ภายในห้องหนึ่งในศูนย์บัญชาการหลักของศิขา เป็นห้องขนาดใหญ่ที่สามารถบรรจุรถบรรทุกสิบล้อได้เกินสิบคันพร้อมกัน หลังคาคล้ายโดมที่มีลักษณะครึ่งวงกลม
จอมพลและขุนพลล้างผลาญกำลังยืนดูบางอย่างที่คล้ายกับปืนใหญ่กระบอกยักษ์อย่างพึงพอใจ กระบอกปืนใหญ่มีขนาดเทียบเท่าได้กับรถไฟหนึ่งตู้ ปลายกระบอกด้านหนึ่งมีแท่งคริสตัลทรงกระบอกแบบเดียวกับกระบอกปืนใหญ่ ภายในแท่งคริสตัลมีวัตถุบางอย่างลอยตัวอยู่กลางคริสตัล ลักษณะของวัตถุสิ่งนี้รูปร่างคล้ายดาบที่ไม่มีด้ามดาบ มันมีสีดำสนิท หากอานนท์ได้มาเห็นเขาจะจำได้ทันทีว่ามันคือสิ่งที่เขากำลังตามหา
ถัดจากกระจกคริสตัลยังมีสายถูกลากมาเชื่อมต่อตู้กระจกใบหนึ่ง ภายในตู้กระจกนั้นมีใครบางคนที่ถูกตรึงไว้ในตู้กระจก
คิมหันต์พร้อมกษาปณ์ธนูที่ห้อยคอของเขาอยู่ เขากำลังกางแขนขาเพราะถูกตรึงอยู่ภายในตู้กระจก ทหารคนหนึ่งตรวจเช็กสายรัดเป็นครั้งสุดท้าย คิมหันต์พยายามดิ้นรนแต่สายรัดตามข้อมือและข้อเท้ามันแน่นเกินไป ตอนนี้ตัวเขาราวกับลอยอยู่กลางอากาศอยู่ภายในตู้กระจก
ปืนใหญ่กระบอกยักษ์ที่อยู่ตรงหน้า คิมหันต์ก็เคยเห็นมาบ้างและรู้ว่ามันถูกเรียกว่าปืนใหญ่ลมหายใจอสูร แต่เขาไม่เคยเห็นตอนมันกำลังถูกใช้งาน เขาไม่รู้ว่าหลักการการใช้งานมันมีกระบวนการอย่างไรบ้าง เขารู้เพียงว่าพลังทำลายล้างมันน่ากลัวอย่างเหลือเชื่อเท่านั้น ส่วนเขาเกี่ยวข้องกับการใช้ปืนใหญ่กระบอกนี้อย่างไร เขาเองก็ยังไม่อยากจินตนาการถึงมันเลย
“เป็นอย่างไรบ้าง? ยังสบายดีอยู่หรือเปล่าขุนพลกวาดล้าง? ไม่สิอดีตองค์รัชทายาทคิมหันต์” ขุนพลล้างผลาญมองคิมหันต์ด้วยสายตาเย้ยหยัน
คิมหันต์ไม่พูดอะไรตอบ เขาทำเพียงจ้องมองทั้งสองคนด้วยความอาฆาตแค้น เขาไม่รู้จุดประสงค์ของจอมพลแห่งกองทัพศิขาว่านำตัวเขามาทำอะไรที่นี่ เขาเพิ่งถูกนำตัวมาก่อนที่สองคนนี้มาไม่นาน ทันทีที่มาถึงเขาก็ถูกจับใส่เข้ามาในตู้กระจกนี้ทันที
“ถึงไหนแล้ว?” จอมพลก็ไม่สนใจขุนพลล้างผลาญ เขาหันไปถามลูกน้องที่กำลังง่วนกับการตรวจเช็กความเรียบร้อย
ทหารที่ถูกถามรีบหันกลับมาพร้อมทำความเคารพต่อผู้บังคับบัญชาการแล้วกล่าวรายงานว่า “ใกล้เรียบร้อยแล้วครับท่านจอมพล ไม่เกินห้านาทีจะพร้อมใช้งานปืนใหญ่ท่านครับ”
“ดีมาก เร่งมือเข้า” จอมพลพยักหน้าพึงพอใจ
“ขออนุญาตค่ะท่าน” ทหารหญิงที่อยู่ในห้องสังเกตการณ์ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับวันทยหัตถ์ “ตอนนี้กองทัพของวสุธาประชิดเมืองหลวงของอาณาจักรธาราแล้วค่ะท่าน”
“ท่านค่ะ หากเรายิงปืนใหญ่ลมหายใจอสูรตอนนี้ มันไม่เท่ากับช่วยพวกวสุธาหรอกหรือคะ?” ขุนพลล้างผลาญขมวดคิ้วขณะถาม
“นั่นจะยิ่งเป็นเรื่องง่ายสำหรับพวกเราที่จะยึดครองทุกอาณาจักร” จอมพลยิ้มหรี่ตาพร้อมกับยิ้มมุมปาก “ทุกวันนี้ที่เรายังตีวสุธาไม่แตกก็เป็นเพราะมีธาราคอยช่วยเหลือ เนื่องจากเรายังเกรงต่อคนทรงผู้ครอบครองกษาปณ์มีนจะออกมาช่วยเหลือวสุธาหรือตลบหลังเรา ฉันจึงไม่เคยสั่งบุกเพื่อตัดสินกับวสุธามาก่อน”
ขุนพลล้างผลาญพยักหน้าอย่างเข้าใจ จอมพลกล่าวต่อไปว่า “วสุธาเพิ่งได้กษาปณ์พฤษภไปครอบครอง ทั้งที่ยังไม่มีคนทรงก็ยังเหิมเกริมกล้าทำลายความสัมพันธ์กับธารา คิดหรือว่าต่อไปคนทรงกษาปณ์มีนจะยังคอยช่วยเหลือวสุธาอีกต่อไป ส่วนอสูรจักรราศีพฤษภที่ไม่มีคนทรง เมื่ออยู่ต่อหน้าอสูรจักรราศีเมษของพวกเราก็เป็นได้แค่วัวในท้องนา”
“แสดงว่าจุดประสงค์หลักที่เราต้องรีบยิงปืนใหญ่ลมหายใจอสูรก็เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าอรุณเจอกับคนทรงกษาปณ์มีนสินะคะ?” ขุนพลล้างผลาญดูเหมือนจะเริ่มเข้าใจความของจอมพลของเธอ
“ถูกต้อง เจ้าอรุณนั่นคงรู้แล้วว่าคนทรงกษาปณ์มีนที่ชื่อปลายฝนอยู่แถว ๆ นั้น เจ้านั่นถึงไปปรากฏตัวที่เมืองธารสวรรค์” จอมพลพูดด้วยสีหน้าจริงจัง เพราะฉะนั้นเรายิ่งต้องยิงปืนใหญ่ลมหายใจอสูรเพื่อเปิดทางให้กับวสุธาเพื่อให้พวกเขาช่วยขัดขวางการเจอกันของเจ้าอรุณกับคนทรง”
‘นี่พวกเขายังไม่รู้ว่าธารารินทร์กับปลายฝนคือคนคนเดียวกันอย่างนั้นเหรอ?’ คิมหันต์ดูงุนงงขณะคิด ‘แสดงว่าสายลับของพวกเขาไม่ใช่คนใกล้ชิดกับธารารินทร์สินะ ถ้าอย่างนั้นพวกเขาก็ยังไม่รู้น่ะสิว่าธารารินทร์ใช้อีกชื่อว่าปลายฝน แย่แล้วเป็นเพราะเราเข้าใจผิด อานนท์ถึงได้ไปหาธารารินทร์’
คิมหันต์รู้สึกแย่ขึ้นมาทันที หากเขาไม่พูดกับอานนท์ว่ากุนซือมารรู้ถึงอีกตัวตนของธารารินทร์ ก็อาจจะไม่มีการยิงปืนใหญ่ลมหายใจอสูรในครั้งนี้ ยิ่งมารู้ตอนที่ถูกจับมัดไว้อย่างนี้ ยิ่งรู้สึกแย่ที่ไม่สามารถทำอะไรเพื่อแก้ไขได้เลย
“แล้วพวกเราควรทำอย่างไรดีกับคนทรงกษาปณ์มีนดีคะ?” ปากของขุนพลล้างผลาญถามออกไปแต่ในใจอยากได้ยินคำสั่งบุกธาราใจจะขาด