ผมขับรถมาจอดที่หน้าโรงแรม พอมาถึงก็เห็นเมษายืนรออยู่ก่อนแล้ว เธอหันซ้ายหันขวาเหมือนกำลังมองหาผมอยู่
วันนี้เธอแต่งตัวสบาย ๆ เสื้อยืดสีดำเรียบ ๆ มีตัวอักษรเล็กน้อยตรงอกเสื้อ กางเกงผ้าคอตตอนสีครีมที่ดูเข้ากับลุค และพาดกระเป๋าหนังสีดำใบไม่ใหญ่มาก
ส่วนผมนะเหรอ… เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว กางเกงสแล็คสีดำ ดูยังไงก็เหมือนนักศึกษามหาวิทยาลัยไม่มีผิดเพียงแต่ไม่มีเน็กไท
ผมจอดรถห่างจากเธอเล็กน้อย พอที่เธอจะยังไม่เห็นผมในทันที ในใจคิดอยากจะแกล้งเธอเล่นซะหน่อย ผมกดบีบแตรรถดังลั่น
ปิ๊ด!!
ผมยิ้มขำกับท่าทีของเธอที่สะดุ้งโหยงเหมือนคนใสุดชีวิต ก่อนที่เธอจะหันมาเห็นว่าเป็ผมแล้วก็ยิ้มออกมาอย่างเขิน ๆ
เธอเดินเข้ามาใกล้พลางทำปากยู่ “พี่! ใหมดเลยนะ กดแตรทำไมเนี่ย”
ผมเปิดกระจกลงหัวเราะเบา ๆ “ก็กะว่าจะกวนหน่อย ไม่คิดว่าจะใขนาดนั้น”
เธอเบ้ปากแต่ก็หัวเราะตาม “อายคนเค้า...” แล้วเปิดประตูขึ้นมานั่งข้าง ๆ ผมทันที
ผมหัวเราะพลางเอ่ยถาม “ว่าแต่...จะไปเซ็นทรัลไหนเหรอ”
เธอหันมามองเหมือนจะเขินแต่ก็ปนหงุดหงิด “พี่นี่...จะหัวเราะอะไรนักหนา ไปเซ็นทรัลลาดพร้าว”
ผมยังขำไม่หยุด เธอเลยทำตาขวางใส่ “จะหยุดไม่หยุด...”
ผมยกมือทำท่ายอมแพ้ รีบตอบยิ้ม ๆ “หยุดแล้ว ๆ”
...
เวลาผ่านไป
เราสองคนก็เดินเข้ามาในเซ็นทรัลลาดพร้าวแล้ว บรรยากาศคึกคักไปด้วยผู้คน ผมกวาดสายตามองร้านค้ารอบ ๆ อย่างเพลินตา ระหว่างนั้นเมษาก็หันมาพูดขึ้นว่า
“พี่...ร้านสุกี้ตี๋น้อยที่เราจะไปน่ะ มีเพื่อนหนูทำงานอยู่ แล้วก็..มีคนที่หนูกำลังคุย ๆ อยู่ทำงานที่นั่นด้วย”
ผมหันไปมองเธอแล้วยิ้มขำ “อ๋อ...ก็ว่าอยู่ ทำไมถึงอยากมา” พูดพลางทำสายตาแหย่ ๆ ใส่เธอ
เธอพยายามกลั้นยิ้ม เขิน ๆ อยู่พักหนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อ “คือแบบนี้นะ หนูบอกกับเขาไปแล้วว่า...พี่เป็พี่ชายหนูจริง ๆ มาจากต่างจังหวัด” เธอหยุดมองหน้าผมเล็กน้อย “หนูอยากให้พี่ช่วยตามน้ำไปหน่อย...ได้ไหม”
ผมยกยิ้มบาง ๆ พยักหน้า “ได้สิ...ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” พูดไปก็อดมองความน่ารักในแววตาเธอไม่ได้
ขณะนั้นเองเธอเอื้อมมือมากอดแขนผม เอียงศีรษะมาแนบไหล่แล้วยิ้มอย่างดีใจ “ขอบคุณนะคะ”
ผมมองเธอ...เห็นเธอมีความสุข ผมเองก็รู้สึกมีความสุขตามไปด้วย ถึงจะแอบหวงอยู่หน่อย ๆ ก็ตาม จากนั้นผมก็เอ่ยถามกลับไปว่า “แล้วเพื่อนน้อง...ใช่คนที่พี่เคยเห็นวันนั้นหรือเปล่า”
เธอหันมามองผม ดวงตาเป็ประกายก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ “อื้อ...ใช่แล้วค่ะ คนที่พี่เคยเห็นวันนั้นแหละ”
ผมเลิกคิ้วนิด ๆ “อ๋อ...”
เธอยิ้มกว้างขึ้น กอดแขนผมแน่นกว่าเดิม “หนูบอกเพื่อนหนูไว้แล้วแหละ ไม่ต้องห่วง”
...
เราสองคนเดินมาเรื่อย ๆ จนมาถึงร้านสุกี้ตี๋น้อย พอถึงก็ต้องรอประมาณสิบนาที กว่าคิวของเราจะมา
พนักงานเรียกให้ไปนั่งที่โต๊ะ เราจึงเดินตามไปนั่งอย่างเรียบร้อย
ไม่นานหลังจากที่เรานั่งลง เพื่อนของเมษา ซึ่งเป็พนักงานของร้านก็เดินมาหา เธอยิ้มบาง ๆ พร้อมถามขึ้นเสียงอ่อน ๆ “รับน้ำชุบอะไรดีคะ?”
เมษาหัวเราะแล้วหันไปตอบแบบหยอก ๆ “เอาน้ำเกลือได้ไหมคะ”
ทำให้เพื่อนของเธอหัวเราะตามอย่างอดไม่ได้ “เอาดี ๆ เธอ…” เพื่อนของเมษาตอบพร้อมหัวเราะเบา ๆ
เมษาหัวเราะตาม แล้วหันมาถามผม ผมใช้เวลามองเมนูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบช้า ๆ “เอาชุบต้มยำกับน้ำดำไหม”
เมษาพยักหน้าเบา ๆ ก่อนหันไปหาเพื่อนของเธอ “ปันปัน เอาตามที่พี่เขาบอกเลย”
เมื่อสั่งเสร็จ ไม่นานทุกอย่างก็ถูกจัดวางบนโต๊ะ พวกเราทั้งสองสั่งของมาเต็มโต๊ะ ทั้งเนื้อ หมู ลูกชิ้น เกี๊ยว ผักสดหลากชนิด และของทอดที่วางไว้ให้เดินไปตักเอง กลิ่นหอมลอยขึ้นมาเตะจมูก ทำให้ท้องเริ่มร้องเบา ๆ
พวกเราหยิบเนื้อวางลงในหม้อสุกี้ที่น้ำซุปร้อน ๆ เริ่มเดือด ฟองเล็ก ๆ ลอยขึ้นมาพร้อมกลิ่นหอมฉุนของเครื่องเทศ เมษาหยิบตะเกียบคีบลูกชิ้นใส่ลงไปบ้าง ส่วนผมก็ตักผักสดลงตามชอบ
น้ำซุปค่อย ๆ พาให้ทุกอย่างสุก มันส่งเสียงปุด ๆ เบา ๆ ประหนึ่งกำลังร้องทักทายให้เรากิน
...
“ปันปัน…คนนั้นเป็พี่ชายของเมษาใช่ไหม?” พนักงานชายเอ่ยถาม ขณะมองไปยังเมษาและวายุพี่กำลังนั่งกินอยู่
“อะ…ใช่ ๆ คนนั้นแหละ” ปันปันตอบ พร้อมมองหน้าพนักงานชายแล้วยิ้มบาง ๆ
ขณะนั้นเอง เมษาก็หันมาพอดี เธอโบกมือให้พนักงานชายพร้อมเรียกเบา ๆ “ธาม…มานี่”
เมษากวักมือเรียกเขาให้เดินเข้ามา เห็นได้ชัดว่าเขากำลังว่างจากงานอยู่ ธามจึงก้าวเท้าเดินเข้ามา แต่สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่เมษาด้วยรอยยิ้ม
เมื่อธามเดินมาถึง เมษาก็แนะนำให้เขารู้จัก “ธามนี่…พี่ชายเค้า พี่วายุ”
ธามหันมายิ้มให้ผม พร้อมยกมือไหว้ “สวัสดีครับพี่ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
ผมยิ้มตอบกลับอย่างเป็มิตร “ครับ…เช่นกัน” แล้วพูดหยอก ๆ ต่อ “มานั่งกินด้วยกันไหม?”
ธามรีบโบกมือปฏิเสธด้วยน้ำเสียงสุภาพ “ไม่ได้ครับ…กำลังทำงานอยู่ เอาไว้วันหลังนะครับ”
ผมหัวเราะเบา ๆ “โอเค…ครั้งหน้านะ”
ธามพยักหน้าเล็กน้อยด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหันกลับไปทำงานต่อ
เมื่ออาหารใกล้หมด ผมจึงสั่งเพิ่มอีกหน่อย เพราะยังไม่อิ่ม รอไม่นาน ปันปันก็เดินมาพร้อมกับคอนโดเนื้อในมือ
เธอค่อย ๆ วางมันลงบนโต๊ะ แต่จังหวะนั้น มือเธอก็เผลอโดนแก้วน้ำของผม จนแก้วล้มลง ยังดีที่ผมคว้ามันทัน แต่ก็น้ำก็หกลงมาบนกางเกงผมบ้าง ทำให้ผมรู้สึกเย็นวาบ
ปันปันหน้าร้อนผ่าว หันมามองผมด้วยความใ “โอ๊ะ...ขอโทษค่ะ โดนพี่ไหมคะ”
ผมพยักหน้าเบา ๆ พลางหัวเราะเล็กน้อย “ไม่เป็ไรหรอก พี่วางไว้ริมโต๊ะเกินไปเอง”
ปันปันสีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล “พี่เปียกหมดเลย” เธอรีบเอื้อมมือไปหยิบกระดาษทิชชูแล้วยื่นมาให้
ผมรับมาเช็ดอย่างรวดเร็ว แต่กางเกงก็เปียกไปแล้ว โชคดีที่มันเป็สีดำ จึงไม่เห็นรอยน้ำชัดนัก ความเย็นแ่ ๆ จากผ้าที่ชุ่มซึมผ่านเข้ามา แต่ผมก็เพียงยิ้ม ให้เธอคลายกังวล
“ปันปัน…เธอไม่ช่วยพี่วายุเช็ดหน่อยหรอ” เมษาพูดพลางหัวเราะเบา ๆ แววตาซุกซนเต็มไปด้วยการแหย่เล่น
ปันปันยิ้มออกมาอย่างเขินอาย แก้มขึ้นสีระเรื่อ “เมษา…เธอนี่” เธอส่ายหน้าเพราะมันเป็จุดที่เธอไม่สามารถเช็ดให้ได้จริง ๆ
ผมเลยยกมือห้ามพร้อมพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ไปทำงานต่อเถอะ พี่ไม่เป็ไรหรอก”
หลังจากกินเสร็จ พวกเราจึงลุกขึ้นยืน เตรียมจะออกจากร้าน ปันปันเดินเข้ามาหาผมอีกครั้งพร้อมรอยยิ้มเก้อ ๆ
“พี่… ขอโทษด้วยนะคะ” เธอเอ่ยเสียงเบา ก่อนจะเหลือบตามองหน้าผม แล้วก้มลงมองที่กางเกงของผมอย่างเขินอาย
เมษากล่าวลาปันปันกับธามเล็กน้อยก่อนจะ เดินตามผมไปที่เค้าเตอร์ เพื่อชำระเงิน
ทว่าก่อนที่ผมจะควักเงินออกมา เมษาที่เดินตามมาถึง ก็เอ่ยขึ้น “เดี๋ยวหนูเลี้ยงเองค่ะ ตอนเที่ยงพี่เลี้ยงหนูแล้วนี่”
เธอพูดแล้วยื่นเงินส่งให้พนักงานอย่างรวดเร็ว ราวกับไม่อยากให้ผมมีโอกาสขัด ผมจึงได้แต่ยิ้มออกมาเล็กน้อย “งั้นก็เอาตามนั้น”