บรรยากาศเงียบงัน
เหลือแต่เสียงเครื่องปรับอากาศและจิตใจของวีวี่ที่เต็มไปด้วยรอยร้าวและความสับสน
วีวี่เดินออกจากร้านอาหารอย่างเหม่อลอย
เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบฟุตบาทคล้ายเสียงของหัวใจที่เต้นแ่ไฟถนนสีเหลืองส้มขับเงาร่างเธอให้ยาวเหยียด
รถราตามทางไม่ได้ช่วยเติมเต็มความเงียบในใจ
เธอเดินช้าลงรู้สึกเหมือนโลกใบเดิมกำลังเปลี่ยนสี
อากาศกลางคืนร้อนอ้าวแต่ภายในเ็าจนขนลุก
เสียงคำพูดของลุงวิทยายังคงวนเวียนในหัว
—”พ่อเลี้ยงของใบหม่อน คือพ่อแท้ ๆของวีวี่”
—”บางทีอดีตก็ผูกพันปัจจุบันมากกว่าที่คิด”
เธอขึ้นรถตู้หลังจากที่คนขับรถจอดเทียบ
นั่งนิ่งเหมือนร่างไร้ชีวิต
ไฟจากถนนและตึกสูงไหลย้อนผ่านกระจก
แต่ในใจวีวี่มีแต่คลื่นความสับสนถาโถมไม่หยุด
น้ำตาเม็ดแรกกลิ้งลงมาตามแก้ม
เธอพยายามจะกลั้นไว้แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้
มือสั่นกำแน่นที่ขอบกระเป๋าถือ
ภาพต่างๆ ผุดขึ้นในหัว
—ประวัติและรูปถ่ายของพุทธพงศ์ในปัจจุบันเทียบกับรูปในสมัยที่ถ่ายกับแม่ของเธอ
—พ่อที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน
—ยายที่จากไปโดยไม่เคยกล่าวถึงพ่อ
และตอนนี้ใบหม่อน คนที่เธอไว้ใจว่าจะเป็มือไม้กับบริษัทให้เติบโตกลับมีสายสัมพันธ์กับครอบครัวที่เธอไม่เคยรู้มาก่อน
‘เราไม่รู้อะไรเลยจริงๆ เราจะเชื่อใจใครได้อีก
หรือที่จริงเราเป็คนที่ถูกปิดตาไม่ใช่แค่จากคนอื่น แต่แม้แต่จากพ่อและตัวเอง’
เสียงลมหายใจสะอื้นเบาๆ
คนขับรถแอบมองกระจกหลังแต่ก็ไม่ได้ถามอะไร
วีวี่เอียงหน้าหลบแสงไฟถนน
ปล่อยให้น้ำตาไหลลงเปื้อนแก้มโดยไม่คิดจะเช็ดมัน
‘ใบหม่อนรู้ไหมเธอเป็ส่วนหนึ่งในความลับนี้ด้วยหรือ
เปล่าแล้วจากนี้ไปเราจะมองหน้าเธอแบบเดิมได้อีกไหม’
รถแล่นฝ่าแสงไฟนับร้อย
แต่ในใจวีวี่ยังมืดมน—เหมือนเพิ่งถูกทิ้งไว้กลางลานกว้างที่ไร้ที่ยึดเหนี่ยวบ้านที่เคยอบอุ่นอาจกลายเป็ดินแดนที่เต็มไปด้วยรอย
ร้าวและปริศนาคนที่เคยไว้ใจอาจกลายเป็ปริศนา
ที่ไม่มีวันไขได้จนจบ
เธอซบหน้ากับฝ่ามือร่างกายสั่นเทา
คืนนี้คืนที่เมืองใหญ่ทั้งเมืองยังไม่หลับ
แต่หัวใจของวีวี่กำลังร้องไห้อย่างเงียบงัน
แสงไฟหน้าบ้านเปิดสลัวๆ เหมือนรอใครกลับ
เสียงประตูหน้าบ้านถูกเปิดช้าๆ
วีวี่ก้าวเข้ามาในความมืดเงาร่างเธอยาวเหยียดบนพื้นหินอ่อนเย็น
กลิ่นข้าวต้มกระดูกหมูอุ่นๆ ลอยมาแตะปลายจมูก
ป้าเพ็ญในชุดผ้ากันเปื้อนสีหม่นกำลังนั่งแกะถั่วบนโต๊ะ
กินข้าวได้ยินเสียงประตูเปิดก็หันมา
“กลับดึกอีกแล้วนะคะคุณหนูวีวี่ ป้าเพิ่งอุ่นข้าวต้มรอยัง”
วีวี่พยายามฝืนยิ้ม
น้ำเสียงอ่อนแรง“ขอบคุณค่ะป้าเพ็ญ หนูทานมาแล้วค่ะแต่ขอนั่งด้วยได้ไหมคะ”
ป้าเพ็ญพยักหน้ารับมองด้วยความเมตตา
“คุณหนูเหนื่อยเหรอลูก หน้าเศร้าจัง”
วีวี่ก้มหน้าซบแขนกับโต๊ะ
“ป้าเพ็ญ เคยมีวันที่รู้สึกเหมือนอยู่ผิดที่ผิดทางในบ้าน
ตัวเองบ้างไหมคะ”
ป้าเพ็ญถอนหายใจเบาๆ
“ป้าเกิดมาก็โตในบ้านนี้เคยเจอทั้งวันที่อบอุ่นและวันที่เหงาจับใจแต่ไม่ว่าทุกข์แค่ไหนป้าก็ยังเชื่อว่าบ้านคือที่ที่หัวใจจะพัก
ได้เสมอต่อให้วันนี้มันเจ็บหรือสับสนขอแค่ยังมีคนที่ห่วงใยเราเหลืออยู่บ้างก็พอ”
วีวี่เงยหน้ามองป้าเพ็ญ
แววตาเต็มไปด้วยรอยร้าว
“ป้าคะ หนูเพิ่งรู้เื่เกี่ยวกับพ่อ เื่เกี่ยวกับคนใกล้ตัวที่หนูไม่เคยรู้มาก่อนเหมือนถูกทิ้งไว้กลางทางคนเดียว
เลย”
วีวี่พูดพลางหยิบรูปและประวัติที่ได้จากลุงวิทยาขึ้นมาบนโต๊ะกินข้าว
ป้าเพ็ญลูบหลังเธอแ่เบา
“คุณหนูยังมีป้านะลูก ป้าอาจตอบทุกคำถามไม่ได้แต่ป้าสัญญาว่าจะอยู่ฟังเสมอ ถ้าวันไหนเจ็บจนร้องไห้ก็ร้องออกมาไม่ต้องกลัวเสียฟอร์ม คนเก่งก็ร้องไห้ได้เหมือนกัน”
ป้าเพ็ญพูดพลางเหลือบมองรูปที่วีวี่ตั้งไว้บนโต๊ะและเห็นรูปของผู้ชายคนหนึ่งซึ่งในอดีตเคยเห็นหน้ามาก่อน
น้ำตาวีวี่ไหลซึมออกมาอีกครั้ง
เธอหลับตาสูดลมหายใจลึก
ปล่อยให้ความเศร้าปนไออุ่นของป้าเพ็ญกล่อมหัวใจ
“ขอบคุณนะคะป้าหนูไม่รู้จะเริ่มต้นใหม่ยังไงแต่ถ้ามีป้าอยู่อย่างน้อยหนูก็ยังมีคนที่คอยรับฟังจริงๆ”
ป้าเพ็ญหัวเราะเบาๆ
“ไม่ว่าคุณหนูจะไปไกลแค่ไหน บ้านนี้จะรอเสมอค่ะ
พักเถอะนะคะพรุ่งนี้ยังมีแสงแดดใหม่ให้เราเสมอวันนี้เราอ่อนแอบ้างเพื่อวันข้างหน้าเราจะได้แข็งแกร่ง
ขึ้น”
วีวี่พยักหน้า
ปล่อยให้น้ำตาแห้งไปบนโต๊ะกับรอยยิ้มเศร้าๆ
และในค่ำคืนที่เหมือนไร้ที่พึ่งเสียงของผู้ใหญ่ใจดีในบ้าน
ยังเป็เครื่องยืนยันว่า—บ้านนี้ มีรักรออยู่เสมอ
บรรยากาศในห้องครัวกลางคืนยังคงเงียบ
เสียงข้าวต้มในหม้อเดือดเบาๆ
ป้าเพ็ญนั่งลงข้างวีวี่หลังปิดวาวแก๊สเหมือน้ารื้อฟื้นความทรงจำ
วีวี่ถามเสียงสั่น
“ป้าเพ็ญ หนูอยากรู้เื่แม่ค่ะ แม่เป็คนแบบไหนกันแน่”
ป้าเพ็ญถอนหายใจยาว
“คุณเอมอร ท่านเป็ผู้หญิงที่ใจดีอ่อนโยนและใจเด็ดมากนะคะคุณวีวี่ใครเห็นก็รักเอ็นดูแต่ท่านก็เป็คนที่รักใครแล้วทุ่มเท
หมดทั้งหัวใจท่านรักคุณพุทธพงศ์เหลือเกิน รักจนเกินจะบรรยายมันเป็รักแรกด้วย
แต่ความรักมากไปก็บาดหัวใจเหมือนกันนะอย่างที่คนเค้าว่าไว้ รักเกินรักมักทำลาย”
เสียงในครัวเงียบลงอีก
ป้าเพ็ญพูดต่อเสียงอ่อนโยน
“ตอนคุณวีวี่ยังเล็ก คุณเอมอรทุกข์ใจอยู่ตลอด
คุณพุทธพงศ์เอ่อ ท่านไม่เคยเป็คนเลวแต่ชีวิตก็ซับซ้อนบางครั้งคนเราก็พลั้งเผลอทำสิ่งที่เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง คุณเอมอรรักท่านมาก รอท่านกลัวเสียท่านไป
จนสุดท้ายใจมันแบกรับไม่ไหวตรอมใจลงทุกวัน ทุกคืน”
วีวี่ก้มหน้าฟังน้ำตารื้น
“แล้วยายล่ะคะ ยายคิดยังไงกับเื่ของแม่ “
ป้าเพ็ญยิ้มบางๆ แววตาเต็มไปด้วยรอยอาลัย
“คุณอมรา ท่านรักคุณเอมอรที่สุด ไม่ว่าเอมอรจะทำอะไร ผิดหรือถูกท่านก็ยืนข้างลูกสาวเสมอวันที่คุณเอมอรเสีย ท่านเสียใจแทบขาดใจท่านถึงไม่อยากให้ใครพูดถึงเื่เก่าในทางไม่ดีบ้านนี้ไม่มีใครเอ่ยถึงคุณเอมอรด้วยถ้อยคำร้ายแรงได้ ใครคิดจะพูด ท่านจะตัดขาดหมด
เพราะลูกสาวท่านบริสุทธิ์ทั้งใจและเป็รอยรักสุดท้ายที่ท่านเหลืออยู่”
เสียงของป้าเพ็ญสั่นไหว
“ที่ท่านรักคุณวีวี่มาก ก็เพราะ
วีวี่คือสิ่งเดียวที่เชื่อมโยงท่านกับเอมอร
หลานคือความหวังเดียวของท่าน
วันที่หลานร้องไห้วันนั้นท่านก็ร้องไห้ตาม
วันที่หลานหัวเราะท่านก็มีความสุข
คุณอมราไม่อยากให้ใครรื้อฟื้นเื่นี้ เพราะกลัวจะทำร้ายหัวใจหลานสาวของท่านอีกท่านไม่อยากให้อดีตทำร้ายใครแล้ว เพราะแค่นี้มันก็ทำร้ายมามากเกินพอ”
วีวี่ซับน้ำตา
“หนูเพิ่งเข้าใจ ว่าทำไมยายถึงรักหนูมากขนาดนั้น
แต่หนูก็ยังรู้สึกผิดที่บางทีหนูทำให้ยายเสียใจ”
ป้าเพ็ญลูบหัววีวี่แ่เบา
“ไม่มีใครโกรธคุณหนูหรอกลูก ทุกคนแค่อยากให้
หลานโตมาโดยไม่ต้องรับภาระหรือาแของผู้ใหญ่แต่คนเราเลือกอดีตไม่ได้เลือกจะรักกันให้มากขึ้นในวันนี้ได้ก็พอ ถึงแม้หัวใจจะบอบช้ำแต่ความรักของคุณอมรา
ที่มีให้คุณหนูไม่มีวันจาง”
วีวี่นั่งนิ่งปล่อยให้น้ำตาไหลข้างกายมีเพียงเสียงลมหายใจของป้า
เพ็ญแต่ภายในหัวใจที่แตกร้าวกำลังค่อย ๆ สมานด้วยความเข้าใจใหม่
ป้าเพ็ญกระซิบ
“ร้องไห้ให้เต็มที่เถอะลูก เมื่อไหร่เหนื่อยหันกลับมาบ้านนี้ยังเป็ที่พักใจของคุณหนูเสมอร้องเพื่อเดินหน้าต่อในวันพรุ่งนี้นะคะ คุณหนูคนเก่งของป้าอดีตเป็สิ่งที่แก้ไม่ได้แล้ว แต่เราทำปัจจุบันให้ดีและอนาคตให้น่าจดจำได้นะคะ”
คืนที่ดูยาวนานแต่ความรักของคนเก่าแก่ในบ้าน
ก็ยังเป็แสงไฟอุ่นๆ ให้กับหัวใจที่อ่อนแรงของวีวี่
และบางทีพรุ่งนี้เช้าเธออาจพร้อมจะเดินหน้าต่อไป
ในโลกที่เต็มไปด้วยอดีตอันซับซ้อนนี้
เช้าวันใหม่แสงแดดอ่อนส่องลอดผ้าม่าน
วีวี่ลุกขึ้นจากเตียงอย่างอ่อนแรง
ศีรษะมึนงงคอแห้ง ตาบวมช้ำ
เธอมองกระจกแล้วถอนใจ—ภาพสะท้อนคือหญิงสาวที่อ่อนเพลียกว่าทุกวัน
แต่ทันทีที่เสียงนาฬิกาปลุกดัง
วีวี่ก็ยืนขึ้นพยายามแต่งตัวรวดเร็ว
คว้าเสื้อสูทกับกระเป๋าหยิบมือถือเตรียมออกจากห้อง
แต่พอเปิดประตูมาก็เจอป้าเพ็ญยืนขวางทางด้วยท่าที
จริงจัง
“คุณหนูวีวี่! จะไปไหนแต่เช้าแบบนี้คะแล้วทำไมหน้าตาถึงเป็แบบนั้น”
วีวี่ฝืนยิ้ม“หนูต้องไปบริษัทค่ะป้างานรออยู่ลูกน้องก็รอคำสั่งบอสจะขาดงานแต่เช้าไม่ได้หรอกค่ะ”
ป้าเพ็ญเท้าเอวมองั้แ่หัวจรดเท้า
“ดูหน้าสิคะ ตาบวมเหมือนลูกมะนาว ใต้ตาก็ดำเป็หมีแพนด้าไหนจะเสียงแหบ ๆ นั่นอีก เอามือมาโอ๊ยตัวร้อนจี๋เลย”
วีวี่พยายามดึงมือกลับ
“ไม่เป็ไรค่ะป้า แค่พักน้อยไปหน่อยไข้นิดเดียวเอง เดี๋ยวก็หายป้าปล่อยหนูเถอะหนูโอเคจริง ๆ”
ป้าเพ็ญถอนหายใจหนัก
“คุณหนู เมื่อคืนร้องไห้จนหลับไม่ใช่เหรอคะ
อย่าให้ป้าต้องโทรเรียกรถพยาบาลมาอุ้มออกจากบ้าน
เลย!คุณยายอมราอยู่บนฟ้า ถ้าเห็นคุณหนูดื้อแบบนี้ ท่านต้องดุแน่ ๆอย่างน้อยก็กลับไปนอนพัก แล้วป้าจะเอายาขึ้นมาให้ทาน”
วีวี่หลบตาเสียงอ่อน
“แต่งานมันรอไม่ได้จริง ๆ ค่ะป้าหนูไม่อยากให้ลูกน้องเห็นว่าหัวหน้าอ่อนแอ
ถ้าหยุดตอนนี้พวกเขาอาจจะคิดว่าหนูไม่รับผิดชอบ”
ป้าเพ็ญส่ายหน้า
“หัวหน้าที่ดีคือคนที่รู้จักดูแลตัวเองก่อนจะไปทำงานทั้ง
ไข้ขึ้นตาบวม น้ำมูกไหล ป้าดูแลคุณหนูมาั้แ่เล็กไม่เคยเห็นใครขยันจนจะเป็ลมแบบนี้วันนี้ขอเถอะค่ะ นอนพัก ทานยา ทานข้าวต้ม ดื่มน้ำขิงอุ่น ๆเดี๋ยวป้าจะโทรไปลางานให้เอง”
วีวี่ถอนหายใจแรง
เสียงสั่นคล้ายจะร้องไห้อีกรอบ
“ถ้าหนูหยุดวันนี้ แล้วงานเกิดมีปัญหาขึ้นมา หนูจะรู้สึก ผิดมากนะคะป้าหนูไม่อยากให้ใครมองว่าหนูไม่สู้”
ป้าเพ็ญใจอ่อนลงนั่งลงข้างวีวี่ ลูบผมเบา ๆ
“ใครจะมองคุณหนูยังไงก็ช่าง แต่สำหรับป้าคุณหนู ยังเป็เด็กหญิงวีวี่ที่เคยเป็ไข้สูงจนร้องหาแม่คืนนั้น
วันนี้ขอป้าเถอะนะอยู่บ้านพักใจพรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่
ชีวิตมันยาวไกลงานสำคัญ แต่สุขภาพสำคัญกว่าคน ที่รักคุณหนูจริง ๆ ไม่มีใครตำหนิหรอกค่ะถ้าต้องหยุดพักบ้าง”
วีวี่น้ำตาคลออ้อมแขนโอบป้าเพ็ญแน่นเสียงแ่เบา
“ป้าคะ ขอบคุณที่ไม่เคยปล่อยมือหนูเลย
ถ้าหนูไม่มีป้าหนูคงไม่เหลือใครแล้วจริง ๆ”
ป้าเพ็ญกอดตอบแน่น
“ป้าก็มีคุณหนูนี่แหละค่ะ เป็เหมือนลูกแท้ ๆ ของป้า
ร้องไห้ได้แต่พักบ้างนะลูกวันนี้ขอให้หัวใจหายเหนื่อย ก่อนเดี๋ยวทุกอย่างจะค่อย ๆ ดีเอง”
วีวี่ซบไหล่ป้าเพ็ญน้ำตาไหลเงียบ ๆ
ปล่อยให้ตัวเองเป็แค่“เด็กหญิงวีวี่” สักวัน
ในอ้อมกอดของผู้ใหญ่ที่รักเธอจริงๆ