พวกเราทั้งสองเดินตามเสียงที่ลอยล่องมา
ไปยังแหล่งต้นทางของมัน
และเมื่อเดินผ่านต้นโอ๊ค และต้นเมเปิ้ลที่ขึ้นเบียดเสียดเป็นกำแพงออกมานั้น
ก็เจอเข้ากับทุ่งดอกไม้
ช่อดอกไม้รูปคล้ายระฆังสีน้ำเงินพลิ้วไหวดูไร้เดียงสา ได้กลิ่นหอมโชยไหลมาตามสายลม
ทุ่งของดอกบลูเบลขึ้นหนาแน่น อัดรวมกันอยู่กลางดงต้นไม้ ราวกับสวนที่อยู่ในกล่อง
กำแพงสีเขียวชอุ่ม พื้นปูด้วยพรมสีน้ำเงิน
[ชวนให้นึกถึงทุ่งดอกสโนว์ดรอปนั่นจริงๆ...ช่างบังเอิญแท้ๆ หรือเปล่านะ]
เมื่อมองข้ามสวนเยื้องไปด้านหน้า มีแม่น้ำขนาดใหญ่ไหลเบียดผ่านอยู่
[แม่น้ำในเมืองหลวงมีแค่สายเดียว แม่น้ำวอลด์เดปท์ สินะ]
แม่น้ำที่ไหลตัดกึ่งกลางเมืองหลวง และแบ่งแยกเมืองออกเป็นสองซีก
พวกเราที่กำลังยืนนิ่ง มองค้างสำรวจสวนดอกไม้นี้อยู่
...ลาล่าลา...ลาลาล้า...
ได้ยินเสียงแหลมเล็กนี้ ดังออกมาจากในหมู่ดอกบลูเบล
แองจี้ตกใจ กำมือผมแน่นขึ้น
ผมจูงมือเธอ ไปดูที่ต้นทางของเสียงนั้น
เดินฝ่าดงดอกไม้สีน้ำเงินเข้าไป
ยิ่งเข้าไปใกล้ เสียงก็ยิ่งเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ
จนพวกเราเข้ามาประชิดอยู่ข้างๆดอกบลูเบลดอกหนึ่ง
“เฮ้อ...อย่างที่คิดเลย” ผมพึมพำเช่นนั้น
“อื๋อ!? อ๋า— พวกเธอ ไม่ได้เจอกันพักหนึ่งเลยนะ!”
แฟรี่หญิงสาว ผมทรงพิกซี่คัทสีเขียวอ่อน ตาโตสีทอง ในชุดเดรสสั้นลายลูกไม้สีดำ ทันทีที่รู้สึกและหันมาเห็นพวกเรา ก็กระพือปีกที่คล้ายกับแมลงปอ 2 คู่ด้านหลัง บินขึ้นมาอยู่ในระดับหน้าของผมและแองจี้
“คุณทิงค์ จริงๆด้วยสินะครับ”
เสียงที่คุ้นเคยนั่น เป็นเสียงของแฟรี่ตนนี้นั่นเอง
“เอ๋!? คุณทิงค์หรอกเหรอ ที่ส่งเสียงนั่นทุกคืน” แองจี้ร้องถาม
“หือ!? อ๋อ เสียงของฉันน่ะเหรอ ใช่แล้วจ้า! ฉันเป็นคนร้องเพลงนั้นทุกคืนเลยล่ะ งั้นเหรอๆ รู้สึกถูกใจจนต้องมาตามหาตัวฉันเลยสินะ” เธอเอามือทาบอก ส่งยิ้มหน้าบานมาให้
“แบบนั้นเองเหรอ ฉันก็นึกว่าเป็นเสียงของมอนสเตอร์ หรือปีศาจที่ไหนซะอีก” แองจี้บอกแบบนั้น
[ส่วนเราตอนแรกก็นึกว่าเป็นเสียงบริกรรมคาถาเวทมนตร์อะไรซักอย่างเสียอีก] ผมคิดในใจ ไม่พูดออกมา
“หา!? พูดแบบนี้หมายความว่าไง จะหาว่าเสียงชั้นน่ากลัวเหรอ”
เธอเริ่มไม่สบอารมณ์ บินเข้าไปใกล้หน้าแองจี้ เท้าเอว และโน้มตัวถามออกไป
“ปะ เปล่าค่ะ! เพราะมากเลย แค่ไม่รู้ว่าเป็นคุณทิงค์เท่านั้นเอง”
แองจี้ยกสองมือหันออก เป็นเชิงป้องกันตัว
“ช่วยไม่ได้นี่ครับ กลางดึกกลางดื่นมีเสียงที่ไม่ทราบที่มา ลอยเข้าไปในห้อง เป็นเด็กที่ไหนก็ต้องคิดว่าเป็นเสียงของปีศาจร้ายมาปลุกให้ตื่นจากฝันหวานทั้งนั้น” ผมบรรยายข้อเท็จจริงให้ทิงค์ฟัง
“อะ!? ปะ เป็นแบบนั้นเหรอ?” เธอที่รับฟังดูจะเข้าใจได้บ้าง ถึงความจริงที่ว่า ตัวเธอไปรบกวนการนอนของมนุษย์คนอื่นเข้า ด้วยเสียงเพลงที่ตนภาคภูมิ
“ใช่ครับ แองจี้ลำบากเลยนะ” ผมตอกย้ำเธอ
[ถึงความจริงจะไม่ลำบากอะไรมากมายก็เถอะ แองจี้ก็ยังกลับไปนอนต่อได้ มันแค่ทำให้เธออดสงสัยไม่ได้จนต้องมาดูให้เห็นกับตา]
“งั้นเหรอเนี่ย...แองจี้ ฉันขอโทษนะ”
แฟรี่ทิงค์รับรู้ถึงความผิดพลาดของตัวเอง และโค้งหัวขอโทษเด็กสาว
“ไม่เป็นไรค่ะ แค่รู้ว่าเป็นคุณทิงค์ ก็ไม่มีปัญหาแล้วหลังจากนี้”
แองจี้บอกว่า เธอคงนอนได้อย่างสบายใจแล้ว ให้ทิงค์ได้รู้
“เหรอ...งั้นก็ร้องเพลงแบบเดิมได้สิ! ฮะๆๆ”
เธอพลันร่าเริงขึ้นมาเมื่อได้ยิน หัวเราะร่าอย่างไม่ทุกข์ร้อน
[แล้วท่าทีสำนึกผิดเมื่อกี้มันหายไปไหนแล้วเนี่ย อารมณ์เปลี่ยนไปมาได้ง่ายจริงๆ หรือว่านี่คือลักษณะเด่นของแฟรี่นะ บางทีโครงสร้างสมองอาจไม่เหมือนมนุษย์ก็ได้...เก็บไว้เป็นสมมติฐานรอการพิสูจน์แล้วกัน]
ผมจ้องนิ่งไปยังแฟรี่ตนนี้ที่กำลังชูไม้ชูมือไปมา แล้วคิดเบาๆในใจ…
“คุณทิงค์ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้คะ” แองจี้เอ่ยถาม
“หือ!? ก็เดินทางไง! ฉันเป็นแฟรี่พเนจรเคยบอกแล้วนี่ ตอนนี้อยู่ในช่วงมาพักผ่อนที่รัฐหลวงเซอร์เวียส...ว่าแต่พวกเธอต่างหาก ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้กัน”
“พวกเรามาเรียนต่อครับ ขึ้นชั้นประถมกันแล้ว”
“เป็นงั้นเหรอ...เพราะงั้นเลยมาเรียนในรัฐนี้สินะ เข้าใจละ บังเอิญจริงๆ”
[ก็บังเอิญจริงนั่นแหละ ไม่นึกว่าจะได้เจอกันอีก จะว่าไปตั้งแต่เจอกันครั้งแรกนั่น ก็ไม่ได้ไปหาเธออีกเลย เพราะไม่รู้ว่าจะไปทำไม นอกจากดอกโอเรนอสกับต้นกิมปี้นั่น ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจอีก]
“แล้วมาทำอะไรในดงดอกบลูเบลพวกนี้ล่ะครับ...มากินน้ำหวานเหรอ”
ผมที่เข้าใจถึงเหตุผลที่เจอแล้ว จึงลองถามถึงสาเหตุที่เธอต้องมาหมกตัว แผดเสียงในสวนแห่งนี้
“เสียมารยาท! หาว่าฉันเป็นผีเสื้องั้นเหรอ!?” เธอหันมาตวาดใส่ผม
“ถือว่าเป็นคำชมไม่ใช่เหรอ ผีเสื้อเลยนะครับ”
“สำหรับแฟรี่ โดนหาว่าเป็นแมลง ถือว่าเป็นคำดูถูกนะ” เธอชี้หน้าอธิบายให้ผมฟัง
“เป็นแบบนั้นเหรอ...ขอโทษครับ”
ผมก้มหัวให้เธอ เพราะเพิ่งทราบถึงค่านิยมที่แตกต่างจากมนุษย์ของแฟรี่
“แต่ก็นะ มากินน้ำหวานจริงนั่นแหละ...”
ว่าจบเธอก็ควักหลอดดูดออกมาจากกระเป๋า แล้วลงไปดูดน้ำหวานจากดอกไม้ให้ดู...สงสัยยังกินไม่อิ่ม
[เอ้า! ยัยแฟรี่นี่!]
ผมบ่นเบาๆในใจ
โฮก!
มีเสียงคำรามของสัตว์ขนาดใหญ่ ดังขึ้นมาไม่ไกลจากพวกเรา
“!?” เราทั้งสามหันไปดูในทันที
เจ้าของเสียงนั้นคือหมี
หมีสีน้ำตาลตัวใหญ่มาก มันที่คลานสี่เท้าอยู่สูงกว่า 1 เมตร ถ้ามันยืนสองขา คงสูงไม่ต่ำกว่า 2 เมตร แน่นอน
“มะ หมี!?” แองจี้ตกใจกลัว รีบมาหลบข้างหลังผมในทันที
[เอาล่ะ จะทำยังไงดี มันก็แค่หมีตัวเดียว เราที่มีทั้ง ‘มาสเตอร์มายด์’ ทำให้มันไม่มีทางโจมตีเราโดน กับทั้งเวทมนตร์ของเราที่ร่ายได้โดยไม่ต้องเสียเวลาท่อง เอาเป็นหลังจากเสริมพลังกายแล้ว ก็เข้าไปเผาร่างมันทั้งเป็นเลยละกัน น่าจะใช้เวลาไม่นาน...แต่ไฟจะลามไหม้ป่าไหม ใช้เวทน้ำดับเอาก็ได้นี่นะ โอเค เอาตามนี้]
ผมที่วางกลยุทธ์เสร็จไปเรียบร้อยในเสี้ยววินาที กำลังจะก้าวเท้าออกไปดำเนินการ ก็...
“อ่า— มาอีกแล้วเหรอเจ้านี่” ทิงค์ร้องบ่น แล้วบินไปหาเจ้าหมีนั่น
“คุณทิงค์คะ อันตรายนะ!” แองจี้ร้องบอก
ไม่ฟังที่แองจี้พูด
ทิงค์กล่าวออกมาว่า
“แฟรี่เทล : คาล์ม”
เริ่มขับขานร้องเพลง โดยยกลูท เครื่องดนตรีประจำตัวออกมาร่วมบรรเลงด้วย
ร่างของทิงค์เปล่งรัศมีสีฟ้าอ่อนเย็นเยียบออกมา
ลูทที่เธอเล่น มีท่วงทำนองที่เชื่องช้า เสียงใส ลื่นไหลไปอย่างสบายๆ
และเสียงที่เธอขับร้องออกมา แม้จะแหลมเล็ก แต่กลับอ่อนนุ่ม กังวาน เสนาะหู ซึมซาบเข้าไปในจิตใจ
บทเพลงที่เธอเล่นนี้ ชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย ใจสงบ และเคลิบเคลิ้ม ราวกับต้องมนต์
อารมณ์ดุร้ายของหมี ถูกทำให้หายไป เหมือนกับไฟอันร้อนแรงที่โดนน้ำอันเย็นเฉียบราดดับ
เราทั้งสองและเจ้าหมี ค่อยๆถูกสะกดให้นิ่งสงบลง
และเมื่อทิงค์เล่นเพลงจบ
“เฮ้อ... เจ้านี่มาได้ไม่รู้จักเบื่อเลย ไปให้พ้นซะไป๊! ชิ่วๆ” ทิงค์ตวัดมือไล่เจ้าหมี
และมันก็หันหลังเดินอุ้ยอ้ายจากไป
“...คุณทิงค์” แองจี้ร้องทัก
“หือ!? อ๋อ เจ้าหมีนั่น มันชอบเข้ามาโวยวายแบบนี้ประจำแหละ ไม่รู้ทำไมถึงชอบโผล่มาตอนกำลังร้องเพลง ตอนกลางคืนก็ไม่เว้น”
ทิงค์บินเข้ามาหาพวกเรา กอดอกทำท่าครุ่นคิด
[ตอนเจ้าหมาไซบีเรียนนั่นก็ทีนึงแล้ว เพลงของแฟรี่มีเสน่ห์ดึงดูดพวกสัตว์เหรอ...หรืออาจเป็นแค่เจ้าตัวผู้เดียวหรือเปล่า อันนี้ก็ไม่อาจทราบได้]
“เมื่อกี้ ใช้เวทมนตร์เหรอครับ” ผมถามข้อสงสัยของตัวเองออกไป
“ใช่แล้ว! เวทมนตร์ประจำเผ่าพันธุ์พวกเรา ‘แฟรี่เทล’ เป็นยังไงบ้างล่ะ”
“เป็นเวทมนตร์เสียงเพลงเหรอครับ คงควบคุมอารมณ์ผู้ฟังได้ เห็นบอกว่า ‘คาล์ม’ แสดงว่ามีอีกหลายรูปแบบใช่ไหม”
“ถูกต้องจ้า! แต่ละรูปแบบก็เปลี่ยนสภาพอารมณ์ผู้อื่นได้แตกต่างกัน” ทิงค์ชูนิ้วขึ้นประกอบการอธิบาย
[เวทควบคุมอารมณ์ได้ด้วยเสียงเหรอ คล้ายๆ ‘อดาจิโอ้’ ที่เป็นสกิลของเราเลย แต่มันแค่ทำให้ผู้ฟังสงบอย่างเดียว...แต่เดี๋ยวก่อน เสียงเหรอ?]
“คุณทิงค์ครับ ตอนกลางคืนที่คุณร้องเพลง เหมือนแองจี้จะเป็นคนเดียวที่รับรู้ถึงเสียงคุณได้ ทั้งที่ยังมีคนอื่นๆในบ้านอีก ทำไมถึงเป็นแบบนั้นครับ”
ผมที่ฉุกคิดถึงเรื่องผิดปกติได้ จึงลองถามตัวต้นเหตุดู
“งั้นเหรอ อืม... ไม่มั่นใจว่าเกี่ยวกันมากไหม แต่เสียงของแฟรี่มันค่อนข้างพิเศษ เพราะมีพลังเวทแทรกอยู่ด้วย และธาตุเวทของพวกเราโดยธรรมชาติคือ ธาตุศักดิ์สิทธิ์ อะนะ...หรือว่า แองจี้มีธาตุศักดิ์สิทธิ์?”
ทิงค์ที่หลับตากอดอกพูดเสร็จ ก็หันมามองทางแองจี้เป็นเชิงขอคำตอบ
“เอ๊ะ!? ใช่แล้วค่ะ ฉันเป็นธาตุศักดิ์สิทธิ์” แองจี้ที่ทึ่งในคำสันนิษฐานของทิงค์ ก็ตอบกลับไป
"ว้าย! จริงเหรอเนี่ย ดีใจด้วยน้า ธาตุนี้หายากมากเลยสำหรับมนุษย์" ทิงค์ร้องยินดี แล้วบินลงไปลูบหัวแองจี้
[หรือก็คือ เพราะแองจี้มีคุณสมบัติพิเศษ จึงรับรู้ได้ถึงเสียงแบบพิเศษของแฟรี่ได้ไวกว่าคนทั่วไป งั้นเหรอ]
“สำหรับมนุษย์? แสดงว่าในบรรดาอมนุษย์ ธาตุศักดิ์สิทธิ์ถือว่าหาได้ง่ายเป็นปกติเหรอครับ”
“ก็แล้วแต่เผ่าพันธุ์นะ แต่ละเผ่าก็จะมีธาตุที่โดดเด่นประจำสายเลือดพวกตัวเอง ฉันเองก็ไม่ค่อยรู้มากนักหรอก อย่างเช่น พวกเอลฟ์เป็นธาตุแสง แฟรี่ธาตุจิตใจ ภูติเป็นธาตุวิญญาณ ฉันรู้แค่นี้ แต่โดยรวมแล้ว อมนุษย์จะมีธาตุศักดิ์สิทธิ์ปะปนอยู่ในมานามากกว่าพวกมนุษย์”
“เป็นแบบนั้นเองเหรอ แล้วอย่างแฟรี่มีวิธีตรวจสอบธาตุของมานาหรือเปล่าครับ เผอิญในจักรวรรดิของผมทำได้แค่ระบุว่าเป็นธาตุศักดิ์สิทธิ์ แต่เจาะลึกกว่านั้นว่าเป็นธาตุอะไรไม่ได้”
ผมลองขอพึ่งองค์ความรู้ของต่างเผ่าพันธุ์ดู
“อ่า...ขอโทษทีนะ แต่พวกเราแฟรี่ไม่มีหรอก พวกเราใช้กันแค่เวท ‘แฟรี่เทล’ เวทเดียวเท่านั้น ถ้าตนไหนใช้ไม่ได้ก็ไปทำอย่างอื่น แค่นั้นเอง ไม่เคยคิดเรื่องวัดธาตุกันหรอก”
เธอผายมือ ยักไหล่ ตอบมาแบบนั้น
“งั้นเหรอครับ” ผมตอบโดยที่ในใจค่อนข้างผิดหวังเล็กน้อย
[สรุปต้องรอถึงอายุ 13 จริงเหรอเนี่ย ถึงจะรู้ว่าตนเองเป็นธาตุอะไร]
ผมคิดแบบนั้น พลางถอนหายใจออกมา
“-จงหายไปซะ!!”
มีเสียงตะโกน โห่ร้อง ดังขึ้นมา
พวกเราหันไปทางต้นเสียง
มันดังมาจากทิศทางของแม่น้ำวอลด์เดปท์ แม่น้ำที่ไหลผ่านอยู่เบื้องหน้าสวนดอกบลูเบลนี้
“หายไปซะ ไบฟรอนซ์!!”
“ลงนรกไปซะ ไบฟรอนซ์!!”
เสียงของกลุ่มขบวนที่ผมกับแองจี้เห็นเมื่อตอนจะกลับบ้านนั่นเอง
คนพวกนี้อยู่อีกฟากของแม่น้ำนี้
เหมือนกับฝั่งนี้ที่เป็นดงป่า อีกฟากก็เป็นผืนป่าเหมือนกัน เพียงแต่มีจำนวนต้นไม้ไม่หนาแน่นเท่าฝั่งนี้ จึงมีพื่นที่มากพอให้กลุ่มคนจำนวนมากมามุงล้อมวงทำพิธีกันได้
พิธีที่พวกเค้ากำลังทำอยู่คือ ยกซากต้นไม้ที่มีหุ่นฟางจำนวนมากถูกตอกติดอยู่ลงมาจากเกวียน ชายคนหนึ่งจุดคบเพลิงขึ้น แล้วส่งให้แม่ชีชุดขาว แม่ชีคนนั้นกุมมือที่ถือคบเพลิงภาวนาอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะ...
“ในนามแห่งเซนท์ไมเคิลและพระผู้เป็นเจ้า ข้าขอส่งเจ้ากลับขุมนรก!”
เธอตะโกนแบบนี้ ยื่นคบเพลิงไปจุดไฟที่ต้นไม้ตายนั้น ไฟค่อยๆลุกลามไปตามหุ่นฟางที่รายล้อมซากต้นไม้ ชาวบ้านบางคนที่มีหุ่นฟางอยู่อีกก็โยนเพิ่มตามลงไป ใครมีอะไรที่เป็นเชื้อไฟได้ ก็โยนสิ่งนั้นตามลงไป ไม่ว่าจะเป็นใบไม้แห้ง หมวกฟาง หรือแม้แต่เสื้อผ้าก็ตาม ราวกับอยากให้ไฟรีบๆเผาสิ่งอัปมงคลตรงหน้าให้หายไปเร็วๆ
“ไปซะ ไบฟรอนซ์! ๆๆๆๆ”
ชาวบ้านรอบๆกล่าวย้ำประสานเสียงกัน
และเมื่อเห็นว่าไฟลุกไหม้จนเกือบเกรียมได้ที่แล้ว ผู้ที่มีอาวุธในมือก็ใช้สิ่งนั้นช่วยกันดัน ผลักไส ซากไหม้ไฟนี้ ร่วงลงแม่น้ำไป
เศษซากไม้เกรียมทมิฬ ลอยละล่องไปตามกระแสน้ำ
แม่ชีทำท่าประสานมือภาวนา และคนอื่นๆก็ทำตาม
“...‘สเลย์ ไบฟรอนซ์’ เหรอ”
ทิงค์ที่มองภาพเหตุการณ์จบ ก็เอ่ยขึ้นมา
“สเลย์ ไบฟรอนซ์?” แองจี้ทวนคำ
“รู้จักเหรอครับ”
เธอหันมาทางพวกผมแล้วกอดอก
“อืม...ก็เพิ่งเคยเห็นกับตาครั้งแรกนี่แหละ ที่ผ่านมาเคยได้ยินแต่แฟรี่รุ่นยายเล่าให้ฟัง แต่ว่า...ดูจะต่างจากสมัยก่อนลิบลับเลยแฮะ”
ทิงค์เหลือบตาไปมองอีกฟากของแม่น้ำ
“สมัยก่อนเหรอครับ”
“รู้สึกเมื่อก่อนไม่มีแม่ชีหรอก แต่จะใช้สาวพรหมจรรย์แทนนะ”
ทิงค์ยังคงมองค้างอยู่
“ใช้สาว? จุดไฟเหรอคะ?”
ทิงค์หันมา แล้วส่ายหัว
“บูชายัญต่างหาก ด้วยการเผาทั้งเป็นไปกับซากต้นไม้นั่น”
...
ณ บ้านของโยฮัน
“เฟรอร์! เฟรอร์!”
แมรีแอนนา คุณแม่ผมสีเงิน ตาสีทองของโยฮัน กำลังเดินร้องเรียกหาเมดสาวประจำครอบครัวอยู่
“ไปไหนของเธอนะ ชอบหายไปเป็นพักๆแบบนี้ทุกที จะให้เตรียมของว่างให้ซักหน่อย”
เธอบ่นแบบนี้ เดินเปิดประตูเข้าไปยังห้องครัว คิดที่จะจัดเตรียมด้วยตัวเอง
“โอ๋!?”
เธอตกใจเมื่อมองไปบนโต๊ะ
มันมี เอแคลร์ กับคุกกี้เนยสดวางเรียงรายอยู่บนจาน พร้อมกับกาน้ำชาร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมของชาอัสสัม ตั้งไว้อยู่ข้างๆพร้อมถ้วยน้ำชาเสร็จสรรพ
“อะไรกัน!? เตรียมไว้ให้แล้วเหรอ รู้ใจดีจัง!”
เธอประกบมือ ยิ้มดีใจ แล้วเดินไปหยิบขนมขึ้นมาทาน
“อืม...เธอไม่ทำถ้วยชาแตก ฝนจะตกหรือเปล่านะ”
แมรีแอนนาบ่นทั้งที่มีของว่างในปาก มองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วก็เป็นไปตามที่เธอว่า เม็ดฝนเริ่มโปรยลงมา
แปะ! ๆ