“โอ้” เย่ชิงชิงตอบกลับอย่างเรียบเฉยการมาเยี่ยมเยือนกันตั้งแต่วันขึ้นปีใหม่เช่นนี้ แสดงว่าพวกเขาสนิทสนมกันอย่างยิ่ง“ขอถามหน่อยเจ้าค่ะ ‘ไขว่คว้ากิ่งฟ้า’ มีความหมายอย่างไรหรือเจ้าคะ?”
หูหลิ่วหมิงเหลือบมองอาภรณ์หรูหราที่ตัดเย็บอย่างประณีตของเผยรุ่นจือแล้วกล่าวขึ้นก่อนว่า “วันนี้บ้านเจ้ามีแขกผู้มีเกียรติไปเดินเล่นที่อื่นเถิด”
เขามีเจตนาจะเตือนแต่เกาเฟิงกลับยังคงแสดงท่าทีโกรธเคืองพร้อมกับแค่นเสียงเย็นชา“ความหมายของข้า เจ้าก็เข้าใจดีอยู่แล้ว”
ไม่พูดอธิบายอะไรมากเขาเพียงพยักหน้าให้เผยรุ่นจือเล็กน้อยแล้วเอ่ยลาจากไป
“...”เย่ชิงชิงมุมปากกระตุกเล็กน้อย นางเข้าใจอะไรเล่า?
หูหลิ่วหมิงยักไหล่อย่างจนใจเกาเฟิงนั้นเป็นคนหยิ่งทะนงและใจร้อน เหตุใดจึงต้องทำถึงขนาดนี้กับเด็กตัวเล็กๆทั้งที่ยังมีคนนอกอยู่ด้วยอีกเล่า
เผยรุ่นจือซึ่งเป็นคนนอกไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดเขามักจะมีมารยาทอยู่เสมอเมื่อก้มลงมองปลาแดงตัวน้อยที่กำลังกระดุกกระดิกอยู่บนพื้น เขาก็ยิ้มแล้วกล่าวว่า“พวกเจ้าช่างมีอารมณ์สุนทรีย์เสียจริง”
ปลาตัวเท่าฝ่ามือเกล็ดสีชมพูเปล่งประกายงดงามกระเสือกกระสนไปยังช่องน้ำแข็งเพื่อหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เพียงชั่วพริบตาก็ถูกจับได้เสียแล้ว
“อากาศหนาว ไม่มีอะไรทำ ก็เล่นสนุกกันไปเรื่อย” หูหลิ่วหมิงโยนพวกมันลงถังเดิมทีตั้งใจจะย่างปลาบนกองไฟในลานหิมะ แต่ตอนนี้คงหมดหวังแล้วจึงถามพวกเขาว่าต้องการหรือไม่ จะนำกลับไปต้มแกงสักสองตัวก็ได้
เย่ชิงชิงปฏิเสธความปรารถนาดีของเขาพร้อมกับพาเผยรุ่นจือเดินกลับทันที ปล่อยให้หูหลิ่วหมิง เกาเฟิง และคนอื่นๆถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง
อาหารกลางวันย่อมต้องเป็นมื้อที่อุดมสมบูรณ์ในช่วงเทศกาลปีใหม่ทุกครัวเรือนต่างก็กินดีอยู่ดียิ่งไปกว่านั้นยังมีขนมเข่งอีกหลายชนิด ฝีมือการทำอาหารของนางซูไม่เลวรวมกับน้ำที่พวกเขาใช้นั้นแตกต่างจากที่อื่นอาหารและกับข้าวที่ออกมาจึงมีครบทั้งรสชาติ สีสัน และกลิ่นหอมแบบไม่ต้องเอ่ยให้มากความ
ทั้งแขกและเจ้าบ้านต่างก็มีความสุขกินดื่มกันจนอิ่มหนำสำราญ เผยรุ่นจือนั่งดื่มชาอยู่ครู่หนึ่งจึงเสนอว่าให้พี่น้องสกุลเย่ตามเขาเข้าไปในเมืองเพื่อพักผ่อนหย่อนใจซึ่งจะมีคนรุ่นราวคราวเดียวกันมาร่วมชมงิ้ว ดื่มชา และทำกิจกรรมอื่นๆ
ในช่วงเทศกาลปีใหม่ผู้คนมากมายจะมาเยี่ยมเยียน ผู้ใหญ่ก็มีสถานที่สังสรรค์ของตนเองส่วนพวกคนรุ่นเยาว์ก็จะมารวมกลุ่มกัน
ก่อนที่นางซูจะแต่งงานก็เคยใช้ชีวิตแบบนี้มาก่อนนางจึงเข้าใจดีถึงเรื่องพวกนี้ เพียงแต่ด้วยฐานะในเวลานี้จะไม่สร้างปัญหาให้ตนเองในหมู่คุณชายและคุณหนูเหล่านี้หรือ?
หลังจากใคร่ครวญอยู่นานนางซูจึงตัดสินใจอนุญาตให้สองพี่น้องตามเขาไปพวกเขาจะไม่ได้ตั้งใจจะปีนป่ายสู่อำนาจ อย่างไรการไปเปิดหูเปิดตาก็เป็นเรื่องที่ดีที่สำคัญคือนางเชื่อใจนิสัยของคุณชายเจ้าของห้าง ในวันเทศกาลไหว้พระจันทร์นางก็เห็นว่าคุณชายและคุณหนูทั้งสองคนนั้นเป็นมิตรดี!
รถม้าที่แสนสะดวกสบายและอ่อนนุ่มจึงนำพาพวกเขาเข้าสู่ใจกลางเมืองห้างร้านไท่หรานในเป็นตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองสืออันย่อมมีเรือนพักที่ประดับประดาด้วยการแกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง งดงามตระการตาและมีประตูใหญ่ลานกว้างแสดงถึงความโอ่อ่าหรูหรา
สองพี่น้องเย่ชิงชิงตามเผยรุ่นจือลงจากรถม้าที่ประตูหน้าทันใดนั้นก็มีคนรับใช้วิ่งเข้ามาทักทายสวัสดีปีใหม่อย่างพร้อมเพรียงแล้วบังคับรถม้าจากไป
เรือนพักสามชั้นมีขนาดใหญ่พอสมควรทำให้เย่ชิงชิงถึงกับตาพร่ามัว
บริเวณประตูรองกำลังครึกครื้นหมัวมัว [*] ร่างท้วมผู้หนึ่งเห็นเผยรุ่นจือ ก็อุทานเสียงดังแล้ววิ่งเหยาะๆ เข้ามา“โธ่ คุณชายตัวน้อยของข้า~ ท่านหายไปไหนมาเจ้าคะ?ผู้คนมากมายมาเยี่ยมเยียน นายท่านก็กำลังตามหาท่านอยู่เจ้าค่ะ...”
หมัวมัวดูท่าจะรีบร้อนนักเหงื่อซึมบางๆ ที่หน้าผากในวันอากาศหนาวจัดเมื่อนางเหลือบเห็นเย่ชิงชิงที่มาพร้อมกัน ก็หุบปากฉับไม่กล้าพูดต่อ
“ทำตัวน่าขันต่อหน้าคุณหนูแล้ว” นางอธิบายน้ำเสียงตะกุกตะกัก
เผยรุ่นจือรู้ดีถึงอุปนิสัยที่วู่วามของนางจึงยิ้มกล่าวว่า “ขอบคุณหมัวมัวที่เตือนข้าจะไปหาท่านพ่อในภายหลัง”
เมื่อหมัวมัวได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มออกแล้วกล่าวว่า “เช่นนั้นข้าจะไปเตรียมน้ำชากับขนมให้คุณหนูผู้นี้ส่งไปที่เรือนของคุณหนูรองด้วยเลยหรือไม่เจ้าคะ? คุณชายน้อยสกุลอี้ก็อยู่ที่นั่นด้วย”
เผยรุ่นจือรู้ดีว่าอี้เหวินฉวินจะมาจึงพยักหน้าตอบว่า “ยกชาไปที่นั่นได้เลยคนกันเองทั้งนั้น”
แม้ว่าหมัวมัวจะรู้สึกว่าคุณหนูผู้นี้แปลกหน้ายิ่งนักแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติม ร่างท้วมของนางเดินไปมาอย่างรวดเร็วและคล่องแคล่ว
“วันขึ้นปีใหม่เช่นนี้บรรดาญาติสนิทมิตรสหายของคุณชายเจ้าของห้างต่างก็มารวมตัวกันพวกเราเข้าไปร่วมด้วยจะเหมาะหรือ?” เย่จื้อเฟิงลังเลเล็กน้อยแล้วเอ่ยถาม
ฟังจากคำพูดของหมัวมัวแล้วดูเหมือนจะมีคนมาไม่น้อยผู้มีฐานะร่ำรวยนั้นธรณีประตูบ้านแทบจะถูกเหยียบจนพังยับเยินด้วยผู้คนที่เข้ามาเยี่ยมเยียนในช่วงเทศกาลปีใหม่
เผยรุ่นจือเลิกคิ้วขึ้นเมื่อได้ยินดังนั้น“พวกเจ้ามิได้เป็นส่วนหนึ่งของญาติสนิทมิตรสหายของข้าหรือ?”
คงเป็นในหมวดหมู่ของคู่ค้ากระมัง?เย่ชิงชิงพึมพำกับตนเอง
จนกระทั่งได้เห็นอี้เหวินฉวินที่ทำท่าทางหยอกล้อเขาบ่นว่าเผยรุ่นจือใจร้ายที่แอบหนีไปและทิ้งคุณหนูไช่ไว้เบื้องหลัง
เย่ชิงชิงถึงกับตาสว่างเมื่อได้กลิ่นอายของเรื่องซุบซิบ นางเข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นที่แท้ก็มาหลบเลี่ยงการดูตัวนี่เอง
“เหวินฉวินระวังคำพูดด้วย”
เผยรุ่นจือส่ายหน้าเขาหลบออกไปเพื่อรักษาหน้าของสกุลเผยและสกุลไช่ เขาไม่ได้มีใจให้คุณหนูไช่หากผู้อาวุโสของอีกฝ่ายเอ่ยปากแล้วถูกปฏิเสธย่อมส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของฝ่ายหญิงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แน่นอนว่าโดยทั่วไปก่อนจะเอ่ยปากมักจะลองหยั่งเชิงก่อน เผยรุ่นจือลูบใต้คางพอดีกับที่บิดากำลังตามหาเขาเพื่อพูดคุยให้ชัดเจน
“พี่รอง ในที่สุดท่านก็มาแล้ว~”
ยังไม่เห็นตัวก็มีเสียงลอยมาเด็กสาวผู้เลอโฉมวิ่งกระโดดโลดเต้นเข้ามา นางอยู่ในวัยสิบเอ็ดสิบสองปี ดวงตาสดใสพวงแก้มสีชมพู ดูไร้เดียงสาและงดงามนัก
“โตขนาดนี้แล้ว ยังคงซุกซนไม่เลิก!” อี้เหวินฉวินยกแขนขึ้นกอดอกเหลือบมองนาง
เด็กสาวเบิกตากว้างแล้วเตะเข้าที่แข้งของเขา“เจ้ามายุ่งอะไรด้วย!”
อี้เหวินฉวินถูกเตะก็รีบโดดหลบแล้วไปให้ห่างจากนาง
เผยรุ่นจือส่ายหน้าอย่างจนใจแล้วแนะนำตัวเย่ชิงชิงให้ทั้งสองรู้จัก “นางคือน้องสาวของข้านามว่าเผยฉางสี่”
เชิงอรรถ
[*]หมัวมัว (嬷嬷) หญิงรับใช้ในตระกูลผู้มั่งคั่งหรือขุนนางทำหน้าที่เลี้ยงดูบุตรหลาน เสมือนที่ปรึกษาที่ใกล้ชิด