ชายหนุ่มหนวดเครารุงรังถูกอันเหนียงภรรยาของตนไล่ต้อนจนจนมุม ร่างกำยำของเขาสั่นงันงก อีกทั้งยังซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มพลางส่ายศีรษะแรงๆ “ยอดรัก วันนี้ไม่ได้จริงๆ นะ!”
อันเหนียงแทบจะเลิกคิ้วขึ้นด้วยความโกรธ “ดีนักหลัวชิง! เ้าอยากแยกทางกับข้าจริงๆ ใช่หรือไม่!”
ใบหน้าหล่อเหลาแบบลูกผู้ชายของหลัวชิงฉายแววอ้อนวอนทันที ก่อนจะส่ายหัวรัวอีกครั้ง
“เมียจ๋า ใจของข้าภักดีต่อเ้าเสมอ ฟ้าดินย่อมเป็พยาน!”
อันเหนียงถลึงตามองเขา “ถ้าเช่นนั้น...ตรงนั้นของเ้าก็รู้สึกแล้วแท้ๆ ยังไม่ยอม...เ้ารังเกียจข้าแล้วใช่ไหม! ลองนับดูสิ เ้าไม่แตะต้องข้ามากี่ปีแล้ว!”
เมื่อพูดถึงเื่นี้ หลัวชิงก็ทั้งสุขใจทั้งกลุ้มใจ
คืนนี้เขาแอบดื่มสมุนไพรที่ต้มเอง ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม เขาก็รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงตรงจุดที่เงียบงันมาหลายปี แม้การตอบสนองจะยังไม่ชัดเจนนัก แต่สำหรับหลัวชิงแล้ว แค่นี้ก็ทำให้เขาดีใจจนอยากจะะโลั่นบ้าน
เขาดีใจจนเผลอกอดอันเหนียงแน่น แต่ใครจะคิดเล่าว่าอันเหนียงเข้าใจผิด นึกว่าเขาจะลงมือเสียที ทว่าเขาไม่กล้าทำตามใจตัวเอง เพราะนักหลอมโอสถฮวากำชับไว้ ว่าพรุ่งนี้ต้องดื่มยาอีกสองครั้ง และหากอยากหายขาด จะต้องซื้อโอสถพิเศษจากนางมาใช้อีก
เพื่อการรักษาให้หายดี หลัวชิงไม่กล้าทำอะไรทั้งสิ้น เพราะกลัวว่าที่ทำมาจะสูญเปล่า
เหตุการณ์จึงกลายเป็อย่างที่เห็นในยามนี้
เมื่อเห็นสีหน้าผิดหวังของภรรยา หลัวชิงก็เ็ปใจจนแทบทนไม่ไหว รีบโผเข้ากอดและปลอบประโลม “เมียจ๋า วันนี้ไม่ได้จริงๆ พรุ่งนี้! พรุ่งนี้ข้าจะทำให้เ้าพึงใจแน่นอน!”
ใบหน้าอันเหนียงแดงระเรื่อขึ้นทันใด “บ้า! พูดอะไรของเ้า! ดึกแล้ว รีบเข้านอนเสียที”
อันเหนียงพูดจบก็ทิ้งตัวลงนอน หลัวชิงเห็นภรรยาไม่โกรธแล้วจึงแอบถอนหายใจโล่งอก ก่อนจะค่อยๆ ล้มตัวลงนอนบ้าง และเพื่อเลี่ยงเหตุไม่คาดฝัน เขาจึงไม่กล้ากอดภรรยาอีก ได้แต่นอนนิ่งๆ พลางอธิษฐานในใจให้รุ่งเช้ามาถึงเร็วขึ้น
หลัวชิงไม่รู้เลยว่าเื้ัตนเองนั้น อันเหนียงกำลังมองออกไปไกลด้วยสายตาเป็ประกาย ใจหนึ่งก็กำลังครุ่นคิดเงียบๆ ว่า...อย่านึกว่าจะทำอะไรลับหลังนางได้! พรุ่งนี้นางจะจับตาดูให้รู้แน่ชัด ว่าหลัวชิงกำลังปิดบังสิ่งใดอยู่ หรือว่า...เขาจะมีหญิงอื่นจริงๆ?
หากเทียบกับความวุ่นวายเล็กน้อยในบ้านของหลัวชิงแล้ว ตระกูลฉางนั้นกลับคึกคักยิ่งกว่า
หลังจากฉางจื่อโหรวและฉางฮูหยินกลับถึงจวน ทุกคนต่างเห็นว่าใบหน้าของฉางจื่อโหรวไม่เพียงกลับมาดังเดิม หากแต่ดูเหมือนจะงดงามกว่าเดิมเล็กน้อยเสียด้วยซ้ำ ไม่เพียงผู้เป็นายท่านของตระกูลฉางเท่านั้นที่ตกตะลึง แม้แต่อนุคนอื่นๆ ก็ล้วนแล้วแต่แสดงสีหน้าไม่อยากเชื่อ
นายท่านฉางใที่ภรรยาของตนหาทางเอาโอสถฟื้นคืนผิวพรรณระดับเจ็ดมาได้จริงๆ จากนั้นจึงถอนหายใจโล่งอก อย่างน้อยเมื่อใบหน้าบุตรสาวหายดีแล้ว เขาก็สามารถไปอธิบายกับองค์ชายห้าได้แล้ว
ทว่ากลุ่มอนุและบุตรสาวอนุที่มีซูเสี่ยวเสี่ยวเป็หัวเรือใหญ่ต่างขบกรามแน่นด้วยโทสะ
ฉางจื่อโหรวเป็บุตรสาวภรรยาเอก ทั้งยังงดงามและพร์เหนือกว่าใคร เดิมทีก็ไม่มีใครเทียบได้อยู่แล้ว นางจึงบงการให้บ่าวรับใช้ที่รับเงินไปแล้วแอบทำลายใบหน้าของฉางจื่อโหรว หวังจะตัดหนทางในอนาคตของอีกฝ่าย
ซูเสี่ยวเสี่ยวมั่นใจว่าในทั่วทั้งแคว้นหลงลี่จะไม่มีผู้ใดหาโอสถฟื้นคืนผิวพรรณระดับเจ็ดมาได้ จึงเตรียมผลักดันบุตรสาวของตนขึ้นสู่ตำแหน่งชายาองค์ชายห้า
ใครจะคิดว่าหญิงชราอย่างหยางเหวินเชี่ยนจะมีวาสนาถึงขั้นหาโอสถนั้นมาได้จริงๆ!
นางไม่อยากจะเชื่อ!
“พวกเ้าจงไปสืบมาให้ข้าเดี๋ยวนี้ ใครกันที่โอสถฟื้นคืนผิวพรรณระดับเจ็ด และกล้าออกหน้าช่วยหยางเหวินเชี่ยนอีก! กล้าดีนักที่กล้าเก็บของล้ำค่าขนาดนี้ไว้เอง หึ! หากข้ารู้ว่าเป็ใครละก็...อย่าหวังว่าจะมีชีวิตรอด!”
ซูเสี่ยวเสี่ยวในชุดหรูหราแต่งหน้าจัดเผยรอยยิ้มเย็นเยียบ
บังอาจช่วยหยางเหวินเชี่ยนเช่นนี้ ข้าจะทำให้คนช่างยุ่งผู้นั้นได้รู้ว่า ‘ความเสียใจ’ เขียนอย่างไร!
ยิ่งซูเสี่ยวเสี่ยวคิดถึงตอนที่หยางเหวินเชี่ยนให้คนจัดโต๊ะอาหารค่ำอย่างหรูหราขึ้นมาเฉลิมฉลอง ระหว่างมื้อยังคอยแขวะเหน็บใส่นางตลอด ก็แทบโมโหจนอยากคว่ำโต๊ะเสียเดี๋ยวนั้น
ฉางฮูหยินย่อมรู้ดีว่าวันนี้พวกซูเสี่ยวเสี่ยวอึดอัดใจเพียงใด แต่นั่นก็คือจุดประสงค์ของนาง ในเมื่อซูเสี่ยวเสี่ยวอาศัยความโปรดปรานของนายท่านมาใช้เป็อำนาจเพื่อกลั่นแกล้งบุตรสาวของนาง เช่นนั้นนางก็จะตั้งใจจัดงานให้ใหญ่โตโอ่อ่า ให้ซูเสี่ยวเสี่ยวอึดอัดตายไปเสียเลย!
ยามนี้ฉางฮูหยินอยู่ในเรือนของฉางจื่อโหรว นางสำรวจใบหน้าของบุตรสาวอีกครั้ง เห็นว่างดงามดังเดิมก็รู้สึกวางใจลงได้
“่นี้เ้าอย่าเพิ่งออกไปไหน ต้องพักฟื้นให้ดีก่อน แม้เพียงจะก้าวออกนอกเรือนหรือไปยังที่ใด ก็ต้องมีองครักษ์ติดตามอยู่ข้างกาย เข้าใจหรือไม่ ใบหน้าของเ้ายามนี้งดงามกว่าแต่ก่อนถึงสามส่วน วันพรุ่งนี้องค์ชายห้าจะต้องได้ยินข่าวเื่นี้ และหากเขาได้เห็นว่าเ้างดงามขึ้นเพียงใด ย่อมต้องชื่นชอบเ้ายิ่งกว่าเดิมแน่นอน”
เมื่อฉางจื่อโหรวคิดถึงองค์ชายห้าผู้หล่อเหลา ใบหน้าก็แดงเรื่อขึ้นทันที ก่อนจะแสร้งบ่นเสียงเบา “ท่านแม่...พูดอะไรน่าอายเช่นนี้เ้าคะ”
ฉางจื่อโหรวหลุบตาลงพลางก้มหน้าลงเล็กน้อย ภายใต้แสงเทียน ผิวพรรณของนางงดงามจับตาจนแม้แต่ฉางฮูหยินยังอดอิจฉาไม่ได้ นางลูบแก้มบุตรสาวเบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ลูกรัก...แม่เองก็แก่แล้ว ส่วนพ่อของเ้าก็เอาแต่หลงนางซูเสี่ยวเสี่ยวจนไม่เห็นหัวแม่ ต่อจากนี้ แม่คงต้องฝากชีวิตไว้กับเ้าแล้ว”
ฉางจื่อโหรวส่ายหน้ารัว “ไม่จริงนะเ้าคะ ท่านแม่ยังคงงามไม่ต่างจากเมื่อก่อนเ้าค่ะ”
ฉางฮูหยินลูบใบหน้าที่แม้จะกินโอสถบำรุงผิวไปมากเพียงใด แต่ก็ยังมีร่องรอยความหย่อนคล้อยอยู่พลางหัวเราะขื่นๆ
เมื่อนึกย้อนกลับไปในอดีต ตอนที่นางยังงดงามโดดเด่นเหนือใคร ฉางเหวินไท่ไม่เคยแม้แต่จะเอ่ยปากเื่รับอนุเพิ่ม ส่วนอนุที่แต่งเข้ามาก่อนหน้าล้วนถูกเมินเฉย
แต่ั้แ่ตอนที่นางให้กำเนิดบุตรสาว ฉางเหวินไท่ก็เริ่มรับอนุเข้ามาไม่ขาดสาย
ซูเสี่ยวเสี่ยวไม่ใช่คนแคว้นหลงลี่ ทว่าตระกูลของนางในแคว้นหลงหลิงก็มีฐานะพอๆ กับตระกูลฉาง ฉางเหวินไท่จึงเอาอกเอาใจซูเสี่ยวเสี่ยวเป็พิเศษ
ครั้งนี้แม้หยางเหวินเชี่ยนจะรู้ดีว่าซูเสี่ยวเสี่ยวเป็คนบงการเื่ทำลายใบหน้าบุตรสาว แต่ฉางเหวินไท่กลับแค่สั่งลงโทษบ่าวไพร่ที่เกี่ยวข้องจนตาย แล้วกล่าวตำหนิซูเสี่ยวเสี่ยวเพียงไม่กี่คำ ซ้ำยังไม่แตะต้องนางแม้แต่น้อย
ตระกูลหยางของฉางฮูหยินไม่ได้อยู่ในสี่ตระกูลใหญ่ ย่อมเทียบไม่ได้กับตระกูลฉาง แม้จะรู้สึกคับข้องใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากฝืนกล้ำกลืนอดทนไว้
เมื่อนางมองใบหน้าของตนเองในกระจกทองแดง ความรู้สึกเจ็บแน่นในอกพลันตีขึ้นมาอีกครั้ง
ฉางจื่อโหรวเห็นริ้วรอยจางๆ รอบดวงตาของมารดา แม้จะดูแลผิวพรรณอย่างดีก็ยังไม่อาจปกปิดไว้ได้ ทำให้นางรู้สึกะเืใจไม่น้อย นางก็หวังให้มารดากลับมาเป็สาวอีกครั้งเช่นกัน
จู่ๆ ฉางจื่อโหรวก็เอ่ยด้วยความตื่นเต้น “ท่านแม่...ท่านว่าชิงเหยียนจะยังมีโอสถน้ำเสริมความงามที่ให้ข้าดื่มนั้นอีกหรือไม่เ้าคะ วันพรุ่งข้าจะลองไปถามนางดู บางทีโอสถนั้นอาจช่วยให้ท่านแม่กลับมางดงามอีกครั้งก็เป็ได้เ้าค่ะ!”
เมื่อฉางฮูหยินนึกถึงผิวพรรณและอากัปกิริยาที่ดูโดดเด่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัดของบุตรสาวหลังดื่มโอสถน้ำเสริมความงามแล้ว ก็อดหวั่นไหวอยู่บ้างไม่ได้
ทว่าด้วยวัยที่ล่วงเลยเข้าสี่สิบกว่าแล้ว ไหนเลยจะกล้าแสดงความกระตือรือร้นในเื่ความงามออกมาต่อหน้าบุตรสาวได้ นางจึงแสร้งดุเบาๆ ว่า “เ้าควรห่วงใบหน้าของตัวเองก่อน ั้แ่วันนี้เป็ต้นไปต้องดูแลให้ดี รู้หรือไม่ หากไม่ระวัง พออายุเท่าแม่ ต่อให้อมโอสถบำรุงผิวเป็กำก็ไม่ช่วยอะไรแล้ว! พวกบุรุษล้วนตัดสินกันที่หน้าตา แม่เองก็เคยเป็คนที่ทั้งพร์และรูปโฉมโดดเด่น ทว่าพอสิ้นความงามลงเล่า...พ่อเ้าก็รีบไปหลงลูกกวางตัวอื่นทันที! จำไว้นะ การจะรักษาความงามไว้ได้นั้น อย่างแรกคือห้ามนอนดึก ตอนนี้ก็ดึกแล้ว รีบพักผ่อนเสีย แม่เองก็จะไปนอนเช่นกัน”
ฉางฮูหยินกลับถึงเรือนของตนก็ได้รับรายงานจากบ่าว ว่าฉางเหวินไท่ไปค้างที่เรือนของซูเสี่ยวเสี่ยวอีกแล้ว
แม้ซูเสี่ยวเสี่ยวจะอ่อนกว่านางเพียงสองปี แต่ใบหน้าของอีกฝ่ายกลับยังดูเยาว์วัยราวหญิงสาวอายุยี่สิบต้นๆ ใครจะรู้ว่านางกินอะไรเข้าไปกันแน่ ยิ่งคิดก็ยิ่งทั้งริษยาและกลัดกลุ้ม
ในใจของนางพลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา...
หรือจะลองไปถามชิงเหยียนดูดี ว่าโอสถน้ำเสริมความงามที่นางให้บุตรสาวดื่มนั้นใช้กับตนได้หรือไม่
หากนางสามารถกลับคืนสู่วัยงามเช่นแต่ก่อนได้ละก็ ต่อให้ซูเสี่ยวเสี่ยวจะมีกลอุบายมากเพียงใด ย่อมไม่มีวันเทียบกับนางได้!
วันรุ่งขึ้น
ฮวาชิงเหยียนตื่นเช้ามาฝึกตนที่ลานเรือนเช่นทุกวัน ด้วยนางฝึกตนเกือบตลอดทั้งคืน ทำให้ระดับพลังของนางพุ่งทะยานถึงสองขั้น ตอนนี้นางอยู่ระดับหลอมปราณขั้นหกแล้ว
จิติญญาแห่งคัมภีร์ถึงกับสะอึกจนไม่อยากพูดด้วย มันได้แต่ฮึดฮัดในใจ
รอให้ข้าตามหาผู้เป็นายเจอก่อนเถิด! ข้าจะให้เขามาช่วยปรามเ้าสักหน่อย ไม่เช่นนั้นเ้าคงได้หลงตัวเองจนลืมฟ้าดินแน่!
สิ่งที่ทำให้จิติญญาแห่งคัมภีร์อึดอัดใจที่สุดก็คือ แม้ฮวาชิงเหยียนจะฝึกพลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แต่นางกลับไม่มีปัญหาเื่รากฐานไม่มั่นคงแม้แต่น้อย เื่นี้ทำให้มันรู้สึกเหลือเชื่อยิ่งนัก
จิติญญาแห่งคัมภีร์ไม่รู้ว่าในชาติก่อนฮวาชิงเหยียนเคยฝึกฝนพลังพิเศษ แม้รูปแบบจะแตกต่างกัน ทว่าแก่นสำคัญคือระดับจิตใจไม่ต่างกัน จึงไม่มีทางเกิดปัญหาพื้นฐานไม่มั่นคง
หลังจากฝึกเสร็จ ฮวาชิงเหยียนก็ใช้เวลาครึ่งชั่วยามจัดเตรียมโอสถที่หลัวชิงต้องใช้ นางไม่กังวลว่าอีกฝ่ายจะไม่มารับแม้แต่น้อย
พอเสี่ยวเหมยจัดการอาหารเช้าเสร็จ โอสถที่นางปรุงก็เสร็จพอดี ฮวาชิงเหยียนจึงรับประทานมื้อเช้าแล้วออกเดินทางไปยังร้านโอสถเทียนชิงทันที
เวลานั้นเอง ร้านโอสถเทียนชิงก็เพิ่งจะเปิดประตูได้ไม่นาน
ผู้ดูแลร้านหลินพักอยู่ที่ร้านเช่นเคย หลังล้างหน้าล้างตายามเช้าเรียบร้อย เขาก็ลงมาชั้นล่างแล้วสั่งให้ไอ่ซานเด็กรับใช้ที่เข้าเวรยามดึกไปเปิดประตูร้าน
เมื่อไอ่ซานเห็นผู้ดูแลร้านหลินสีหน้าพลันประหลาดใจทันที เขาอ้าปากจะพูดแต่ก็ลังเล “ผู้ดูแลร้านหลิน...หน้าของท่าน...”
ผู้ดูแลร้านหลินขมวดคิ้วก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “หน้าข้ามีอะไรหรือ”
ไอ่ซานรีบหุบปากแล้วส่ายศีรษะรัว “มะ...ไม่มีอะไรขอรับ ข้าจะไปเปิดร้านเดี๋ยวนี้”
แม้จะพูดเช่นนั้น ทว่าสายตากลับกลอกไปมาไม่หยุด ซ้ำแก้มยังพองลมแน่นราวกับกลั้นหัวเราะเต็มที่
ผู้ดูแลร้านหลินพยักหน้าโดยไม่สนใจท่าทางแปลกประหลาดของไอ่ซาน แล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะบัญชีตามเดิม
ไอ่ซานยืนอยู่ข้างๆ และคอยเหลือบมองเขาเป็ระยะ
สีหน้าของผู้ดูแลร้านหลินเริ่มขมวดมุ่น ทว่ายังไม่ทันได้เปิดปากพูด ต้าโถว เอ้อร์เลิ่ง และเสี่ยวซื่อก็เดินเข้ามาเสียงเจื้อยแจ้ว พอเห็นหน้าผู้ดูแลร้านหลินก็พากันอ้าปากค้าง จ้องมองเขาด้วยสายตาเหลือเชื่อ
เสี่ยวซื่ออายุน้อยที่สุด ดูแล้วอายุราวสิบห้าปี เสียงแตกหนุ่มเอ่ยขึ้นอย่างน่าตื่นตะลึงว่า “เฮ้ย! ท่านเป็ใครน่ะ เป็ลูกชายของผู้ดูแลร้านหลินหรือ”
ต้าโถวที่ตัวสูงที่สุดตบเข้ากลางท้ายทอยเสี่ยวซื่อทันควันแล้วด่าว่า “เ้าโง่! มองไม่ออกหรือว่านี่คือผู้ดูแลร้านหลิน!” พูดพลางหันไปยิ้มประจบกล่าวกับเขาว่า “ผู้ดูแลร้านหลิน ท่านโกนหนวดตอนไหนหรือขอรับ”
เอ้อร์เลิ่งพูดตรงยิ่งกว่า “ท่านดูหนุ่มขึ้นไม่น้อย ซ้ำยังหล่อเหลายิ่งนัก ท่านแอบดื่มโอสถน้ำเสริมความงามหรือขอรับ”
ผู้ดูแลร้านหลินเม้มปาก สีหน้าเคร่งขรึมแต่แววตากลับแฝงด้วยความยินดี เขาถลึงตาใส่พวกเด็กรับใช้ทั้งสามพลางว่า “เหลวไหล! ข้าก็แค่โกนหนวดเท่านั้น โอสถน้ำเสริมความงามใช่ของบุรุษควรดื่มเสียที่ไหน รีบไปทำงานได้แล้ว!”
ด้วยเด็กรับใช้ทั้งสามคนกลั้นหัวเราะไม่ไหวแล้วจึงรีบแยกย้ายไปทำงาน แต่ยังไม่วายรวมกลุ่มกระซิบกระซาบกันตรงมุมห้อง
ผู้ดูแลร้านหลินหูดียิ่งนัก ได้ยินคำว่า ‘โอสถน้ำเสริมความงาม’ กับ ‘แอบดื่ม’ ลอยมาเข้าหู ทำให้เขาตวาดลั่นด้วยความโมโห “ยังจะมัวอู้กันอยู่อีก!”
เสียงตวาดดังสนั่นจนร้านโอสถแทบะเื เด็กรับใช้พากันหัวเราะพลางแยกย้ายไปทำงานอย่างว่องไว
ผู้ดูแลร้านหลินหน้าแดงขึ้นมาทันที อย่างไรเสียเขาก็ยอมรับว่าคืนก่อนตนอดใจไม่ไหว ลองดื่มโอสถน้ำเสริมความงามเล็กน้อยเพียงเพื่อทดลองผลเท่านั้น จากนั้นจึงนำเทียบยามาต้มดื่มอีกหนึ่งถ้วย
เขาแทบพลิกตัวนอนไม่หลับเพราะร้อนรุ่มตลอดคืน พอตื่นขึ้นมากลับรู้สึกกระปรี้กระเปร่าผิดปกติ ริ้วรอยบนใบหน้าก็จางลงอย่างชัดเจน เขาจึงตัดสินใจโกนหนวดที่ไว้มาเป็ปีๆ ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ...ในกระจกสะท้อนใบหน้าชายวัยกลางคนที่ดูอ่อนเยาว์ลงไปสิบปี
ใจเขาอดเต้นรัวด้วยความตื่นเต้นไม่ได้