ความเงียบงันเข้าปกคลุมทั่วทั้งโถงประชุมของตระกูลซู่ ทุกสายตาจับจ้องไปยังซู่เหยียนจื่อเป็ตาเดียว ร่างของศิษย์สำนักอัคคีเพลิงที่กองอยู่กับซากกำแพงที่พังทลาย คือหลักฐานอันชัดเจนของพลังที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน
ผู้าุโของสำนักอัคคีเพลิง, ผู้เป็ทั้งอาจารย์ของเด็กหนุ่มคนนั้นและคู่แข่งเก่าของซู่เหยียนจื่อ, หน้าซีดสลับเขียวด้วยความโกรธและความอัปยศ เขาชี้มาที่ซู่เหยียนจื่อด้วยมือที่สั่นเทา
"นั่น...นั่นมันวิชามารอันใดกัน! เ้าคนไร้ค่าเช่นเ้าจะใช้พลังแบบนั้นได้อย่างไร!"
ซู่เหยียนิ, ผู้เป็บิดา, ก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อไกล่เกลี่ย แต่ในใจของเขาก็เต็มไปด้วยความสับสนและคำถามมากมายเกี่ยวกับบุตรชายที่เขาแทบไม่รู้จักอีกต่อไป เขาได้เชิญให้แขกทั้งหมดกลับไปก่อน โดยรับปากว่าจะจัดการเื่นี้เป็การภายใน
ผู้าุโของสำนักอัคคีเพลิงกัดฟันกรอด "ฝากไว้ก่อนเถอะ! เื่นี้ยังไม่จบ! ตระกูลซู่จะต้องชดใช้ให้กับเื่นี้!" เขากล่าวทิ้งท้ายด้วยความแค้น ก่อนจะพาศิษย์ของตนจากไป เป็การหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความขัดแย้งที่จะต้องเติบโตขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน
...
คืนนั้น ในห้องโถงส่วนตัวที่เงียบสงบ มีเพียงคนสามคนเท่านั้น ซู่เหยียนจื่อคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าบิดาของเขา โดยมีมารดานั่งอยู่เคียงข้างซู่เหยียนิด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยและความหวัง
"เล่ามาให้หมด...จื่อเอ๋อร์" ซู่เหยียนิเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เรียบแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจ "พลังที่เ้าใช้...ศาสตร์ที่เ้าพูดถึง...มันคืออะไรกันแน่"
ซู่เหยียนจื่อสูดลมหายใจเข้าลึก และเป็ครั้งแรกในชีวิต...ที่เขาได้ "เปิดใจ" เล่าเื่ราวทั้งหมดให้บิดาของเขาฟัง
"ข้า...ข้าได้พบกับ 'ท่านอาจารย์' ขอรับ" ซู่เหยียนจื่อเริ่มต้น "มันเป็เสียงที่ไม่มีที่มาที่ไป ปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของข้าในวันที่ข้าสิ้นหวังที่สุด...ท่านได้สอนข้าเกี่ยวกับศาสตร์โบราณที่เรียกว่า 'รูน' และชี้แนะแนวทางที่แตกต่างออกไปจากผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไป...ข้านับถือท่านว่าเป็อาจารย์ของข้าขอรับ"
ซู่เหยียนจื่อเล่าถึงความยากลำบากในการฝึกฝนเพียงลำพัง และความเข้าใจในพลังที่แตกต่างจากโลกที่เขารู้จัก เขายอมรับว่าร่างกายของเขายังคง "อ่อนแอ" เกินไปที่จะรองรับพลังที่แท้จริงของรูนได้ และเหตุการณ์ในวันนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าหากต้องเจอกับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่านี้ เขาก็ไม่อาจรอดไปได้แน่
ซู่เหยียนินั่งฟังอย่างเงียบงัน แววตาของเขาเปลี่ยนจากความสับสนเป็ความทึ่ง ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ
"นั่นอาจจะเป็ 'วาสนา' ของเ้าก็เป็ได้ลูกพ่อ" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง "เสียงนั้นอาจจะเป็ 'ตัวตนระดับสูง' ที่ผ่านทางมา หรืออาจจะเป็ 'เศษเสี้ยวิญญา' ของยอดฝีมือในอดีตที่ยังคงห่วงใยในโลกนี้...ในเมื่อนี่คือเส้นทางที่เ้าเลือก...ก็จงเดินต่อไปให้สุดทาง...แต่จงจำไว้เสมอว่าเ้าจะต้องแข็งแกร่งขึ้น...แข็งแกร่งพอที่จะปกป้องไม่ใช่แค่ตัวเอง แต่รวมถึงคนที่เ้าห่วงใยด้วย"
คำพูดของบิดาเป็เหมือน "การอนุญาต" และ "แรงผลักดัน" ที่ซู่เหยียนจื่อรอคอยมาตลอด เขาโค้งคำนับให้บิดาและมารดาอย่างสุดซึ้ง ก่อนจะขอตัวกลับไปยังห้องพักของตน
เมื่ออยู่ตามลำพัง เขานั่งลงกลางห้อง ทบทวนคำพูดของบิดา "แข็งแกร่งขึ้น..."
เขาจ้องมองไปยังแขนขวาของตนเอง...
"ในเมื่อร่างกายนี้ไม่อาจฝึกยุทธ์...เช่นนั้น...ก็จงกลายเป็ภาชนะของรูนเสียเถิด!"
นี่คือการตัดสินใจที่บ้าบิ่นและอันตรายที่สุดเท่าที่เขาเคยทำ เขาหยิบมีดสั้นที่ใช้สำหรับแกะสลักขึ้นมา พร้อมกับ "หินปราณ" สีม่วงเข้ม ที่มารดามอบให้เป็ของล้ำค่าชิ้นสุดท้าย เขาสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมสมาธิทั้งหมด จิตใจจดจ่ออยู่กับรูนสองตัวที่เขา้ามากที่สุดในตอนนี้: ᚢ (Uruz) รูนแห่งพลังดิบและความแข็งแกร่งของร่างกาย และ ᛒ (Berkano) รูนแห่งการเกิดใหม่และการฟื้นฟู
เขาเริ่มใช้ปลายมีดกรีดลงบนิัของ แขนขวา อย่างแ่เบา เืสีแดงสดค่อยๆ ซึมออกมา เขาไม่ได้แสดงความเ็ป แต่กลับใช้เืของตนเองผสมกับผงจากหินปราณที่บดไว้ แล้วบรรจงวาดสัญลักษณ์รูนทั้งสองตัวให้ซ้อนทับและเกี่ยวพันกันบนแขนของเขา
ความเ็ปแล่นปราดไปทั่วทั้งแขนเมื่อเขารวบรวมพลังจิตใจและเจตจำนงทั้งหมดเพื่อ "กระตุ้น" รูนที่สลักด้วยเืเนื้อและพลังงานปราณอันเข้มข้น
"อ๊ากกกกก!!!"
เขากรีดร้องออกมาด้วยความเ็ปทรมาน แขนขวาของเขาเปล่งแสงสีม่วงปนทองสว่างวาบ เส้นเืและเส้นเอ็นใต้ิัปูดโปนขึ้นมาราวกับมีพลังงานมหาศาลกำลังไหลเวียนและ "เขียนทับ" โครงสร้างเดิมของร่างกายเขา ิัและกล้ามเนื้อเริ่มหลอมรวมกับพลังงานของหินปราณ กลายเป็สสารรูปแบบใหม่ มันคือความรู้สึกที่เหมือนกับกระดูกกำลังจะแหลกสลายและก่อตัวขึ้นมาใหม่ในเวลาเดียวกัน
แต่ซู่เหยียนจื่อก็ยังคงกัดฟันทน เขายอมรับความเ็ปนั้นในฐานะ "บททดสอบ" และ "ราคา" ที่ต้องจ่ายเพื่อพลังที่เขาปรารถนา
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่ทราบได้...
ในที่สุด แสงที่แขนขวาก็ค่อยๆ จางลง ความเ็ปทุเลาลงเหลือเพียงความรู้สึกอุ่นๆ ที่แผ่ซ่าน ซู่เหยียนจื่อหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เขามองไปยังแขนขวาของตัวเองที่บัดนี้ แปรสภาพไปโดยสิ้นเชิง ิัได้หลอมรวมกับพลังงานปราณจนกลายเป็โครงสร้างคล้ายโลหะสีม่วงเข้ม มีเส้นสายของวงจรรูนสีทองเรืองรองฝังอยู่ มันไม่ใช่แขนของมนุษย์ปกติอีกต่อไป แต่เป็แขนกลกึ่งชีวะที่ดูทั้งงดงามและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน
เขาลองกำหมัดช้าๆ...และรู้สึกได้ถึง "ความแตกต่าง" อย่างชัดเจน มันไม่ใช่แค่ความแข็งแรงที่เพิ่มขึ้น แต่เป็ความรู้สึก "หนักแน่น" และ "เป็หนึ่งเดียว" ราวกับว่าแขนข้างนี้ได้กลายเป็ "เครื่องมือ" ที่พร้อมจะรองรับและปลดปล่อยพลังแห่งรูนได้โดยตรง
รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าแต่ก็เปี่ยมด้วยความหวังปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา
นี่คือ "ก้าวแรก" บนเส้นทางแห่งเืและการเติบโต...การสลักรอยแผลแห่งอดีตให้กลายเป็พลังแห่งอนาคต...และเขาพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งที่จะตามมา
"บางครั้ง... ความเ็ปที่เราเลือกเผชิญด้วยหัวใจที่ไม่ยอมแพ้...
จะกลายเป็ส่วนหนึ่งของพลังที่ไม่มีใครพรากไปได้"
ในตอนนี้... ซู่เหยียนจื่อไม่ได้แค่ต่อสู้กับศัตรู
แต่เขาได้ “เลือก” ที่จะต่อสู้กับ “ข้อจำกัดของตนเอง”
ด้วยความเ็ปที่เกินมนุษย์รับได้ เขาไม่เพียงแค่ “เปลี่ยนแขน” แต่เปลี่ยน “โชคชะตา”
นี่คือจุดเริ่มต้นของชายผู้หนึ่ง...
ที่จะเขียนคำว่า "พลัง" ขึ้นใหม่ด้วยเื...และความหวัง
???? หากคุณอ่านมาถึงตรงนี้ ขอขอบคุณจากใจจริง