เช้าวันถัดมาหลังเหตุการณ์นอกสำนัก ลานฝึกยังคงเปิดใช้งานตามปกติ เสียงฝีเท้าของศิษย์ดังสม่ำเสมอ เสียงกระบี่ฟันอากาศยังคงดังเป็จังหวะ ทุกอย่างดูเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนไป หากมองเพียงผิวเผิน แต่สำหรับคนที่อยู่ในเหตุการณ์ ไม่มีใครเหมือนเดิมอีกแล้ว
สีหน้าของศิษย์หลายคนตึงเครียดกว่าก่อนหน้า บางคนฝึกผิดพลาดบ่อยขึ้น บางคนชะงักทุกครั้งที่ได้ยินเสียงโลหะปะทะกัน ความกลัวไม่ได้ถูกพูดออกมา แต่แฝงอยู่ในทุกการเคลื่อนไหว หลัวอวิ๋นยืนอยู่ท้ายแถวตามปกติ จับกระบี่มั่นคง สายตานิ่ง ไม่แสดงอารมณ์ใดออกมา
เขาไม่รู้สึกสะอิดสะเอียน ไม่รู้สึกผิด และไม่รู้สึกภูมิใจสิ่งที่เกิดขึ้น เป็เพียงผลลัพธ์ของการตัดสินใจที่จำเป็
การฝึก่เช้าถูกแบ่งกลุ่มอย่างชัดเจนมากขึ้นกว่าก่อน อาจารย์ผู้ดูแลเรียกศิษย์ออกเป็ชุด ๆ ตามระดับพลังที่ประเมินไว้ หลัวอวิ๋นถูกจัดอยู่ในกลุ่ม ขั้นลมปราณเริ่มต้น เช่นเดิม ระดับเดียวกับศิษย์ส่วนใหญ่ในรุ่นเดียวกัน แต่ตำแหน่งยืนของเขาอยู่ค่อนไปด้านหลัง
“ฟังให้ดี” อาจารย์กล่าวเสียงเรียบ เมื่อทุกคนเข้าที่ “ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป สำนักจะเข้มงวดเื่การแบ่งระดับพลังอย่างชัดเจน ใครอยู่ระดับใด ต้องรู้ขอบเขตของตัวเอง”
เขาอธิบายต่อโดยไม่ยืดเยื้อ โลกยุทธภพแบ่งพลังออกเป็เก้าระดับ ั้แ่ ขั้นฝึกกาย ไปจนถึงระดับที่เกินขอบเขตมนุษย์ ศิษย์ชั้นนอกส่วนใหญ่อยู่ในระดับที่สอง บางคนกำลังขยับเข้าสู่ระดับที่สาม แต่การข้ามระดับไม่ใช่เื่ที่ทำได้ด้วยความพยายามเพียงอย่างเดียว
“ระดับพลัง ไม่ได้บอกว่าเ้ากล้าหรือไม่กล้า” อาจารย์กล่าว “มันบอกว่า เ้าควรทำอะไรได้ และไม่ควรทำอะไร”
สายตาของเขากวาดผ่านกลุ่มศิษย์ ก่อนจะหยุดอยู่ที่หลัวอวิ๋นชั่วครู่ โดยไม่ได้เอ่ยชื่อ
“ผู้ที่อยู่ระดับสอง หากไปปะทะระดับสามโดยตรง มีโอกาสตายสูงมาก ฉะนั้นหากจะทำอะไรควรไตร่ตรองให้ดี”
คำพูดนั้นไม่ได้ดัง แต่หนักแน่นพอจะทำให้ศิษย์หลายคนกลืนน้ำลาย หลัวอวิ๋นรับฟังเงียบ ๆ เขาเข้าใจดี ไม่มีใครรู้ดีกว่าเขาว่า ครั้งก่อนเขารอดมาได้เพราะอะไร ไม่ใช่เพราะแข็งแกร่ง แต่เพราะตัดสินใจเร็ว และยอมจ่ายราคา
การฝึก่สายเน้นไปที่การควบคุมลมหายใจและการหมุนเวียนลมปราณ หลัวอวิ๋นทำได้มั่นคงกว่า่แรกที่เข้าสำนัก การไหลของลมปราณในร่างยังไม่หนาแน่น แต่สม่ำเสมอ ไม่มีการสะดุด อาจารย์เดินผ่านโดยไม่หยุด แต่สายตาก็ไม่ได้ละจากเขาไปง่าย ๆ
ในกลุ่มเดียวกัน มีศิษย์บางคนที่ระดับพลังใกล้เคียง แต่การฝึกกลับต่างกันชัดเจน บางคนพยายามเร่ง บางคนฝืนดึงลมปราณจนหน้าซีด หลัวอวิ๋นกลับเลือกจังหวะที่ช้ากว่าเล็กน้อย แต่ไม่หลุด ไม่พัง และไม่เสียแรงเปล่า
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาฝึกแบบนี้ แต่เป็ครั้งแรกที่เขารู้ว่า จำเป็ต้องทำ ่พัก เฉินอวี้นั่งลงข้าง ๆ เขาโดยไม่พูดทันที สีหน้าของอีกฝ่ายยังดูอ่อนล้าจากเหตุการณ์ก่อนหน้า
“อาจารย์พูดไม่ผิด” เฉินอวี้กล่าวในที่สุด “ถ้าวันนั้น เ้าอยู่ระดับสามจริง ๆ คงไม่ต้องเจ็บขนาดนั้น”
หลัวอวิ๋นพยักหน้าเล็กน้อย “ข้าอยู่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็”
คำตอบนั้นเรียบเกินไป แต่เฉินอวี้เข้าใจ เขาไม่ถามต่อ ทั้งสองนั่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง มองศิษย์คนอื่นที่ยังฝึกต่ออย่างเอาเป็เอาตาย
่บ่าย การฝึกเปลี่ยนเป็การทดสอบร่างกายขั้นพื้นฐาน วิ่ง แบกน้ำ และฝึกกระบี่ตามรูปแบบสำนัก หลัวอวิ๋นรู้สึกได้ถึงความตึงในอกเป็ระยะ ผลจากการฝืนใช้อาคมยังไม่หายไปหมด แต่เขาคุมมันไว้ได้ ไม่ปล่อยให้มันรบกวนการเคลื่อนไหว
อาจารย์เรียกเขาออกมาหลังการฝึกจบ ไม่มีคำตำหนิ และไม่มีคำชม
“ระดับพลังของเ้า ตอนนี้อยู่ปลายระดับสอง” อาจารย์พูดตรง ๆ “หากไม่ฝืน และไม่พยายามข้ามขั้นเร็วเกินไป เ้าน่าจะขยับได้ในไม่ช้า”
“แต่ถ้าข้าจำเป็ต้องสู้” หลัวอวิ๋นถาม
อาจารย์มองเขานิ่ง “งั้นเ้าต้องเลือก ว่าจะสู้เพื่อชนะ หรือสู้เพื่อรอด” คำตอบนั้นไม่ใช่คำสอนแต่เป็ความจริง
คืนนั้น หลัวอวิ๋นไม่ได้พักผ่อนทันที เขานั่งอยู่ในเรือนพัก ขัดกระบี่อย่างช้า ๆ คราบเืที่เคยติดอยู่ไม่มีแล้ว แต่ความรู้สึกในวันนั้นยังชัดเจน เขาจำได้แม่นยำว่าคมกระบี่แทงผ่านลำคออย่างไร เือุ่นไหลผ่านมืออย่างไร
เขาไม่หลบเลี่ยงความทรงจำนั้น และไม่คิดจะลบมัน เพราะมันคือหลักฐานว่า ระดับพลังของเขายังต่ำเกินไปสำหรับโลกใบนี้
หลัวอวิ๋นหลับตาลง ปรับลมหายใจให้สงบ เป้าหมายเริ่มชัดเจนขึ้นในใจ เขาไม่้าเหนือกว่าใคร ไม่้าชื่อเสียง และไม่้าการยอมรับ
เขา้าพลังที่มากพอ จะสู้โดยไม่ต้องฝืน และฆ่าโดยไม่ต้องแลกด้วยร่างกายของตัวเอง นี่คือจุดยืนของเขาในสำนักแห่งนี้ และเป็ก้าวแรกของการขยับระดับอย่างแท้จริง
การฝึกในวันถัดมาเริ่มต้นเร็วกว่าปกติ เสียงระฆังดังขึ้นก่อนฟ้าสางเล็กน้อย ศิษย์หลายคนลุกขึ้นด้วยสีหน้าหนักอึ้ง ความเหนื่อยล้าที่สะสมเริ่มปรากฏชัดในท่าทาง หลัวอวิ๋นลุกขึ้นจากเตียงไม้แข็งอย่างเงียบงัน ร่างกายยังคงรู้สึกตึงในบางจุด โดยเฉพาะบริเวณอกและหลัง ผลสะท้อนจากการฝืนใช้อาคมยังไม่จางหาย แต่เขาไม่ได้ปล่อยให้มันกลายเป็ข้ออ้าง
ลานฝึกยามเช้าเงียบกว่าทุกวัน อาจารย์ผู้ดูแลยืนอยู่ด้านหน้าโดยไม่กล่าวคำใดใน่แรก ปล่อยให้ศิษย์ทุกคนจัดแถวด้วยตัวเอง เมื่อทุกอย่างเข้าที่ เขาจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ
“การฝึกวันนี้ จะไม่มีใครเร่งใคร”
คำพูดสั้น ๆ นั้นทำให้ศิษย์หลายคนเงยหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“แต่ใครที่ฝืนเกินระดับของตัวเอง” เขากล่าวต่อ “จะถูกตัดออกจากการประเมินเลื่อนชั้นครั้งถัดไป”
บรรยากาศตึงขึ้นทันที หลัวอวิ๋นรับฟังโดยไม่แสดงอาการ เขารู้ดีว่านี่ไม่ใช่การข่มขู่ แต่เป็การตั้งเส้นตายอย่างชัดเจน สำนักไม่ได้้าคนที่กล้าเสี่ยงชีวิตแบบไร้ทิศทาง พวกเขา้าคนที่รู้จักขอบเขตของตัวเอง
การฝึก่เช้าเน้นไปที่การหมุนเวียนลมปราณอย่างต่อเนื่อง ไม่มีการใช้ท่ากระบี่ ไม่มีการเคลื่อนไหวที่หวือหวา ทุกคนถูกสั่งให้นั่งนิ่ง คุมลมหายใจ และรักษาการไหลของลมปราณให้เสถียรที่สุด
หลัวอวิ๋นทำตามอย่างเคร่งครัด เขาไม่เร่ง ไม่ดึง และไม่ฝืน ลมปราณในร่างไหลช้ากว่าศิษย์บางคน แต่ไม่สะดุด และไม่แปรปรวน นี่คือสิ่งที่เขาเลือก ไม่ใช่ทางที่เร็ว แต่เป็ทางที่ไม่พัง
่บ่าย หลัวอวิ๋นไม่ได้เข้าร่วมการฝึกตามตารางทั้งหมด เขาแจ้งอาจารย์ขอใช้เวลาฝึกเดี่ยวในพื้นที่ที่กำหนดไว้ เหตุผลที่ให้คือการฟื้นฟูร่างกายจากอาการาเ็ อาจารย์ไม่ได้ปฏิเสธ เพียงกำชับว่า หากเกิดความผิดปกติให้หยุดทันที
พื้นที่ฝึกเดี่ยวอยู่ด้านหลังสำนัก เป็ลานหินเล็ก ๆ เงียบสงบ ไม่มีใครรบกวน หลัวอวิ๋นนั่งลงกลางลาน หลับตา และเริ่มปรับจังหวะลมหายใจอย่างช้า ๆ เขาไม่ได้ตั้งใจฝึกลมปราณให้หนาแน่นขึ้นในวันนี้ เป้าหมายของเขาคือการ “คุม” ไม่ใช่การ “เพิ่ม”
เขาปล่อยให้ลมปราณไหลไปตามเส้นทางเดิม ไม่บังคับเปลี่ยนทิศ ไม่เร่งความเร็ว เมื่อถึงจุดหนึ่ง เขาลองขยับมันเล็กน้อย เพิ่มแรงกดเพียงเสี้ยวเดียว ความตึงในอกปรากฏขึ้นทันที หลัวอวิ๋นหยุดโดยไม่ลังเล เขาจำได้ดี ว่าครั้งก่อนเขาฝืนต่อ และต้องจ่ายราคาอะไร
การฝึกดำเนินไปอย่างเชื่องช้า แต่มีสมาธิ ทุกครั้งที่ร่างกายส่งสัญญาณเตือน เขาจะหยุดและถอยกลับหนึ่งก้าว ไม่ใช่การยอมแพ้ แต่เป็การรักษาเสถียรภาพ เขารู้ดีว่า หากเส้นทางนี้พัง เขาจะไม่เหลืออะไรให้ใช้ในยามจำเป็
ยามเย็น เฉินอวี้มาหาเขาที่ลานฝึกเดี่ยว สีหน้าของอีกฝ่ายดูดีขึ้นกว่าวันก่อน แต่ความกังวลยังไม่หายไปทั้งหมด
“เ้าไม่เข้าฝึก่บ่าย” เฉินอวี้กล่าว “ข้านึกว่าเ้ายังไม่หายดี”
“ยังไม่หาย” หลัวอวิ๋นตอบตรง ๆ “แต่ฝืนไม่ได้อีกแล้ว”
เฉินอวี้พยักหน้า เขานั่งลงไม่ไกลนัก มองการเคลื่อนไหวของหลัวอวิ๋นอย่างเงียบ ๆ “อาจารย์บอกว่า การประเมินเลื่อนชั้นจะจัดเร็วขึ้นกว่าที่คิด”
คำพูดนั้นทำให้หลัวอวิ๋นลืมตาขึ้นเล็กน้อย “เร็วแค่ไหน”
“ไม่เกินสองเดือน”
หลัวอวิ๋นพยักหน้าในใจ เวลานั้นไม่มาก แต่ก็ไม่สั้นเกินไป หากเขาคุมตัวเองได้ดี เขามั่นใจว่าจะขยับไปถึงจุดที่ตั้งไว้ เป้าหมายแรกของเขายังเหมือนเดิม เลื่อนระดับให้พ้นจุดที่ต้องพึ่งการฝืนอาคม
คืนนั้น หลังกลับเรือนพัก หลัวอวิ๋นนั่งทบทวนการฝึกของทั้งวัน เขาไม่ได้รู้สึกว่าพลังเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แต่รู้สึกได้ว่าการควบคุมดีขึ้น การหายใจนิ่งขึ้น และความตึงในอกลดลงเล็กน้อย นั่นคือสัญญาณที่เขา้า ไม่ใช่การพุ่งขึ้นแต่เป็การยืนให้มั่น
หลายวันต่อมา การฝึกยังคงดำเนินไปในรูปแบบเดิม แต่ความเข้มข้นค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ศิษย์บางคนเริ่มหลุด บางคนาเ็ และบางคนถูกตัดออกจากการประเมินเลื่อนชั้นเพราะฝืนเกินระดับ หลัวอวิ๋นยังคงอยู่ เขาไม่เร็วที่สุด และไม่โดดเด่นที่สุด แต่ไม่เคยพลาด
ใน่หนึ่ง อาจารย์ผู้ดูแลเรียกเขาไปพูดคุยอีกครั้ง ไม่มีคำอวย ไม่มีคำตำหนิ
“เสถียรภาพของเ้า ดีขึ้น” อาจารย์กล่าว “ถ้ายังรักษาแบบนี้ไว้ การขยับเข้าสู่ระดับถัดไป ไม่ใช่เื่ไกลเกินไป”
หลัวอวิ๋นรับฟังโดยไม่ตอบ เขาไม่้าคำรับรอง สิ่งที่เขา้าคือเวลา และร่างกายที่ไม่ทรยศเขาในยามคับขัน
เมื่อกลับออกมา เขามองลานฝึกที่เต็มไปด้วยศิษย์รุ่นเดียวกัน แต่ความรู้สึกของเขาแตกต่างออกไป เขาไม่ได้มองพวกเขาเป็คู่แข่ง และไม่ได้มองพวกเขาเป็เป้าหมาย เป้าหมายของเขา คือระดับถัดไป
และเส้นทางที่ไม่ต้องแลกด้วยชีวิตทุกครั้งที่สู้
หลัวอวิ๋นกำกระบี่แน่น ความแน่วแน่ชัดเจนขึ้นในใจ การประเมินเลื่อนชั้นที่กำลังจะมาถึง ไม่ใช่แค่บททดสอบของสำนัก แต่เป็บททดสอบของเขาเอง ว่าเขาจะก้าวไปข้างหน้าได้ โดยไม่ทำผิดพลาดแบบเดิมอีกหรือไม่
และครั้งนี้ เขาจะไม่เร่งไม่ฝืนและไม่ถอย นี่คือการฝึกของเขา และเป็ก้าวที่มั่นคงที่สุด ั้แ่เข้าสู่โลกยุทธภพมา