ลานดินเบื้องนอกร้อนระอุด้วยรังสีฆ่าฟันที่เข้มข้นขึ้น หัวหน้าทีมบุกตระกูลชางกวัดแกว่งกระบี่คู่ร้อยวารีด้วยจังหวะที่ดุดัน ปราณน้ำที่ควบแน่นเป็แก่นอยู่รอบใบกระบี่ส่งเสียงหวีดหวิวทุกครั้งที่แหวกอากาศ แม้พลังจะยังพุ่งออกนอกกายได้เพียงระยะหนึ่งฝ่ามือตามระดับ ก่อเกิดแก่นปราณ ขั้น 4 แต่มันกลับมีความเสถียรและหนักหน่วงกว่าเดิมหลายเท่า
"หึหึ... พวกเ้าััได้แล้วสินะ" หัวหน้าทีมบุกแค่นเสียงอำมหิต แววตาฉายความคลุ้มคลั่ง "อีกเพียงครึ่งก้าว ข้าจะบรรลุ ระดับปราณพิสุทธิ์... ปราณของข้าเริ่มหลอมรวมเข้ากับเส้นเอ็นและกระดูกแล้ว พละกำลังของข้าในตอนนี้ไม่ใช่สิ่งที่พวก 'ก่อเกิดแก่นปราณ ขั้น 2' อย่างพวกเ้าจะต้านทานได้!"
ถังขู่ กัดฟันกรอดจนเืซึมตามไรฟัน ดาบหัวตัดในมือสั่นระริกจากการปะทะครั้งแล้วครั้งเล่า แม้เขาจะพยายามใช้ความหนักแน่นของวิชาตั้งรับ แต่ความหนาแน่นของปราณที่ต่างกันทำให้แรงสั่นะเืส่งผ่านเข้าไปถึงกระดูกจนแขนชาหนึบ สมาธิของเขาเริ่มกระเจิงเมื่อสายตาคอยพะวงไปยังบ้านไม้ที่มืดสลัว
'นักฆ่าสี่คนหลุดเข้าไปนานเกินไปแล้ว... ฉางตงไม่มีปราณ อวิ๋นก็ยังเด็ก ถ้าข้ายังถูกตรึงไว้ตรงนี้ ทุกอย่างจะสายเกินไป!'
ทางด้าน ตง ฟานหรง สถานการณ์บีบคั้นไม่แพ้กัน หลังจากที่เขาทำภารกิจสังหารฉางตงพลาดเมื่อคราวนั้น เขาได้เริ่มฝึกฝน 'วิชากระบี่สวนธารา' เพื่อหวังจะแก้ทางยอดฝีมือสายพละกำลัง ทว่าเขากลับฝึกฝนมาได้เพียงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นยังไม่ถึงปี ความชำนาญจึงยังไม่ถึงขั้นสูงสุด
ที่ร้ายไปกว่านั้น 'วิชากระบี่สวนธารา' ถูกออกแบบมาเพื่อยืมแรงสยบแรง เหมาะสำหรับรับมืออาวุธที่เน้นการโจมตีหนักหน่วงและทิศทางเดียว เช่น ดาบหัวตัดของถังขู่ หรืออาวุธหนักอย่างขวานและลูกตุ้ม แต่เมื่อต้องมาเจอกับ 'กระบี่คู่ร้อยวารี' ที่จู่โจมด้วยความเร็วสูงและมาพร้อมกันจากสองทิศทาง วิชาสวนธาราที่เขายังฝึกไม่สมบูรณ์จึงกลายเป็จุดอ่อน ช่องโหว่เพียงเล็กน้อยถูกศัตรูใช้กระบี่อีกเล่มสอดแทรกเข้ามาทำลายวงโคจรของเขาเสมอ
ในจังหวะที่หัวหน้าทีมบุกตระกูลชางกำลังจะวาดกระบี่คู่ปลิดชีพจอมยุทธ์ทั้งสอง... ประตูบ้านไม้พลันเปิดออก!
นาวี (ฉางตง) ก้าวเท้าออกมาท่ามกลางแสงจันทร์ แววตาเยือกเย็นไร้ร่องรอยความตื่นตระหนก เขาก้าวเดินผ่านร่างนักฆ่าสี่คนที่นอนไม่ได้สติอยู่ตรงธรณีประตูออกมาอย่างมั่นคง
"ฉางตง! เ้า... เ้ารอดมาได้ยังไง?" ถังขู่ะโเรียกด้วยความโล่งอกแกมประหลาดใจ
ฟานหรงปรายตามองลอดเข้าไปในบ้าน เขาเห็นนักฆ่าทั้งสี่นอนเกลื่อนอยู่บนพื้นในท่วงท่าที่กระดูกบิดเบี้ยวสยดสยอง ไม่มีาแจากการฟัน แต่กลับไม่มีใครลุกขึ้นมาได้เลย
นาวีเดินมาหยุดยืนเบื้องหน้าจอมยุทธ์ทั้งสอง ปลายสายตาจ้องมองไปยังหัวหน้าทีมบุกที่กำลังคำรามด้วยความคลุ้มคลั่ง "ถอยไปพักก่อนเถอะถังขู่... ฝากดูแลคุณหนูหลินและอวิ๋นที่อยู่ข้างในด้วย"
หัวหน้าทีมบุกตระกูลชางหยุดหัวเราะ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความแค้น "เ้าขยะที่ััปราณไม่ได้! ต่อให้ข้าจะยังส่งปราณผ่านศาสตราวุธไม่ได้สมบูรณ์เท่าระดับปราณพิสุทธิ์ แต่น้ำหนักกระบี่ที่หลอมรวมกับกระดูกของข้า... จะบดขยี้เ้าให้จมดินในดาบเดียว!"
"...ปราณที่หลอมรวมกับกระดูกงั้นรึ? โทษทีนะ แต่สำหรับข้ามันก็ดูไม่ได้ต่างกันนัก"
นาวีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ขณะขยับข้อมือและปรับองศาการยืนอย่างเชื่องช้า "ยังไงซะเ้าก็ฆ่าข้าไม่ได้จนกว่าจะได้สูตรใช่ไหมล่ะ?"
หัวหน้าทีมบุกตระกูลชางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะะเิเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งจนตัวสั่น "ฮ่าๆๆ! เ้าขยะนี่มันเสียสติไปแล้วหรืออย่างไร! แค่ล้มสุนัขรับใช้ปลายแถวได้ไม่กี่คน ถึงกับกล้าพ่นวาจาสามหาวต่อหน้าคนที่มีปราณกึ่งพิสุทธิ์อย่างข้า!" มันควงกระบี่คู่จนเกิดเสียงหวีดหวิวของปราณน้ำที่หนาแน่น "น้ำหน้าอย่างเ้า... ข้าจะบดขยี้ให้เป็กองเืโดยไม่ต้องใช้ถึงสามกระบวนท่าด้วยซ้ำ!"
"ฉางตง! อย่าทำบ้า ๆ ถอยออกมา!" ถังขู่ะโก้อง ใบหน้าซีดเผือด เขาพยายามจะยันกายลุกขึ้นเพื่อเอาตัวเข้าขวาง "มันไม่ใช่ระดับที่คนธรรมดาจะรับมือได้! เ้าเข้าไปก็มีแต่ตายกับตาย!"
ในจังหวะที่ถังขู่กำลังจะพุ่งตัวเข้าไปกระชากร่างนาวีออกมา ตง ฟานหรง กลับยื่นกระบี่เดี่ยวขวางหน้าถังขู่ไว้ แววตาของยอดนักฆ่าแห่งตงเป่ยยังคงจับจ้องไปที่แผ่นหลังของนาวีอย่างไม่วางตา
"หยุดก่อนถังขู่... รอดูไปก่อน" ฟานหรงเอ่ยเสียงเย็น
"เ้าพูดอะไรของเ้า! เขาไม่มีลมปราณนะฟานหรง!" ถังขู่ตวาดกลับอย่างไม่เข้าใจ
"ข้าพ่ายแพ้ให้เขามาครั้งหนึ่งแล้ว..." ฟานหรงพูดขัดขึ้น สายตายังคงสั่นไหวด้วยความสับสน "แม้คราวนั้นข้าจะใช้ดาบอาวุธที่ข้าไม่ถนัด และเขาก็ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของลมปราณ... แต่เขากลับล้มข้าได้ในพริบตา ข้าอยากจะเห็นด้วยตาตัวเองอีกครั้ง... ว่าสิ่งที่อยู่ภายใต้หน้ากากคนธรรมดานั่น มันคือ 'สัตว์ประหลาด' ชนิดไหนกันแน่"
นาวีไม่ได้หันกลับมามอง เขาเริ่มปรับลมหายใจเข้าออกอย่างล้ำลึก ทรวงอกขยายออกและยุบลงเป็จังหวะที่แปลกประหลาด แววตาที่เคยนิ่งสงบพลันเปลี่ยนไป แสงจันทร์ที่ตกกระทบั์ตาดูราวกับจะถูกดูดกลืนลงไปในก้นบึ้งอันมืดมิด แรงกดดันบางอย่างเริ่มแผ่กระจายออกมา มันไม่ใช่ปราณยุทธ์ที่ยิ่งใหญ่ แต่มันคือ "ออร่าของเพชฌฆาต" ที่เย็นเยียบยิ่งกว่าใครที่เคยพบเจอ
หัวหน้าทีมบุกหยุดหัวเราะ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความรำคาญ "ทำเป็เล่ห์เหลี่ยมเยอะนักนะ ไปตายซะ!"
มันเร่งเร้าปราณแก่นขั้น 4 จนกระบี่คู่ส่องแาจ้า ความหนักหน่วงของปราณที่หลอมรวมกับกระดูกทำให้อากาศรอบกายบิดเบี้ยว มันทะยานร่างเข้าหานาวีดุจลูกธนูที่หลุดจากแล่ง หมายจะสังหารนาวีด้วยการโจมตีที่รุนแรงที่สุดในคราวเดียว!