สายลมยามเย็นพัดผ่านป่าไผ่ด้านทิศบูรพา เสียงใบไผ่เสียดสีกันดังแ่เบาเคล้ากับกลิ่นหมึกจางๆ ที่ลอยออกมาจากเรือนหนังสือ หลิวเซียงเยว่หยุดยืนอยู่ใต้ชายคาเงียบๆสายตาของนางจับจ้องไปยังโต๊ะแกะสลักกลางลาน บนโต๊ะนั้นมีสมุดบัญชีสีดำเล่มหนึ่งวางอยู่
และเื้ัสมุดเล่มนั้นคือใบหน้าของหลิวเต๋อเวิน ผู้เป็บิดา ชายผู้ซึ่งในความทรงจำของนางมักอ่อนโยน สุขุม และไม่เคยแสดงความโกรธต่อผู้ใดง่ายๆ แต่เวลานี้ สีหน้าของเขากลับเคร่งเครียดผิดปกติราวกับกำลังมองบางสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่บนโลกนี้ หัวใจของหลิวเซียงเยว่เย็นวาบ นางจำได้สมุดบัญชีเล่มนี้ คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
“คุณหนูใหญ่ขอรับ” เสียงพ่อบ้านเหลียงดังขึ้นเบาๆ ทำให้หลิวเต๋อเวินเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะ ทันทีที่เห็นบุตรสาว สีหน้าเคร่งเครียดของเขาจึงผ่อนลงเล็กน้อย
“เซียงเยว่ กลับมาแล้วหรือ” หลิวเซียงเยว่ก้าวเข้าไปช้าๆ ก่อนคารวะผู้เป็บิดาอย่างนอบน้อม
“ลูกมาคารวะท่านพ่อเ้าค่ะ” หลิวเต๋อเวินพยักหน้า พลางเก็บสมุดบัญชีสีดำลงด้านข้างราวไม่้าให้นางเห็น แต่สายเกินไปแล้ว เพียงชั่ว ขณะเดียวกันนั้นหลิวเซียงเยว่ก็เห็นตราประทับสีแดงเข้มบนหน้าปกสมุดอย่างชัดเจน “ตรากองเสบียงทหารชายแดนเหนือ” ปลายนิ้วของนางค่อยๆ เย็นเฉียบ ในชาติที่แล้ว นางไม่เคยสนใจเื่ราชสำนักเลยแม้แต่น้อย กระทั่งวันที่ทุกอย่างสายเกินไป
“ได้ยินว่า่นี้เ้าเรียนหนักจนล้มป่วย” หลิวเต๋อเวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ร่างกายเป็อย่างไรบ้าง”
หลิวเซียงเยว่ยิ้มบาง “ดีขึ้นมากแล้วเ้าค่ะ” นางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนเอ่ยต่ออย่างระมัดระวัง
“ท่านพ่อเ้าค่ะ ่นี้ราชสำนักมีเื่วุ่นวายหรือเ้าคะ” มือของหลิวเต๋อเวินหยุดลงชั่วขณะ ดวงตาของเขาเลื่อนมามองบุตรสาวเงียบๆ
“เหตุใดจึงถามเช่นนั้น”
“ข้าเพียงรู้สึกว่าท่านพ่อดูเหนื่อยกว่าเดิม” สายลมพัดผ่านป่าไผ่เบาๆ หลิวเต๋อเวินหัวเราะต่ำในลำคอ
“่นี้กรมคลังมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นจริงๆ” เขาเอ่ยเรียบๆ แต่แววตากลับหนักอึ้ง ก่อนกล่าวต่อ “เงินเสบียงของกองทัพชายแดนเหนือหายไปจำนวนหนึ่ง” หัวใจของหลิวเซียงเยว่กระตุกวูบ ชายแดนเหนือเขตอำนาจกองของเซียวจวินหาน
“แต่เื่นี้ยังไม่แน่ชัด ต้องรอหลักฐานเพิ่มเติม” หลิวเต๋อเวินเอ่ยต่อ “จึงยังไม่อาจรายงานต่อเบื้องบน” หลิวเซียงเยว่เงียบไปครู่หนึ่ง
นางจำได้ว่า ในชาติที่แล้ว หลังจากท่านพ่อเริ่มตรวจสอบบัญชีได้ไม่นาน ข่าวลือเื่ “แม่ทัพทิศอุดรยักยอกเสบียง” ก็เริ่มแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง และหลังจากนั้นตระกูลหลิวก็ถูกลากเข้าสู่หายนะอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นเอง ยังไม่ทันที่หลิวเซียงเยว่จะเอ่ยวสิ่งใดต่อ เสียงฝีเท้าด้านนอกเรือนก็ดังขึ้นเสียก่อน
“นายท่าน” องครักษ์ประจำจวนรีบเดินเข้ามาคารวะ
“เสนาบดีฝ่ายขวามาขอพบท่านขอรับ” หลิวเซียงเยว่ชะงักไปทันที เสนาบดีฝ่ายขวาหลิวเต๋อหยวน ท่านอาของข้า ทันใดนั้นสายตาของหลิวเต๋อเวินพลันเคร่งลงเล็กน้อย หลิวเต๋อเวินค่อยๆปิดสมุดบัญขีลงช้าๆ พร้อมทั้งบรรยากาศผ่อนคลายก่อนหน้านั้นเริ่มหายไป ก่อนเขาจะเอ่ยเสียงต่ำ
“เชิญเขาเข้ามา” ไม่นานนัก ร่างของบุรุษวัยกลางคนในชุดขุนนางสีเข้มก็ก้าวเข้ามาภายในลานป่าไผ่ ใบหน้าของเขาคล้ายหลิวเต๋อเวินอยู่หลายส่วน ทว่าคมกว่า และเต็มไปด้วยแรงกดดันของผู้กุมอำนาจในราชสำนักมานานหลายปี
หลิวเต๋อหยวนเสนาบดีฝ่ายขวาแห่งราชสำนักต้าเซิ่ง ทันทีที่สายตาของเขาเลื่อนมาพบสมุดบัญชีสีดำบนโต๊ะ สีหน้าของชายผู้นั้นก็เปลี่ยนไปเพียงเสี้ยววินาที เร็วมากแต่ไม่พ้นสายตาของหลิวเซียงเยว่
“พี่ใหญ่” หลิวเต๋อหยวนเอ่ยช้าๆ
“ข้าได้ยินว่า…ท่านกำลังตรวจสอบบัญชีกองทัพชายแดนเหนืออยู่หรือ” บรรยากาศภายในลานป่าไผ่พลันเงียบงัน สายลมวสันต์ยังคงพัดเอื่อยๆ แต่หลิวเซียงเยว่กลับรู้สึกหนาวเย็นขึ้นมาอย่างประหลาด เพราะนางรู้ดี ั้แ่วินาทีนี้เป็ต้นไปตระกูลหลิว ได้ก้าวเข้าสู่กระดานหมากของราชสำนักอย่างแท้จริงแล้ว