นท้ายอวบอั๋นแล้วสิ่งที่เหลือก็ไม่เพียงพอที่จะดึงดูดความสนใจได้
กระแสนิยมในสังคมก็เป็เช่นนี้แม้ว่าโลกจะกว้างใหญ่ แต่ไหนเลยจะสามารถหลุดพ้นจากเื่ราวเพ้อฝันในความเป็จริงได้
โจวฉวินเป็สาวสวยทั้งยังจบการศึกษามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ไม่คบหาเพื่อนฝูงในที่ทำงานตั้งอกตั้งใจดูแลนักเรียนของตนเอง และเดิมเธอเป็เด็กสาวที่หยิ่งยโสคนหนึ่งอยู่แล้วจึงวางตัวอย่างยิ่งในศักดิ์ศรีเป็ธรรมดา หากมีคนตามจีบเธอ เธอก็ไม่สนใจหากมีคนนัดเธอออกไปพบ เธอก็บอกปัดหมด ไปๆ มาๆ คนที่ไม่ชอบเธอก็มีมากขึ้น
เหล่าผู้หญิงวัยกลางคนรวมตัวกันอยู่ในห้องทำงานทั้งวันมองดูโจวฉวินที่วิ่งขึ้นวิ่งลงด้วยความเร่งรีบด้วยสายตาเ็าในใจเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น รอว่าเธอจะมีข่าวอะไรออกมาเมื่อถึงตอนนั้นล่ะก็ เหอะๆ !!
โจวฉวินนั่งเหม่ออยู่อีกด้านแต่คำพูดข้างนอกกลับลอยเข้าหูอย่างชัดเจนโดยไม่ตกหล่นสักประโยคเดียว
“เวรเอ๊ยไอ้เดรัจฉานนี่ พ่อแกชอบไปหลบอยู่ใต้กระโปรงพวกผู้หญิง แกก็เลยหัดเอาอย่างสินะการหลบอยู่ในห้องนั้นเป็วิธีของแกเหรอ ระวังบิดาโมโหแล้วจะเจื๋อนแกแล้วกัน!”
คนผู้นี้สูงประมาณหนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้าจมูกแบน ตาเล็ก ผมสีเหลือง แต่งกายหยาบๆ กิริยาท่าทางเหลาะแหละ ขาข้างหนึ่งเอียงขาข้างหนึ่งสั่นไปมาไม่หยุดราวกับเป็โรคลมบ้าหมู ร่างกายอ่อนแรงราวกับไม่มีกระดูกเหล่มองคนด้วยหางตา เมื่อครู่เขาทุบประตูอยู่นานทั้งเตะทั้งถีบจนในที่สุดก็ก่อกวนจนเ้าของห้องออกมาจากด้านในได้สักที
เมื่อถังชวนออกมาเขาก็ง้างมือตบทันที แล้วด่ากราดใส่หน้าโครมๆ ระลอกหนึ่งเขาสนใจแค่ว่าตนเองสะใจที่ได้ด่า แต่กลับไม่สังเกตเห็นว่าอีกคนหนึ่งซึ่งมาด้วยกันกับเขาหัวเราะออกมาอย่างอดไม่อยู่แต่ดวงตากลับซ่อนแววเหยียดหยามไม่มิด
ด่าบิดาผู้อื่นอย่างเมามันส์แต่ดันเรียกแทนตนเองว่าบิดาในตอนท้าย เอาเปรียบผู้อื่นไม่สำเร็จกลับกลายเป็เหมาด่ารวมตนเองเข้าไปด้วย นี่ไม่ใช่คนโง่หรอกเหรอ
เขาพูดไม่ผิดเลยจริงๆปกติตอนอยู่ในแก๊งเ้าขนทองมีฉายาว่าเอ้อร์จื่อ (ไอ้บื้อ)
เลียนแบบภาษาถิ่นทางภาคเหนือประโยคหนึ่งแค่เห็นท่ายืนของเขา ก็รู้แล้วว่าเขาโง่บรม!
การด่ากราดใส่หน้าโครมๆระลอกหนึ่งของเอ้อร์จื่อ ไม่ต่างอะไรกับการเปิดฉากยิง แล้วกวาดเอาตนเองเข้าไปด้วยเหล่าคนมุงดูที่มีความกล้ารอบๆ ล้วนตระหนักถึงจึงหันหลังไปแอบหัวเราะมีแค่ตัวเขาที่ไม่รู้สึกตัว ยังคงอ้าปากด่าว่า “มองอะไร เวรเอ๊ย ทุกครั้งที่ลูกพี่ให้บิดามาเก็บเงินที่นี่ข้าจะต้องไม่สบอารมณ์ตลอด เก็บเงินไม่ได้ กลับไปแล้วโดนลูกพี่ฟาดก็ช่างเถอะยังต้องมาเห็นใบหน้าเหมือนคนตายแบบนี้ของแกอีก! เวรเอ๊ย ยังจะมองอีก เชื่อไหมว่าสักวันฉันจะแล่เนื้อแกออกมาถ้ายังทำหน้าเหมือนคนตายแบบนี้อีก!”
เขาเอ่ยจบก็ง้างมือขึ้นอยากจะตบลงไป
แต่เมื่อเขาง้างมือก็เห็นดวงตาเย็นเยียบราวกับใบมีดจ้องเขาอยู่อย่างเ็า
ดวงตาคู่นี้ทั้งดำทั้งสว่างดำจนมองไม่เห็นก้นบึ้งและสว่างเจิดจ้าจนยากจะมองสบตรงๆ !
นี่เหมือนกับมียอดฝีมือที่วรยุทธ์ล้ำเลิศใช้นิ้วโป้งของตนเองดันกระบี่ไร้เทียมทานที่ตนเองพกติดกายออกจากฝักจนเผยให้เห็นประกายเย็นเยียบซึ่งทำให้คนหวั่นเกรงในยามค่ำคืนอย่างกะทันหัน!
กระบี่ที่ยังไม่ออกจากฝักกลับน่ากลัวกว่าออกจากฝัก!
ฝ่ามือแรกเอ้อร์จื่อตบอย่างไม่มีเหตุผล โดยไม่ทันคิด ไม่ทันมอง แต่ฝ่ามือที่สองเอ้อร์จื่อสบตาคู่นั้นตรงๆ มือที่ง้างขึ้นของเขานั้นจึงง้างอยู่นานก็ยังไม่ตบลงไป
ไม่เหมือนเดิม!
เ้าเด็กนี่ไม่เหมือนตอนปกติ!
เมื่ออยู่ในสังคมแบบนี้แล้วล้วนต้องมีความสามารถอยู่บ้างไม่เช่นนั้นก็คงเอาชีวิตรอดภายใต้คมมีดไม่ได้ เอ้อร์จื่อนั้นไม่มีความสามารถอะไรแต่กลับไวต่อความรู้สึกประหลาดเช่นนี้มาก
เขาง้างมืออยู่นานสองนานแต่กลับรีรอไม่ตบลงไป นี่มันเหมือนกับกำลังแสดงงิ้วเื่หนึ่งตัวประกอบด้านหน้าเดินไปมาพอสมควรและขี่ม้าเรียบร้อยแล้ว ตัวเขาก็เอ่ยว่า “เ้าฟังข้าพูดนะ” ด้วยน้ำเสียงสูงๆ ต่ำๆ ใน่ท้าย จากนั้นก็ก้าวข้ามประตูไป ขณะที่ขับร้องท่วงทำนองรวดเร็วผู้ชมด้านล่างเวทียืดคอชะเง้อ มองดูตาปริบๆ รอให้นักขับร้องเดี่ยวออกมาแต่กลับคิดไมถึงว่า หลังจากบนเวทีสูดหายใจลึกไปครั้งหนึ่งราวกับท้องผูกในภายหลังก็ไม่มีความเคลื่อนไหวอะไร โมโหหน้าดำหน้าแดงอีกครึ่งท่อนที่เหลือค้างอยู่ในลำคอ
ตามแบบฉบับของคนที่ชอบคุยโวโอ้อวดแต่กลับทำไม่ค่อยสำเร็จ
อีกคนที่ตามมาด้วยกันกับเขามองออกถึงความผิดปกติแต่รอบด้านมีคนดูอยู่ สถานการณ์เช่นนี้จะเสียท่าหรือล้มเลิกไม่ได้
คนผู้นี้ชื่อกู้ไป๋เป็ที่ปรึกษาในแก๊ง เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีเหลือง กางเกงสแล็คสีดำ รองเท้าหนังคู่หนึ่งที่ขัดเป็มันเงาวับมองดูแล้วเป็คนจริงจังคนหนึ่ง เพียงแต่หว่างคิ้วมีกลิ่นอายชั่วร้ายเดิมนี่เป็เื่เล็ก ไม่ควรจะให้เขามา แต่ระยะนี้แก๊งมักจะเก็บเงินไม่ได้ทุกแห่งล้วนค้างชำระ ทำให้ลูกพี่ในแก๊งหัวเสียทั้งวัน
สังคมอิทธิพลมืดก็ต้องทำกิจวัตรประจำวันอย่างเช่นการกินดื่ม ปัสสาวะ และอุจจาระเหมือนกัน ในยุคสมัยที่ตลาดยึดเศรษฐกิจเป็หลักสิ่งที่ลูกสมุนใต้บังคับบัญชายอมรับไม่ใช่คุณที่เป็ลูกพี่พวกเขายอมรับผู้เฒ่าเหมา[1]บนธนบัตรสีแดงต่างหาก ถ้าไม่มีเงิน กระแสเงินสดไม่คล่องตัว อย่าพูดถึงองค์กรเล็กๆที่ให้กู้เงินโดยการเก็บดอกเบี้ยสูงในสังคมอิทธิพลมืดเลย ต่อให้เป็แก๊งชิงหงหรือแก๊งซานโขว่อะไรนั่นก็ล้วนมีจุดจบเดียวกัน ดำเนินกิจการต่อไม่ได้!
จะทำอย่างไรหากการปล่อยเงินกู้มีเหตุการณ์ที่เก็บเงินไม่ได้ไปทั่วแบบนี้
ง่ายมาก!ก็แค่หาคนที่ไม่มีเื้ัคนหนึ่งแล้วจัดการซะ! ไม่มีเืสักหน่อยไม่เชือดไก่สักหลายตัว ก็คงเตือนลิงพวกนี้ไม่ได้!
คนที่ออกความคิดนี้คือเขากู้ไป๋ ลูกพี่มองกวาดขึ้นลงหลายรอบ ให้กลิ่นอายของหัวหน้าแก๊งจัดการกับรองหัวหน้าเขาตบบ่าแล้วเอ่ยว่า “นายเป็คนออกความคิดเช่นนั้นก็ให้นายเป็คนไปทำแล้วกัน!” ลูกพี่พูดออกมาแล้วกู้ไป๋จึงพูดอะไรไม่ได้ ทำได้แค่บีบจมูกมาถึงที่นี่
กู้ไป๋ยื่นมือออกไปรั้งมือเอ้อร์จื่อลงมาดวงตาเขาหรี่ลงเป็ขีดราวกับงูพิษที่กำลังพิจารณามองถังชวน เขาเห็นว่าแม้ว่าเ้าเด็กนี่จะถูกตบถูกด่าก็ไม่สวนกลับเพียงแค่เหลือบตาขึ้นจ้องพวกเขาด้วยสายตาเ็าอย่างไร้ซึ่งความหวาดกลัว ขลาดเขลาและยิ่งไม่ได้ร้องขอความเมตตาอย่างที่จินตนาการเอาไว้
ในสายตาเ็ายังแฝงไปด้วยความแข็งแกร่งที่ยอมตายแต่ไม่ยอมประนีประนอม
เขารวมรวบคำพูดอย่างเอื่อยเฉื่อยพลางค่อยๆ วางแผนในใจ “ช้าก่อนๆ ! อย่าเพิ่งรีบลงไม้ลงมือแต่หากจะลงมือก็ไม่ใช่ตอนนี้” ประโยคนี้ของเขาพูดได้ดีประการแรกคือให้เกียรติเอ้อร์จื่อ ประการที่สองแสดงฐานะตนเองประการที่สามคือใช้คำพูดที่มีความนัยในการสื่อถึงผลของเื่ในวันนี้ ‘แกต้องมีจุดจบที่ไม่ดี คนรอบๆ คอยดูให้ดีแล้วกัน!’
เขาเอ่ยจบแล้วก็เงยหน้ากวาดตามองรอบๆ แวบหนึ่ง ไม่มีสักคนที่กล้าสบตาเขา
เขาลำพองใจเล็กน้อยแล้วจ้องไปที่ถังชวน พลางตั้งใจเลียนแบบน้ำเสียงของผู้บังคับบัญชา “แกชื่อถังชวนสินะ”
ถังชวนไม่พูดอะไรสักคำ
กู้ไป๋เอ่ยถามว่า“พ่อแกชื่อถังเซ่าตงใช่ไหม”
ถังชวนยังคงไม่พูดอะไรเหมือนเดิม
กู้ไป๋เจอปฏิเสธไปสองครั้งเขาก็ไม่ใส่ใจท่าทีของถังชวน เหมือนกับนักแสดงที่พูดบทสนทนาอยู่บนเวทีคนเดียวยิ้มกับตนเอง แล้วเอ่ยต่อไปว่า “ฉันเคยเจอพ่อแก มีมิตรภาพกันนิดหน่อยฉันเคยได้ยินเหล่าพี่น้องพูดถึงแกมาบ้างบอกว่าเป็คนที่จิตใจเด็ดเดี่ยวแน่วแน่คนหนึ่ง อารมณ์ร้อนและแข็งแกร่งวันนี้ได้พบกันแล้ว ก็ไม่เลวจริงๆ คนหนุ่มสาวมีความหยิ่งในศักดิ์ศรีเช่นนี้ก็ดีฉันชื่นชมแกมาก!” เขาเอ่ยปากก็ชมถังชวนก่อนแต่รอยยิ้มกริ่มของเขากลับน่ากลัวกว่าเ้าผมทองมาก
คนรอบๆที่รู้ดีว่าเขาปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไร ถูกเขากวาดตามองผ่านโดยไม่ตั้งใจครั้งหนึ่งก็ล้วนรู้สึกว่าตนเองไม่สบายไปทั้งร่าง เหมือนถูกอสรพิษฉก
[1] ผู้เฒ่าเหมา หมายถึงเหมา เจ๋อตงผู้นำการปฏิวัติจีนใหม่ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี ค.ศ.1949