ตอนที่ 16
ปรุงยารักษา
ทันทีที่เห็นคนแปลกหน้าโผล่ออกมาตรงลานบ้าน โดยที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายอยู่ตรงนี้มานานแค่ไหน และมีจุดประสงค์อะไร เว่ยหยางก็ใจนทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ พอตั้งสติได้ก็รีบดึงน้องชายให้เข้ามาหลบด้านหลัง
“คุณชายเป็ใคร!?”
ถึงอีกฝ่ายจะดูอายุน้อยกว่าตนเอง แต่ดูจากหน้าตาท่าทางและเสื้อผ้าที่สวมใส่ รวมไปถึงความกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างกาย คิดว่าไม่น่าจะใช่ชาวบ้านธรรมดาทั่วไป เขาจึงไม่อยากล่วงเกิน
“ข้ารักษามารดาเ้าได้” จางมู่หลินเห็นท่าทางตื่นตระหนกของสองพี่น้อง ก็พูดโพล่งขึ้น ก่อนจะนำเอาโสมูเาอายุร้อยปีออกมาจากแหวนมิติ โดยทำทีเป็ล้วงออกมาจากแขนเสื้อ
“นำสิ่งนี้ไปให้มารดาเ้ากิน แล้วข้าจะปรุงยาที่เหมาะกับนางมาให้ทีหลัง” ที่จริงเขามีสมุนไพรล้ำค่าและฤทธิ์แรงกว่าโสมร้อยปี โดยเฉพาะโสมม่วงอายุห้าร้อยปี เพียงแต่ดูแล้วมารดาของเว่ยหยางร่างกายอ่อนแอมาก เกรงว่าจะทนรับไม่ไหว โสมร้อยปีจึงเหมาะจะให้นางกินในตอนนี้
“!!”
เว่ยหยางเคยเป็คุณชายตระกูลร่ำรวยมาก่อน ทำให้รู้จักโสมร้อยปีเป็อย่างดี เพราะเคยเห็นท่านปู่กินอยู่หลายครั้ง พอเห็นคุณชายตรงหน้านำโสมล้ำค่าเช่นนี้ออกมามอบให้ เขาจึงใมากกว่าเดิม อีกทั้งยังรู้สึกหวาดระแวงด้วย
“คุณชาย…สิ่งนี้มันล้ำค่าเกินไปขอรับ ข้าชดใช้ไม่ไหว” ถึงอยากจะรักษาอาการของมารดาแค่ไหน แต่โสมร้อยปีมันล้ำค่าเกินไป แถมอีกฝ่ายยังเป็คนแปลกหน้าที่จู่ ๆ ก็โผล่มา ไม่รู้ว่ามีจุดประสงค์ใดแอบแฝงหรือไม่
“ข้ากำลังจะเปิดร้านขายสุรา ้าคนช่วยงาน ข้าเห็นเ้าทำงานที่ร้านผ้า ดูท่าทางมีไหวพริบ ตรงตามที่ข้า้าพอดี…” จางมู่หลินรู้ดีว่าตนเองที่จู่ ๆ ก็โผล่มา ดูไม่น่าเชื่อถืออยู่บ้าง จึงอธิบายเหตุผลอย่างใจเย็น
“…”
เว่ยหยางได้ยินก็เงียบไปนาน แม้จะยังไม่เชื่อทั้งหมด แต่พอตรองดูแล้ว ก็คิดว่าอีกฝ่ายไม่มีความจำเป็ที่ต้องมาหลอกตนเอง เพราะพวกตนแม่ลูกในเวลานี้ไม่มีประโยชน์อะไรเลยสักอย่าง
ข้าจะเชื่อคุณชายผู้นี้ได้หรือไม่นะ?
“เ้าไม่เชื่อข้าก็ไม่เป็ไร รอให้ข้ารักษามารดาเ้าให้หายก่อนค่อยตัดสินใจก็ย่อมได้” จางมู่หลินยังคงยื่นโสมร้อยปีในมือให้ และรอคอยอย่างใจเย็น
“ขอบคุณคุณชาย…” เว่ยหยางตัดสินใจอยู่นานค่อยยื่นสองมือออกไปรับโสมูเา ก่อนจะเชื้อเชิญอีกฝ่ายเข้าไปในเรือน
จางมู่หลินเดินเข้าไปในเรือน โดยมีสองพี่น้องสกุลเว่ยเดินนำหน้า พอเห็นสตรีที่นอนอยู่บนเตียงมุมห้อง เขาก็ดึงเก้าอี้ที่มีอยู่ตัวเดียวไปนั่งข้างเตียง คิดจะล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมารองมือจับชีพจร เพราะเข้าใจว่ามนุษย์ธรรมดายึดถือธรรมเนียมบุรุษสตรีไม่พึงชิดใกล้ แต่ดันนึกขึ้นได้ว่าตนเองไม่ได้พกผ้าเช็ดหน้า จึงจับชีพจรโดยตรง พร้อมทั้งพูดเสียงเบา
“เสียมารยาทแล้ว…”
ถึงเขาจะไม่ได้ร่ำเรียนศาสตร์การรักษาหรือการจับชีพจรของมนุษย์ธรรมดามาโดยตรง อาศัยแค่การอ่านตำรา แต่เขากลับรู้จักจุดชีพจรและพลังลมปราณในร่างกายมนุษย์เป็อย่างดี เพราะผู้บำเพ็ญเพียรต้องโคจรพลังลมปราณในร่างกายเป็ปกติ บวกกับวิชาแพทย์ที่จดจำมาก่อนหน้านี้ ทำให้สามารถบอกได้ทันทีว่าพลังชีวิตของสตรีผู้นี้กำลังเหือดแห้งไปเรื่อย ๆ
การที่พลังชีวิตของสตรีผู้หนึ่งจะเหือดแห้งได้ ส่วนมากมักมาจากการคลอดบุตร จางมู่หลินปรายตาของเว่ยหยางกับน้องชายแวบหนึ่ง แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา เกรงว่ามารดาของพวกเขาคงร่างกายอ่อนแอมาั้แ่หลังคลอด จากนั้นก็สะสมเรื่อยมา ยาที่กินอยู่ทำได้แค่ช่วยพยุงอาการไม่ให้ทรุดหนักเร็วขึ้นเท่านั้น ถ้าปล่อยไว้ต่อไป อีกไม่นานพลังชีวิตของสตรีผู้นี้ก็จะหมดลง
“วันหลังข้าจะปรุงยาที่ถูกกับโรคของมารดาเ้ามาให้ ตอนนี้เอาโสมให้นางกินไปก่อน…” จางมู่หลินถอยออกมาแล้วค่อยเอ่ยปากพูด
“ขอบคุณคุณชาย” เว่ยหยางที่คุกเข่าอยู่ข้างเตียงของมารดาโค้งศีรษะขอบคุณ ส่วนน้องชายที่แอบอยู่ด้านหลังก็มองมารดากับพี่ชายสลับไปมา ก่อนจะโค้งคำนับขอบคุณเลียนแบบพี่ชาย
“ขอบคุณขอรับ…”
“เอาไว้ให้มารดาพวกเ้าหายดีแล้วค่อยขอบคุณข้าก็ไม่สาย” จางมู่หลินพูดพลางลุกออกจากเรือน ก่อนจะหันมาพูดเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ “พรุ่งนี้ไม่ต้องไปทำงานที่ร้านขายผ้าแล้ว เก็บของเตรียมย้ายที่อยู่เถอะ…”
นอกจากเช่าร้านเพื่อขายสุรา เขายังตั้งใจจะเช่าเรือนหลังใหญ่ที่เมืองอวิ๋นหยาง ถือโอกาสให้ครอบครัวเว่ยหยางย้ายเข้าไปอยู่ได้พอดี
“ขอรับ…ขอบคุณคุณชาย” เว่ยหยางรับคำเสียงสั่น คล้ายไม่มีสติอยู่กับตัวอยู่บ้าง เขายืนส่งผู้มีพระคุณออกจากเรือนด้วยสายตาเหม่อลอย
ในใจยังรู้สึกจับต้นชนปลายไม่ถูก เพราะเื่ทุกอย่างมันเกิดขึ้นกะทันหัน เด็กหนุ่มแปลกหน้าที่อยู่ ๆ ก็โผล่มาพร้อมโสมร้อยปี เื่ที่อีกฝ่ายบอกว่าสามารถรักษามารดาให้หายได้ แล้วยังมีเื่ที่บอกว่าจะให้เขาไปทำงานด้วย และเตรียมเก็บของย้ายไปอยู่ที่อื่นอีก
ทั้งที่อีกฝ่ายอายุน้อยกว่า แต่เขากลับััได้ถึงความหนักแน่นมั่นคง และรู้สึกว่าพึ่งพาได้
“พี่ใหญ่ คนผู้นั้นเป็ใครหรือ?” เว่ยซีเห็นพี่ชายยืนเหม่ออยู่หน้าเรือน ก็เขย่าแขนเสื้ออีกฝ่ายแล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ขะ…ข้าก็ไม่รู้” เว่ยหยางได้สติกลับมา นึกขึ้นได้ว่าเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคุณชายเมื่อครู่ชื่อแซ่อะไร หรือเป็ใครมาจากไหน อีกฝ่ายปรากฏตัวกะทันหัน และจากไปกะทันหันเช่นเดียวกัน
ถ้าไม่ใช่เพราะว่าน้องชายก็มองเห็น และยังมีโสมร้อยปีในมือ เขาคงคิดว่าตนเองละเมอหรือฝันไป
“พี่ชายคนนั้นบอกว่ารักษาท่านแม่ได้ ท่านแม่จะหายแล้วใช่หรือไม่?” เว่ยซียังคงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ ในแววตาเต็มไปด้วยความหวัง
“ใช่ อีกไม่นานท่านแม่จะหายป่วยแล้ว” ไม่รู้ทำไมเว่ยหยางถึงตอบด้วยน้ำเสียงเชื่อมั่น ก่อนจะหันมาลูบศีรษะน้องชายและแนะนำด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ซีเอ๋อร์ต้องเรียกคนผู้นั้นว่าคุณชาย อย่าเรียกพี่ชายอีกนะ เข้าใจหรือไม่?”
“อื้อ! ข้าเข้าใจแล้ว” เด็กชายพยักหน้าตอบรับด้วยท่าทางแข็งขัน
สองพี่น้องกลับเข้าไปในเรือน สีหน้าและแววตาเต็มไปด้วยความหวัง เว่ยหยางคิดในใจว่าขอแค่มารดาหายป่วยและกลับมาเป็ปกติ ไม่ว่าคุณชายผู้นั้นอยากให้ตนทำอะไร ตนก็ทำได้ทั้งนั้น
❈
จางมู่หลินไม่ได้รีบร้อนกลับไปที่บ้านตระกูลจาง แต่สำรวจบริเวณเขาเหลียนฮั่วเพื่อหาสมุนไพรที่้า เนื่องจากเขามีพลังธาตุไม้คอยช่วย สรรพคุณของสมุนไพรแต่ละชนิดจึงยอดเยี่ยมกว่าปกติมาก อีกทั้งวิธีการปรุงยาของเขาก็แตกต่างจากหมอทั่วไป
หมอทั่วไปในเมืองอวิ๋นหยางทำเพียงจัดยาสมุนไพรที่ถูกกับโรค แล้วให้ผู้ป่วยนำไปต้มดื่ม มีคนที่นำสมุนไพรหลายชนิดมาบดแล้วปั้นเป็ยาลูกกลอนอยู่บ้าง แต่พบได้น้อย เนื่องจากยาลูกกลอนมีกรรมวิธีที่ยุ่งยากและราคาแพง ชาวบ้านทั่วไปซื้อไม่ไหว
สมุนไพรที่จางมู่หลินได้มา ไม่ต้องผ่านกรรมวิธีตากแห้งหรือแปรสภาพ เขาสามารถใช้พลังธาตุไม้สกัดสมุนไพรและตัวยาออกมาพร้อมกัน โดยใช้เตาหลอมโอสถที่เคยใช้เมื่อชีวิตที่แล้ว ที่เก็บไว้ในแหวนมิติ
แต่เพราะร่างนี้ไม่สามารถใช้พลังธาตุไฟได้ อีกทั้งไม่มีไฟที่แรงพอจะหลอมและบีบอัดสมุนไพรให้เป็เม็ดยา จึงได้แต่นำผงยาที่สกัดแล้วมาผสมกับน้ำผึ้งแล้วปั้นเป็ยาลูกกลอนธรรมดาแทน
หลังจากได้ยาลูกกลอนหลายเม็ด เขาก็เก็บใส่ขวดกระเบื้องเคลือบที่ซื้อมาจากเมืองอวิ๋นหยาง ก่อนจะลงจากเขา
“คุณชายกลับมาแล้ว!” เมื่อเห็นคุณชายกำลังข้ามลำธารกลับมา เสี่ยวเฉินที่นั่งรออยู่ที่ประตูหลังก็ส่งเสียงด้วยความดีใจ วันนี้คุณชายกลับมาช้ากว่าปกติ เขาเลยออกมานั่งรอด้วยความเป็ห่วง
“ทำไมมานั่งอยู่ตรงนี้เล่า…” จางมู่หลินเอ่ยถามพลางส่งของกินที่ซื้อมาจากเมืองอวิ๋นหยางให้อีกฝ่ายช่วยถือ
“ข้าเห็นคุณชายกลับมาช้า เลยเป็ห่วง…”
“วันหลังไม่ต้องมานั่งรอแล้ว เข้าใจหรือไม่?” พอพูดออกไปแล้วเห็นเด็กน้อยทำท่าทางน่าสงสาร เขาก็ถอนหายใจ ทั้งที่ร่างนี้กับเสี่ยวเฉินอายุเท่ากัน แต่เขากลับมองอีกฝ่ายเป็เด็กน้อยอยู่ร่ำไป
“พรุ่งนี้ข้าจะพาเ้าไปเที่ยวเมืองอวิ๋นหยาง…” ครั้นนึกถึงท่าทางเด็กคนนี้ที่นั่งรอเขากลับมาด้วยท่าทางน่าสงสาร เขาก็อดใจอ่อนไม่ได้
“จริงหรือขอรับ!” เสี่ยวเฉินร้องด้วยความดีใจ แต่แล้วก็นึกอะไรขึ้นได้ “แต่ข้ายังฝึกไม่ถึงขั้นสองเลย…”
“ไม่เป็ไร ไม่ต้องรีบ ค่อย ๆ ฝึกไป ข้าแค่จะพาเ้าไปเปิดหูเปิดตาเท่านั้น” จางมู่หลินรู้ดีว่าเื่แบบนี้จะรีบร้อนไม่ได้ ผ่านมาแค่ไม่กี่เดือน เสี่ยวเฉินสามารถฝึกฝนได้ขนาดนี้ก็ถือว่าเร็วมากแล้ว ตอนนี้เขากำลังจะหมักสุราปราณที่มนุษย์สามารถดื่มได้ รอให้เด็กคนนี้ได้ดื่ม การทะลวงขึ้นขั้นสองก็อยู่ไม่ไกล…
โปรดติดตามตอนต่อไป
พระเอกยังจำเป็อยู่ไหม เพราะจางมู่หลินก็เป็พระเอกได้ นับวันยิ่งเหมือนพระเอกเข้าไปทุกทีแล้ว 5555