จอมอาคมกู้บัลลังก์

    บทที่ 103: หอธรรมบรรพกาล

    ความมืดที่อยู่เบื้องล่างของบันไดหินนั้นดำสนิทและลึกล้ำยิ่งกว่าอุโมงค์รากไทรที่พวกเขาเพิ่งจากมา 


    มันเป็นความมืดที่ดูดกลืนทุกแสงสว่างและทุกสรรพเสียง ไอเย็นที่แผ่ออกมาจากมันไม่ได้มาจากความชื้น แต่มาจากความเก่าแก่ของกาลเวลาที่ถูกผนึกไว้มานานแสนนาน


    ลุงมีจุดคบไฟขึ้นอีกครั้ง แสงสีส้มสว่างวาบขึ้นเผยให้เห็นขั้นบันไดหินที่ผุกร่อนและลื่นด้วยตะไคร่น้ำ ทอดยาวลงไปในความมืดที่มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด


    "ข้าว่า...ข้างล่างนี่มันน่ากลัวกว่าข้างบนอีกนะ" ลุงมีกระซิบเสียงสั่น 


    "อย่างน้อยข้างบนยังมีทหารพม่าให้เห็นเป็นตัวๆ แต่ข้างล่างนี่...ไม่รู้ว่าจะมีตัวอะไรโผล่ออกมาต้อนรับเราบ้าง"


    คำอินทร์ไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแค่กระชับดาบในมือให้แน่นขึ้นแล้วก้าวเท้าแรกเดินลงไปในความมืดนั้นอย่างไม่ลังเล ลุงมีเห็นดังนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วรีบเดินตามลงไปติดๆ


    พวกเขาเดินลงไปตามขั้นบันไดที่วนเป็นก้นหอย ลึกแล้ว...ลึกลงไปอีกราวกับกำลังเดินทางสู่ใจกลางของโลก บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัดจนได้ยินเสียงหัวใจของตนเองที่เต้นอยู่ในอก


    จิตสัมผัสกระแสของคำอินทร์แผ่ออกไปรอบตัว เขารู้สึกได้ถึงพลังงานศักดิ์สิทธิ์ที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ในทุกย่างก้าวที่เดินลงไป 


    มันคือพลังงานที่บริสุทธิ์ ทรงอำนาจและแฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความกล้าหาญ...ความเสียสละ...ความโศกเศร้าและความรักอันยิ่งใหญ่ที่มีต่อแผ่นดิน


    ในที่สุดหลังจากที่เดินลงมานานราวกับชั่วนิรันดร์ ขั้นบันไดก็ได้สิ้นสุดลง


    เบื้องหน้าของพวกเขาคือทางเดินหินที่ทอดตรงไปข้างหน้า และที่ปลายทางนั้น...คือ "ประตู"


    มันคือประตูหินขนาดใหญ่ที่ถูกแกะสลักขึ้นจากหินอ่อนสีขาวนวลเพียงก้อนเดียว บนบานประตูสลักเป็นภาพนูนต่ำรูปธรรมจักรที่กำลังหมุนวนอยู่ท่ามกลางหมู่ดาวอย่างงดงามและน่าเกรงขาม 


    ที่ขอบประตูสลักไว้ด้วยอักขระขอมโบราณที่ส่องแสงสีทองจางๆ ออกมา 


    "หอธรรมบรรพกาล" คำอินทร์อ่านอักขระบนประตูนั้นออกมาเบาๆ


    เขาวางมือลงบนบานประตูหิน มันไม่ได้เย็นเฉียบแต่กลับให้ความรู้สึกอบอุ่นราวกับมีชีวิต เขาออกแรงผลักเบาๆ 


    ครืดดดดดดด...


    ประตูหินที่หนักอึ้งค่อยๆ เปิดออกอย่างเชื่องช้าเผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ภายใน


    มันคือโถงทรงกลมขนาดมหึมาที่น่าจะอยู่ใต้ฐานขององค์พระเจดีย์หลวงพอดี ผนังทั้งหมดถูกบุด้วยหินอ่อนสีขาวเช่นเดียวกับประตู 


    ที่น่าอัศจรรย์คือภายในโถงนี้ไม่มีคบเพลิงหรือตะเกียงใดๆแต่มันกลับสว่างไสวไปด้วยแสงสีทองนวลที่แผ่ออกมาจากอักขระโบราณนับพันนับหมื่นที่สลักอยู่ทั่วทั้งผนังและเพดาน! 


    อักขระเหล่านั้นเล่าเรื่องราวเป็นพงศาวดารแห่งวีรกรรมขององค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชตั้งแต่ครั้งที่ทรงประกาศอิสรภาพจนถึงมหาสงครามยุทธหัตถี


    เหมือนเป็นบันทึกแห่งประวัติศาสตร์ที่ถูกจารึกไว้ด้วยมนตราอาคม


    อากาศภายในนั้นบริสุทธิ์และสงบนิ่งจนแทบจะหยุดหายใจ คลายกับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่กาลเวลาไม่อาจย่างกรายเข้ามาถึง


    และที่ใจกลางของโถงบรรพกาลแห่งนี้ บนแท่นศิลาแปดเหลี่ยมที่ถูกแกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง มีวัตถุชิ้นหนึ่งวางสงบนิ่งอยู่


    มันไม่ใช่คัมภีร์ ไม่ใช่ศาสตราวุธ


    แต่มันคือ "ผลึก"


    ผลึกใสสีรุ้งขนาดเท่ากำปั้นที่ดูคล้ายกับหยดน้ำตาของยักษ์ ภายในผลึกนั้นมีลำแสงสีทองเล็กๆ ส่องประกายวูบวาบอยู่ตลอดเวลาราวกับดวงดาวที่ถูกกักขังไว้ในกาลเวลา 


    พระแสงปืนต้นในย่ามของคำอินทร์สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง


    แก่นอาคมแผ่นดินในกายของเขาปะทุขึ้นด้วยความยินดี 


    ไม่ต้องมีใครบอก เขาก็รู้ได้ในทันทีว่านั่นคือสิ่งที่เขาตามหา 


    "เศษเสี้ยวแห่งความทรงจำ...ผลึกแห่งพระปณิธาน" ลุงมีพึมพำออกมาเสียงสั่นเทา แกจ้องมองผลึกนั้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความยำเกรงอย่างถึงที่สุด 


    "ในที่สุด...เราก็เจอมันแล้ว"


    คำอินทร์กำลังจะก้าวเท้าเดินเข้าไปหาแท่นศิลานั้นแต่แล้ว...


    "อ๊าค!"


    ลุงมีที่พยายามจะก้าวตามเข้ามากลับร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด! 


    ร่างของแกถูกกระแทกกลับออกมาด้วยพลังที่มองไม่เห็นจนล้มลงไปกองกับพื้น!


    "ท่านลุง!" คำอินทร์รีบหันกลับไปดูด้วยความเป็นห่วง


    "ข้า...ข้าไม่เป็นไร" ลุงมีตอบพลางพยุงตัวลุกขึ้น แต่ใบหน้าของแกกลับซีดเผือดและมีเหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มหน้าผาก 


    "แต่...แต่ข้าเข้าไปข้างในนั่นไม่ได้...มันมี...มันมีม่านพลังที่มองไม่เห็นกั้นอยู่...มันแข็งแกร่งและน่ากลัวเหลือเกิน...แค่เข้าใกล้มันก็รู้สึกเหมือนวิญญาณจะแตกสลายแล้ว"


    คำอินทร์ขมวดคิ้ว เขาไม่รู้สึกถึงม่านพลังใดๆ เลยแม้แต่น้อย 


    แล้วเขาก็นึกถึงคำเตือนสุดท้ายของหลวงปู่ครูบาธรรมได้ 


    'มันถูกพิทักษ์ไว้ด้วย บารมีราชันย์...ผู้ที่ไร้ซึ่งสายสัมพันธ์แห่งราชันย์...จะมิอาจก้าวล่วงผ่านม่านพลังนั้นเข้าไปได้'


    "ท่านลุง...ท่านรอข้าอยู่ที่นี่" คำอินทร์กล่าวอย่างหนักแน่น


     "ดูเหมือนว่าจากนี้ไปจะเป็นเส้นทางที่ข้าต้องเดินไปแต่เพียงผู้เดียว"


    ลุงมีมองหน้าเด็กหนุ่มที่บัดนี้ดูเติบโตและน่าเกรงขามขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ ในที่สุดแกก็พยักหน้ารับช้าๆ "ระวังตัวด้วย...พ่อหนุ่ม"


    คำอินทร์หันกลับไปเผชิญหน้ากับโถงบรรพกาลอีกครั้ง...เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ...แล้วก้าวเท้าแรก...ข้ามผ่านเส้นแบ่งที่มองไม่เห็นนั้นเข้าไป


    ทันทีที่เขาก้าวผ่านเข้าไป...เขาก็รู้สึกได้ถึงมัน...


    ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่และทรงอำนาจอย่างที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน 


    มันคือแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ลงมาบนร่างของเขาแต่มันไม่ใช่แรงกดดันที่มุ่งร้าย กลับกันมันให้ความรู้สึกเหมือนกำลัง "ทดสอบ"


    จิตวิญญาณของเขาถูกดึงเข้าไปในภวังค์...


    ภาพนับร้อยนับพันไหลบ่าเข้ามาในหัว ภาพของสนามรบที่นองเลือด ภาพของไพร่ฟ้าที่ทุกข์ยาก ภาพของความเสียสละและความกล้าหาญ


    เขารู้สึกได้ถึงความรักชาติที่ยิ่งใหญ่ ความเด็ดเดี่ยวที่ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตาและความรับผิดชอบอันหนักอึ้งที่ต้องแบกรับแผ่นดินทั้งผืนไว้บนบ่า


    มันคือจิตวิญญาณ


    คือ "พระปณิธาน" ขององค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช!


    พลังนั้นกำลังทดสอบเขา กำลังถามเขาว่าเจ้าคู่ควรแล้วหรือที่จะแบกรับมรดกชิ้นนี้ต่อไป? 


    เจ้าพร้อมแล้วหรือ...ที่จะสละทุกสิ่งเพื่อแผ่นดินผืนนี้?


    คำอินทร์ไม่ได้ใช้พลังเข้าต้าน เขาเพียงแค่เปิดหัวใจของตนเองออก ยอมรับทุกความรู้สึกเหล่านั้นแล้วตอบกลับไปด้วยเจตจำนงที่แน่วแน่และบริสุทธิ์ของตนเอง


    ข้าอาจจะยังไม่คู่ควร ข้าอาจจะยังอ่อนแอ!


    แต่ข้าขอสาบานด้วยชีวิตและวิญญาณว่าข้าจะใช้พลังนี้เพื่อปกป้องผู้คนและแผ่นดินผืนนี้จนกว่าลมหายใจสุดท้ายของข้าจะหมดสิ้น


    ราวกับจะรับรู้ได้ถึงคำสัตย์ปฏิญาณของเขา แรงกดดันอันมหาศาลนั้นก็พลันสลายหายไป 


    คำอินทร์กลับคืนสู่ความเป็นจริงอีกครั้ง เขายังคงยืนอยู่ที่เดิม แต่บัดนี้เขาสามารถเดินเข้าไปในโถงบรรพกาลได้อย่างอิสระแล้ว


    เขาเดินตรงไปยังแท่นศิลาแปดเหลี่ยม หยุดยืนอยู่เบื้องหน้าผลึกแห่งพระปณิธานที่กำลังส่องประกายวูบวาบราวกับมีชีวิต 


    เขารู้สึกได้ถึงเสียงเรียกที่ก้องกังวานอยู่ในจิตวิญญาณ 


    เขายื่นมือที่สั่นเทาของตนเองออกไปช้าๆเพื่อที่จะสัมผัสกับมรดกแห่งราชันย์ เพื่อที่จะรับเอาความทรงจำและพลังที่หลับใหลมานานนับร้อยปีให้กลับคืนมาสู่แผ่นดินอีกครั้ง

    คล้ายกับเรื่องจอมอาคมกู้บัลลังก์ ที่คุณอ่าน

    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.85M 1262
    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    377K 775
    ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    นิยาย แฟนตาซี
    3.82M 1844
    มหาพิภพ เทพมังกรสยบราชัน

    มหาพิภพ เทพมังกรสยบราชัน

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.40M 2022
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    มหาเทพเซียนกลับมาเกิดใหม่ในมหานคร

    มหาเทพเซียนกลับมาเกิดใหม่ในมหานคร

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    699K 1189
    จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    3.06M 3586
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912