จุนห่าวพูดกับทุกคนว่า“ข้าคิดได้หนทางหนึ่งแล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะใช้ได้หรือเปล่า” พอได้ยินจุนห่าวบอกว่ามีหนทาง สายตาทุกคู่ก็จ้องมาที่จุนห่าวอย่างเปล่งประกายแวววาวโดยเฉพาะสายตาของจุนฟานที่เปล่งประกายเป็นที่สุด เขาเคยสิ้นหวัง ในเมื่อกลับมามีความหวังแล้วเขาจะไม่รู้สึกฮึกเหิมได้อย่างไร
เมื่อจุนห่าวเห็นสายตาที่เปล่งประกายแวววาวของแต่ละคน เขาก็ลูบคางตนเอง พลางกระแอมขึ้นและกล่าวว่า“ข้าก็ไม่รู้ว่าเป็นไปได้หรือไม่ แต่ไม่มีวิธีอื่นแล้วในเมื่อพละกำลังของแต่ละคนยังอยู่ในระดับต่ำ คงไม่อาจต่อสู้ไหวเป็นแน่ แต่พวกเรายังใช้ไหวพริบแทนได้”
“น้องสี่ เจ้าเป็นคนตรงไปตรงมานี่ อย่ามัวแต่อ้อมค้อมเลย รีบพูดมาเถอะ ข้าร้อนใจจะตายอยู่แล้ว”จุนฟานพูดอย่างใจร้อน หลังได้ฟังจุนห่าวเมื่อครู่
จุนห่าวจึงกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “กุญแจสำคัญของเรื่องนี้คือ ‘เซ่าเจี้ยนหลิ่น’ต้นกล้าเพียงต้นเดียวของกิ่งไม้นี้ เซ่าหานอี้กำลังแบกรับหน้าที่สำคัญ ซึ่งก็คือ การมีทายาทเพื่อสืบทอดวงศ์ตระกูล ดังนั้น เซ่าเจี้ยนหลิ่นถึงได้ให้ความสำคัญกับเซ่าหานอี้ถึงเพียงนี้เห็นได้ว่า เซ่าเจี้ยนหลิ่นก็ไม่ได้เห็นคุณค่าของเจ้าเซ่าหานอี้นั่นสักเท่าไหร่แต่ห่วงเรื่องการสืบสายเลือดมากกว่า เพราะเกรงว่าตระกูลเซ่าจะไม่มีผู้สืบทอด ด้วยเหตุนี้เซ่าเจี้ยนหลิ่นถึงได้เมินเฉยต่อพฤติกรรมชิงหญิงสาวของคนอื่นของหลานชายตนเองเช่นนี้”
“ใช่ น้องสี่วิเคราะห์ถูกต้องแล้ว เซ่าเจี้ยนหลิ่นเป็นคนคลั่งไคล้ในการบำเพ็ญเพียรและเย็นชาอย่างที่สุดขนาดลูกชายเพียงคนเดียวของเขาถูกสังหาร เขาก็แลดูไม่ได้เศร้าใจสักเท่าไหร่ตอนแรกเขาตั้งใจจะฆ่าล้างโคตรตระกูลนั้นให้สิ้นซาก แต่ตระกูลนั้นได้มอบสมบัติล้ำค่าประจำตระกูลที่สืบทอดมานานให้แก่เขาเขาถึงได้ยอมปล่อยตระกูลนั้นไป และสังหารเพียงแค่ฆาตกรเท่านั้น ได้ยินมาว่าสมบัติล้ำค่าที่ตระกูลนั้นให้มาสามารถช่วยเร่งการฝึกฝนได้ ที่เซ่าเจี้ยนหลิ่นสามารถบำเพ็ญเพียรได้เร็วปานนี้ จะต้องเกี่ยวข้องกับสมบัตินั้นเป็นแน่แม้จะยังไม่มีใครยืนยันเรื่องนี้ได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีใครคิดเช่นนี้อย่างไรก็ตามความแข็งแกร่งของเซ่าเจี้ยนหลิ่นนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะต่อกรด้วย อีกทั้งตระกูลเซ่ายังมีปรมาจารย์ข้าได้ยินว่าเขามีระดับลมปราณอยู่ขั้นที่สิบเอ็ด ซึ่งถือว่าเป็นยอดฝีมืออันดับต้นๆ ของเมืองซวงหวาด้วย” จุนเช่อเล่าเรื่องทั้งหมดที่เขารู้ให้จุนห่าวฟังเมืองซวงหวาอยู่ไม่ไกลจากเมืองอวี้หวามาก ถ้าพูดถึงเมืองอวี้หวา เมืองอวี้หวาควรจะถูกนับเป็นเมืองในเขตของเมืองซวงหวาเสียมากกว่า
“แต่เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเซ่าหานอี้นี่ไม่ว่าจะพูดอะไรก็เปลี่ยนเซ่าหานอี้ไม่ได้หรอก ความจริงที่ว่า ‘เซ่าหานอี้ คือ หลานชายเพียงคนเดียวของเซ่าเจี้ยนหลิ่นในเวลานี้’ น่ะ เว้นเสียแต่ว่า เซ่าหานอี้จะมีบุตรชายหรือเซ่าเจี้ยนหลิ่นมีบุตรชายเสียเองแต่ข้าได้ยินมาว่า เซ่าเจี้ยนหลิ่นได้รับบาดเจ็บจนสูญเสียความสามารถในการมีบุตรไปตั้งแต่แรกแล้ว เขาจึงไม่สามารถมีบุตรได้บัดนี้ความหวังทั้งหมดจึงตกไปอยู่ที่เซ่าหานอี้ แต่ข้าก็ได้ยินมาอีกว่า เซ่าหานอี้ใช้งานร่างกายหนักจนเป็นโพรงไปหมดแล้ว เลยทำให้การมีบุตรไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเขา เพราะเรื่องนี้ จึงมีหลายคนที่กำลังรอหัวเราะเยาะตระกูลเซ่าอยู่ถึงเซ่าเจี้ยนหลิ่นแข็งแกร่งไป ก็ไม่มีประโยชน์อะไร หากไม่มีผู้สืบทอด หลังจากนี้อีกร้อยปี ตระกูลเซ่าคงจะล่มสลายเป็นแน่” จุนฟานกล่าวอย่างย่ามใจเพียงครู่เดียวที่เขาเห็นเซ่าหานอี้... ไอ้ชั่วช้านั่น เขาก็รู้แล้วว่ามันเป็นพวกมั่วโลกีย์มักมาก แถมยังมายุ่งเกี่ยวกับจางหนิงของเขา เขาอยากให้มันตายบนเตียงไปเลยเสียจริง
“พี่สาม ท่านฟังข้านะ หากข้าบอกว่าข้ารักษาเซ่าเจี้ยนหลิ่นได้ล่ะ ข้าไม่เชื่อว่าเซ่าเจี้ยนหลิ่นจะไม่อยากมีบุตรชายที่มีพรสวรรค์หรอกมีตำนานกล่าวไว้ว่า ‘การร้องขอผู้อื่น ไม่สู้ร้องขอตนเอง’ หากเขามีบุตรได้เอง เซ่าเจี้ยนหลิ่นยังจะปกป้องเซ่าหานอี้ราวกับไข่มุกล้ำค่าเช่นนี้อีกไหม?”จุนห่าวพูดกับทุกคน เขาเชื่อว่า เซ่าเจี้ยนหลิ่นจะต้องอยากมีบุตรชายเป็นของตัวเองแน่ในเมื่อเซ่าหานอี้มีพรสวรรค์ด้านการบำเพ็ญเพียรอ่อนด้อย หากมีลูก ลูกก็คงจะยิ่งกว่าอย่างไม่ต้องพูดถึงแต่ทว่าเซ่าเจี้ยนหลิ่นนั้น ไม่เหมือนกัน พรสวรรค์ด้านการบำเพ็ญเพียรของเขาดีเยี่ยมและยังเคยได้ยินมาว่า ภรรยาเอกของเขาก็มีพรสวรรค์ด้านการบำเพ็ญเพียรที่ดีเยี่ยมมากเช่นกันทั้งสองคนจะต้องมีลูกชายที่มีพรสวรรค์ได้อย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้ความสามารถของพ่อของเซ่าหานอี้จึงล้ำเลิศยิ่งแต่แม่ของเซ่าหานอี้กลับไม่มีความสามารถเท่าไหร่นัก คงจะต้องโทษแม่ของเซ่าหานอี้ที่ถ่วงความเจริญของเขา