ความมืดที่อยู่เบื้องล่างของบันไดหินนั้นดำสนิทและลึกล้ำยิ่งกว่าอุโมงค์รากไทรที่พวกเขาเพิ่งจากมา
มันเป็นความมืดที่ดูดกลืนทุกแสงสว่างและทุกสรรพเสียง ไอเย็นที่แผ่ออกมาจากมันไม่ได้มาจากความชื้น แต่มาจากความเก่าแก่ของกาลเวลาที่ถูกผนึกไว้มานานแสนนาน
ลุงมีจุดคบไฟขึ้นอีกครั้ง แสงสีส้มสว่างวาบขึ้นเผยให้เห็นขั้นบันไดหินที่ผุกร่อนและลื่นด้วยตะไคร่น้ำ ทอดยาวลงไปในความมืดที่มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
"ข้าว่า...ข้างล่างนี่มันน่ากลัวกว่าข้างบนอีกนะ" ลุงมีกระซิบเสียงสั่น
"อย่างน้อยข้างบนยังมีทหารพม่าให้เห็นเป็นตัวๆ แต่ข้างล่างนี่...ไม่รู้ว่าจะมีตัวอะไรโผล่ออกมาต้อนรับเราบ้าง"
คำอินทร์ไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแค่กระชับดาบในมือให้แน่นขึ้นแล้วก้าวเท้าแรกเดินลงไปในความมืดนั้นอย่างไม่ลังเล ลุงมีเห็นดังนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วรีบเดินตามลงไปติดๆ
พวกเขาเดินลงไปตามขั้นบันไดที่วนเป็นก้นหอย ลึกแล้ว...ลึกลงไปอีกราวกับกำลังเดินทางสู่ใจกลางของโลก บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัดจนได้ยินเสียงหัวใจของตนเองที่เต้นอยู่ในอก
จิตสัมผัสกระแสของคำอินทร์แผ่ออกไปรอบตัว เขารู้สึกได้ถึงพลังงานศักดิ์สิทธิ์ที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ในทุกย่างก้าวที่เดินลงไป
มันคือพลังงานที่บริสุทธิ์ ทรงอำนาจและแฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความกล้าหาญ...ความเสียสละ...ความโศกเศร้าและความรักอันยิ่งใหญ่ที่มีต่อแผ่นดิน
ในที่สุดหลังจากที่เดินลงมานานราวกับชั่วนิรันดร์ ขั้นบันไดก็ได้สิ้นสุดลง
เบื้องหน้าของพวกเขาคือทางเดินหินที่ทอดตรงไปข้างหน้า และที่ปลายทางนั้น...คือ "ประตู"
มันคือประตูหินขนาดใหญ่ที่ถูกแกะสลักขึ้นจากหินอ่อนสีขาวนวลเพียงก้อนเดียว บนบานประตูสลักเป็นภาพนูนต่ำรูปธรรมจักรที่กำลังหมุนวนอยู่ท่ามกลางหมู่ดาวอย่างงดงามและน่าเกรงขาม
ที่ขอบประตูสลักไว้ด้วยอักขระขอมโบราณที่ส่องแสงสีทองจางๆ ออกมา
"หอธรรมบรรพกาล" คำอินทร์อ่านอักขระบนประตูนั้นออกมาเบาๆ
เขาวางมือลงบนบานประตูหิน มันไม่ได้เย็นเฉียบแต่กลับให้ความรู้สึกอบอุ่นราวกับมีชีวิต เขาออกแรงผลักเบาๆ
ครืดดดดดดด...
ประตูหินที่หนักอึ้งค่อยๆ เปิดออกอย่างเชื่องช้าเผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ภายใน
มันคือโถงทรงกลมขนาดมหึมาที่น่าจะอยู่ใต้ฐานขององค์พระเจดีย์หลวงพอดี ผนังทั้งหมดถูกบุด้วยหินอ่อนสีขาวเช่นเดียวกับประตู
ที่น่าอัศจรรย์คือภายในโถงนี้ไม่มีคบเพลิงหรือตะเกียงใดๆแต่มันกลับสว่างไสวไปด้วยแสงสีทองนวลที่แผ่ออกมาจากอักขระโบราณนับพันนับหมื่นที่สลักอยู่ทั่วทั้งผนังและเพดาน!
อักขระเหล่านั้นเล่าเรื่องราวเป็นพงศาวดารแห่งวีรกรรมขององค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชตั้งแต่ครั้งที่ทรงประกาศอิสรภาพจนถึงมหาสงครามยุทธหัตถี
เหมือนเป็นบันทึกแห่งประวัติศาสตร์ที่ถูกจารึกไว้ด้วยมนตราอาคม
อากาศภายในนั้นบริสุทธิ์และสงบนิ่งจนแทบจะหยุดหายใจ คลายกับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่กาลเวลาไม่อาจย่างกรายเข้ามาถึง
และที่ใจกลางของโถงบรรพกาลแห่งนี้ บนแท่นศิลาแปดเหลี่ยมที่ถูกแกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง มีวัตถุชิ้นหนึ่งวางสงบนิ่งอยู่
มันไม่ใช่คัมภีร์ ไม่ใช่ศาสตราวุธ
แต่มันคือ "ผลึก"
ผลึกใสสีรุ้งขนาดเท่ากำปั้นที่ดูคล้ายกับหยดน้ำตาของยักษ์ ภายในผลึกนั้นมีลำแสงสีทองเล็กๆ ส่องประกายวูบวาบอยู่ตลอดเวลาราวกับดวงดาวที่ถูกกักขังไว้ในกาลเวลา
พระแสงปืนต้นในย่ามของคำอินทร์สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
แก่นอาคมแผ่นดินในกายของเขาปะทุขึ้นด้วยความยินดี
ไม่ต้องมีใครบอก เขาก็รู้ได้ในทันทีว่านั่นคือสิ่งที่เขาตามหา
"เศษเสี้ยวแห่งความทรงจำ...ผลึกแห่งพระปณิธาน" ลุงมีพึมพำออกมาเสียงสั่นเทา แกจ้องมองผลึกนั้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความยำเกรงอย่างถึงที่สุด
"ในที่สุด...เราก็เจอมันแล้ว"
คำอินทร์กำลังจะก้าวเท้าเดินเข้าไปหาแท่นศิลานั้นแต่แล้ว...
"อ๊าค!"
ลุงมีที่พยายามจะก้าวตามเข้ามากลับร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด!
ร่างของแกถูกกระแทกกลับออกมาด้วยพลังที่มองไม่เห็นจนล้มลงไปกองกับพื้น!
"ท่านลุง!" คำอินทร์รีบหันกลับไปดูด้วยความเป็นห่วง
"ข้า...ข้าไม่เป็นไร" ลุงมีตอบพลางพยุงตัวลุกขึ้น แต่ใบหน้าของแกกลับซีดเผือดและมีเหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มหน้าผาก
"แต่...แต่ข้าเข้าไปข้างในนั่นไม่ได้...มันมี...มันมีม่านพลังที่มองไม่เห็นกั้นอยู่...มันแข็งแกร่งและน่ากลัวเหลือเกิน...แค่เข้าใกล้มันก็รู้สึกเหมือนวิญญาณจะแตกสลายแล้ว"
คำอินทร์ขมวดคิ้ว เขาไม่รู้สึกถึงม่านพลังใดๆ เลยแม้แต่น้อย
แล้วเขาก็นึกถึงคำเตือนสุดท้ายของหลวงปู่ครูบาธรรมได้
'มันถูกพิทักษ์ไว้ด้วย บารมีราชันย์...ผู้ที่ไร้ซึ่งสายสัมพันธ์แห่งราชันย์...จะมิอาจก้าวล่วงผ่านม่านพลังนั้นเข้าไปได้'
"ท่านลุง...ท่านรอข้าอยู่ที่นี่" คำอินทร์กล่าวอย่างหนักแน่น
"ดูเหมือนว่าจากนี้ไปจะเป็นเส้นทางที่ข้าต้องเดินไปแต่เพียงผู้เดียว"
ลุงมีมองหน้าเด็กหนุ่มที่บัดนี้ดูเติบโตและน่าเกรงขามขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ ในที่สุดแกก็พยักหน้ารับช้าๆ "ระวังตัวด้วย...พ่อหนุ่ม"
คำอินทร์หันกลับไปเผชิญหน้ากับโถงบรรพกาลอีกครั้ง...เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ...แล้วก้าวเท้าแรก...ข้ามผ่านเส้นแบ่งที่มองไม่เห็นนั้นเข้าไป
ทันทีที่เขาก้าวผ่านเข้าไป...เขาก็รู้สึกได้ถึงมัน...
ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่และทรงอำนาจอย่างที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน
มันคือแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ลงมาบนร่างของเขาแต่มันไม่ใช่แรงกดดันที่มุ่งร้าย กลับกันมันให้ความรู้สึกเหมือนกำลัง "ทดสอบ"
จิตวิญญาณของเขาถูกดึงเข้าไปในภวังค์...
ภาพนับร้อยนับพันไหลบ่าเข้ามาในหัว ภาพของสนามรบที่นองเลือด ภาพของไพร่ฟ้าที่ทุกข์ยาก ภาพของความเสียสละและความกล้าหาญ
เขารู้สึกได้ถึงความรักชาติที่ยิ่งใหญ่ ความเด็ดเดี่ยวที่ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตาและความรับผิดชอบอันหนักอึ้งที่ต้องแบกรับแผ่นดินทั้งผืนไว้บนบ่า
มันคือจิตวิญญาณ
คือ "พระปณิธาน" ขององค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช!
พลังนั้นกำลังทดสอบเขา กำลังถามเขาว่าเจ้าคู่ควรแล้วหรือที่จะแบกรับมรดกชิ้นนี้ต่อไป?
เจ้าพร้อมแล้วหรือ...ที่จะสละทุกสิ่งเพื่อแผ่นดินผืนนี้?
คำอินทร์ไม่ได้ใช้พลังเข้าต้าน เขาเพียงแค่เปิดหัวใจของตนเองออก ยอมรับทุกความรู้สึกเหล่านั้นแล้วตอบกลับไปด้วยเจตจำนงที่แน่วแน่และบริสุทธิ์ของตนเอง
ข้าอาจจะยังไม่คู่ควร ข้าอาจจะยังอ่อนแอ!
แต่ข้าขอสาบานด้วยชีวิตและวิญญาณว่าข้าจะใช้พลังนี้เพื่อปกป้องผู้คนและแผ่นดินผืนนี้จนกว่าลมหายใจสุดท้ายของข้าจะหมดสิ้น
ราวกับจะรับรู้ได้ถึงคำสัตย์ปฏิญาณของเขา แรงกดดันอันมหาศาลนั้นก็พลันสลายหายไป
คำอินทร์กลับคืนสู่ความเป็นจริงอีกครั้ง เขายังคงยืนอยู่ที่เดิม แต่บัดนี้เขาสามารถเดินเข้าไปในโถงบรรพกาลได้อย่างอิสระแล้ว
เขาเดินตรงไปยังแท่นศิลาแปดเหลี่ยม หยุดยืนอยู่เบื้องหน้าผลึกแห่งพระปณิธานที่กำลังส่องประกายวูบวาบราวกับมีชีวิต
เขารู้สึกได้ถึงเสียงเรียกที่ก้องกังวานอยู่ในจิตวิญญาณ
เขายื่นมือที่สั่นเทาของตนเองออกไปช้าๆเพื่อที่จะสัมผัสกับมรดกแห่งราชันย์ เพื่อที่จะรับเอาความทรงจำและพลังที่หลับใหลมานานนับร้อยปีให้กลับคืนมาสู่แผ่นดินอีกครั้ง