เสียงรถเข็นดังท่ามกลางความเงียบของป่าไม้ ต้นไม้เรียงรายสลับซับซ้อนกันไปมา เวลานี้เริ่มสายแล้วสำหรับการจะเข้าป่ามาเก็บผักป่ากลับไปกิน แต่เย่ซินเย่วก็ไม่สนใจยังคงเดินขึ้นเขาตามทางเดิมกับที่เคยไป ร่องรอยที่นางทำไว้กันหลงยังคงมีอยู่ ตลอดเส้นทางแม้จะพบเจอชาวบ้านบ้าง ก็ไม่มีใครสนใจนางถึงจะมีการเหลือบมองอย่างอยากรู้อยากเห็นอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เอ่ยซักถาม นางนั่นชอบตัวตนของเย่ซินเย่วก็ตรงนี้แหละ
วันนี้นางกะว่าจะแวะล่าสัตว์ก่อนโดยจะเข้าไปให้ลึกอีกสักหน่อย แล้วจึงค่อยยกผิงกั่วขึ้นรถกลับบ้าน อย่างไรผิงกั่วพวกนั้นก็รวมอยู่ในห่อผ้าแล้ว เพียงแค่ยกขึ้นรถเข็นด้วยกำลังกายของนางใช้เวลาไม่นานก็คงเสร็จสิ้น
ตอนนี้นางเรียนรู้แล้วว่าลูกนางยังเล็กเกินไปที่จะอยู่กันเอง เ้าแฝด้านางอย่างมาก หลังจากคำนวณแล้วนางควรล่าสัตว์เก็บไว้ให้เยอะหน่อย ทำเป็เนื้อตากแห้งเก็บไว้ หรือถนอมอาหารด้วยวิธีการต่างๆ จนกว่าพวกเขาจะหย่านม ส่วนพวกข้าวและแป้งหลังจากขายผิงกั่วทั้งหมดออกไปน่าจะได้เงินก้อนใหญ่พอที่จะซื้ออาหารสำหรับฤดูหนาวนี้
“จอดไว้นี้ก่อนแล้วกัน”
เย่ซินเย่วตัดสินใจจอดรถเข็นไว้บริเวณที่วางผิงกั่วในห่อผ้าไว้ แล้วหักกิ่งไม้บนต้นไม้ใหญ่ที่มีใบหนาลงมาคลุมรถเข็นไว้ จัดการเสร็จจนมั่นใจว่าจะไม่มีใครเห็นพวกมัน นางก็สำรวจตัวเองอีกครั้งว่าของที่เตรียมมาอยู่ครบหรือไม่ เมื่อสำรวจแล้วว่าของอยู่ครบ เย่ซินเย่วก็เดินเข้าไปในป่าให้ลึกขึ้นพร้อมทำสัญลักษณ์กันหลงตามต้นไม้
เมื่อเดินลึกเข้ามาเรื่อยเรื่อย ต้นไม้ก็เริ่มหนาแน่นขึ้นแสงแดดที่ลอดผ่านต้นไม้มาก็น้อยลง แต่สำหรับนางบรรยากาศแบบนี้ให้ความรู้สึกร่มรื่นมากกว่าน่ากลัว เย่ซินเย่วยังคงเดินขึ้นไปเรื่อยเรื่อย เห็นเห็ดและผักป่าก็เก็บตามรายทางใส่ย่าม จนตอนนี้ย่ามของนางที่ให้มารดาเย็บให้ก็อัดแน่นไปด้วยผักป่าและเห็ดป่า
“แซ่ก…แซ่ก…แซ่ก” เสียงขยับในพุ่มไม้ดังออกมาจากจุดที่เย่ซินเย่วอยู่ไม่ไกล หูสีขาวโผล่ออกมาจากพุ่มไม้ลางลาง แต่ก็มากพอให้เย่ซินเย่วล็อคเป้าหมายได้
เย่ซินเย่วที่ได้ยินเสียงของเ้าสัตว์มีหูนั่นก็หยิบธนูออกมา หันไหล่ด้านที่ถือคันธนูเข้าหาพุ่มไม้ เสียบลูกธนูที่จุดเสียบลูกธนูบนสาย ให้หางลูกธนูตั้งฉากกับสายธนู พร้อมกับพาดลูกธนูกับที่พาด ใช้มือขวาเกี่ยวสายธนู นิ้วชี้เกี่ยวสายธนูอยู่้าของลูกธนู ยกคันธนูให้ตั้งฉากกับพื้น เมื่อเล็งไปยังตำแหน่งเป้าหมายได้แล้ว ก็คลายนิ้วทั้งสามที่น้าวสายธนูอยู่ทันที ลูกธนูวิ่งแวกอากาศเข้าหาเป้าหมายอย่างรวดเร็ว
“จิ๊”
เสียงเล็กแหลมดังออกมาแ่เบาก่อนหายไป เย่ซินเย่วกำลังจะเดินเข้าไปดู กระต่ายอีกตัวก็ทำท่าะโหนีไปอีกฝั่ง เย่ซินเย่วน้าวสายธนูขึ้นอีกครั้ง ก่อนส่งออกไปปักเข้ากลางลำตัวของกระต่ายน้อยก่อนที่มันจะล้มลงในเวลาต่อมา
เย่ซินเย่วผูกร่างกระต่ายสองตัวไว้กับท่อนไม้ พร้อมเก็บลูกธนูใส่ซองเหมือนเดิม ลูกธนูมีไม่มากใช้แล้วก็ต้องเก็บมาใช้ใหม่ เสร็จสิ้นจึงเดินต่อเพื่อสำรวจรอบรอบอีกครั้ง นางคิดว่าตอนนี้นางเดินเข้ามาลึกพอสมควรแล้ว จึงเลือกที่จะสำรวจรอบรอบแทนการเดินลึกเข้าไปอีก
เดินวนไปมาอยู่นาน เย่ซินเย่วก็เห็นกวางตัวหนึ่งเดินผ่านหน้าไป มันกำลังเล็มกินใบไม้อ่อนบนพุ่มไม้และพวกต้นหญ้าอ่อนอย่างเอร็ดอร่อย เย่ซินเย่วขยับตัวเข้าใกล้อย่างเงียบๆ เพราะกวางเป็สัตว์ที่มีการระวังภัยสูงมากจึงมีอาการตื่นตัวกับเสียง และระมัดระวังภัยอยู่ตลอดเวลาจนเป็นิสัย
การเดินเข้าไปให้อยู่ในบริเวณที่สามารถยิงธนูได้ถนัด เย่ซินเย่วต้องใช้ความระมัดระวังเป็อย่างมาก เพื่อไม่ให้กวางรู้สึกตัว เพราะเมื่อกวางได้ยินหรือเห็นสิ่งแปลกปลอม มันจะก้มหัวลงเพื่อให้ปลายเขาชี้เข้าหาศัตรูแล้ววิ่งเข้าใส่ จนนางอาจเป็อันตรายได้
เย่ซินเย่วคันธนูให้ตั้งฉากกับพื้นอีกครั้ง ใช้สายตาเล็งไปยังตำแหน่งกวางตัวนั้น คลายนิ้วทั้งสามที่น้าวสายธนูอยู่ทันที ลูกธนูวิ่งแวกอากาศเข้าหาจุดที่กวางตัวนั้นอยู่อย่างรวดเร็ว หัวธนูปักเข้าตรงลำคอของกวาง ด้วยแรงส่งจากเย่ซินเย่ว หัวธนูจึงเข้าไปลึกมากจนเกือยทะลุอีกฝั่ง สิ้นใจตายทันที
เมื่อได้กวางมาเพิ่มอีกหนึ่งตัวนางจึงผูกมันกับไม้ท่อนเดียวกับกระต่ายแล้วแบกต่อไป เย่ซินเย่วคิดว่าสำหรับวันนี้แค่นี้น่าจะพอ จึงเตรียมเดินทางกลับโดยเดินตามทางเดิมที่ทำสัญลักษณ์ไว้ แต่ก็ต้องสะดุดเพราะเห็นกระต่ายสีดำตัวหนึ่งะโตัดหน้าไป
เย่ซินเย่ววางกวางและกระต่ายที่ล่ามาไว้ที่พื้น หยิบธนูขึ้นมาอีกครั้งน้าวสายธนูขึ้น ก่อนปล่อยลูกธนูออกไปกระต่ายตัวน้อยะโใส่เครือไม้ที่ยาวลงมาด้านหน้า เสียงธนูดังแวกอากาศตามหลังไปติดติด แต่แทนที่ธนูจะยิงโดนกระต่ายกับทะลุเข้าไปในพุ่มไม้ พร้อมเสียงร้องดังกึกอย่างเ็ปดังออกมา
“โฮกกกกกกกกกกก”
ฉิบหายแล้วไง
อีกด้านหนึ่งในเมืองเว่ยหลาน ณ ภัตตาคารหลิงฟู่ ่เวลานี้เป็่เวลาที่ผู้คนมากมายกำลังสัญจรไปมา ยิ่งในภัตตาคารหลิงฟู่ที่เป็ภัตตาคารที่ดีที่สุดของเมือง อาคารสามชั้นตกแต่งอย่างหรูหรา ชั้นแรกเป็โต๊ะสำหรับให้ลูกค้าที่ผ่านไปมาได้แวะรับประทานอาหาร ชั้นสองจะจัดแยกเป็ห้องส่วนตัว เพื่อการคุยธุระหรือดื่มน้ำชาจัดงานสังสรร ชั้นสามเป็ห้องสำหรับเ้านาย ซึ่งปกติไม่ให้ใครขึ้นไปหากไม่จำเป็
ด้านหน้าภัตตาคารมีรถม้าจำนวนมากจอดเรียงรายอยู่ บ่งบอกได้เป็อย่างดีว่าที่นี้ได้รับความนิยมอย่างมาก ด้วยอาหารที่เป็สูตรลับเฉพาะที่ภัตตาคารอื่นเลียนแบบไม่ได้ ว่ากันว่าสูตรอาหารพวกนี้จะถูกส่งต่อเฉพาะพ่อครัวใหญ่ที่ต้องเขียนสัญญาทำงานชั่วชีวิต ไม่สามารถลาออกได้
ด้านหลังภัตตาคารยังมีครัวใหญ่ ที่กินพื้นที่ถึงครึ่งหนึ่งของภัตตาคาร ทั้งพ่อครัว เสี่ยวเอ้อร์ แม้กระทั่งเด็กล้างจานก็วิ่งวุ่นกันไปหมด เพราะ่เวลานี้เป็่ที่คนเยอะที่สุด
“อาลู่ ยกนี้ออกไป” หลิงซีหานเอ่ยบอกเสี่ยวเอ่อร์ที่ยืนรอยกอาหารไปให้ลูกค้า
เมื่อส่งจานอาหารหนึ่งอย่างออกไปแล้ว หลิงซีหานก็เริ่มทำอย่างถัดไป ไก่ผัดถั่วลิสงซึ่งเป็หนึ่งในอาหารขึ้นชื่อของภัตตาคารหลิงฟู่โดยนำเนื้อไก่ที่หมักกับ น้ำปรุงถั่วเหลือง เหล้าจีน และแป้งข้าวโพด มาหั่นเต๋า เตรียมเครื่องปรุงรสเผ็ดไว้โดยใช้ จิ๊กโฉ่ น้ำปรุงถั่วเหลือง ฮอยซิน น้ำมันงา น้ำตาลและแป้งข้าวโพดผสมให้เข้ากันแล้วพักไว้
พอกระทะร้อนแล้วใส่น้ำมัน นำพริกแห้งและพริกเสฉวนลงไปผัดสักพักจนสีของพริกแห้งเข้มขึ้น ใส่ไก่ลงที่หมักแล้วลงในกระทะ ผัดจนไก่สุก ใส่ต้นหอมส่วนที่เป็สีขาว กระเทียมสับ และขิงสับ ผัดต่ออีกเล็กน้อย เทเครื่องปรุงรสเผ็ดที่เตรียมไว้ตามด้วยถั่วลิสงคั่ว ผัดให้ซอสคลุกเคล้าให้ทั่ว เมื่อเสร็จตักใส่จานโรยด้วยต้นหอมส่วนสีเขียว
กลิ่นหอมของมันลอยออกมาพร้อมควันที่ลอยอ่อยอิ่งอยู่เหนือจาน เมนูไก่ผัดถั่วลิสงไม่ใช่เมนูยากอะไร แต่รสชาติอร่อยนัก เนื้อไก่นุ่มๆ ถั่วลิสงกรอบๆ ผัดกับเครื่องปรุงที่มีรสเผ็ดนำ รสชาติเข้ากันได้ดีจนหลายๆคนติดใจ กินกับข้าวสวยร้อนๆแล้วยิ่งอร่อยขึ้นไปอีก
งานในครัวยังหนักหน่วงไปอีกหนึ่งชั่วยาม คนในครัวยังขยับมือไปมาไม่ได้พัก จนเมื่อลูกค้าเริ่มเบาบางลงเหล่าพ่อครัวใหญ่ และผู้ช่วยพ่อครัวก็เริ่มออกมาพักบริเวณลานกว้างด้านหลัง รวมถึงหลิงซีหานที่เป็ผู้ช่วยพ่อครัวด้วย
เมื่อมีเวลาพักดื่มชา หลิงซีหานก็เริ่มครุ่นคิดถึงเื่ที่เขากลัดกลุ้มใจใน่นี้อีกครั้ง เหตุใดนางจึงไม่ส่งจดหมายมากัน ปกตินางจะส่งจดหมายมาให้เขาทุกสามวันเจ็ดวันไม่เคยขาดจนเขารำคาญ แต่อยู่ดีดีนางก็เลิกส่งจดหมายมานี้มันก็จะสองเดือนแล้ว หรือจะเกิดอะไรขึ้นกับลูกของเขานางเลยไม่กล้าส่งจดหมายมาหา
ยิ่งคิดมากเท่าไรเขายิ่งกลุ้มใจเท่านั้น หรือนางหนีไปกับคนอื่นแล้วทิ้งลูกกับน้องเขาไว้เพียงลำพัง แต่ตอนที่เขาส่งเงินไปให้ที่บ้านเมื่อเดือนก่อน เจ๋อหลานก็ไม่เห็นจะพูดอะไรเกี่ยวกับนางหรือเดือนนี้เขาควรส่งจดหมายไปถามไถ่นางดี ั้แ่แต่งงานกันมาจวนจะครบปีเขาไม่เคยกลับบ้านเลยสักครั้ง ทั้งยังไม่เคยส่งจดหมายไปให้ที่บ้านเลยสักฉบับทำเพียงส่งเงินกลับไปให้
ตอนนี้เขาเครียดมากจนอยากกลับไปดูที่บ้านให้แน่ใจ ว่านางยังอยู่หรือไม่ ลูกของเขาเป็อย่างไร นางจะรังแกน้องน้องของเขาหรือไม่ แต่งานทางนี้ก็หนักหนาจนปลีกตัวกลับไปไม่ได้ ยิ่ง่นี้พ่อครัวใหญ่กำลังคัดเลือกหาคนรับตำแหน่งแทน เพราะท่านเริ่มแก่ชรามากแล้วจึงอยากกลับไปพักผ่อนอยู่กับลูกหลาน
ตัวเขาเองที่เป็หนึ่งในผู้ช่วยพ่อครัวก็มีสิทธิ์รับตำแหน่งพ่อครัวใหญ่เช่นเดียวกัน และเขาค่อนข้างเชื่อมั่นในฝีมือตัวเอง ตอนนี้ตำแหน่งผู้ช่วยพ่อครัวมีอยู่ด้วยกันสองคน โดยอีกคนหนึ่งเป็หลานชายของหลงจู๊อู๋ผู้ดูแลภัตตาคารแห่งนี้ แต่ถึงอย่างไรเขาก็จะทำให้ได้ หากจะเทียบฝีมือทำอาหารอย่างไรเขาก็ชนะอู๋ซานอย่างขาดลอย กลัวแต่ว่าหลงจู๋อู๋จะช่วยหลานชายให้ได้ตำแหน่งพ่อครัวใหญ่ก็เท่านั้น
แต่เขาก็คงต้องยอมรับหากมีการใช้เส้นสายขึ้นมาจริงจริง ตัวเขามาที่นี่ก็มาแต่ตัวคนหนุนหลังก็ไม่มี จะมีก็แต่พ่อครัวใหญ่ที่เอ็นดู ตำแหน่งพ่อครัวใหญ่นี้ถ้าได้มาก็ดีไป ทั้งเงินเดือนและสวัสดิการที่เพิ่มสูงขึ้น คงพอจะให้เขาพาครอบครัวย้ายมาอยู่ที่เมืองนี้ จะได้ไม่ต้องห่างไกลกันหรือใช้ชีวิตอยู่อย่างยากลำบากอย่างเช่นตอนนี้อีก
แต่หากไม่ได้ตำแหน่งนี้จริงจริงเขาก็คิดแผนสำรองไว้แล้วว่าจะทำงานเก็บเงินอยู่ที่นี่อีกสักหน่อย แล้วกลับไปเปิดร้านอาหารเล็กเล็กที่เมืองเป่ยหนิงบ้านเกิด พาครอบครัวมาอาศัยอยู่ในเมืองดูแลร้านอาหารกันไป
แต่เมื่อคิดถึงภรรยาที่ตอนนี้ไม่รู้ทำอะไรอยู่ บรรยากาศรอบตัวของหลิงซีหานแย่ลงอีกครั้ง ถึงขนาดที่หลี่หลินฟางที่สนิทกันก็ไม่กล้าเข้าใกล้ ปกติหลิงซีหานก็เป็คนที่คนอื่นไม่อยากยุ่งด้วยอยู่แล้ว ยิ่งนั่งหน้าทะมึนไม่พูดไม่จาแบบนี้ แค่เดินผ่านก็ทำให้คนอดขนลุกไม่ได้
“นางทำอะไรอยู่กันแน่นะ”
เสียงพึมพำแ่เบาของหลิงซีหานลอยออกไป ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะรับรู้หรือไม่
เย่ซินเย่ว : ปุจฉา วิสัชนา สัตว์ที่อยู่ในถ้ำนั้นคืออะไรกันนะ