ซุนอวี้แอบนัดพบกับบุคคลภายนอกในเขตของยอดเขาต้องห้ามของพรรคห้าเซียน เื่นี้กล่าวไปแล้วซุนอวี้ละเมิดกฎของพรรค แต่ซุนอวี้เป็ประมุขพรรคห้าเซียนสามารถใช้อำนาจของประมุขพรรคยกเว้นกฎนี้ได้โดยไม่จำเป็ต้องบอกกล่าวกับผู้ใด หลัวเซียนเป็คนนอก ต่อให้มีความเกี่ยวข้องกับพรรคห้าเซียนแต่อย่างไรยังเป็คนนอก ซุนอวี้ไม่จำเป็ต้องอธิบายเื่ราวนี้หลัวเซียนเข้าใจ อีกอย่างยิ่งกล่าวมากความไป อาจทำให้หลิวซวนอับอายจนสะบัดหน้าจากไป นี่ยิ่งทำให้เื่ยุ่งยากกว่าเดิมแล้ว กว่าที่ซุนอวี้จะเกลี้ยกล่อมหลิวซวนได้ ไม่ทราบว่าถูกอีกฝ่ายทุบตีไปกี่ครา
เมื่อหลัวเซียนมีทีท่ารีบร้อน้าเดินทางไปที่ยอดเขาที่เก้า ซุนอวี้ก็ไม่เอ่ยปากรั้งอีกฝ่ายเอาไว้ หลิวเซียนไหนเลยไม่ทราบความในใจของซุนอวี้ได้ เห็นอีกซุนอวี้เอาอกเอาใจหลิวซวน กล่าวปลอบประโลมไม่หยุดหย่อน หลิวซวนกล่าวเอาลาอีกครา จากนั้นจึงะโไปทางหน้าผาอีกด้านหนึ่งปีนป่ายไปยังยอดเขาที่สูงที่สุด
เสียเวลามาค่อนวัน หลิวซวนมาถึงยอดเขาที่เก้าก็ล่วงเข้าเวลากลางคืนแล้ว ยอดเขาจุ้ยถิงยอดที่เก้านั้น เป็ยอดผาตัด พื้นหินราบเรียบราวกับถูกเฉือนออกด้วยฝีมือคน ด้านหนึ่งเป็หน้าผา สลักไว้ด้วยอักษรโบราณมีสี่คำ อ่านได้ว่า “ปกปักสกุลซุน”
ที่ลานกว้างก่อด้วยกำแพงหินเขียวมีตะไคร่เกาะหนาทึบ ประตูทางเข้าด้านหน้ามีผู้พิทักษ์รูปสุนัขจิ้งจอกสักจากกินเฝ้าทั้งสองด้าน ทอดยาวไปด้านไปด้านในเป็ลานหินก่อนเป็ชั้น แต่ละชั้นมีป้ายสลักชื่อแซ่ของประมุขพรรคในแต่ละรุ่นเรียงรายขึ้นไป ชั้นบนสุดคือ บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งพรรคห้าเซียน
พรรคห้าเซียนก่อตั้งมาั้แ่ปลายสมัยราชวงศ์ถัง ผู้ก่อตั้งพรรคห้าเซียนในตอนนั้นยังมิได้ใช้แซ่ซุน ทั้งยังเป็เพียงสตรีผู้หนึ่ง แซ่ซุนนั้นได้พระราชทานมาจากฮ่องเต้ถังเสวียนจง ในสมัยราชวงศ์ถัง
ใน่ปลายของฮ่องเต้ถังเสวียนจงเกิดฏของชาวเขาหกเผ่าในบริเวณที่เคยเรียกว่าหนานจ้าว ซึ่งในสมัยราชวงศ์ซ่งเป็เขตแดนของดินแดนต้าหลี่ ชาวเขาในเสฉวนร่วมมือกับราชวงศ์ถังในตอนนั้นปราบปรามกลุ่มฏลงได้ ฮ่องเต้ถังเสวียนจงจึงพระราชทานแซ่อย่างชาวฮั่นให้กับชาวเขาทั้งสิบหกเผ่า เผ่าอี้นั้นนับถือพระอาทิตย์จึงได้รับแซ่ซุนมาในตอนนั้น
ท้องฟ้าเริ่มมืดลง หลัวเซียนเสาะหาที่วางพอให้หลบลมหนาว นั่งขัดสมาธิโคจรกำลังภายใน ลมปราณหมื่นทิวาเพื่อหล่อหลอมลมปราณที่ได้รับมาจากซุนอวี้เข้ากับตนเอง พลังลมปราณหมื่นทิวานี้ถือเป็ลมปราณพิทักษ์พรรคห้าเซียนมาทุกยุคสมัย หากฝึกฝนคู่กับการใช้พิษแล้ว ผู้ฝึกสามารถปลดปล่อยพิษจากร่างกายทำร้ายศัตรูในระหว่างการต่อสู้ได้ แต่ก็มีข้อเสียที่การปลดปล่อยพิษนี้หากกำลังภายในยังไม่สูงพอ พิษที่ปลดปล่อยออกมานอกจากทำร้ายผู้อื่นแล้วสุดท้ายอาจย้อนกลับมาทำร้ายตนเองได้
หลัวเซียนในชาติก่อนฝึกฝนจนใช้ออกได้ตามใจปรารถนาทั้งยัง กระจายพิษได้เป็วงกว้างกว่าร้อยก้าวโดยตนเองไม่ถูกพิษ ผู้คนในยุทธต่างก็หวาดกลัวลมปราณหมื่นทิวาของพรรคห้าเซียน นี่เป็สาเหตุหนึ่งพรรคห้าเซียนมักถูกกีดกันจากชนชาวธรรมะ เพราะไม่มีใครสามารถป้องกันพิษจากลมปราณนี้ได้
ไม่ทราบเวลาผ่านไปนานเท่าใดแล้ว หลัวเซียนดื่มด่ำไปกับการเดินลมปราณจนเวลาเข้ารุ่งเช้าแล้ว เมื่อลืมตาขึ้น แววตาของหลัวเซียนยิ่งกระจ่างสดใสกว่าเมื่อวันวาน แม้กระจ่างกลับลึกล้ำ ั์ตาสีดำ ดำราวกับกลางคืนลึกล้ำราวห้วงเหวไม่มีสิ้นสุด หลัวเซียนลุกขึ้นยืนพบว่าร่างกายเบาอย่างยิ่ง จึงซัดฝ่ามือออกด้านข้าง ได้ยินเสียงดัง “ป่ง” ปรากฏรอยฝ่ามือเล็กฝ่ามือหนึ่งประทับเข้ากับกำแพงหินลึกเข้าไปครึ่งฝ่ามือ
“ยอดเยี่ยม” หลัวเซียนอุทานด้วยความยินดี
ในเวลานี้กำลังภายในของหลัวเซียนเทียบเท่าผู้ที่ฝึกฝนมาอย่างน้อยสี่ห้าสิบปี หากเทียบกับซุนอวี้ที่ปะทะฝ่ามือด้วยเมื่อวันก่อน ซุนอวี้สมควรมีกำลังภายในราวเจ็ดแปดสิบปี ซึ่งนี่ก็ไม่แปลกซุนอวี้เป็ทายาทของประมุขพรรครุ่นก่อน สมุนไพรล้ำค่าอันใด การฝึกปรือล้วนผ่านการเสาะหาคัดสรรมาอย่างดีที่สุด ลำพังกำลังภายในนี้ซุนอวี้สมควรยืนอยู่ในแนวหน้าของยุทธภพ หากจะมีผู้ที่เอาชนะซุนอวี้ได้ ก็คงเป็เ้าอาวาสวัดเส้าหลิน หรือไม่ก็ประมุขสำนักใหญ่ทั้งสิบกับผู้นำของเหล่าห้าตระกูล แต่หากซุนอวี้ฝึกฝนไปอีกสิบยี่สิบปี หากเ้าอาวาสวัดเส้าหลินคิดเอาชนะ ในตอนนั้นคงต้องดูก่อนว่าจะมีความสามารถเพียงพอหรือไม่
หลัวเซียนในตอนนี้มีกำลังภายในเกินพอสำหรับปกป้องตนเอง แต่ในเมื่อมาจนถึงจุดหมายแล้ว ค้นหาดูสักหน่อย หาเป็ไรไม่ หลัวเซียนเดินลัดเลาะป้ายชื่อที่เรียงรายอยู่ไปยังป้ายชื่อของผู้ก่อตั้งพรรคห้าเซียน
หลัวเซียนประสานมือคำนับ กล่าวว่า
“ท่านบรรพบุรุษ แม้ข้าในตอนนี้มิใช่แซ่ซุน แต่ข้าก็เคยใช้แซ่ซุนมาก่อน ท่านดู ชื่อข้ายังอยู่ทางด้านโน้น ท่านเองก็เถอะไม่แน่ว่าตอนนี้เป็ยายแก่อยู่ที่ไหนไปแล้ว ของสิ่งนี้ความจริงข้าเป็คนซ่อนเอาไว้ วันนี้ข้าแค่กลับมารับคืนไป แม้จะช้าไปสักสองร้อยกว่าปีก็เถอะ ข้าพูดมามากมายปานนี้ ท่านไม่แย้งสักคำ ข้าถือว่าท่านอนุญาตก็แล้วกัน วันปีใหม่ข้าจะจุดธูปให้ท่านเป็การขอบคุณ”
หลัวเซียนก้มคำนับกราบกราน จากนั้นจึงเดินอ้อมไปยังด้านหลังป้ายหิน ใช้มือคลำไปที่ผนังหินด้านหลัง จากนั้นกดฝ่ามือลงไปยังตำแหน่งหนึ่ง จนผนังหินยุบลงไป หลัวเซียนกดผนังหินเช่นนี้อีกสองครา
ได้ยินเสียงดัง “ครืด ครืด” ผนังหินที่ห่างออกไปหลายวาก็ยุบตัวเข้าไปกลับกลายเป็ช่อง ช่องหนึ่ง
หลัวเซียนหยิบเอามุกราตรีที่ซ่อนเอาไว้หลายอันในอก ออกมาจากนั้นจึงเดินหายลับเข้าไปในช่องผาหินที่แยกตัวออก ช่องหินมีความกว้างเพียงพอให้คนผู้หนึ่งเข้าไปได้เท่านั้น พอเข้าไปด้านในแล้วจึงมีบันใดหินทอดยาวลงไปไม่กี่สิบขั้น ก่อนที่จะพบห้องว่างไม่ใหญ่นัก สูงเพียงเลย่ศีรษะของหลัวเซียนไปไม่กี่ฝ่ามือ ด้านในมีแท่นหินอยู่ตรงกลาง บนแท่นหินมีหีบเหล็กวางอยู่หลายอัน
หลัวเซียนใช้มือดึงสลักกุญแจที่เก่าจนสนิมเกาะกินหลุดออกโดยง่ายดาย
“คงไม่กลายเป็ฝุ่นดินไปจนหมดแล้วกระมัง”
ห้องศิลาลับนี้ เป็หลัวเซียนในอดีตจัดสร้างเอาไว้ เพื่อเป็ทางรอดสายหนึ่งของพรรคห้าเซียนหากถูกผู้คนโจมตี อย่างน้อยยังพอมีทางรอดสายหนึ่งเหลือเอาไว้ ้าของยอดเขายอดที่เก้าเป็สถานที่ลึกลับของพรรคห้าเซียน ยากที่จะมีผู้คนภายนอกเข้ามาได้ หากแต่กลไกที่จะเปิดเข้ามาได้ คงต้องแล้วแต่บุญวาสนาของคนผู้นั้นแล้ว
ไม่ทราบว่าเป็เพราะโชคชะตาอันใด หลายร้อยปีผ่านมาพรรคห้าเซียนยังอยู่สุขสบายดี จากคำบอกเล่าของถังจื่อฉวน พรรคห้าเซียนในตอนนี้แม้ไม่ถือว่าเป็พรรคฝ่ายธรรมะ แต่ก็มิได้ถูกจัดว่าเป็พรรคฝ่ายอธรรม เปรียบเสมือนน้ำบ่อกับน้ำคลองขอเพียงผู้อื่นไม่มาตอแยหาเื่ก่อน พรรคห้าเซียนก็อยู่อย่างสงบของตนเองไป ในบางครั้งยังส่งคนไปช่วยเหลือหากในยุทธภพมีเื่ร้องขอ
หลัวเซียนเปิดกล่องแรกออกมาต้องทำหน้าเสียดาย
“กลายเป็ฝุ่นไปจริงด้วย”
สิ่งของในกล่องแรก เป็ตำราฝึกวิชาของพรรคห้าเซียน เมื่อหลัวเซียนจับขึ้นมาก็แตกสลายกลายเป็ฝุ่นผงไปจนหมด หลังเซียนโยนกล่องทิ้งไป หันไปเปิดกล่องถัดมา ของในกล่องนี้เป็สมุนไพรตัวยาล้ำค่า แต่ก็ไม่ต่างจากกล่องที่แล้วเมื่อจับก็สลายไปจนหมด
“เ้าโง่ ไม่รู้จักหาเก็บของที่ทนทานกว่านี้” หลัวเซียนลืมตัวว่าเป็ตนเองในชาติก่อนที่เก็บซ่อนของเหล่านี้เอาไว้เอง
หลัวเซียนเปิดกล่องเหล็กจนมาถึงกล่องเหล็กอันสุดท้าย กล่องนี้มีขนาดเล็กกว่ากล่องอื่นมาก หลัวเซียนจำไม่ได้ว่าตนเองซุกซ่อนสิ่งใดเอาไว้ในกล่องนี้ หากสุดท้ายทุกอย่างไม่มีเหลือพอให้ใช้ประโยชน์ได้ หลัวเซียนก็คงได้แต่ตัดใจยอมรับแล้ว
หลัวเซียนเปิดกล่องสุดท้ายออกดู ด้านในมีเม็ดยาสีเหลืองขุ่นวางอยู่หกเม็ด แต่ละเม็ดมีขนาดราวลูกประคำ หลัวเซียนหยิบขึ้นมาเม็ดหนึ่ง กลับไม่แตกสลายเหมือนที่แล้วมา เม็ดยานี้เคลือบเอาไว้ด้วยขี้ผึ้ง นับว่าขี้ผึ้งเหล่านี้ช่วยปกป้องเม็ดยาที่ห่อหุ้มเอาไว้ด้านใน แม้ผ่านวันเวลายาวนานขี้ผึ้งนี้ยังคงสภาพดีอยู่
หลัวเซียนบิขี้ผึ้งที่ห่อหุ้มเม็ดยาจนแตกเห็นผิวตัวยาที่อยู่ด้านใน กลิ่นหอมจรุงแผ่พุ่งออกมาจนตลบอบอวล หลัวเซียนอุทานออกมาด้วยความยินดี
“ยาเม็ดเก้าไพศาล”
ยาเม็ดเก้าไพศาล เป็ยาที่ปรุงขึ้นมาด้วยตัวยาสมุนไพรล้ำค่าที่หาได้ยากในแผ่นดิน เมื่อครั้งกระโน้น หลัวเซียนที่โลดแล่นอยู่ในยุทธภพ เมื่อประลองชนะผู้ใดก็หยิบฉวยสิ่งของ ของผู้พ่ายแพ้ติดมือมาเป็ของรางวัลให้ตนเอง ในของเ่าั้มีสมุนไพรที่ช่วยเสริมสร้างกำลังภายในอยู่ไม่น้อย หลัวเซียนจัดทำยาเม็ดเก้าไพศาลขึ้นมาทั้งหมดสิบสองเม็ด รับประทานไปเองสามเม็ด แจกจ่ายให้กับผู้ที่ทำความดีความชอบให้กับพรรคอีกสามเม็ด เก็บซุกซ่อนเอาไว้หกเม็ด
เม็ดยาเก้าไพศาลนี้เพียงหนึ่งเม็ดสามารถเพิ่มพูนกำลังภายในได้สิบปี การจัดสร้างแต่ละครั้งต้องใช้สมุนไพรล้ำค่า ที่ไม่แน่ว่าชีวิตนี้จะได้พบเจอสักครั้งหรือไม่ ต่อให้ตำราจัดสร้างตัวยานี้ยังเหลืออยู่ก็ตาม ใช่ว่าจะมีผู้ใดสามารถสรรหาสมุนไพรที่ต้องใช้ได้จนครบถ้วน
หลัวเซียนกินเม็ดยาเก้าไพศาลบิขี้ผึ้งออกมาเข้าไปโดยเร็ว เมื่อเม็ดยาผ่านเข้าลำคอความรู้สึกหวานล้ำก็เอ่อล้นออกมา จากนั้นร่างกายของหลัวเซียนก็รู้สึกร้อน จากท้องน้อยแผ่กระจายไปตามร่างกาย หลัวเซียนรีบนั่งลงดำเนินการโคจรความร้อนภายในกายไปยังจุดลมปราณทั้งสิบสองสายในทันที
ผ่านไปชั่วน้ำเดือด พลังจากตัวยาก็ผสานเข้ากับลมปราณของหลัวเซียนจนหมดสิ้น ตัวยานี้แม้ช่วยเสริมสร้างกำลังภายในแต่หลัวเซียนไม่สามารถกินตัวยาทั้งหกเม็ดลงไปในคราวเดียว
ตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกหนึ่งวันก่อนที่หลัวเซียนต้องกลับไปยังอารามซินเซียง หลัวเซียนยังสามารถรับประทานได้อีกหนี่งเม็ดในวันพรุ่งนี้ หลัวเซียนห่อเม็ดยาอีกห้าเม็ดที่เหลือไว้ในห่อผ้าเช็ดหน้า จากนั้นจึงซุกเอาไว้ในอก ก่อนที่จะสำรวจห้องศิลาเป็ครั้งสุดท้าย
เช้าของวันที่สามจากที่หลัวเซียนลอบออกจากเมืองมา หลัวเซียนรับประทานเม็ดยาเก้าไพศาลเม็ดที่สองในวันนี้ หลังจากปิดทางลับแล้วจึงรีบเร่งลงจากยอดเขา หลัวเซียนไม่พบร่องรอยของซุนอวี้กับหลิวซวนในระหว่างทางที่ลงเขามา เข้าใจว่าทั้งสองคงไปปรับความเข้าใจกันในที่อื่นแล้ว
ก้าวะโของหลัวเซียนอยู่เหนือยอดไม้สูง แต่ละก้าวมีระยะหลายวา หลัวเซียนในตอนนี้อย่าว่าแต่ถังจื่อฉวนที่ตามหลัวเซียนไม่ทัน ต่อให้ประมุขสกุลถังผู้เป็ปู่ของถังจื่อฉวนไม่แน่ว่าจะตามหลัวเซียนทัน
หลัวเซียนวิ่งไปบนยอดไม้ รวดเร็วราวกับเหินบิน จนใกล้จะถึงชายป่าด้านที่จะเข้าเมืองเฉิงตู หลัวเซียนพลันได้ยินเสียงลมที่ด้านหลัง คนผู้หนึ่งมีฝีเท้าไม่ด้อยไปกว่าหลัวเซียนสะพายกระบี่ที่ด้านหลังพบเห็นใบหน้าไม่ชัดเจนกำลังใกล้เข้ามา
“นี่เ้านะ หยุดก่อน ข้ามีเื่จะถาม”
หลัวเซียนไหนเลยชะลอฝีเท้าลง กลับเร่งความเร็วยิ่งกว่าเดิม คนผู้นี้แม้ส่งเสียงเรียกฝีเท้ากลับไม่ชะลอลงแม้แต่น้อย เมื่อหลัวเซียนเร่งความเร็วขึ้น คนผู้นั้นก็เร่งฝีเท้าขึ้นเช่นกัน
“นี่น้องชาย วิชาตัวเบาของเ้าไม่ธรรมดา เ้าเป็คนของสำนักใด”
หลัวเซียนไม่หันไปโต้ตอบ ทั้งยังเร่งความเร็วขึ้นอีก แต่ความเร็วของผู้ที่ตามหลังกลับไม่ลดละแม้แต่น้อย
“คนผู้นี้เป็ใครกัน กลับมีวิชาตัวเบาสูงส่งเช่นนี้” หลัวเซียนคิดในใจ
หลัวเซียนอ้อมจากยอดไม้หนึ่งไปยังยอดไม้หนึ่ง ความเร็วกระบวนท่างดงามหาได้ยากในแผ่นดิน คนผู้นั้นรับชมจนต้องโห่ร้องชมเชยออกมา
“วิชาตัวเบาของเ้า ข้ากลับไม่เคยเห็นมาก่อน นับว่ายอดเยี่ยมหาได้ยากยิ่ง”
น้ำเสียงของคนผู้นี้ไม่คุกคาม ทั้งยังกล่าวชมอย่างจริงใจ หลัวเซียนหยุดร่างที่กิ่งไม้ด้านหนึ่งในทันที ควรทราบว่าคนผู้หนึ่งเมื่อใช้วิชาตัวเบา เมื่อความเร็วพุ่งขึ้นสูงสุดไม่อาจหยุดยั้งได้ในทันที หาไม่แล้วลมปราณในร่างกายจะย้อนกลับ ทำให้ได้รับาเ็ภายใน หากจะหยุดยั้งต้องลดความเร็วลงก่อน แต่ว่าหลัวเซียนนึกหยุดก็หยุดลงในทันที
ผู้ที่ติดตามหลัวเซียนมา ถึงกลับอุทานด้วยความตกตะลึง วิชาตัวเบานี้หากมิได้เห็นกับตาคงไม่อาจจะเชื่อว่า ในแผ่นดินนี้จะมีชายหนุ่มอายุเยาว์เท่านี้ใช้ออกได้ ตนเองเมื่อวัยเยาว์กว่านี้ยังกระทำไม่ได้ จึงคิดทดสอบวิชาต่อสู้ของหลัวเซียนดูสักหน่อย
“น้องชาย เ้าระวัง”
สิ้นเสียงคนผู้นั้นก็ปลดกระบี่จากด้านหลัง จ้วงแทงกระบี่ไปยังทิศที่หลัวเซียนยืนอยู่ กระบี่ยังมิได้ปลดจากฝัก หลัวเซียนทราบในทันทีว่าอีกฝ่าย้าทดสอบฝีมือ
จั่นเจาลอบติดตามผู้ต้องสงสัยมาจนถึงเมืองเฉิงตู ทราบว่าคนผู้นั้นหลบหายเข้าไปยังจวนแม่ทัพประจำเมือง จึงส่งข่าวกลับไปยังเมืองเปี้ยนจิงให้ใต้เท้าเปาทราบ แต่หลายวันนี้ยังคงเฝ้าจับตามองอยู่ ทราบว่าแม่ทัพประจำเมืองเฉิงตูกำลังจัดกำลังทัพ คล้ายจะออกศึกา แต่ที่จั่นเจาทราบ ทางเมืองหลวงมิได้มีการสั่งการเคลื่อนทัพแต่อย่างใด จั่นเจาออกมาสืบข่าวไม่อาจเข้าจวนแม่ทัพไม่สอบถาม ได้แต่รอดูสถานการณ์อยู่ที่นอกเมือง พลันพบเห็นหนุ่มน้อยผู้หนึ่งวิชาตัวเบาสูงส่งอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ตนเองต้องใช้ออกด้วยวิชาตัวเบาประจำตัวจึงติดตามทัน ไม่เช่นนั้นเห็นทีฉายาแมวหลวงของตนเองคงต้องถวายคืนฮ่องเต้ในครานี้