พวกไป๋ชิงอวิ๋นเดินออกมานอกสมาคมหลอมศาสตราแห่งเมืองจินหยาง กู่หวง หยางเฉินและมู่ปิงเฟิงหันกลับไปมองพนักงานต้อนรับที่ยืนกอดอกด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง
"ชิงอวิ๋นเจ้าไม่น่าห้ามข้าเลย ดูสิเจ้าดู ดูท่าทางเย่อหยิ่งของเขา ให้ตายเถอะเห็นแล้วมันของขึ้น" หยางเฉินรู้สึกว่าจิตใจของเขามันคันยุบยิบไปหมด เมื่อเห็นท่าทางเย่อหยิ่งของพนักงานต้อนรับ ไม่รู้ทำไมแต่ใบหน้าของพนักงานต้อนรับคนนี้มันช่างอ้อนท้าวเขาเหลือเกิน
ป๊าบ!
ไป๋ชิงอวิ๋นตบไหล่ของหยางเฉินอย่างปลอบประโลม "อย่าถือสาคำพูดของเศษสวะพันนั้นเลย เพราะหากเก็บมาคิดมากเกินไป มันอาจจะทำให้ธาตุไฟเข้าแทรกได้นะ อย่าลืมว่าเจ้าฝึกวิชาที่ใช้ความสมดุลเป็นหลัก"
"นี่ชิงอวิ๋นข้าว่าเจ้าใจเย็นเกินไปแล้วนะ กับคนอย่างเจ้านั่นหากไม่สั่งสอนให้รู้สำนึกสักหน่อย เขาคงไม่รู้ว่าสิ่งใดควรทำหรือสิ่งใดไม่ควรทำ" กู่หวงที่เดินตามมาข้างหลังกล่าวขึ้นอย่างไม่ยินยอม
"เมื่อก่อนพวกเราก็เจอคำพูดเหยียดหยามแบบนี้มาโดยตลอดไม่ใช่หรือ มาตอนนี้เหตุใดถึงทนไม่ได้แล้วล่ะ เมื่อก่อนไร้กำลังจึงตอบโต้ไม่ได้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าตอนนี้พวกเรามีพลังแล้วจะเที่ยวอัดใครไปเรื่อยก็ได้ ตีสุนัขถึงอย่างไรก็ต้องดูเจ้าของ เขาเป็นคนของสมาคมหลอมศาสตราแห่งเมืองจินหยาง แล้วสถานะของสมาคมหลอมศาสตราแห่งเมืองจินหยางเป็นอย่างไรในเมืองนี้พวกเจ้าก็น่าจะรู้ดี หากลงมือทำจริงต่อให้วันนี้พวกเราอัดเขาจนเละ แต่ผลที่ตามมาล่ะ พวกเจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าผลที่ตามมาจะรับมืออย่างไร ด้วยสถานะทางสังคมที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ถึงอย่างไรพวกเราก็ผิดอยู่วันยังค่ำ คนในสังคมทั้งหมดไม่มีทางเข้าข้างพวกเราโดยเด็ดขาด"
"เช่นนั้นพวกเราต้องยอมโดนกระทำเช่นนี้ต่อไปหรือ" มู่ปิงเฟิงกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเศร้าๆ
"ไม่หรอก รอให้จบงานประลองของห้าตระกูลใหญ่เสียก่อน เพราะเมื่อถึงตอนนั้นพวกเราคงมีชื่อเสียงขึ้นมามากพอสำควรแล้ว" ไป๋ชิงอวิ๋นเดินนำหน้าต่อไปด้วยท่าทางที่องอาจ "และเมื่อประกาศให้ทุกคนได้รับรู้ว่า พวกเราไม่ใช่เศษสวะไร้ค่าออีกต่อไปแล้ว เมื่อถึงตอนนั้นแล้วพวกเราก็ไม่จำเป็นต้องยั้งมือไว้ไมตรีอีก หากมีคนมาหาเรื่องก็อัดเขาให้เละไปเลย"
"ที่เจ้าพูดมาก็มีเหตุผล เช่นนั้นก็อดใจรอไปอีกหน่อยแล้วกัน พอถึงตอนนั้นเจ้าอย่าห้ามข้าอีกนะ" หยางเฉินพยายามข่มกลั้นอารมณ์ของตนเอง เขาเดินตามหลังไป๋ชิงอวิ๋นไปอย่างเชื่อฟัง
"ได้เลย พอถึงตอนนั้นหากมีคนมาหาเรื่องพวกเราจริง ข้าไม่เพียงแค่ไม่ห้ามเจ้า แต่ข้าจะช่วยพวกเจ้าอัดเขาอีกแรงนึงด้วย"
"ฮ่าฮ่าฮ่า เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้" หยางเฉินหัวเราะอย่างชอบใจ
ทั้งสี่คนเดินทางออกจากสมาคมหลอมศาสตราแห่งเมืองจินหยาง ตอนนี้อารมณ์ของกู่หวง หยางเฉินและมู่ปิงเฟิงไม่ได้ขุ่นมัวอีกต่อไป ทั้งสี่เดินพูดคุยหัวเราะต่อกระซิกกันไปตลอดทาง ขณะเดียวกันก็ปรึกษากันว่าจะไปที่ไหนกันต่อดี ไป๋ชิงอวิ๋นเสนอให้ไปที่หอการค้ายุทธภัณฑ์แห่งเมืองจินหยาง เพราะในเมื่อวันนี้ไม่สามารถสั่งทำอาวุธได้อย่างที่ใจต้องการ เช่นนั้นก็มีแต่ต้องไปซื้ออาวุธมาใช้แก้ขัดก่อน
ทั้งสี่คนเบนเข็มมุ่งหน้าไปที่หอการค้ายุทธภัณฑ์แห่งเมืองจินหยางในทันที เพราะกู่หวง หยางเฉินและมู่ปิงเฟิงไม่มีอะไรจะคัดค้านไป๋ชิงอวิ๋นอยู่แล้ว
"รู้จักอดทนและเฝ้ารอจังหวะเวลา ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่น่าสนใจจริงๆ"
พวกไป๋ชิงอวิ๋นหยุดชะงักฝีเท้าลง ทั้งหมดหันมองไปทางต้นเสียง ที่มุมหนึ่งของตรอกทางเดินมีชายวัยกลางคนอายุสี่สิบถึงห้าสิบปีกำลังนั่งมองพวกเขาอยู่ ชายคนนั้นสภาพดูมอมแมมเป็นอย่างมากแม้แต่เสื้อผ้าของเขา พวกไป๋ชิงอวิ๋นยังนึกว่าเอาผ้าขี้ริ้วมาห่อตัวไว้เลย
เนตรสวรรค์ของไป๋ชิงอวิ๋นถูกกระตุ้นให้ทำงานทันที แสงสีทองปรากฏขึ้นจากดวงตาข้างซ้ายของเขา ไป๋ชิงอวิ๋นตั้งท่าเตรียมต่อสู้ เหงื่อเย็นไหลออกมาจากกลางหลังของเขาอย่างควบคุมไม่ได้ จากออร่าที่มองเห็น คนผู้นี้จะต้องเป็นจอมยุทธ์ระดับเซียนอย่างแน่นอน สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้นมาแล้ว ต้องเผชิญหน้ากับจอมยุทธ์ระดับเซียน สิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่ไป๋ชิงอวิ๋นปรารถนาเลย
"ด้วยพลังจิตวิญญาณแค่นั้นของเจ้าไม่สามารถทำอะไรข้าได้หรอกนะ อีกอย่างข้าไม่ได้มีเจตนาร้าย เพียงแค่อยากดูเหล็กทมิฬบริสุทธิ์ก้อนเมื่อครู่นี้ของเจ้าก็เท่านั้น"
ไป๋ชิงอวิ๋นขมวดคิ้วเข้าหากัน เขาสอดส่ายสายตาไปมา พยายามหาช่องทางในการหลบหนี หากว่ามีสถานการณ์ไม่ชอบมาพากล เขาจะเคลื่อนย้ายหลบหนีออกไปจากที่นี่ทันที
กู่หวง หยางเฉินและมู่ปิงเฟิงเมื่อเห็นท่าทางเตรียมสู้ของไป๋ชิงอวิ๋น ทั้งสามคนก็เริ่มโคจรเคล็ดวิชาฝึกตนของพวกเขาขึ้นมา ดูเหมือนว่าขอทานคนนี้จะมีระดับพลังที่สูงส่งมาก เพราะท่าทางของไป๋ชิงอวิ๋นตึงเครียดอย่างถึงที่สุด
"ผู้อาวุโสล้อเล่นแล้ว เหล็กทมิฬบริสุทธิ์ของข้าก็แค่เหล็กทมิฬบริสุทธิ์ธรรมดา เมื่อสักครู่นี้พนักงานคนนั้นก็บอกแล้วไม่ใช่หรือขอรับ เหตุใดท่านถึงอยากดูมันอีกล่ะขอรับ" ไป๋ชิงอวิ๋นถามออกไปด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง ท่าทีของเขาพร้อมเคลื่อนย้ายออกไปด้วยเคล็ดวิชาวาจาสิทธิ์ตลอดเวลา
"รู้จักระมัดระวังตัวถือว่าเป็นเรื่องดี แต่สำหรับข้าพวกเจ้าช่างไร้มารยาท"
คลืน~~
คลื่นพลังแผ่กระจายออกมาจากร่างของชายวัยกลางคนที่มีสภาพเหมือนขอทาน
"เคลื่อนย้ายหลบหนีห้าสิบลี้" เคล็ดวิชาวาจาสิทธิ์ถูกกระตุ้นขึ้นมาในทันที ทำให้ห้วงอากาศและกฎเกณฑ์โดยรอบสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ร่างเงาของไป๋ชิงอวิ๋นและสหายของเขาเริ่มเลือนลางลงทีละน้อย
"คิดหลบหนีต่อหน้าข้า ช่างไม่รู้จักประเมินกำลังของตนเอง ทำลาย" ชายวัยกลางคนที่มีสภาพเหมือนขอทาน ออกแรงโบกมือขวาของเขา ทำให้เกิดเป็นคลื่นพลังที่มองไม่เห็นเข้าไปก่อกวนการเคลื่อนย้ายของเคล็ดวิชาวาจาสิทธิ์
เมื่อห้วงอากาศและกฎเกณฑ์โดยรอบถูกแทรกแซงด้วยพลังที่แข็งแกร่ง ทำให้ร่างของไป๋ชิงอวิ๋นและสหายของเขายังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ไป๋ชิงอวิ๋นสีหน้าหมองคล้ำลง เพราะเวลาทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในอึดใจเดียว เขาจ้องมองไปยังชายวัยกลางคนที่มีสภาพเหมือนขอทาน แล้วกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า
"ผู้อาวุโสอย่าได้บีบคั้นข้า มิเช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือน" ไป๋ชิงอวิ๋นตัดสินใจอย่างเด็ดขาด แสงแห่งมานาปรากฏขึ้นที่รอยประทับรูปหนังสือไขว้กับคฑาบนหลังมือของเขา
คลืน~~
ฟ้าดินสัมผัสได้ถึงพลังแห่งมานาที่ไหลเวียน เมฆดำก่อตัวขึ้นบนท้องฟ้ามันขยายตัวปกคลุมออกไปทั่วทั้งเมืองจินหยาง
ชายวัยกลางคนที่มีสภาพเหมือนขอทานจ้องมองไป๋ชิงอวิ๋นด้วยสีหน้าประหลาดใจ เพราะความรู้สึกที่เขาสัมผัสได้จากไป๋ชิงอวิ๋น คือความรู้สึกของกลิ่นอายแห่งความตายที่เขาไม่ได้เผชิญหน้ากับมันมานาน
อารมณ์ของชายวัยกลางคนที่มีสภาพเหมือนขอทานระเบิดออกมาในทันที "เจ้าเด็กเมื่อวานซืน ข้าไปบีบคั้นอะไรเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่กัน มีแต่เจ้าที่คิดเองเออเองไปทั้งนั้น ข้าแค่อยากดูเหล็กทมิฬบริสุทธิ์ก้อนนั้นกับตาของตนเอง หากว่ามันเป็นของที่ที่ธรรมดายังเจ้าว่าจริง เช่นนั้นพวกเราก็ทางใครทางมัน แต่ถ้าหากว่าเหล็กทมิฬบริสุทธิ์ก้อนนั้นเป็นของคุณภาพสูง เช่นนั้นข้าคนนี้จะช่วยหลอมอาวุธให้กับเจ้าเอง"
ไป๋ชิงอวิ๋นสีหน้ายังคงเคร่งขรึม ท่าทีของเขาไม่ได้ระวางการเฝ้าระวังลงเลยแม้แต่น้อย แสงแห่งมานายังคงส่องสว่างพร้อมทั้งเมฆดำที่หมุนวนอยู่บนท้องฟ้า
"อาวุโสเป็นใคร พอจะแนะนำตนเองได้หรือไม่"
"ใต้หล้านี้รู้จักข้าในนามเซียนหลอมเหล็กพเนจร ตี้เถี่ย" เสียงของชายวัยกลางคนที่มีสภาพเหมือนขอทาน เต็มเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ
ไป๋ชิงอวิ๋นขมวดคิ้วแน่น จากนั้นสีหน้าของเขาก็ฉายแววความตกตะลึงออกมา กู่หวง หยางเฉินและมู่ปิงเฟิงทั้งสามคนที่ยืนอยู่ด้านข้างไป๋ชิงอวิ๋น ตอนนี้พวกเขาจ้องมองไปยังร่างของชายวัยกลางคนที่มีสภาพเหมือนขอทานอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
ที่แท้คนผู้นี้ก็คือเซียนหลอมเหล็กพเนจร ตั้งแต่เด็กพวกไป๋ชิงอวิ๋นชอบไปนั่งฟังนักเล่าเรื่อง เล่าขานเรื่องราวของยอดฝีมือในยุทธ์ภพ และหนึ่งในเรื่องเล่าที่พวกเขาเคยได้ยินมาก็คือ เมื่อประมาณห้าร้อยปีก่อนมีเซียนหลอมศาสตราท่านหนึ่ง เขาเป็นผู้ที่มีความสามารถเป็นอย่างมาก โดยเขาได้หลอมกระบี่ขึ้นมาหนึ่งเล่ม ซึ่งกระบี่เล่มนั้นถูกเรียกขานนามว่ากระบี่ไร้มลทิน ซึ่งกระบี่เล่มนี้ตกเป็นของมือกระบี่อันดับหนึ่งแห่งโลกใบนี้ อย่างเจี้ยนอู๋ซินเจ้าสำนักชิงซานที่เป็นสำนักอันดับหนึ่งแห่งทวีปภาคใต้
ว่ากันว่าเมื่อกระบี่ไร้มลทินถูกเจี้ยนอู๋ซินเจ้าสำนักชิงซานชักออกจากฝัก จะมีแม่น้ำโลหิตหลั่งรินยาวนับหมื่นลี้ แสงกระบี่พาดยาวผ่านท้องฟ้า กระบี่เดียวสังหารจอมยุทธ์นับหมื่น นี่คือตำนานที่พวกไป๋ชิงอวิ๋นเคยได้ยินมา และผู้ที่หลอมกระบี่กระบี่ไร้มลทินเล่มนั้นขึ้นมา ก็คือเซียนหลอมเหล็กพเนจร ตี้เถี่ย
"ท่านมีหลักฐานยืนยันตัวตนของท่านหรือไม่" ไป๋ชิงอวิ๋นยังคงไม่วางใจ
เซียนหลอมเหล็กพเนจรจ้องมองไป๋ชิงอวิ๋นราวกับมองคนโง่ นับตั้งแต่อดีตที่ผ่านมาหากเขาเอ่ยนามของเขาออกไป ไม่ว่าจอมยุทธ์ผู้นั้นจะแข็งแกร่งหรือยิ่งใหญ่มาจากไหนก็ต้องเกรงใจเขาอยู่สามส่วน แต่เจ้าเด็กบ้าที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาคนนี้กลับกำลังหาหลักฐานยืนยันตัวตนเขา เรื่องเช่นนี้ไม่ใช่ว่าคิดได้แต่ห้ามพูดออกมาหรอกหรือ
"เห็นแก่ความกล้าหาญของเจ้า นี่คือป้ายประจำกายของข้า" เซียนหลอมเหล็กพเนจร โยนป้ายประจำกายของเขาให้กับไป๋ชิงอวิ๋น
ไป๋ชิงอวิ๋นรับป้ายประจำกายนั้นมา แผ่นป้ายคือหยกเนื้อดีชิ้นหนึ่งซึ่งสลักชื่อไว้ว่า'ตี้เถี่ย' ไป๋ชิงอวิ๋นเริ่มผ่อนคลายความรู้สึกลง แสงแห่งมานาที่ไหลเวียนอยู่มือขวาตอนนี้ถูกเก็บเข้าไปในรอยประทับแล้ว ขณะเดียวกันเมฆทมิฬที่ม้วนตัวอยู่ด้านบนก็สลายหายไป ท้องฟ้ากลับมากระจ่างใสอีกครั้ง เมื่อตรวจสอบดูป้ายหยกอย่างละเอียดด้วยเนตรสวรรค์ ไป๋ชิงอวิ๋นก็โค้งกายคารวะเซียนหลอมเหล็กพเนจรอย่างนอบน้อม
"ขออภัยที่ล่วงเกินผู้อาวุโส ผู้น้อยยังอ่อนด้อยประสบการณ์ไม่รู้ความ ขอผู้อาวุโสอย่าเก็บการกระทำก่อนหน้านี้ของข้ามาใส่ใจ"
"ขออภัยที่ล่วงเกินผู้อาวุโส" พวกกู่หวงก็โค้งกายคารวะเช่นเดียวกัน
"อย่ามัวแต่พิรี้พิไร รีบเอาเหล็กทมิฬบริสุทธิ์ก้อนนั้นมาให้ข้าดูเร็วเข้า" เซียนหลอมเหล็กพเนจร กล่าวขึ้นอย่างร้อนใจ
ไป๋ชิงอวิ๋นเรียกเหล็กเทพนิลกาฬออกมาจากแหวนมิติ เหล็กเทพนิลกาฬเพิ่งจะปรากฏขึ้นในมือของเขา มันก็ถูกผู้อาวุโสเซียนหลอมเหล็กพเนจรคว้าไปอย่างง่ายดายเสียแล้ว
เซียนหลอมเหล็กพเนจรจ้องมองและพิจารณาดูเหล็กทมิฬบริสุทธิ์ที่อยู่ในมืออย่างไม่ละสายตา เขายกมันขึ้นลงเพื่อชั่งน้ำหนัก แววตาของเขาเต็มไปด้วยความฉงน เหล็กทมิฬบริสุทธิ์ก้อนนี้ดูจากภายนอกแล้วแยกไม่ออกเลยจริงๆ ว่ามันแตกต่างกับเหล็กทมิฬบริสุทธิ์ธรรมดาอย่างไร แต่เมื่อลองสัมผัสและเทียบน้ำหนักดูก็จะสัมผัสได้ถึงความแตกต่างนั้นในทันที
จากสายตาของเขาเหล็กทมิฬบริสุทธิ์ก้อนนี้ไม่ใช่ของธรรมดาจริงๆเสียด้วย ถึงจะไม่รู้ว่าเหล็กทมิฬบริสุทธิ์ก้อนนี้พิเศษอย่างไร แต่เขาก็รับรู้ได้ว่าคุณภาพของมันเหนือกว่าเหล็กทมิฬบริสุทธิ์ธรรมดาอย่างเทียบไม่ติด ถือว่าเป็นวัตถุดิบชั้นยอดในการหลอมศาสตรา
"นี่เจ้าเด็กเหลือขอ เจ้ามีของดีเลยนี่นา อยากได้อาวุธแบบไหนล่ะ"
ไป๋ชิงอวิ๋นดวงตาเป็นประกาย เขาหยิบกระดาษออกมาหนึ่งแผ่น จากนั้นก็ยื่นให้กับเซียนหลอมเหล็กพเนจร บนกระดาษวาดรูปดาบยาวไว้หนึ่งเล่ม รูปร่างของมันเหมือนกับดาบคาตานะของญี่ปุ่น ไป๋ชิงอวิ๋นลงรายละเอียดของดาบไว้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความยาวของตัวดาบ ความกว้างของตัวดาบ โกร่งดาบ และด้ามจับของดาบ เขาล้วนแต่เขียนไว้อย่างละเอียด
เซียนหลอมเหล็กพเนจรกวาดตามองดูรูปดาบที่ถูกวาดอยู่บนกระดาษ เขาพยักหน้าอย่างพอใจ เพราะรายละเอียดที่เขียนไว้ทั้งหมดนี้ถือว่าเขียนออกมาได้ดีเลยทีเดียว
"อีกหนึ่งเดือนครึ่งไปหาข้าที่กระท่อมหลอมเหล็กเหล่าเถี่ย ข้าจะส่งมอบดาบให้เจ้าในวันนั้น" กล่าวจบร่างของเซียนหลอมเหล็กพเนจรก็หายวับไป
พวกไป๋ชิงอวิ๋นยืนงงและหันมองหน้ากันไปมา
"ข้าไม่ได้กำลังฝันไปใช่ไหม เมื่อครู่นี้พวกเราเจอบุคคลในตำนานเหรอ" หยางเฉินถามขึ้น
"ให้ตายเถอะข้านี่ขนลุกซู่ไปหมดเลย" กู่หวงลูบขนแขนของเขาที่กำลังลุกชูชันอยู่
"คนเราตัดสินจากภายนอกไม่ได้จริงๆ เห็นทีแรกนึกว่าขอทานธรรมดา ที่ไหนได้กลับกลายเป็นบุคคลในตำนานไปเสียอย่างนั้น" มู่ปิงเฟิงถอนหายใจอย่างปลงอนิจจัง สำหรับเขาและวันนี้ถือว่าได้บทเรียนมากเลยทีเดียว
ไป๋ชิงอวิ๋นใช้เนตรสวรรค์มองหากระท่อมหลอมเหล็กเหล่าเถี่ย ใช้เวลาไม่นานเขาก็เจอกระท่อมหลังนั้น มันเป็นกระท่อมจริงๆ มันมีขนาดไม่ใหญ่มาก ด้านในกระท่อมมีชายวัยกลางคนที่ใส่ชุดเหมือนขอทานกำลังนั่งพิจารณาเหล็กเทพนิลกาฬอยู่ เขาไม่ใช่ใครที่ไหน เขาก็คือเซียนหลอมเหล็กพเนจรคนเมื่อคู่นี้นั่นเอง
"ไปกันต่อเถอะ มาดูกันว่าวันนี้พวกเราจะได้ของอะไรติดไม้ติดมือกันมาบ้าง"
ไป๋ชิงอวิ๋นและสหายเริ่มออกเดินทางกันอีกครั้ง พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปที่หอการค้ายุทธภัณฑ์แห่งเมืองจินหยาง