แม้เขตเมืองชั้นกลางจะถูกกำหนดให้เป็เขตพำนักของเหล่าเทพเซียนผู้บำเพ็ญเพียร ทว่าบรรยากาศโดยรอบกลับคึกคักไปด้วยชาวบ้านร้านตลาดและผู้คนมากหน้าหลายตาที่เดินสัญจรกันขวักไขว่
ต้าจิน หลิวจื่ออี้ และเซิ่งมู่ ผู้มีผ้าพันแผลพันทบแขนซ้ายไว้แ่าจนแทบขยับเขยื้อนไม่ได้ กำลังยืนมองหอประลองยุทธขนาดใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้าตน
สถานที่แห่งนี้คือหอประลองที่ถูกจัดการดูแลโดยสมาคมไป๋ซาง นอกจากหอหลักที่ตั้งเด่นอยู่ตรงกลางแล้ว บริเวณโดยรอบยังเต็มไปด้วยหอย่อยเล็กๆ อีกนับไม่ถ้วน
ทันทีที่ทั้งสามก้าวล่วงเข้าสู่โถงหอหลัก หญิงรับใช้ที่มีรูปโฉมงดงาม แต่งกายด้วยชุดสีแดงฉูดฉาด ลอบสังเกตท่าทางของพวกเขาทั้งสามคน ก่อนเร่งรุดเข้ามาต้อนรับ
“ยินดีต้อนรับสู่หอประลองเซียนไป๋ซาง มิทราบว่าพวกท่านประสงค์เข้าร่วมการประลองหรือไม่?” นางยอบกายถามพร้อมสีหน้ายิ้มแย้ม
เซิ่งมู่ส่ายหน้าเบาๆ “พวกข้าเพียงมารับชมการประลองเท่านั้น แต่น่าละอายนักที่ข้าเพิ่งเคยมาเยือนสถานที่เช่นนี้เป็คราแรก จึงอยากขอคำแนะนำจากแม่นางเสียหน่อย” เด็กหนุ่มชุดขาวพูดพร้อมก้มโค้งเบาๆ
นางหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนผายมือชวนให้มองไปยังแผ่นป้ายไม้ที่แขวนเรียงราย
“หอประลองเซียนเมืองชิงซีจะมีการแบ่งสนามประลองเป็ห้าแห่ง แห่งแรกเป็สนามประลองยุทธของคนธรรมดาที่มิได้บำเพ็ญเพียร แห่งที่สองเป็สนามประลองวิถียุทธของผู้ฝึกยุทธ มีั้แ่จอมยุทธพเนจรจนกระทั่งศิษย์สำนักใหญ่เข้ามาแลกเปลี่ยนฝีมือกันมากมาย แห่งที่สามจึงเป็สนามเซียน เหล่าผู้บำเพ็ญเซียนล้วนแต่ประลองเต๋ากันในสนามนี้ มีทั้งหมากล้อม ดนตรีฉิน พู่กันหรือปรุงโอสถ” นางอธิบายพร้อมชี้ถึงป้ายไม้มากมายที่แขวนอยู่บนกระดาน “สนามที่สี่คือสนามประลองระหว่างผู้ฝึกยุทธและเซียน ค่อนข้างเป็ที่นิยม ในความเห็นของข้าคิดว่าสนามนี้น่าสนใจมากที่สุด คุณชายคิดเห็นเช่นไร?” หญิงรับใช้หันมาถาม
“แล้วสนามที่ห้าเล่า? เ้าบอกมีห้าแห่งมิใช่รึ?” เซิ่งมู่ถามกลับ
“สนามประลองสุดท้ายมิค่อยสุนทรีย์เท่าไหร่นัก อีกทั้งการประลองล้วนเป็ห้องปิด มีเพียงได้รับอนุญาตจึงสามารถเข้าไปรับชมได้” กล่าวจบนางก็ชี้ไปยังป้ายไม้ที่สลักอักษรคำว่า 術 (เคล็ดวิชา)
“เป็การประลองแบบใด?” เด็กหนุ่มถาม
“แล้วแต่ทั้งสองจะเป็ผู้ตัดสิน”นางตอบกลับ
เซิ่งมู่ครุ่นคิดอยู่่หนึ่ง ก่อนหันกลับไปถามสหายทั้งสองของตน “ข้าจะไปดูการประลองของผู้ฝึกยุทธ พวกเ้าเล่า?”
“ข้าอยากดูการแข่งขันปรุงโอสถ” หลิวจื่ออี้ตอบเสียงค่อย “แต่หากเ้าอยากดูประลองยุทธข้าก็ไม่มีปัญหาอะไร…”
เซิ่งมู่มองแม่นางชุดเขียวสลับกับก้มมองแขนซ้ายที่ถูกพันแน่นจนมองไม่เห็นผิวกายของตน
“เ้าไม่ต้องกังวลหรอก หลังจากแช่สมุนไพร อาการของข้าดีขึ้นมากแล้ว เ้าไปเที่ยวตามใจเ้าเถอะ” เขาเอ่ยบอก
หลิวจื่ออี้ยืนครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
“ข้าก็อยากดูการประลองของเซียนเช่นกัน ถ้าเช่นนั้นข้าจะไปเป็เพื่อนจื่ออี้เอง” ต้าจินเปิดปากเอ่ย
เซิ่งมู่พยักหน้ารับ
เมื่อตกลงกันได้ เซิ่งมู่จึงหันไปเจรจากับหญิงรับใช้อีกครั้ง นางรับคำสั่งแล้วจึงปลดป้ายไม้สามแผ่นลงมาจากกระดาน
“เนื่องจากพวกท่านมาเยือนครั้งแรก ทางหอประลองเซียนจึงมิเก็บค่าใช้จ่าย ขอให้ทุกท่านเพลิดเพลินกับการประลอง” นางยื่นป้ายไม้สลักอักษร 武 (ยุทธ) หนึ่งแผ่น และ 仙 (เซียน) สองแผ่นให้แก่ทั้งสาม
เซิ่งมู่ก้มโค้งขอบคุณ ก่อนจะหยิบเหรียญเซียนพิภพหนึ่งเหรียญมอบให้นางเป็สินน้ำใจ นางคลี่ยิ้มหวานเป็การตอบกลับก่อนยอบกายขอบคุณ
…
ลานประลองยุทธถูกปูทับด้วยพื้นหยกเซียนที่ทนต่อแรงกระแทกของพลังชีวิตและพลังปราณ ทั้งยังร่ายค่ายกลคุมไว้อีกหลายชั้น
หอประลองสำหรับผู้ฝึกยุทธนั้นแบ่งออกเป็สามระดับ ได้แก่ ขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นสูง หอที่เซิ่งมู่เลือกเดินเข้ามาคือหอขั้นต้น ซึ่งจำกัดระดับผู้เข้าร่วมประลองไว้ไม่เกินขอบเขตที่สาม
บนสนามประลอง มีบุรุษสองคนกำลังห้ำหั่นกันอย่างดุเดือดคนแรกเป็ชายฉกรรจ์หนวดเคราเฟิ้ม ง้าวเล่มโตในมือถูกกวัดแกว่งอย่างดุดัน ดูจากพลังชีวิตที่ปล่อยออกมาน่าจะอยู่ราวๆ ขอบเขตสามขั้นสูงสุด ส่วนคู่ต่อสู้คือชายวัยกลางคนในชุดสีฟ้า ผู้ใช้วิชามีดสั้นคู่ อยู่ในขอบเขตสามเช่นเดียวกัน
เมื่อเห็นการใช้อาวุธมีดคู่ เซิ่งมู่ก็พลันเกิดความสนใจ รีบนั่งวิเคราะห์การต่อสู้อย่างจริงจัง
การประลองเพิ่งดำเนินไปได้ไม่นาน ชายเคราเฟิ้มที่กำลังใช้ง้าวของตนวาดไปทั่วทิศทางพยายามโจมตีผู้ใช้มีดคู่ ทว่าชายเสื้อฟ้าที่ใช้มีดคู่กลับพลิ้วกายหลบหลีกได้อย่างง่ายดาย และเมื่อใดที่เกิดช่องโหว่ ชายเสื้อฟ้าก็จะพุ่งตัวฉกฉวยโอกาส พุ่งเข้ามาใช้คมมีดเชือดเฉือนเนื้อหนังของชายเคราดกทีละเล็กทีละน้อย แม้าแเ่าั้จะตื้นเขิน แต่ก็เพียงพอทำให้ชายเคราดกเริ่มมีโทสะและรำคาญใจได้เป็อย่างดี
เมื่อเวลาผ่านไป พละกำลังของชายเคราดกก็เริ่มหดหาย ใบหน้าถมึงทึงปรากฏแววเหนื่อยล้าให้เห็นเด่นชัด ความเร็วในการจู่โจมตกลงไปหลายส่วน กลับกันชายชุดฟ้ายังคงหลบหลีกและเข้ามาโจมตีได้อย่างคล่องแคล่วว่องไวเช่นเดิม
“นี่หรือวิชามีดคู่? เน้นเผาผลาญพลังชีวิตและกำลังกายของอีกฝ่ายไปเรื่อยๆ รอจนคู่ต่อสู้อ่อนแรงถึงขีดสุด แล้วค่อยหาโอกาสปลิดชีพในคราเดียว”
เซิ่งมู่วิเคราะห์ในใจ วิชามีดคู่ที่มือสังหารชุดดำใช้ก็มีลักษณะคล้ายกัน ไม่ใช่วิชาที่มีพลังโจมตีสูง ทว่าเน้นการยืดเยื้อ รอเวลาจนกว่าเหยื่อจะหมดสภาพค่อยอาศัยจังหวะสังหารปลิดชีพ
“น่าสนใจจริงๆ” เซิ่งมู่คิดในใจ ทว่าจู่ๆ เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นที่ข้างหู
“น่ารังเกียจจริงๆ” สตรีคนหนึ่งสบถพึมพำเบาๆ แม้ไม่ดังมากนัก แต่ก็ชัดเจนพอให้คนที่นั่งข้างๆ เช่นเขาได้ยิน
เซิ่งมู่สะดุ้งเล็กน้อย เผลอหันไปมองโดยมิทันตั้งใจ
สตรีนางนั้นััได้ถึงสายตาของเขา จึงชี้นิ้วลงไปยังชายชุดฟ้าที่กำลังอิ่มเอมกับชัยชนะบนลานประลอง
“เ้าไม่คิดเช่นนั้นหรือ? เอาแต่หนีหัวซุกหัวซุนอย่างคนขี้ขลาด ไม่กล้าแม้แต่จะปะทะซึ่งหน้า ใช้วิธีสกปรกเยี่ยงนี้ ถ้าไม่ให้เรียกว่าน่ารังเกียจแล้วจะเรียกว่าอันใด?” นางพ่นคำพูดติเตียนออกมาไม่หยุด
เซิ่งมู่ทำเพียงพยักหน้ารับเบาๆ แล้วหันกลับไปสนใจลานประลองต่อ ทว่าสตรีแปลกหน้ากลับไม่ยอมเลิกรา นางขยับตัวเข้ามานั่งชิดเขายิ่งกว่าเดิม พร้อมพร่ำบ่นไม่หยุดถึงความน่าอับอายของวิถียุทธเช่นนี้
“ขนาดข้าเป็สตรียังรู้สึกว่าขี้ขลาด แล้วเ้าเล่าว่าอย่างไร? หากเป็ข้านะ จะใช้เพียงสองหมัดเปล่าๆ นี่แหละรับง้าวกระจอกๆ นั่น แล้วซัดให้กระเด็นตกเวทีไปทั้งคนทั้งง้าวเสียเลย!” กล่าวจบนางก็ยื่นมือมาสะกิดไหล่เซิ่งมู่ “เ้าเห็นด้วยกับข้าหรือไม่?”
“แต่ละวิชายุทธย่อมแตกต่างกัน ความคิดผู้ฝึกยุทธก็หาได้เหมือนกัน ทุกคนล้วนมีเส้นทางของตน” เซิ่งมู่กล่าวตอบ
สตรีรีข้างกายเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะโคลงศีรษะถอนหายใจ “บุรุษเดี๋ยวนี้ไม่หนักแน่นเอาเสียเลย”
เซิ่งมู่ได้ยินดังนั้นก็ทำเพียงส่งยิ้มอ่อนใจ ไม่คิดต่อล้อต่อเถียง
“เ้าอยู่ขอบเขตสามขั้นสูงสุดแล้ว มานั่งดูการประลองเด็กเล่นพวกนี้ไปจะได้อะไรขึ้นมา? มิสู้ย้ายไปดูการประลองขั้นกลางจะไม่ดีกว่าหรือ?” นางถามออกมาพลางหันมาจ้องหน้าเขา
เซิ่งมู่หันไปพินิจสตรีคนนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะถามออกมาด้วยความประหลาดใจ “พวกเรา…เคยพบกันมาก่อนหรือไม่?”
สตรีในชุดอาภรณ์สีแดงสดผู้นี้มีหน้าตาสะสวยเลอโฉม ท่วงท่าสง่างามแฝงเค้าลางของคุณหนูจากตระกูลใหญ่ ทว่าคิ้วเรียวยาวที่พาดเฉียงและดวงตาที่ฉายแววดุดัน กลับกลบความอ่อนโยนบนใบหน้า แต่แทนที่ด้วยความองอาจห้าวหาญเยี่ยงชาวยุทธ
“ข้าไม่คิดว่าเป็เช่นนั้นนะ” สตรีชุดแดงจับคางครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยปฏิเสธ
“ข้าแซ่ เซิ่ง นาม มู่ มิทราบว่าแม่นางคือ?” เซิ่งมู่ประสานมือแนะนำตัว
“ข้าหนิงกงซี หนิงที่แปลว่าความสงบ กงซีที่หมายถึงตำหนักประจิม ” สตรีชุดแดงกล่าวตอบ “ตามข้ามา ข้าจะพาเ้าไปเปิดหูเปิดตา”
พูดจบนางก็ผุดลุกขึ้นยืน ก้าวนำออกจากหอประลองยุทธขั้นต้นไปทันที
“แม่นางกงซีมาจากทิศประจิมหรอกหรือ?” เซิ่งมู่เอ่ยถามทำลายความเงียบระหว่างทาง
หนิงกงซีพยักหน้าเบาๆ “ชื่อข้ามันเห็นชัดเช่นนั้นเลยรึ?” นางถามกลับพลางปรายหางตามอง
“ถึงเพียงนั้นแหละ” หนุ่มชุดขาวตอบกลั้วเสียงหัวเราะเบาๆ
…
เมื่อเดินเข้ามาในหอสูง เซิ่งมู่ก็ต้องขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ เขาหันขึ้นไปมองป้ายที่แขวนอยู่บนหอก่อนจะถามแม่นางเบื้องหน้าตน “มิใช่ว่าท่านจะพาข้ามาดูการประลองยุทธขั้นกลางหรอกหรือ?”
สตรีชุดแดงยืนเท้าเอว เชิดหน้าขึ้นด้วยท่าทางมั่นใจ “ข้าบอกแค่จะพาเ้าไปเปิดหูเปิดตามิใช่หรือ?”
เด็กหนุ่มยิ้มบางอย่างจนใจ ก่อนจะเริ่มสอดส่องสายตาไปทั่วบริเวณ
บรรยากาศภายในหอประลองยุทธขั้นสูงไม่มีผู้คนพลุกพล่านนัก หากไม่ใช่ยอดฝีมือระดับขอบเขตหกขึ้นไป ก็มักจะเป็เหล่าผู้าุโจากสำนักใหญ่ที่เดินทางมาเพื่อทาบทามจอมยุทธพเนจรฝีมือดีให้เข้าร่วมสังกัด
การจะเข้าชมการประลองในหอขั้นสูงได้ จำเป็ต้องจ่ายค่าผ่านประตูด้วย เหรียญเซียนนภา อย่างน้อยหนึ่งเหรียญ และหาก้าร่วมวางเดิมพันเพื่อหาความสำราญ อัตราขั้นต่ำก็สูงถึงห้าเหรียญนภา นี่คงเป็สาเหตุหลักที่ทำให้สถานที่แห่งนี้ผู้คนดูบางตานัก
“แม่นางกงซี ข้าไม่ได้มีเหรียญเซียนเยอะขนาดนั้นหรอกนะ” เซิ่งมู่กระซิบเตือนสตรีชุดแดง
แต่นางกลับไม่ได้สนใจ เดินตรงดิ่งไปยังโต๊ะผู้จัดการหอประลอง แล้วโยนเหรียญเซียนสีเงินลงไปสองเหรียญ
“ค่าผ่านประตูสำหรับสองคน” พูดไม่ทันจบ นางก็โยนตามลงไปอีกสองเหรียญ “สำหรับเข้าร่วมการลงทะเบียนเข้าร่วมประลองหนึ่งคน”
เซิ่งมู่เห็นดังนั้นก็มีสีหน้าแปลกใจ ผู้ดูแลเฒ่ากลับมีสีหน้าเบิกบานใจ หลังรับเหรียญเซียนไปตรวจสอบ เขาก็รีบส่งป้ายหยกสลักชื่อผู้ท้าประลองให้สตรีชุดแดงทันที
“รางวัลสำหรับผู้ชนะการประลองคือเหรียญนภาห้าเหรียญ พร้อมส่วนแบ่งเงินเดิมพันอีกสี่ส่วน ทว่าหากพ่ายแพ้าเ็หนัก ทางหอประลองของเราจะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น” ผู้ดูแลเฒ่าประสานมือกล่าวชี้แจงกฎระเบียบอย่างสุภาพ
หลังฟังคำอธิบายครบถ้วน หนิงกงซีก็บอกให้เซิ่งมู่ขึ้นไปรับชมบนที่นั่งรอบลานประลองอย่างว่าง่าย ส่วนตัวนางกลับเดินตามผู้ดูแลไปยังห้องพักผ่อนสำหรับผู้เข้าร่วม
ระหว่างที่นั่งรออย่างโดดเดี่ยว เซิ่งมู่ก็อดไม่ได้ที่จะขบคิดถึงที่มาที่ไปของสตรีชุดแดงผู้นี้เขาไม่ใช่คนประเภทที่จะลืมเลือนหน้าตาผู้คนได้ง่ายๆ ยิ่งเป็สตรีที่มีรูปโฉมสะดุดตาและบุคลิกโดดเด่นเยี่ยงนาง หากเคยพานพบเพียงครั้งเดียวย่อมต้องจดจำได้อย่างแน่นอน ทว่าน่าประหลาดนัก ไม่ว่าเขาจะพยายามเค้นความทรงจำในหัวสักเท่าใด เขากลับไม่คุ้นเคยกับคนเช่นนางเลยแม้แต่น้อย
“หรือว่านี่จะเป็เื่ราวแบบยอดฝีมือลึกลับที่บังเอิญมาถูกใจข้า แล้วจับพลัดจับผลูรับข้าเป็ศิษย์สืบทอดวิชา เหมือนในวรรณกรรมผู้กล้าท่องยุทธภพที่เคยอ่าน?”
แม้ความคิดนี้จะดูเพ้อเจ้อไปบ้าง แต่เซิ่งมู่ก็แอบคิดว่ามันอาจมีความเป็ไปได้ อย่างไรเสียเขาก็เพิ่งก้าวเท้าเข้าสู่ยุทธภพที่เต็มไปด้วยเหล่าัมัจฉาปะปนกัน จะเจอเื่ราวพวกนี้บ้างคงไม่แปลกกระมัง?
ระหว่างที่รอหนิงกงซีขึ้นประลอง เซิ่งมู่ก็เพิ่งได้มาเข้าใจคำว่าเปิดหูเปิดตาอย่างแท้จริงก็ตอนที่ได้เห็นการประลองยุทธของผู้ฝึกยุทธขอบเขตหกสองคน
หากไม่นับขอบเขตเก้าที่ถูกเรียกขานว่าเทพา ขอบเขตร่างทองก็ถือว่าเป็จุดสูงสุดของผู้ฝึกยุทธพเนจรทั่วไปแล้ว
ณ ลานประลองเพียงหนึ่งเดียวกลางหอประลองยุทธขั้นสูง การเข้าต่อสู้ห่ำหั่นของผู้ฝึกยุทธขอบเขตหกแต่ละครั้งล้วนมีคลื่นพลังชีวิตพวยพุ่งออกมาไม่หยุด หากไม่เป็เพราะลานประลองของหอขั้นสูงถูกสร้างมาอย่างประณีต ผ่านการวางค่ายกลกว่าหลายสิบชั้น คาดว่าเพียงคลื่นพลังที่ส่งออกมาก็เพียงพอให้เขากายหยาบดับสลายไปนับสิบๆ รอบ
“ร่างทองทรงพลังถึงเพียงนี้เชียวหรือ? มิน่าเล่า ตำราถึงได้กล่าวไว้ว่า ต่อให้เอาผู้ฝึกยุทธขอบเขตห้ามาสิบคน ก็ยังไม่อาจทัดเทียมผู้ฝึกยุทธขอบเขตหกเพียงคนเดียว” เซิ่งมู่พึมพำกับตนเองเบาๆ
“นั่นเป็เพียงเื่ราวในตำรา สำหรับเ้าพวกนี้รากฐานยังไม่แข็งแกร่งเท่าไหร่ เห็นได้ชัดว่าฝึกฝนมาอย่างผิดวิธีใน่แรก ขอเพียงผู้ฝึกยุทธขอบเขตห้าที่มีรากฐานมั่นคงสักคนก็จัดการได้แล้ว” เสียงนุ่มลึกเจือความอ่อนหวานคล้ายสตรีดังมากระทบหูเซิ่งมู่
เมื่อหันไปมอง เขาก็พบกับบุรุษรูปงามชุดดำคนหนึ่งโบกพัดเอาลมเข้าตัวเบาๆ พร้อมหันมายิ้มให้อย่างอ่อนหวาน จนแม้แต่สตรีแท้ๆ ยังละอาย
เซิ่งมู่ทำเพียงพยักหน้าตอบรับเบาๆ อย่างอึดอัดชอบกล
“ทำไมข้ารู้สึกคุ้นเคยกับเหตุการณ์นี้นัก? หรือข้าออกจากบ้านลืมเปิดสมุดเหลืองดูเคราะห์ชะตา?”
“ข้าโม่หนิง” ชายคนนั้นกล่าวแนะนำตัว
“เซิ่งมู่” เขาตอบกลับพลางประสานมือเคารพ ก่อนที่ชายชุดดำจะทำตามด้วยท่าทีที่นอบน้อมและอ่อนช้อยยิ่งกว่าตน
ระหว่างที่นั่งเกร็งอย่างอึดอัดท่ามกลางสถานการณ์อันแปลกพิลึกนี้ โม่หนิงก็พลันสังเกตเห็นเงาร่างอันคุ้นเคยบนร่างประลอง “โอ๊ะ! มาแล้วๆ” กล่าวจบ เขาก็รีบหุบพัดและยืดตัวนั่งหลังตรงอย่างสำรวมทันที
เมื่อมองตามสายตาของอีกฝ่าย จึงเห็นแม่นางหนิงกงซียืนกอดอกอย่างมั่นใจบนลานประลอง
“ท่านรู้จักนางด้วยหรือ?” เซิ่งมู่ประหลาดใจ
“เป็คนคุ้นเคยเลยล่ะ” โม่หนิงพยักหน้าเบาๆ พร้อมกระดกยิ้มมุมปาก
ในตอนนั้นเอง ผู้ดูแลเฒ่าที่เขาพบในโถงหลักพลันทะยานร่างลอยมาเหนือลานประลอง ก่อนใช้พลังปราณขยายเสียงให้ดังไปทั่วสารทิศ “หนิงกงซีผู้ฝึกยุทธพเนจรขอบเขตหกจากทิศประจิม พบกับ เสวียนเฟิง ผู้ฝึกยุทธขอบเขตเจ็ดจากพรรคย้ายภูผา! อัตราต่อรองรอบนี้ เสวียนเฟิงหนึ่งจ่ายครึ่ง หนิงกงซีหนึ่งจ่ายสิบ มีเวลาวางเดิมพันเพียงสิบลมหายใจ... เริ่มการเดิมพันได้!”
ระหว่างที่เซิ่งมู่กำลังพยายามค้นหาข้อมูลในหัวเกี่ยวกับชายที่ชื่อเสวียนเฟิงจากพรรคย้ายภูผา โม่หนิงที่นั่งข้างกันก็พลันะโขึ้นมาด้วยเสียงอันมั่นใจ
“หนึ่งเหรียญิญญา! เดิมพันข้างหนิงกงซี!” สิ้นเสียงชายชุดดำก็ดีดเหรียญหยกขาวขึ้นไปบนฟ้า ก่อนที่จะโดนค่ายกลของหอประลองยุทธดูดหายไปในพริบตา
ฝูงชนรอบข้างที่ได้ยินยอดเดิมพันมหาศาล ต่างพากันหันขวับมามองด้วยดวงตาเบิกโพลง แม้แม่นางชุดแดงอาจเป็ยอดฝีมือที่ปกปิดตัวตน แต่ต้องเข้าใจว่าเสวียนเฟิงคือยอดฝีมือที่ถูกฟูมฟักมาอย่างดีจากพรรคหมัดอันดับหนึ่งในชิงอวิ๋น พลังพิฆาตย่อมแตกต่างจากผู้ฝึกยุทธขอบเขตเจ็ดทั่วไป
เสียงซุบซิบนินทาเริ่มดังเซ็งแซ่ไปทั่ว ดวงตาหลายสิบคู่ลอบจ้องมองมายังเซิ่งมู่และโม่หนิงเป็จุดเดียว
“ข้าอยากย้ายที่นัก…” เซิ่งมู่พึมพำอย่างเหนื่อยใจ แต่โม่หนิงกลับะเิเสียงหัวเราะอย่างเบิกบาน ซ้ำยังถือวิสาสะยกแขนไปโอบไหล่เด็กหนุ่มที่นั่งข้างๆ อย่างยินดี
“ข้าจะให้เ้าดูว่าอะไรคือขอบเขตหกที่แท้จริง เ้ามีเหรียญเซียนเท่าไหร่ก็ทุ่มให้หมดตัวเถอะ!” โม่หนิงตบไหล่ให้คำแนะนำอย่างภูมิใจ
“หมดตัว?” เด็กหนุ่มถามกลับด้วยน้ำเสียงสงสัย
“นั่นคือเงินก้อนสุดท้ายในชีวิตข้าแล้ว…” ชายชุดดำกล่าวพลางยักไหล่
ประโยคนี้ถึงกลับทำให้เด็กหนุ่มเช่นเขากุมขมัยด้วยความปวดหัว เข้าเมืองเซียนครั้งแรกกลับพบคนแปลกประหลาดถึงสองคน