บทที่ 49 ภารกิจลับลอบสังหาร
ยูเมะดื่มด่ำกับความรู้สึกจากการต่อสู้อยู่นานสองนานจนกระทั่งหายเหนื่อยและเห็นว่าใกล้จะได้เวลาอาหารเย็นแล้วเขาจึงออฟไลน์ออกไปทำมื้อเย็นกับน้องสาว
หลังจากผ่านมื้อเย็นที่แสนสุขไปเขาก็ใช้เวลาร่วมกับแม่และน้องสาวอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับเข้าไปในเกมเพื่อรวมกลุ่มกับทุกคน
ทันทีที่ยูเมะออนไลน์และออกมาจากห้องสิ่งแรกที่เขาได้พบก็คืออัลเบิร์ตที่หันมามองแล้วตะโกนเรียกด้วยความตื่นเต้น
“ชูร่า!! มานี่เร็ว! รีบอธิบายมาเสียดีๆ ว่าแกไปทำอะไรไว้ ทำไมอยู่ๆ ถึงกลายเป็นปรมาจารย์ปราณไปได้”
คำถามของอัลเบิร์ตทำให้ยูเมะอึ้งไปเล็กน้อยเพราะเขาไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงได้รู้เรื่องนี้ได้
เมื่ออัลเบิร์ตเห็นท่าทางของยูเมะมันก็นึกแปลกใจแต่หลังจากพูดคุยกันอีกเล็กน้อย ทั้งสองก็เข้าใจกันได้ในที่สุด
ยูเมะตระหนักว่าตอนที่เขาได้ฉายาปรมาจารย์ปราณนั้นมีประกาศโลกเกิดขึ้นโดยที่เขาไม่ทันสังเกตเห็นส่วนอัลเบิร์ตก็เข้าใจว่ายูเมะทำอะไรถึงได้ฉายาปราณ จนอดไม่ได้ที่จะลองดูบ้าง
แต่เพียงแค่เริ่มต้นอัลเบิร์ตก็หน้าเปลี่ยนสีเพราะระดับความยากที่เข้าขั้นนรกจนมันแทบจะโคจรปราณให้จบแต่ละรอบใน10 นาทีไม่ได้
ขนาดใช้สมาธิเต็มที่จดจ่ออยู่กับการควบคุมโดยสมบูรณ์ก็ยังยากจนมันอดไม่ได้ที่จะหันไปมองยูเมะที่สามารถทำอะไรแบบนี้ได้โดยง่าย
“อย่ามองว่าฉันทำได้ง่ายๆ น่าอัล อันที่จริงฉันก็เคยทำอะไรที่คล้ายๆกันมาก่อนก็เลยพอจะทำได้ นายก็รู้นี่..ว่าท่าไม้ตายของฉันคืออะไร”
ได้ยินแบบนั้นอัลเบิร์ตก็เข้าใจและตระหนักว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อย่างที่คิดและยูเมะก็ไม่ได้ทำสำเร็จได้เพราะโชคช่วย
หากเทียบกับการโคจรปราณที่ยุ่งยากแล้วการควบคุมแขนทั้ง 6 ข้างพร้อมกันก็ไม่ได้ง่ายไปกว่ากันสักเท่าไหร่ ซึ่งการที่ยูเมะสามารถทำแบบนั้นได้มันก็คงไม่แปลกหากจะสามารถโคจรปราณแบบยากได้
พอเข้าใจแบบนี้อัลเบิร์ตก็ไม่พยายามฝืนอีกแต่ก็ยังแอบคิดในใจว่าจะลองเก็บไว้ฝึกดูทีหลังด้วยความรู้สึกท้าทายตัวเองเล็กๆ
หลังจากนั้นทั้งสองก็พูดคุยกันต่อไปอีกระยะหนึ่งกว่าทุกคนจะออนไลน์ซึ่งทั้งสองก็ไม่แปลกใจแต่อย่างใดเพราะรู้ดีว่าสาวๆ นั้นมักจะต้องใช้เวลานานกว่าจะออนไลน์ได้
นอกจากนั้นตอนนี้ก็ยังไม่ถึงเวลานัดที่ตกลงกันไว้ทั้งสองจึงไม่รีบและพูดคุยกันต่อไปเรื่อยๆ
ขณะที่คุยกันนั้นยูเมะก็เล่าถึงสิ่งที่เขาทำลงไประหว่างที่ทุกคนไปพักรวมไปถึงเหตุผลที่ทำแบบนั้น ไปจนถึงผลลัพธ์สุดท้ายที่ทำให้อัลเบิร์ตต้องทอดถอนใจด้วยความชื่นชม
ถึงจะรู้สึกว่าเพื่อนของตนเปลี่ยนไปเป็นน่ากลัวมากแต่มันก็คิดไม่ถึงว่าสิ่งที่พบเจอมาก่อนหน้านี้จะยังไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด
ยิ่งหลังจากได้ฟังคำขอของยูเมะด้วยแล้วอัลเบิร์ตก็ยิ่งรู้สึกหวาดกลัวในฝีมือที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดของยูเมะ
“เอาจริงดิ! จะลุยเดี่ยวในภารกิจสุดท้ายเนี่ยนะ!!”
“ใช่! ฉันอยากทดสอบขีดจำกัดของตัวเองหน่อยแล้วก็..อยากจะลองหาเงินจากการทำวิดีโอสักหน่อย ไม่ว่ากันนะอัล”
อัลเบิร์ตนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ขณะที่ลังเลว่าจะช่วยหรือไม่ช่วยดีแต่สุดท้ายมันก็ตัดสินใจช่วยเพราะเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ได้เลวร้ายอะไร แย่สุดก็แค่ ‘ชุบ’ ยูเมะกลับมาแล้วเสียเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น
“เอาก็ได้! ตามใจแกแล้วกันชูร่าแล้วเดียวฉันจะช่วยคุยกับยัยนิกกี้ให้ ส่วนแกก็คุยกับเมแล้วก็ชีอาเองก็แล้วกัน”
“ไม่มีปัญหา ขอบใจมากนะอัล”
“เรื่องเล็กน่า! แค่ถ่ายวิดีโอเอง จะไปยากอะไร!”
หลังจากตกลงกันได้ไม่นาน สามสาวก็ทยอยเข้ามาในเกมอัลเบิร์ตก็ทำตามที่สัญญากับยูเมะไว้และเริ่มคุยกับนิกกี้เรื่องที่ยูเมะต้องการลุยเดี่ยวในภารกิจสุดท้ายของด่านนี้
ปฏิกิริยาตอบสนองของนิกกี้แทบไม่ต่างอะไรจากอัลเบิร์ตเลยเธอเองก็ได้เห็นข่าวที่กำลังดังตอนนี้เหมือนกันและรู้ว่ายูเมะได้รับฉายาปรมาจารย์ปราณที่ไม่เคยมีใครได้รับมาก่อน
ตอนแรกนิกกี้ก็กำลังจะถามเหมือนกันว่าเขาทำได้ยังไงแต่อัลเบิร์ตก็เอาเรื่องนี้ขึ้นมาพูดก่อน เธอเลยไม่ได้ถาม แต่ก็เข้าใจได้จากอัลเบิร์ตอยู่ดีจึงอดไม่ได้ที่จะแอบมองยูเมะด้วยความรู้สึกทึ่ง
ส่วนชีอากับเมโลดี้นั้นสองสาวแทบจะไม่ถามอะไรเลย หนึ่งนั้นชีอาใหม่กับเกมนี้มากเธอไม่เข้าใจว่าฉายาปรมาจารย์ปราณนั้นได้ยากขนาดไหนและไม่รู้ว่ายูเมะเป็นคนแรกที่ได้ฉายานี้
นอกจากนั้นชีอาก็ไม่ได้แปลกใจกับคำขอของยูเมะมากนักเพราะเธอจำได้ว่าเขาเป็นสตรีมเมอร์คนหนึ่งแม้จะมีชื่อเสียงไม่มาก แต่การทำเงินจากการถ่ายวิดีโอต่อสู้นั้น ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับสตรีมเมอร์อยู่แล้ว
ชีอายังเข้าใจว่ายูเมะทำแบบนี้มาก่อนเสียด้วยซ้ำเธอจึงไม่ได้สงสัยหรือตั้งคำถามใดๆ
ขณะเมโลดี้นั้นเธอไม่เคยปฏิเสธคำขอของยูเมะอยู่แล้ว ส่วนเรื่องที่ยูเมะได้ฉายาปรมาจารย์ปราณนั้นเมโลดี้ก็ไม่ได้ถามอะไรมากนัก เธอเพียงแค่ยิ้มให้เขาด้วยความชื่นชมเท่านั้น
เมื่อตกลงกันเรียบร้อยทุกคนก็กลับมาคุยกันถึงภารกิจที่จะทำ ชีอาก็นำข้อมูลที่เธอสืบมาได้จากภารกิจสืบข่าวออกมาวางตรงหน้าด้วยท่าทางไม่มั่นใจเท่าไหร่นัก
ภารกิจสืบข่าวนั้นเป็นอะไรที่ทำได้ไม่ยากแต่ยากที่จะแยกแยะข่าวไร้สาระจากข่าวที่มีประโยชน์
แต่ชีอาก็ทำได้ดีทีเดียวเธอทำให้ทุกคนแปลกใจและชื่นชม ยูเมะเองก็เห็นด้วยเพราะข่าวที่เธอแยกแยะมานั้นเกือบทั้งหมดเป็นข่าวที่มีประโยชน์ จะมีบ้างที่พลาดไปเพราะความใหม่ของเกม
การที่เธอสามารถทำได้ขนาดนี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเธอจับใจความสำคัญของภารกิจได้ทำให้เธอสามารถเลือกข่าวสารที่มีประโยชน์กลับมาให้ทุกคนได้
เมื่อได้ข่าวที่มีประโยชน์มาการทำภารกิจต่อจากนั้นก็ง่ายกว่าเดิมมาก ไม่ว่าจะเป็นการเลือกภารกิจที่จะทำ การทำภารกิจก่อนหรือหลังช่วงเวลาที่จะทำ สถานที่ไปจนถึงปัจจัยบางอย่างที่เดิมทีต้องอาศัยการเดาสุ่มหรือไปค้นหาเอาหลังจากเริ่มภารกิจ
หลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้ภารกิจกลายเป็นเรื่องยากได้ถูกแก้ไขด้วยข่าวสารเหล่านี้ ซึ่งทำให้ทุกคนมีความสุขกันมากทีเดียว
หลังจากเรียบเรียงข้อมูลข่าวสารเล็กน้อยภารกิจทั้งหมดที่ต้องทำก็ถูกนำออกมา จากนั้นก็เริ่มต้นการแจกจ่าย
ยูเมะยังคงทำเหมือนเดิมเขารับภารกิจลอบสังหารไปทำคนเดียวตามเดิม อัลเบิร์ตเองก็เช่นกัน มันรับภารกิจขโมยของบางอย่างจากร้านค้า
ส่วนสามสาวนั้นตัดสินใจไปทำภารกิจด้วยกันโดยเลือกภารกิจที่ไม่ยากเกินไปและก็ไม่ง่ายเกินไป
หลังจากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันไปทำภารกิจที่ตนเองรับผิดชอบยูเมะยังคงทำภารกิจลอบสังหารเช่นเดิม เขาสวมหน้ากากของภารกิจแล้วลัดเลาะไปตามเส้นทางตามแผ่นที่ก็มาเจอกับกลุ่มกบฏอีกครั้ง
จากนั้นก็ทำเหมือนเดิมติดตามเนื้อหาของภารกิจไปจนกระทั่งถึงที่หมาย ซึ่งครั้งนี้เขาไม่ต้องรอเวลานานเหมือนกับภารกิจก่อนเพราะเป้าหมายไม่ใช่ขุนนางเทพ
แต่เป็นขุนพลเทพคนหนึ่งการลอบสังหารครั้งนี้ยังมีนักรบจากกองกำลังกบฏร่วมด้วยทั้งกลุ่มสวมชุดปกปิดใบหน้าและร่างกาย จากนั้นบุกเข้าไปจากรอบทิศทาง
ยูเมะก็ทำเหมือนเดิมเขาก้าวเดินเข้าไปทางประตูหน้าด้วยมาดของปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ ก้าวเดินเข้าไปปะทะกับทหารเทพที่ทำหน้าที่ปกป้องที่พัก
ด้วยทักษะเดิมๆที่เรียบง่าย ก้าวย่นระยะเข้าประชิด จากนั้นร่ายรำดาบอย่างรวดเร็วดุดันทุกดาบจะประหารหนึ่งชีวิต ทุกก้าวย่างจะต้องมีชีวิตถูกปลิดปลง
เพียงไม่กี่ก้าวที่ผ่านไปเลือดก็ไหลนอง ทหารเทพนับสิบนายที่ทำหน้าที่ปกป้องจวนของขุนพลเทพถูกยูเมะฆ่าฟันไปตลอดทางโดยไม่หวั่นเกรงใดๆ
ทันทีที่เข้าไปในจวนได้ยูเมะก็เปรียบได้กับพยัคฆ์คืนถิ่น เขาก้าวผ่านห้องหนึ่ง ทะลวงผ่านห้องหนึ่งกระโดดข้ามหน้าต่าง ปีนผ่านกำแพง ทะลวงหลังคา จู่โจมโดยปราศจากเส้นทางที่ตายตัวอาศัยความซับซ้อนของสถานที่ รวมกับสถานการณ์ที่วุ่นวาย
เพียงไม่กี่นาทีทหารเทพและขุนพลเทพที่ประจำอยู่ในจวนก็ตายจนหมด
แต่ยูเมะก็ยังไม่พอใจเขาจึงไม่รีบร้อนจากไป แต่ซุ่มรออยู่ภายในจวนพร้อมกับนักรบจากกองกำลังกบฏที่ไม่สามารถจากไปได้เพราะยูเมะยังไม่ไป
ตัวเกมตั้งค่ามาแบบนี้นักรบทั้งหมดจะจากไปได้ก็ต่อเมื่อผู้เล่นจากไปเท่านั้นเพราะตามเนื้อเรื่องของเกมผู้เล่นคือนักรบผู้ยิ่งใหญ่ที่มาทลายดินแดนเทพเพื่อปลดปล่อยพวกมัน
ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงไม่สามารถจากไปได้และทำได้เพียงเฝ้ารอจนกระทั่งทหารเทพกลุ่มแรกมาถึง ยูเมะก็อาศัยสถานที่สร้างความได้เปรียบแม้ว่าเขาจะออกคำสั่งกับ NPC ที่เป็นนักรบจากกองกำลังกบฏไม่ได้
แต่นักรบเหล่านี้ก็สามารถดึงดูดความสนใจจากทหารเทพที่ยกขบวนมาปราบได้ทำให้ยูเมะสามารถฉวยโอกาสฆ่าทหารเทพไปทีละนายๆ ได้อย่างง่ายดาย
ภาพเดิมที่เกิดขึ้นเมื่อตอนกลางวันคล้ายกับจะถูกฉายซ้ำอีกครั้งในปัจจุบัน ยูเมะทำตัวราวกับพยัคฆ์ที่กระโจนเข้าไปในฝูงแกะทะลวงซ้าย ทลายขวา ทำลายขบวนทัพของทหารเทพอยู่ตลอดเวลาจนทำให้ทหารเทพไม่สามารถรักษาความได้เปรียบเอาไว้ได้
ส่งผลให้นักรบกองกำลังกบฏที่มีฝีมือด้อยกว่าไม่ถึงกับถูกกวาดล้างไปจนหมดในเวลาอันสั้น
เมื่อรวมเข้ากับความชำนาญที่เพิ่มขึ้นจากการต่อสู้เป็นรอบที่สองยูเมะจึงสามารถรักษาชีวิตของเหล่านักรบกองกำลังกบฏได้มากกว่าเดิม
สุดท้ายหลังจากกวาดล้างทหารเทพทั้งหน่วยซึ่งมีมากกว่า50 นายจบ จำนวนนักรบกองกำลังกบฏที่ตายไปก็มีไม่ถึงสิบคนด้วยซ้ำ
พอจบการต่อสู้ยูเมะก็ไม่โลภมากเพราะเขารู้ดีว่ามันยากที่จะรักษาผลลัพธ์แบบนี้ต่อไปได้หากมีการปะทะเกิดขึ้นอีกครั้งเขาจึงรีบจากไปทันที
การหลบหนีไม่ได้ยุ่งยากนักเพราะการตั้งค่าของเกมไม่ได้บีบคั้นผู้เล่นขนาดนั้นนอกจากนั้นยูเมะก็เคยทำแบบนี้มาหลายครั้งแล้วเขาจึงหลบหนีจากไปพร้อมกับกองกำลังกบฏได้อย่างง่ายดาย
เมื่อกลับมาถึงโรงแรมยูเมะก็พบว่าทุกคนกลับมาถึงก่อนแล้ว สายตาที่ทุกคนมองไปทางยูเมะเต็มไปด้วยความชื่นชมปนนับถือ
เห็นได้ชัดว่าทุกคนได้เห็นผลลัพธ์จากการลอบสังหารของเขาแล้วซึ่งยูเมะก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่เพราะการลอบสังหารเกิดขึ้นในแผ่นที่เดียวกันหากตั้งใจจะมองก็สามารถมองดูได้ไม่ยาก
หรือต่อให้คิดที่จะร่วมมือด้วยกลางคันก็ยังทำได้แต่ทุกคนก็ไม่ได้เข้ามาร่วมวงด้วยเพราะยูเมะสามารถจัดการกับทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง
“คำนับท่านปรมาจารย์!”
อัลเบิร์ตลุกขึ้นมาประสานมือเคารพยูเมะเป็นการล้อเลียนทำให้ทุกคนที่นั่งรออยู่หัวเราะออกมาพร้อมกัน ยูเมะก็หัวเราะออกมาเสียงดังก่อนจะควงหมัดทำท่าเหมือนจะเอาเรื่อง อัลเบิร์ตก็เล่นตามแสดงท่าทางหวาดกลัวออกมา
ทั้งสองหัวเราะกันอย่างสนุกสนานก่อนจะมานั่งคุยกันต่อเพื่อรายงานผลลัพธ์ของภารกิจที่ตัวเองทำ จากนั้นก็ไปทำภารกิจอื่นๆที่พอจะทำได้ในช่วงเวลานี้
เมื่อเทียบกับช่วงเช้าแล้วตอนกลางคืนนั้นมีภารกิจให้ทำไม่มากนัก แต่มีความหลากหลายที่มากกว่า
เช่นภารกิจของกวีที่เมโลดี้พูดถึงซึ่งไม่มีใครเคยได้ยินมาก่อน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนที่พากวีมาบุกดินแดนเทพด้วยนั้นมีน้อยมากและคนที่พามาก็คงไม่มีใครยอมให้กวีที่ไม่มีความสามารถในการต่อสู้ออกไปทำภารกิจโดยลำพังแน่นอน
ซึ่งการจะยอมเสียคนไปทำภารกิจของกวีก็เป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่นิยมกันจึงไม่มีใครพูดถึงภารกิจของกวีมากนัก
แต่หลังจากพูดถึงภารกิจของกวียูเมะก็เหมือนจะนึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“ถ้าจำไม่ผิด ข่าวที่คุณชีอาได้มามีข่าวเกี่ยวกับ ‘ผู้พิทักษ์ซ้าย’ ด้วยใช่ไหมครับ ผมจำได้ว่าผู้พิทักษ์ซ้ายมีรสนิยมชอบไปฟังเพลงในร้านสุราตอนค่ำ”
เมื่อยูเมะทักขึ้นมา ชีอาก็หยุดคิด แต่เธอก็จำไม่ได้เหมือนกับยูเมะ เธอจึงต้องเปิดรายงานที่วางอยู่บนโต๊ะดูก่อนจะยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง
“ใช่ค่ะ ข่าวของวันนี้ ผู้พิทักษ์ซ้ายเหมือนจะไปร้านสุราวันนี้พอดีหรือว่าชูร่าจะ”
“ครับ มันก็น่าลองใช่ไหมล่ะ ลอบสังหารโดยไม่สนใจภารกิจบางที..นี่อาจจะเป็นภารกิจลับอย่างหนึ่งก็ได้”
ทุกคนที่เล่นเกมดินแดนเทพเจ้าแห่งการต่อสู้มานานย่อมรู้ว่าภารกิจแต่ละอย่างนั้นไม่ได้จำกัดวิธีในการทำภารกิจไปเสียทั้งหมด บางภารกิจอาจจะไม่ปรากฏรายละเอียดแต่ก็ยังสามารถทำได้
เช่นภารกิจลับหลายๆอย่างที่ทุกคนรู้กัน ส่วนใหญ่ก็เป็นภารกิจที่ไม่มีอยู่ในเนื้อหาเพราะแบบนี้มันจึงถูกเรียกว่าภารกิจลับ
ความเป็นไปได้ที่ผู้พิทักษ์ซ้ายจะไปยังร้านสุราวันนี้ก็มีความเป็นไปได้สูงและกุญแจหลักในการทำภารกิจนี้ก็คือ‘กวี’ ต้องมีกวีอยู่ในทีมและต้องทำภารกิจของกวีผู้เล่นสายนักรบถึงจะสามารถติดตามผู้เล่นกวีไปในฐานะของผู้คุ้มกันได้
หลังจากพูดคุยกันเล็กน้อยยูเมะก็ตัดสินใจทดลองดูเพราะถ้าหากเขาสามารถทำภารกิจลอบสังหารผู้พิทักษ์ซ้ายที่เป็นผู้ช่วยคนสำคัญของเจ้าเมืองได้จริงเช่นนั้นความยากของภารกิจสุดท้ายก็จะลดลงอย่างมาก
นอกจากนั้นภารกิจลอบสังหารในคืนนี้ก็มีน้อยมากต่อให้ไม่ทำก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภารกิจอื่นๆ สักเท่าไหร่นัก มันจึงคุ้มที่จะลอง
“ถ้างั้นตกลงตามนี้ ผมกับเมจะไปทำภารกิจกวีกัน”
“โอเค งั้นทางนี้จะไปทำภารกิจช่วยเหลือนักโทษก็แล้วกัน”
“ล..แล้วฉันล่ะคะ”
คำถามของชีอาทำให้ทุกคนเงียบไปชั่วขณะ ส่วนหนึ่งก็เพราะไม่รู้ว่าจะแนะนำยังไงถึงจะดีสุดท้ายยูเมะก็ขอให้ชีอาทำภารกิจสืบข่าวอีกครั้ง
ซึ่งชีอาก็เต็มใจเพราะเธอเข้าใจว่าภารกิจนี้ไม่ใช่ภารกิจที่สามารถมองข้ามได้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในทีมที่มีจำนวนคนเพียง 5 คนแบบนี้การสืบข่าวจึงมีความสำคัญมากกว่าที่ทุกคนคิด
เมื่อแบ่งงานกันเรียบร้อยยูเมะกับเมโลดี้ก็หยิบไอเท็มภารกิจแล้วออกไปทำภารกิจพร้อมกัน
ทั้งสองเดินไปตามเส้นทางที่เขียนไว้ในเนื้อหาของภารกิจกวีก่อนจะพบกับร้านขายเสื้อผ้าเล็กๆ แห่งหนึ่ง เมื่อเมโลดี้แสดงไอเท็มภารกิจออกมาเจ้าของร้านที่เป็นสตรีวัยกลางคนก็รีบออกมาต้อนรับทันที
หลังจากนั้นทั้งสองก็ถูกพาเข้าไปในห้องแต่งตัวและถูกจัดการเปลี่ยนชุดใหม่ซึ่งนับว่ายังโชคดีที่ชุดนี้เป็นเพียงชุด ‘แฟชั่น’ที่สวมทับอุปกรณ์ปกติได้ ค่าสถานะของอุปกรณ์สวมใส่จึงไม่ถูกหักไป
นอกจากนั้นยูเมะยังได้ของที่น่าสนใจบางอย่างนั่นคือ ‘พิณกลวง’ไอเท็มภารกิจชนิดอาวุธที่สามารถหยิบยืมใช้ได้ ไอเท็มนี้มีพลังโจมตีไม่มากนักมันเทียบไม่ได้เลยกับดาบระดับวีรชนของยูเมะ
แต่มันก็มีข้อดีตรงที่ทำให้เขาสามารถพกอาวุธเข้าไปในร้านสุราได้โดยไม่ผิดสังเกตซึ่งต่อให้พลังโจมตีของมันจะต่ำไปสักหน่อย แต่ก็มีเอฟเฟคเสริมในการลอบสังหาร
พอเห็นพิณกลวงหลังนี้ยูเมะก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา ระหว่างเตรียมการเขาจึงพยายามปรับแต่งสกิลเพื่อสร้างท่าไม้ตายใหม่ขึ้นมาแบบเฉพาะกิจ
ท่าไม้ตายนี้เป็นท่าไม้ตายที่เขาตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อการลอบสังหารในครั้งนี้โดยเฉพาะจึงไม่ต้องปรับแต่งอะไรมาก ไม่ต้องสนใจจุดอ่อนจุดแข็ง ไม่ต้องสนใจสมดุลเหมือนกับที่ต้องทำกับท่าไม้ตายส่วนใหญ่
การปรับแต่งนี้กินเวลาเพียงสิบนาทีเศษก็เรียบร้อยเสร็จก่อนที่ภารกิจจะเริ่มเสียด้วยซ้ำ
เมื่อเริ่มภารกิจยูเมะก็เข้าไปปะปนอยู่ในกลุ่มนักดนตรีโดยนั่งอยู่ด้านหลังสุด เขาไม่ต้องแสดงมากนักเพราะบทของเขาคือตัวประกอบซึ่งตามการตั้งค่าของตัวเกม ยูเมะมั่นใจว่าขอเพียงเขาไม่แสดงพิรุธอย่างเปิดเผยหรือแสดงเจตนาออกไป เขาก็จะไม่ถูกสงสัยแน่
ซึ่งมันก็เป็นแบบนั้นแม้จะผ่านมาหลายนาที เมโลดี้บรรเลงเพลงมานานแต่ก็ยังไม่มีใครสงสัยว่าทำไมถึงมีนักดนตรีที่ไม่ทำอะไรอย่างเขาอยู่ทั้งคน
ขณะที่ครุ่นคิดอยู่เงียบๆคนเดียว ความวุ่นวายก็เกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึง ยูเมะเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยแล้วมองไปยังผู้พิทักษ์ซ้ายที่เป็นเป้าหมายก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นเมื่อเห็นสภาพของผู้พิทักษ์ซ้ายที่กำลังเมาจนหน้าแดงก่ำ
เสียงตวาดของผู้พิทักษ์ซ้ายดังเกรี้ยวกราดมันก้าวเข้ามาประชิดเวทีอย่างช้าๆ ในสายตาของมันจ้องมองเมโลดี้ไม่วางตา ทำให้สายตาของยูเมะเย็นเยียบลง
แม้ว่าทั้งหมดจะเป็นไปตามการตั้งค่าของตัวเกมแม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงกลุ่มก้อนข้อมูลที่ไร้ชีวิต
แต่วินาทีที่เห็นผู้พิทักษ์ซ้ายยื่นมือเข้ามาจะสัมผัสกับใบหน้าของเมโลดี้ยูเมะก็ตัดสินใจลงมือทันทีโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
พริบตานั้นเขายื่นมือเข้าไปในช่องลับแล้วคว้าดาบสั้นออกมาแล้วพุ่งออกไปราวกับสายฟ้า
โดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็นเขาเคลื่อนไหวโดยไม่เปิดเผยเจตนาใดๆ จนกระทั่งเข้าประชิดตัวผู้พิทักษ์ซ้ายเขาจึงระเบิดท้าไม้ตายที่ปรับแต่งมาเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา
“ตายซะ!! เจ็ดดาบอสุรา!!”
พริบตานั้นท่าไม้ตายที่ปรับแต่งมาเพื่อการลอบสังหารก็ระเบิดออกไป ดาบในมือทิ่มแทงออกไปติดต่อกัน7 ครั้งซ้อน ทุกดาบแทงลึกเสมอดาบ ทั้งยังปะทุพลังปราณออกมาถึง 1 วัฏฏะเต็มซึ่งนับเป็นพลังทำลายล้างที่ทรงพลังมาก
การโจมตีนั้นจู่โจมใส่จุดตาย7 จุดด้วยกัน เริ่มจากหัวใจ ลำคอ ดวงตา ก่อนจะย้อนกลับมาลงที่ปาก ทรวงอกสุดท้ายจึงจบลงที่ลำตัวด้วยการแทงแล้วกรีดลง ตัดผ่าเปิดท้องของศัตรูอย่างโหดเหี้ยม
ท่าไม้ตายเริ่มต้นและสิ้นสุดลงในชั่วอึดใจหลังจากจบกระบวนท่า ยูเมะก็โอบเอวเมโลดี้แล้วพุ่งทะลวงหลังคาจากไปในพริบตาท่ามกลางความตื่นตระหนกของผู้คนในร้านสุรา
โดยไม่จำเป็นต้องยืนยันผลลัพธ์เพราะเขาเชื่อมั่นในกระบวนท่าสังหารของตัวเองมากนอกจากนั้นต่อให้เป็นบอสใหญ่ หากถูกผ่าเปิดท้องจนอวัยวะภายในไหลทะลักออกมาพวกมันก็ต้องตายทั้งสิ้น