ค่ำคืนคล้อยลับ แสงจันทร์สาดลงเหนือเมืองเจียงหนานอย่างหม่นหมอง ราวกับแม้แต่์ก็เฝ้าดูเหตุการณ์ที่ปกคลุมด้วยเื
หลี่อวิ๋นนั่งอยู่ในห้องหนังสือเล็ก ๆ ของกรมอาญา เอกสารกองหนึ่งกางออกต่อหน้า เขาเปรียบเทียบชื่อบุคคลที่ถูกสังหาร—แม่ทัพเจินกวงหาว และพ่อค้าหลิว—ก่อนสายตาจะหยุดที่บันทึกเก่าเลือนรางที่ค้นได้จากหอเก็บหนังสือ
เขาพึมพำเบา ๆ
“ทั้งสอง… เคยมีชื่ออยู่ในบัญชีลับของ ‘คดีการฏเมื่อสิบปีก่อน’ …”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นที่ประตู เขาหันไปพบ ไป๋เหม่ยเซียง ก้าวเข้ามา เธอสวมเสื้อคลุมบางสีอ่อน คลุมทับอาภรณ์หอเย่ว์ลั่วไว้บางส่วน ดวงตาสุกใสดั่งแสงจันทร์
“ท่านมือปราบยังไม่พักหรือเ้าคะ” เธอเอ่ยเสียงอ่อนโยน
หลี่อวิ๋นเก็บบันทึกอย่างรวดเร็ว “คดีนี้… ไม่ปล่อยให้ข้าหลับตาลงได้ง่าย ๆ”
เหม่ยเซียงยิ้มบาง แต่แฝงด้วยความกังวล เธอนั่งลงตรงข้ามพลางเอ่ยช้า ๆ
“ข้า… เคยได้ยินบางสิ่งจากแขกผู้ใหญ่ที่มาหอเย่ว์ลั่ว”
หลี่อวิ๋นชะงัก จ้องเธอด้วยความจริงจัง “พูดมาเถิด แม่นาง สิ่งใดก็ตามที่ท่านรู้ อาจช่วยคลี่คลายความมืดนี้ได้”
เหม่ยเซียงสูดลมหายใจ ลูบถ้วยชาที่อยู่ตรงหน้า ก่อนกระซิบแ่
“ข้าได้ยินพวกเขากล่าวถึง ‘ผู้ทรยศในวังหลัง’ … ขุนนางบางคนยังคงหวาดกลัวความลับนั้นถูกเปิดเผย และเอ่ยชื่อแม่ทัพกวงหาวกับพ่อค้าหลิว… ราวกับพวกเขาเป็ ‘หนี้เื’ ของเื่เมื่อสิบปีก่อน”
หลี่อวิ๋นคิ้วขมวดแน่น “แสดงว่าคดีนี้ไม่ใช่เพียงการแก้แค้นส่วนตัว… แต่คือการล้างหนี้แห่งอดีต ที่เกี่ยวพันกับราชสำนักโดยตรง”
เหม่ยเซียงสบตาเขา แววตาทอแสงจริงจังและเศร้าลึก
“ท่านรู้หรือไม่ ว่าเื่นี้อันตรายเพียงใด… หากท่านยังสืบต่อไป อาจไม่เพียงแต่ฆาตกรที่จะหมายเอาชีวิตท่าน แต่แม้แต่ผู้มีอำนาจสูงสุด… ก็อาจ้าให้ท่านเงียบเช่นกัน”
หลี่อวิ๋นหัวเราะเบา ๆ แต่ดวงตากลับหนักแน่น “ต่อให้์สั่งห้าม ข้าก็ยังต้องเดินต่อไป… เพราะความจริงไม่ควรถูกฝังไว้ใต้เื”
เหม่ยเซียงจ้องเขานาน ก่อนค่อย ๆ ยิ้มบางออกมา รอยยิ้มที่ทั้งอบอุ่นและเศร้าแฝงอยู่ในที
“เช่นนั้น… หากท่านไม่กลัว ข้าก็จะอยู่เคียงข้างท่าน”
สายตาของทั้งสองสบกันท่ามกลางความเงียบสงัด เพียงเสียงลมพัดม่านกระดิกเบา ๆ คล้ายยืนยันว่า ั้แ่คืนนี้ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่มิใช่เพียงผู้สืบสวนกับพยาน แต่เริ่มเชื่อมโยงด้วยพันธะบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่า…