ฮวาเฮ่าเย่ว์กำจี้หยกในมือแน่น “ท่านพ่อ...น้องสาวใกล้จะแต่งงานแล้ว หากท่านยังอยู่คงดีไม่น้อย แต่ท่านไม่ต้องห่วง ข้าจะปกป้องนาง และทำให้นางมีชีวิตที่สงบสุขตลอดไปเองขอรับ”
ฮวาชิงเหยียนกลับมาถึงห้องก็จัดสมุนไพรเตรียมหลอมโอสถฟื้นฟูโลหิตระดับสูงให้ฮวาเฮ่าเย่ว์ โอสถน้ำสีแดงสดนั้นไม่เพียงงดงามสะดุดตา แต่ยังส่งกลิ่นหอมละมุนลอยอบอวลไปทั่วทั้งห้อง
นางแบ่งโอสถน้ำนั้นออกเป็นห้าขวดเล็ก หากฮวาเฮ่าเย่ว์ดื่มหมด น่าจะทำให้จุดตันเถียนฟื้นฟูได้ไม่น้อย
“ท่านแอบดูอยู่ตั้งนานแล้วมิใช่หรือ มีธุระอะไรก็รีบบอกมาเถิด” ฮวาชิงเหยียนเช็ดโต๊ะเสร็จก็จ้องมือตนที่ยังถือผ้าชุบน้ำไว้แน่น
ชายหน้ากากเงินเดินออกมาจากหลังฉากไม้ฉลุอย่างสง่างาม เขามองไปยังขวดโอสถทั้งห้าบนโต๊ะ “เหล่านี้คืออะไร”
“สำคัญด้วยหรือว่าคือสิ่งใด สิ่งที่ข้าอยากรู้ยิ่งกว่าก็คือ เมื่อไหร่ท่านจะยอมบอกวิธีเปิดแหวนหยกข้าเสียที”
ฮวาชิงเหยียนเปิดที่กั้นก่อนเดินเข้าไปยังห้องด้านในอย่างไม่รีบร้อน ชายหน้ากากเงินก็ก้าวตามเข้าไปเงียบๆ
สายตาของเขาวูบไหวเล็กน้อยแต่ก็กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว “ไม่ต้องห่วง อีกไม่กี่วันเจ้าจะรู้เอง”
เขามองเส้นผมยาวสองสามเส้นบนโต๊ะเครื่องแป้ง ก็นึกย้อนถึงวันที่นางเก็บเส้นผมของจ้าวหลิงเฟิงไว้ ความรู้สึกอึดอัดพลันพลุ่งพล่านขึ้นจนกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว
“อีกไม่กี่วันข้ารอได้อยู่แล้ว แต่วันนี้ท่านมาด้วยเรื่องใดกันแน่” ฮวาชิงเหยียนถามเสียงเรียบ โดยไม่ทันเห็นแววเยียบเย็นที่ก่อตัวขึ้นในแววตาของเขา
“ไม่มี” เขาพูดเพียงสั้นๆ แล้วก็หายตัวไปทันที
ฮวาชิงเหยียนส่ายหน้าเล็กน้อย พลังของชายผู้นี้ช่างสูงล้ำจนจับต้องไม่ได้ ทั้งยังลึกลับจนชวนให้รู้สึกอันตราย หากเป็นศัตรูกับเขาคงน่ากลัวไม่น้อย ฉะนั้นนางต้องเร่งฝึกฝนให้มาก
ฮวาชิงเหยียนรวบรวมสมาธิเพื่อฝึกพลัง การจะหลอมโอสถระดับสูงได้ ระดับพลังก็จำเป็นต้องสูงขึ้นด้วย
ฮวาชิงเหยียนฝึกฝนตลอดคืน และด้วยความมุ่งมั่นเกินคาด พลังของนางจึงทะยานขึ้นถึงระดับหลอมปราณขั้นแปด
‘เจ้าว่าอะไรนะ...ทะลุขั้นอีกแล้วอย่างนั้นหรือ! เหลือเชื่อจริงๆ!’ จิตวิญญาณแห่งคัมภีร์ถึงกับตกตะลึงจนพูดไม่ออก
หลังจากฝึกเสร็จ ฮวาชิงเหยียนก็พักเพียงสี่ชั่วยาม
เช้าวันรุ่งขึ้น
เสี่ยวเหมยปลุกฮวาชิงเหยียนพลางแจ้งว่า จวนตระกูลฉางส่งคนมาเชิญนางไปร่วมงานแต่งของฉางจื่อโหรว
ฮวาชิงเหยียนลืมไปเสียสนิท คาดไม่ถึงว่าเพียงพริบตาเดียวก็ถึงวันที่คุณหนูตระกูลฉางเข้าพิธีสมรสในวันที่หกเดือนหกเสียแล้ว
นางนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง คิดอยู่ว่าในเมื่อเป็นวันมงคลของผู้อื่น เช่นนั้นก็ควรจะแต่งตัวเสียหน่อย จึงนึกถึงตนเองในศตวรรษที่ยี่สิบสามยามไปร่วมงานแต่งของเพื่อนอยู่หลายครั้ง ทุกครั้งที่เห็นเพื่อนมีความสุข นางก็พลอยยินดีไปด้วย การได้สัมผัสความสุขของผู้อื่นเช่นนี้...นับว่าดีไม่น้อย
ฮวาชิงเหยียนมองใบหน้าซีดเหลืองของตนเองในกระจก แล้วยิ้มขื่นอย่างจนปัญญา นับแต่ที่มาถึงที่นี่ นางยังไม่เคยดูหน้าตาของเจ้าของร่างอย่างละเอียดเลย ใบหน้านี้จัดว่าจมูกโด่งคิ้วคม ทว่าผิวพรรณกลับ...
นางเดินไปยังห้องปรุงโอสถ หยิบขวดโอสถน้ำฟื้นคืนผิวพรรณขึ้นดื่ม ก่อนจะกลับมานั่งหน้าโต๊ะเครื่องแป้งอีกครั้ง แล้วเรียกเสี่ยวเหมยกับเซี่ยจู๋ให้เข้ามาช่วยแต่งตัว ระหว่างกำลังครุ่นคิดว่าจะใส่ชุดใดจึงจะเหมาะสม พลันนึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนเสี่ยวเหมยบอกว่ามีชุดเพิ่งตัดเสร็จ จึงสั่งให้นางไปนำมา
เมื่อฮวาชิงเหยียนเห็นชุดตรงหน้า ก็รู้สึกได้ว่าหรูหรางดงามนัก เกรงว่าราคาคงไม่ธรรมดา จึงคิดในใจว่ามารดาของนางช่างทุ่มเทกับตนเสียจริง
หลังจากเปลี่ยนชุดเรียบร้อย เสี่ยวเหมยกับเซี่ยจู๋ก็ช่วยกันแต่งหน้าทำผมให้คุณหนูของตน
เสี่ยวเหมยแต่งแต้มสีชมพูระเรื่อบนแก้มนวล จากนั้นเติมแต่งสีส้มคล้ายปะการังบนริมฝีปากบาง เซี่ยจู๋เกล้ามวยผมไว้ด้านบนเป็นช่อแล้วปล่อยผมลงอย่างเป็นธรรมชาติ ปอยผมบางส่วนทิ้งระอยู่ตรงหัวไหล่อย่างอ่อนช้อย
เสี่ยวเหมยกับเซี่ยจู๋มองคุณหนูอย่างตกตะลึง พวกนางจำแทบไม่ได้ พลางคิดว่านี่คือคุณหนูของพวกนางจริงหรือ เมื่อแต่งตัวแล้วคุณหนูของพวกนางงดงามยิ่งนัก
ไม่เพียงแต่บ่าวรับใช้ที่มองฮวาชิงเหยียนอย่างตะลึงพรึงเพริด แม้แต่ฮวาเฮ่าเย่ว์กับซูซื่อที่เห็นนางก็ถึงกับตะลึงงัน ลืมแม้กระทั่งสิ่งที่ตั้งใจจะพูด
โชคดีที่ฮวาเฮ่าเย่ว์ตั้งสติได้ก่อนจึงเอ่ยว่า “น้องสาว วันนี้เจ้า...ช่างงดงามจริงๆ”
ฮวาชิงเหยียนยิ้มบาง มองซูซื่อก่อนเอ่ย “ท่านแม่ ท่านดูพี่ชายสิเจ้าคะ แกล้งข้าอีกแล้ว”
ซูซื่อกล่าวพลางยิ้มอย่างเอ็นดู “เฮ่าเอ๋อร์พูดถูกแล้ว ลูกสาวของแม่งดงามที่สุด รีบออกเดินทางกันเถิด อย่าให้คลาดเวลาฤกษ์”
ฮวาชิงเหยียนไม่รั้งรออีกต่อไป พาเซี่ยจู๋มุ่งหน้าไปยังจวนตระกูลฉางทันที
ตามธรรมเนียมแต่งงานระหว่างตระกูลใหญ่กับราชวงศ์ พิธีตอนเที่ยงจะจัดที่จวนฝ่ายหญิง จากนั้นเมื่อถึงยามโพล้เพล้ ฝ่ายชายจึงจะมารับตัวเจ้าสาวเข้าวังเพื่อจัดงานเลี้ยงค่ำ ดังนั้นขบวนเจ้าบ่าวต้องร่วมกินเลี้ยงกลางวันที่จวนฝ่ายหญิงก่อน ซึ่งตามประเพณีการรับเจ้าสาวจะต้องมีองค์ชายหรืออ๋องเก้าคนออกจากวังมาร่วมขบวนด้วย
นอกจากองค์ชายห้าผู้เป็นเจ้าบ่าวแล้ว ฮ่องเต้ยังทรงจัดให้องค์รัชทายาท องค์ชายสี่ องค์ชายแปด อ๋องเจ็ด และอ๋องเก้าเข้าร่วมขบวนรับเจ้าสาวด้วย
อ๋องเจ็ดกับอ๋องเก้านั่งอยู่ที่โต๊ะประธาน อีกสามวันก็จะถึงวันมงคลของพี่เจ็ดอยู่แล้ว แต่เห็นเขายังคงสงบนิ่งราวผู้ไร้กิเลส อ๋องเก้าทนดูไม่ไหว ขณะตั้งท่าจะเอ่ยหยอกเย้า กลับได้ยินเสียงฮือฮาดังมาจากหน้าประตู
“นั่นคุณหนูตระกูลไหนกัน...งามเหลือเกิน...”
“ดูท่าหนึ่งในสี่หญิงงามจะมีสาวงามเพิ่มขึ้นอีกคนแล้วกระมัง...”
อ๋องเก้ามองไปยังหน้าประตูด้วยความสงสัย ทันทีที่เห็นสตรีนางนั้น นอกจากรู้สึกว่างดงามสะกดตาแล้ว ยังรู้สึกคุ้นตาเป็นพิเศษ...
ต้องเคยพบที่ไหนมาก่อนแน่ๆ ...นั่น...ฮวาชิงเหยียน! พี่สะใภ้เจ็ดของข้านี่นา!
อ๋องเก้าตื่นตระหนกสุดขีด หันไปพูดกับอ๋องเจ็ดว่า “พี่เจ็ด ท่านดูสิว่าใครมา!”
แต่อ๋องเจ็ดกลับมิได้ใส่ใจ ยังคงจิบชาตามเดิม
อ๋องเก้าถึงกับร้อนรน “พี่เจ็ด รีบดูเถิด นั่นพี่สะใภ้เจ็ดของเรานะ!”
มือของอ๋องเจ็ดที่กำลังยกถ้วยชาดื่มพลันชะงักไปชั่วครู่
นางมาทำไม
เขาคิดก่อนจะหันไปมองทางนั้น
สตรีผู้หนึ่งก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มอันแสนผ่อนคลาย ใบหน้าซึ่งแต่งแต้มอย่างพองาม รับกับคิ้วเรียวบางโค้งดุจกิ่งหลิวได้ดี ชุดกระโปรงผ้าไหมบางเบาพลิ้วไหวแนบเนื้อเผยให้เห็นสัดส่วนงามระหง เสื้อคลุมอกลายผีเสื้อสีน้ำเงินเนื้อผ้าละเอียดแนบผิวขาวนวล ลายริ้วสีน้ำเงินตามชายเสื้อสะท้อนประกายแสงครามอัญมณี ยิ่งยามต่างหูระย้าระยิบระยับยามต้องแสง ช่างขับให้สง่างามจับตา
อ๋องเจ็ดจ้องมองฮวาชิงเหยียน ราวอยากมองแต่ก็ไม่อยากให้ใครเห็น สายตาเต็มไปด้วยความหวงแหนในความงามนั้น
อ๋องเก้าเห็นอ๋องเจ็ดยกยิ้มมุมปาก ก็มองด้วยแววตารู้ทันพร้อมยิ้มเจ้าเล่ห์ “ข้าว่าพี่เจ็ดโชคดียิ่งนัก ไม่คิดเลยว่าพอนางแต่งตัวขึ้นมาจะกลายเป็นหญิงงามล่มเมืองได้เช่นนี้”
“โชคดี? ฮวาชิงเหยียน?” เสียงแผ่วเบาของอ๋องเจ็ดเจือความขุ่นเคือง
อ๋องเก้าทำหน้าหงุดหงิดเล็กน้อย “ข้าไม่ได้หมายความแบบนั้น...พี่สะใภ้เจ็ด...ข้า...”
ทว่ายังไม่ทันที่อ๋องเก้าจะเอ่ยจบ องค์ชายสี่ซึ่งเพิ่งนั่งลงข้างๆ ก็ขัดขึ้นเสียก่อน “ท่านอาเจ็ด ท่านอาเก้า พวกท่านกำลังคุยอะไรกันอยู่หรือ”
อ๋องเก้าหันไปมองขาขององค์ชายสี่ ก่อนจะเลิกคิ้วแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ “ไม่เลวนี่เจ้าเด็กน้อย ขาของเจ้าหายดีแล้วหรือ”
พอพูดถึงขาของตนเอง องค์ชายสี่ก็อดตื่นเต้นจนพยักหน้ารัวๆ ไม่ได้ “ขอบคุณท่านอาเก้าที่เป็นห่วง ขาของข้าหายดีแล้วจริงๆ ต้องขอบคุณคุณหนูฮวาชิงเหยียนเป็นอย่างยิ่ง ไว้วันหลังข้าต้องไปขอบคุณถึงจวนแน่นอน”
อ๋องเจ็ดกับอ๋องเก้าต่างเป็นที่จับตามองอยู่แล้ว บรรดาผู้คนรอบข้างเหลือบมองมาอย่างสนอกสนใจ และเมื่อเห็นองค์ชายสี่เดินเข้ามาอย่างสง่าผ่าเผยก็พากันตกตะลึง
ทุกคนล้วนได้ยินข่าวที่ขาองค์ชายสี่บาดเจ็บจนเหลือเพียงหนังบางๆ ยึดไว้ และคอยจับตามองอยู่ว่าเขาจะหายดีได้หรือไม่
ทว่าทุกคนที่เห็นกับตาต่างพากันอึ้งกันถ้วนหน้า เพราะดูไม่ออกเลยว่าขาทั้งสองข้างขององค์ชายสี่เคยได้รับบาดเจ็บมาก่อน
นั่นหมายความว่าขาขององค์ชายสี่หายดีแล้วจริงๆ!
ฮวาชิงเหยียนรักษาเขาได้จริงๆ หรือ!
ทุกคนต่างรู้สึกเหลือเชื่อ
ขณะนั้นเอง สาวใช้คนสนิทของฉางจื่อโหรวก็ตรงเข้ามาเชิญฮวาชิงเหยียนให้ไปยังห้องพักของนาง
องค์ชายสี่ไม่สนใจสายตาสงสัยของผู้คนรอบข้างแม้แต่น้อย หางตาเขากลับเหลือบเห็นร่างหนึ่งเดินเคียงไปกับสาวใช้ตรงกลางโถง เห็นใบหน้าอีกฝ่ายเพียงครู่เดียว เขาก็แทบไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง สตรีผู้มีใบหน้าละมุนละไม งามหมดจดประหนึ่งหยกหลอม นั่น...ฮวาชิงเหยียนใช่หรือไม่!
เขาลืมทุกสิ่งทุกอย่างไปหมดสิ้น รีบสาวเท้าตามไปในทันที
“คุณหนูฮวาชิงเหยียน! ฮวา...”
เมื่อได้ยินเสียงขององค์ชายสี่ดังขึ้นจากด้านหลัง ฮวาชิงเหยียนหันไปก็เห็นเขาเดินตรงมาด้วยความเร่งรีบ อีกทั้งดวงตายังเต็มไปด้วยความตกตะลึง
ฮวาชิงเหยียนมองขาของเขาทันที
“หายแล้วหรือเจ้าคะ” นางยิ้มถามก่อนจะโค้งคำนับอย่างเหมาะสม “องค์ชายสี่”
องค์ชายสี่รีบโบกมือ “ไม่ต้องพิธีมาก ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าควรจะขอบคุณเจ้าอย่างไรดี หากเจ้าไม่รักษาข้า เกรงว่าอาจจะ...”
“องค์ชายสี่อย่าได้เกรงใจไป ข้าน้อยดีใจยิ่งนักที่รักษาขาของท่านจนหายได้ วันนั้นมีเพียงท่านที่ไว้ใจ แล้วข้าน้อยจะทำให้ท่านผิดหวังได้อย่างไรเจ้าคะ” ฮวาชิงเหยียนยิ้มบางแล้วโบกมือเบาๆ
“ไม่ว่าอย่างไรข้าจวินอู๋เสวียนก็เป็นหนี้ชีวิตเจ้า หากวันหน้าเจ้ามีสิ่งใดให้ข้าช่วย บอกข้าได้เลยไม่ต้องเกรงใจ ข้าจะช่วยเจ้าสุดกำลัง” องค์ชายสี่กล่าวด้วยสีหน้าแน่วแน่
ฮวาชิงเหยียนยังอยากเอ่ยอะไรอีกเล็กน้อย แต่สาวใช้ที่อยู่ข้างกายกระซิบเตือนว่าต้องไปหาฉางจื่อโหรวแล้ว นางจึงเพียงกล่าวขอบคุณองค์ชายสี่ จากนั้นมุ่งหน้าไปยังเรือนหลัง
“ขอให้เจ้ารักมั่นดั่งเงื่อนแดงผูกใจกลมเกลียว ครองคู่แนบแน่นดังดอกบัวแฝดใต้ร่มไม้เขียว ร่วมทุกข์ร่วมสุขตราบนิจนิรันดร์ ขอแสดงความยินดีกับองค์ชายห้าและคุณหนูฉางที่ได้ครองคู่กัน วันสำคัญเช่นนี้ ข้ามิได้เตรียมของขวัญใหญ่โต มีเพียงโอสถสองขวด ขวดหนึ่งคือโอสถน้ำฟื้นคืนผิวพรรณ อีกขวดเป็นโอสถน้ำบำรุงร่างกาย หวังว่าคุณหนูฉางจะไม่รังเกียจ” ฮวาชิงเหยียนอวยพรแล้วให้เซี่ยจู๋ส่งขวดโอสถให้อีกฝ่าย
ฉางจื่อโหรวตกตะลึงจนตั้งตัวแทบไม่ทัน นางรีบส่งสัญญาณให้สาวใช้รับของ “ชิงเหยียน เรื่องวันนั้นข้าขอบคุณเจ้าจากใจจริง หากไม่มีเจ้า ข้าคงไม่มีวันนี้ บุญคุณนี้จื่อโหรวไม่มีวันลืม”
ฮวาชิงเหยียนรู้สึกปวดศีรษะเล็กน้อย นี่นับเป็นครั้งที่สองของวันแล้วกระมังที่นางได้ยินคำพูดทำนองนี้
แต่ก็เอาเถิด นางเห็นตนเองไม่ควรอยู่รบกวน จึงกล่าวว่าจะไปนั่งรอที่โถงหน้า ฉางจื่อโหรวจึงสั่งให้สาวใช้พานางไปยังเรือนหน้า และกำชับให้จัดที่นั่งของนางไว้ตรงโต๊ะประธาน
หลังฮวาชิงเหยียนออกไปแล้ว หยางเหวินเชี่ยนก็เดินเข้าห้องบุตรสาวเพื่อเร่งให้เตรียมตัวเพราะใกล้ถึงฤกษ์มงคลแล้ว
ฉางจื่อโหรวคว้ามือมารดา ก่อนจะวางขวดโอสถน้ำฟื้นคืนผิวพรรณที่ฮวาชิงเหยียนมอบให้พร้อมกล่าวว่า “ท่านแม่ ขวดนี้คือโอสถน้ำฟื้นคืนผิวพรรณของชิงเหยียน ท่านลองดูเถิด หากได้ผล วันหน้าเราค่อยซื้อของนางเจ้าค่ะ”
หยางเหวินเชี่ยนมองขวดโอสถในมือตาเป็นประกาย แล้วรีบดื่มลงไปทันที
ฮวาชิงเหยียนเดินตามสาวใช้ไปยังโถงหน้า ไม่คิดว่าสาวใช้ผู้นั้นจะพานางไปนั่งยังที่ว่างข้างอ๋องเจ็ดพอดิบพอดี
“คุณหนูฮวาชิงเหยียน เชิญนั่งเจ้าค่ะ”
สาวใช้กล่าวพลางผายมือเชื้อเชิญ
ทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘คุณหนูฮวาชิงเหยียน’ อ๋องเจ็ดถึงกับชะงัก เมื่อหันกลับไปเห็นใบหน้าด้านข้างของนางจึงรีบหันกลับมาก่อนทำทีเฉยเมย
หลังฮวาชิงเหยียนนั่งลงเรียบร้อย อ๋องเก้ากับองค์ชายสี่ต่างมองนางยิ้มๆ ฮวาชิงเหยียนเพียงยิ้มรับก่อนเบนสายตาไปทางอื่น ทว่าเมื่อสายตากวาดผ่านคนข้างกายพลันเห็นหน้ากากเงินที่แสนคุ้นตา นางไม่มั่นใจนักจึงรีบหันไปมองอีกครั้ง
เมื่อแน่ใจว่าคนผู้นั้นคือชายหน้ากากเงินที่เคยบุกเข้าห้องของตนหลายครั้ง ฮวาชิงเหยียนก็รู้สึกราวกับนั่งอยู่บนปลายเข็ม พลันหนาวเยือกไปทั้งร่าง