วันเวลาล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว เมื่อฤดูใบไม้ผลิผ่านไป ฤดูหนาวย่างเข้าแทนที่ วนเวียนเป็เช่นนี้อยู่เสมอมา ลึกเข้าไปในเขตหวงห้ามแดนอสูรร้ายของป่านรกดำ เงาร่างสองสายทะยานอยู่เหนือหมู่พฤกษานานาพันธุ์ด้วยความเร็วดุจภูตพราย
“หลบเร็ว!!”
ทันใดนั้นนั้น เงาร่างขนาดใหญ่มหึมาปรากฏเบื้องหน้าของคนทั้งสอง ด้วยส่วนสูงเกือบพันจั้งกอปรกับร่างสีแดงฉานดุจเหล็กกล้าฉาบด้วยเพลิงแดงอันร้อนแรง ลำตัวขนาดใหญ่ของมันส่องประกายไปด้วยเปลวเพลิง อสูรร้ายใช้ดวงตาสีแดงจ้องมองไปยังผู้ล่วงล้ำ
หนึ่งในนั้น ก้าวเดินออกมาเบื้องหน้า ปรากฏร่างของเด็กหนุ่มอายุราวๆสิบสองปีสวมใส่ชุดคลุมขนสัตว์ ใบหน้างดงาม สีผิวเปล่งประกายดุจหยก หลังจากผ่านการฝึกฝนอย่างหนักมาตลอดเวลาเจ็ดปี บัดนี้หนิงเทียนมีอายุครบสิบสองปีเต็มแล้ว
“มันคือ อสรพิษเพลิง สัตว์อสูรลมปราณขั้น1 พลังของมันนั้นเทียบเท่าผู้ฝึกตนขั้น9ในดินแดนองครักษ์ ลูกแน่ใจรึว่าจะไม่หนี??” จูซ่งมองไปที่แผ่นหลังของหนิงเทียนด้วยรอยยิ้ม
“ท่านพ่อสี่ ลูกอยากจะลองสู้ดูขอรับ”
จูซ่งพยักหน้าตอบรับคำขอ “เช่นนั้นแล้วให้บิดาได้ชม กายาเทพอสูร ที่พี่สามสอนสั่งหน่อย หากมันไร้อานุภาพ พ่อสี่จะให้เ้าฝึกฝน กายามารทมิฬ แทน”
หนิงเทียนในวัยสิบสองปี พึ่งจะก้าวเข้าสู่ขั้นสี่ของดินแดนองครักษ์มาได้ไม่นาน ถึงเด็กหนุ่มจะมีทรัพยากรมากมายให้เลือกใช้ไม่ว่าจะเป็โอสถทิพย์ หินลมปราณ และแก่นชีวิตของสัตว์อสูรระดับสูง หากแต่ความเร็วในการบ่มเพาะของหนิงเทียนเทียบเป็ไปได้ยาก เท่ากับกับอัจฉริยะทั่วๆไปของพื้นที่ราบภาคกลางเท่านั้น มิได้มีความโดดเด่นเหนือคนอื่นแต่อย่างใด เป็เพราะผลพวงของการมีทะเลลมปราณที่กว้างใหญ่เกินคนทั่วไป อีกทั้งลมปราณที่สะสมเอาไว้ ยังถูกความร้อนแผดเผ่าเป็ไอ ยากแก่การรวบรวม ความกว้างใหญ่ของทะเลลมปราณแปรผันตามอายุและการบ่มเพาะ บัดนี้หากเทียบกับคนทั่วไปแล้ว หนิงเทียนมีทะเลลมปราณที่กว้างกว่าถึงห้าเท่าหรืออาจจะหกเท่าด้วยซ้ำ
“เข้ามา เ้างูน้อย” น้ำเสียงของหนิงเทียนเต็มไปด้วยความซุกซนและตื่นเต้น
ทว่าคำพูดของหนิงเทียนได้จุดประกายไฟแห่งความโกรธของอสรพิษเพลิง เปลวไฟที่ปลายหางของมันลุกโชนสุกสว่าง อุณหภูมิรอบตัวเพิ่มสูง จากนั้นมันฟาดหางจู่โจมมนุษย์ ตัวจ่อยตรงหน้าหมายจะขยี้ให้แหลกเละในพริบตา
ผู้ที่มีความสามารถในดินแดนองครักษ์ขั้น4 จะต้องต่อสู้กับสัตว์อสูรลมปราณระดับ1นั้น ในสายตาของคนทั่วไปไม่ต่างอะไรกับการเรียกร้องหาความตายให้แก่ตนหากแต่ ่เวลาเจ็ดปีที่ผ่านมา หนิงเทียนสามารถทำความเข้าใจในภาพพยัคฆ์ทมิฬกลืนจันทราได้ถึง8ใน10ส่วนแล้ว ทำให้การต่อสู้ข้ามขั้นที่เป็เสมือนกฏเกณฑ์ของผู้บ่มเพาะไม่เป็ที่กังวลในสายตาของเด็กหนุ่มเลยแม้แต่น้อย
ปังง!!! ด้วยพละกำลังอันมหาศาล ต้นไม้ใหญ่แตกหักกระจัดกระจายจากการโจมตีครั้งนี้ ทว่าร่างของมนุษย์ตรงหน้าเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย อสรพิษเพลิงกวาดสายตามองหา มันแผดเสียงร้องคำรามด้วยความโกรธ เมื่อไม่พบเจอเหยื่อของตนเอง
หนิงเทียนใช้ออกด้วยวิชาท่าเท้าอันดับหนึ่งของแผ่นดิน ก้าวิญญาท่องนภา เร่งความเร็วหลบการโจมตีของอสรพิษเพลิงได้อย่างง่ายดาย
ท่าเท้าก้าวิญญาของทูตมรณะ จูซ่งแบ่งออกเป็2ขั้น ขั้นแรกคือก้าวิญญาท่องนภา และเมื่อเข้าสู่จุดสูงสุด จะเปลี่ยนเป็ก้าวิญญาไร้เงา แม้แต่เงาก็ไร้ผู้พบเจอ
“ยอดเยี่ยม แบบนี้การเข้าถึงขั้นไร้เงาก็เป็เื่ของเวลาแล้ว” เมื่อมองไปยังทักษะของตัวเอง จูซ่งยกยิ้มด้วยสีหน้าตื่นเต้นยินดี
หนิงเทียนใช้ระยะเวลาเรียนรู้ ทักษะก้าวิญญาท่องนภา เพียงสามปีเท่านั้น แต่ก็บรรลุได้ถึงระดับเชี่ยวชาญ เรียกได้ว่าเกินความคาดหมายของมันไปมากแล้ว
ทุกพื้นฐานวิชา ไม่ว่าเป็ระดับใด บนพื้นที่ราบภาคกลางจะแบ่งความสำเร็จออกเป็3ขั้น ‘พื้นฐาน เชี่ยวชาญและหลอมรวม’ แต่ถึงกระนั้นยังมีความจริงอยู่หนึ่งข้อ ยิ่งทักษะระดับสูงมากเพียงใด ความสำเร็จในการฝึกจะยากมากขึ้นตามไปด้วย
ในเวลาเดียวกัน ร่างกายใหญ่โตของอสรพิษเพลิงไม่หยุดความบ้าคลั่ง มันพุ่งเข้าใส่หนิงเทียนราวกับขุนเขาสูงใหญ่ถาโถมเข้าหา อสรพิษผู้โกรธแค้น ม้วนร่างของมันอย่างฉับพลัน ทันใดนั้นหางขนาดใหญ่กระแทกใส่ร่างของหนิงเทียนด้วยพลังทำลายอันมหาศาล
เด็กหนุ่มเอนร่างไปด้านหลัง เท้าปักหลักบนพื้นอย่างมั่นคง ครั้งนี้มันไม่ได้ตั้งใจจะหลบหนี หนิงเทียนเกร็งลมปราณภายในร่างออกมาด้วยทักษะกายาเทพอสูร กระแสปราณเอ่อล้นสร้างภาพของชุดเกราะปกคลุมไปทั่วร่างกาย จากนั้นมันใช้ตัวปะทะเข้ากับหางของอสรพิษร้ายที่ฟาดลงมา
เสียงดังลั่น สนั่นไปทั่วบริเวณ ตูมมมม!!!!!!
แรงกระแทกส่งหนิงเทียนถอยหลังไปถึงสามก้าว หากแต่เกราะลมปราณของมันยังปราศจากริ้วรอยใดๆแม้เพียงเศษเสี้ยว
“เรี่ยวแรงของอสูรลมปราณขั้นที่1 ไม่สามารถสร้างาแให้กับผู้ฝึกตนในดินแดนองครักษ์ขั้นสี่ได้ เป็เพราะกายาเทพอสูรก็ฝึกถึงขั้นหลอมรวมแล้วเช่นกันสินะ!!!” อาการตกตะลึงปรากฏขึ้นบนใบหน้าของจูซ่ง
ด้วยความเร็วของท่าเท้าอย่างก้าวิญญาท่องนภาและความแข็งแกร่งทางกายจากกายาเทพอสูร ทำให้หนิงเทียนสามารถควบคุมสถานการณ์การต่อสู้เอาไว้ได้เกือบทั้งหมด หมัดขวาของมันพุ่งเข้าใส่ อสรพิษเพลิงอย่างรุนแรง ทุกๆครั้งที่หมัดของหนิงเทียนระดมชกไปที่ใด เสียงร้องครวญครางของอสรพิษเพลิงเต็มไปด้วยความเ็ปทุกครั้งไป
อสรพิษเพลิงขู่คำรามด้วยความโกรธ มันไม่คาดคิดเลยว่ามนุษย์ที่เห็นเป็เพียงเหยื่อกลับสามารถสร้างความเ็ปให้แก่มันได้มากมายถึงเพียงนี้ หากย้อนเวลากลับไปได้ มันจะไม่เลือกไล่ตามมนุษย์ผู้นี้อย่างแน่นอน
“อย่าโทษข้า เป็เพราะเ้าตามรังควานพวกเราก่อน” หนิงเทียนปลดปล่อยจิตสังหาร จากนั้นมันโคจรพลังปราณทั้งหมดเข้าไปในหมัด ลมปราณสีทองบริสุทธิ์พวยพุ่งออกมาปกคลุมร่างกายทุกสัดส่วน
“แขนอสูรแปลงปราณขั้น1 ชน!!!” บัดนี้นี้ลักษณะของหนิงเทียนคล้ายกับหวงหลงผู้เป็บิดาไม่ผิดเพี้ยน หมัดขวาตรงเคลื่อนที่ผ่านอากาศรวดเร็วดุจสายฟ้า ซัดเข้าใส่ร่างมหึมาของอสรพิษเพลิง
เปรี้ยงงง!!!!! เสียงลั่นของเส้นเอนบนกำปั้นปะทุออกมา ก่อนจะเกิดเป็แรงะเิขนาดใหญ่
ตูมมมมมมม....กึ่งกลางหน้าผากของอสรพิษเพลิงพลันปรากฏรูขนาดเท่ากำปั้น ร่างอันใหญ่โตกระตุกถี่ ดวงตาสีแดงพลันมืดดับไร้สัญญาณแห่งชีวิต
หนิงเทียนย่างกรายเข้าไปใกล้ร่างไร้ิญญาของอสรพิษเพลิง จากนั้นมันใช้สองมือฉีกร่างและควักแหล่งกำเนิดพลังของสัตว์อสูรออกมา
แก่นชีวิตของสัตว์อสูรระดับ1 แม้จะช่วยบ่มเพาะพลังให้กับหนิงเทียนได้ก็จริง แต่เมื่อเทียบกับทรัพยากรในตำหนักภูตทั้งห้าแล้ว แก่นชีวิตอสูรระดับ1 ไม่นับว่ามีค่าแต่อย่างใด ทว่าสำหรับหนิงเทียนแล้ว ถึงมันจะน้อยนิดก็้าจะดูดซับพลังให้กลายเป็ส่วนหนึ่งของทะเลลมปราณ เพราะนี้คือปณิธานการให้เกียรติแก่ชีวิตของศัตรู
“ท่านพ่อสี่พวกเรากลับตำหนักภูตสังหารกันเถอะ”
“เอ่อ.... อื้ม พวกเรากลับกันเถอะ” น้ำเสียงของบุตรชายปลุกให้มันตื่นจากภวังค์
ในแดน์หวงตี้หรือทั่วพื้นที่ราบภาคกลาง แม้การต่อสู้ข้ามขั้นระหว่างมนุษย์และสัตว์อสูรจะยังมีความเป็ไปได้ เพราะมนุษย์เป็สัตว์ที่มีสติปัญญาสามารถที่จะฝึกทักษะต่อสู้ไปพร้อมกับทักษะบ่มเพาะได้ แตกต่างจากสัตว์อสูรที่ใช้เพียงพลังกำลังทางกายอย่างเดียว แต่ถึงอย่างนั้นการที่มนุษย์มีระดับบ่มเพาะต่ำกว่า จะสามารถใช้มือเปล่าฉีกกระชากร่างกายอันแข็งแกร่งของสัตว์อสูรได้เช่นนี้ ไม่คล้ายจะเกิดขึ้นให้เห็นบ่อยนัก
ตะวันตกดิน บนโต๊ะอาหารกลางห้องโถงกลางของตำหนักภูตกระบี่
บุคคลทั้งหกกำลังนั่งร่ำสุราทานอาหาโดยมีพ่อบ้านมู่คอยรับใช้อยู่ไม่ห่าง
“น้องรอง วิชาหลอมโอสถของเทียนเอ๋อก้าวหน้าถึงไหนแล้ว??” พี่ใหญ่ของพวกมันวางจอกลงและกล่าวขึ้น
“พี่ใหญ่ เวลานี้เทียนเอ๋อสำเร็จขั้นที่10ของผู้ปรุงโอสถระดับโลก คาดว่าอีกไม่เกิน1ปี เขาจะกลายเป็จ้าวโอสถปฐีอย่างแน่นอน”
ได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของทุกๆคนฉายแววตกตะลึงขึ้นมาทันที
แคก แค่กๆ แม้แต่จูซ่งที่กำลังยกสุราเข้าปากถึงกับต้องสำลักออกมาทันที ไม่กี่ชั่วยามก่อนมันพึ่งเห็นความร้ายกาจของบุตรชายด้วยตา มาตอนนี้สองหูได้ยินถึงความสามารถด้านโอสถ
หวงหลงกระแทกไหสุราลงกับโต๊ะเสียงดัง “พี่รองท่านกล่าวเกินไปหรือไม่? เทียนเอ๋อพึ่งจะเรียนวิชาปรุงโอสถได้เพียง7ปีไม่ใช่หรือ??” มันกล่าวย้ำคำว่าเจ็ดปีเสียงดัง ในใจไม่คิดเชื่อ จะเป็ไปได้อย่างไรภายในเวลาเพียง7ปี จะสามารถสำเร็จ10ขั้นโลกได้ เห็นๆกันอยู่ว่าพี่รองของมันกำลังปั้นน้ำเป็ตัว ข่มพี่น้องคนอื่นว่าตนเองสั่งสอนบุตรชายได้ก้าวหน้ากว่าใคร
โลกของการปรุงโอสถแบ่งแยกจากโลกแห่งการบ่มเพาะอย่างสิ้นเชิง ทั้งสองสิ่งไม่อาจใช้พื้นฐานเดียวกันได้ ผู้ฝึกทั้งสองจำต้องแบ่งความรู้และความสามารถในระดับที่เท่าเทียมกัน ระดับของผู้ปรุงโอสถแบ่งออกเป็10ขั้นโลก 3ขั้นปฐี 3ขั้น์ เมื่อสามารถสำเร็จ10ขั้นโลก ผู้คนทั่วหล้าจะกล่าวขานพวกมันเป็ จ้าวโอสถ สำเร็จสามขั้นปฐีจะถูกเรียกแทนด้วยนามของเซียนโอสถและบรรลุสามขั้น์ คู่ควรแก่คำว่าเทพโอสถ
“ท่านพ่อสาม ลูกอยู่ในขั้นที่10ของระดับโลกแล้วจริงๆขอรับ” หนิงเทียนกล่าวออก ขณะที่สายตาสองข้างจับจ้องไปยังเหยือกสุราราวกับเป็สิ่งที่มัน้ามาตลอด
“.......” วาจาของบุตรชาย ทำให้หวงหลงไร้ซึ่งคำพูดใดๆจำต้องยอมรับในสิ่งที่พี่รองของมันกล่าว ภายในใจถึงกับต้องอุทานออก ‘น่ากลัว น่ากลัว เทียนเอ๋อเ้าเป็บุตรของปีศาจอย่างแท้จริง’
หากแต่เทียนไห่ชางเยว่ไม่ได้ใเลยแม้แต่น้อย ทุกครั้งที่หนิงเทียนเลื่อนระดับการปรุงยา บุตรชายมักจะมาคุยโวกับนางอยู่ตลอด จากนั้นนางได้กล่าวออกถึงความกังวลที่อยู่ในใจ “พี่รอง ว่าแต่ท่านสอนเทียนเอ๋อ ปรุงแต่เพียงโอสถพิษใช่หรือไม่??”
ได้ยินเช่นนั้น เกาฉางกงและหนิงเทียนจ้องหน้ากันอย่างไร้คำพูด “….....”
จากนั้นฉางกงยิ้มแห้งๆ “น้องห้า แม้ข้าจะถูกเรียกหาเป็ ราชันหมื่นพิษ แต่ในเื่ของโอสถทิพย์รักษาชีวิตข้าก็ไม่เคยเป็รองใคร แน่นอนข้าย่อมสอนบุตรชายของข้า ปรุงทั้งโอสถทิพย์ด้วยเหมือนกัน” หากแต่คำว่าโอสถทิพย์ที่ออกจากปากแ่เบาไม่เต็มเสียง
เกาฉางกงมักกล่าวอยู่เสมอโอสถพิษหากใช้ถูกวิธีก็จะกลายเป็โอสถทิพย์ดังนั้นวิถีแห่งการรักษาเป็เพียงหนึ่งในสิบจากความรู้ที่มันสอนไป ส่วนใหญ่แล้วจะเน้นหนักที่โอสถคร่าชีวิตและโอสถที่ใช้ทรมานชีวิต
“อายุเพียงแค่สิบสองสามารถไปถึงระดับเ้าโอสถได้ ข้าว่าอีกไม่เกินหนึ่งร้อยปี เทียนเอ๋อจะต้องเหนือชั้นกว่าพี่รองอย่างแน่นอน” สีหน้าของจูซ่งเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจในตัวบุตรชาย
“ถูกแล้วน้องสี่ ข้าคิดว่าหนึ่งร้อยปีข้างหน้า ชื่อเสียงของราชันหมื่นพิษจะต้องส่งต่อให้เทียนเอ๋อเป็ผู้รับไว้อย่างแน่นอน ฮะฮาฮ่าๆ” เกาฉางกงหัวเราะอย่างมีความสุข เสียงหัวเราะของมันนั้นยิ่งฟังดูยิ่งน่าชัง
“ท่านกล่าวเช่นนี้ไม่ถูก เทียนเอ๋อจะรับ่ต่อ ฉายา ‘ทูตมรณะ’ ของข้าต่างหาก” จูซ่งรีบกล่าวแย้งด้วยรอยยิ้มเชือดเฉือน
ปังงงงง!!! หวงหลงทุบโต๊ะเสียงดัง “ต้องเรียกว่า ‘อสูรคลั่ง’ สิถึงจะถูกที่สุด” ทั้งสามคนจ้องตา มองเขม่นและเริ่มที่จะถกเถียงกันต่อ
เทียนไห่ชางเยว่ส่ายหน้าให้กับการกระทำของพี่ๆทั้งสาม นางยิ้มพลางตักอาหารให้หนิงเทียนอย่างอ่อนโยน แต่ไม่วายที่จะกระซิบข้างๆหูของหนิงเทียนอย่าแ่เบา “ฉายา บุตรชายของธิดาโลหิตเหมาะสมที่สุดต่างหาก”
“พวกเ้าทั้งสามหยุดได้แล้ว” พี่ใหญ่ของพวกมันรีบกล่าวห้าม ก่อนจะถามถึงความก้าวหน้าของบุตรชายต่อไป “น้องสามวิชากายาเทพอสูรของเทียนเอ๋อฝึกถึงขั้นไหนแล้ว?”
“เวลานี้เทียนเอ๋อฝึกถึงขั้นเชี่ยวชาญแล้ว สามารถใช้พลังแขนอสูรแปลงปราณขั้นที่1ได้ตามใจนึก และด้วยความเร็วระดับนี้คาดว่าไม่เกินห้าสิบปี เทียนเอ๋อจะสำเร็จแขนอสูรแปลงปราณทั้ง4ขั้นได้ เป็อย่างไร?? ลูกของข้า หวงหลงเป็อัจฉริยะที่แม้แต่บุตรของเทพบน์ยังต้องอายใช่หรือไม่?? ฮาฮ่าๆ” เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขดังท่ามกลางโต๊ะอาหาร
“น้องสี่แล้วทางเ้าคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว?”
“เก้าิญญาท่องนภาของเทียนเอ๋อ แม้เรียนรู้เพียงสามปีแต่ก็เข้าใกล้ขั้นไร้เงามากแล้ว ตัวข้าในวัยเยาว์ยังต้องอายเมื่อเทียบกับเทียนเอ๋อในตอนนี้” จูซ่งรายงานความสำเร็จในการฝึกให้พี่ใหญ่ของมันได้ฟัง
“วิเศษสุด บัดนี้เทียนเอ๋อพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ ถึงเวลาที่จะฝึกสุดยอดวิชาของข้าบ้างแล้ว” บุรุษชุดขาวกล่าวด้วยน้ำเสียงแห่งความปิติยินดี มันคิดมาตลอดว่าเพลงกระบี่คงจะต้องสาบสูญไปพร้อมกับชีวิตของมัน แต่บัดนี้์ได้ประทาน บุตรชายผู้สืบทอดเจตนารมณ์ให้แก่มันแล้ว
“เทียนเอ๋อ ต่อไปนี้เ้าจงย้ายมาอยู่ในตำหนักภูตกระบี่ บิดาใหญ่จะสั่งสอนเพลงกระบี่อันเป็สุดยอดวิชาให้แก่เ้า”
เมื่อได้ยินคำว่ากระบี่ภายในใจของหนิงเทียนหวนคิดถึงเื่ราวในชีวิตก่อน ครั้งนั้นเพลงดาบของมันเป็หนึ่งไม่เป็สอง หากแต่ชีวิตนี้มีโอกาสได้จับกระบี่ก็ต้องทำให้ดีดังเดิม เด็กหนุ่มคิดไปชั่วขณะก่อนจะตอบบิดาใหญ่เต็มเสียง “ขอรับท่านพ่อใหญ่”
เมื่อกล่าวเสร็จทั้งหกดื่มกินอาหารบนโต๊ะอย่างมีเอร็ดอร่อย จนกระทั่งเวลาล่วงพ้นกลางดึกของคืนนั้น เช้าวันถัดมาบริเวณลานสรรพยุทธของตำหนักภูตกระบี่ ร่างของหนึ่งบิดาหนึ่งบุตร กำลังยืนอยู่ใจกลางลานกว้าง
เป็วันแรกที่หนิงเทียนย้ายจากตำหนักภูตสังหารของบิดาสี่มาที่ตำหนักภูตกระบี่ หนิงเทียนมองไปยังใบหน้าของบิดาใหญ่ เวลานี้ไม่มีความอ่อนโยนหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย น้ำเสียงเคร่งขรึมดังออก
“เทียนเอ๋อ บิดาใหญ่จะเริ่มสอนสุดยอดทักษะที่สร้างชื่อให้แก่บิดา เดิมทีบิดามีนามว่า ‘ซุนเอิน’ ผู้คนต่างขนานนามบิดาเป็ ‘เทพกระบี่’ แต่นั้นไม่ใช่สิ่งที่บิดาภูมิใจกับมันแม้แต่น้อย”
นี้เป็ครั้งแรกที่หนิงเทียนได้ฟังเื่ราวในอดีตของบิดาใหญ่ เด็กหนุ่มรับฟังอย่างตั้งใจ
“ในอดีตก่อนที่บิดาใหญ่จะได้สาบานเป็พี่น้องกับบิดามารดาทั้งสี่ของเ้า”
มันหยุดกล่าวไปชั่วครู่คล้ายว่ากำลังระลึกเื่ราวบางอย่างก่อนที่จะกล่าวต่อ
“บิดาใหญ่หลงไหลในการใช้กระบี่เป็อย่างมาก บิดาเปรียบกระบี่เป็ดั่งครอบครัว เพื่อแสวงหาความแข็งแกร่งแล้วกระบี่ของบิดานั้นเปื้อนไปด้วยเืของผู้บริสุทธิ์มากมาย เพียงแค่ผู้ฝึกตนคนใดยึดถือกระบี่เป็ศัสตราประจำตัว บิดาก็จะไปท้าสู้เพื่อแย่งความเป็หนึ่ง สู้หนึ่งครั้งสังหารหนึ่งชีวิต ่เวลาที่บิดาท่องเที่ยวอยู่ในพื้นที่ราบภาคกลาง กระบี่ถือว่าเป็ศัสตราวุธที่สูญหาย ไม่มีผู้ใดกล้ายึดใช้มันเป็ศาสตราวุธคู่กาย ผู้คนจึงขนานนามให้แก่บิดาด้วยความหวาดกลัวว่า ‘เทพ’ตามด้วยกระบี่ที่เป็ศาสตราวุธต้องห้ามใน่เวลานั้น หากแต่บิดาใหญ่ไม่เคยภาคภูมิใจในสมญาเ่าั้แม้แต่น้อย
“ในแดน์หวงตี้แห่งนี้ มีผู้แข็งแกร่งมากมายต่างอวดอ้างตนเป็ดั่งเทพเซียน แต่บิดาไม่เคยเชื่อเลยว่าดินแดนแห่งนี้จะมีเทพอยู่จริง นับั้แ่อดีตไม่มีมนุษย์คนใดอยู่เป็ะ ไม่มีผู้ใดมีค่าพอที่จะอวดอ้างตนเสมือนเทพ บิดาจึงใช้เวลาทั้งชีวิต สร้างทักษะกระบี่ชุดหนึ่งขึ้นมา และตั้งชื่อมันว่า เพลงกระบี่สังหารเทพ ประกอบไปด้วยกระบวนท่าสังหารเทพทั้งหมด13กระบวน” กล่าวถึงตรงนี้ซุนเอินหักกิ่งไม้ก้านเล็กมาถือไว้
หนิงเทียนมองด้วยตาเปล่าก็สามารถบอกได้เลยว่า กิ่งไม้นั้นเพียงประสบแรงลมก็พอที่จะทำให้กิ่งไม้หักลงได้แล้ว
“กระบี่ใช้ออกด้วยร่างกาย แต่จิตใจเป็ผู้ควบคุมร ยิ่งกายของเ้าแข็งแกร่ง จิตใจยิ่งต้องแข็งแกร่งมากกว่า ถึงจะสามารถเรียนรู้เพลงกระบี่สังหารเทพได้ครบทุกกระบวน เวลานี้เทียนเอ๋อสามารถเรียนรู้ได้เพียง2กระบวนท่า เริ่มจากกระบวนท่าที่หนึ่ง ชื่อของมันคือ ‘เงากระบี่ใต้อักษร’ เงาคือสิ่งที่ไม่สามารถััได้ แต่มันมีตัวตนอยู่เสมอ กระบวนท่านี้ก็เช่นกัน เวลาที่ศัตรูสามารถััได้ คือวาระสุดท้ายที่เงากระบี่ตัดคอของพวกมันจงตั้งใจดูมันให้ดีๆ”
จากนั้นซุนเอินร่ายรำกระบี่อย่างเชื่องช้า มิใช้ออกด้วยลมปราณแต่อย่างใด ขณะที่ร่ายรำกระบวนท่า เมื่อกิ่งไม้ชี้ไปในทิศทางใด พลันปรากฏรอยตัดขนาดใหญ่ขึ้นทันตาเห็น
หนิงเทียนมองไปที่บิดาใหญ่ด้วยแววตาตกตะลึงก่อนจะเปลี่ยนเป็สายตาชื่นชม “แค่เพียงกระบวนท่ากลับมีพลังทำลายในระดับนี้ ใน่ชีวิตก่อน เคยคิดว่าตนเองเป็ผู้เชี่ยวชาญในด้านเพลงดาบ แต่กลับไม่สามารถเทียบได้ถึงเศษเสี้ยวของกระบวนท่าที่บิดาใหญ่ร่ายรำเลยแม้แต่น้อย’
หนิงเทียนตั้งใจเรียนรู้ ดวงตาจับจ้องกระบวนท่าอย่างเคร่งครัด เด็กหนุ่มมิกล้าที่จะกระพริบตา ราวกับว่ามันไม่้าพลาด่เวลาใดๆของการร่ายรำครั้งนี้
เมื่อบิดาใหญ่ร่ายรำจบกระบวน ได้มองไปยังบุตรชาย พร้อมทั้งกล่าวต่อ “เพลงกระบี่เองก็แบ่งความสำเร็จออกเป็สามระดับ ขั้นพื้นฐาน ขั้นเชี่ยวชาญ และขั้นหลอมรวม ไม่ต่างจากทักษะอื่นๆ เ้าจะต้องฝึกตวัดดาบจนกว่าจะถึงขั้นหลอมรวม จึงจะเริ่มฝึกการใช้ลมปราณควบคู่กับกระบวนท่าได้ มิเช่นนั้นผลสะท้อนของกระบวนท่าจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเ้า จงจำไว้ให้ดี ถึงเพลงกระบี่จะลึกล้ำซับซ้อนเพียงใด แต่ทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับพื้นฐานร่างกายและจิตใจ ห้ามละเลยฝึกฝนพื้นฐานเป็อันขาด”
หนิงเทียนผงกศีรษะอย่างตั้งใจ เคล็ดวิชากายาและวิชาตัวเบาจะช่วยดึงความแข็งแกร่งของกระบวนท่าต่อสู้ แต่ในทางกลับกัน ถ้าร่างกายไม่แข็งแกร่งพอ จะส่งผลสะท้อนที่ร้ายแรงกลับคืนผู้ใช้ ด้วยเหตุนี้บิดาใหญ่และมารดาห้าจึงมิได้สอนทักษะต่อสู้ใดๆ ปล่อยให้่เวลาเจ็ดปีที่ผ่านมา เป็หน้าที่ของบิดาสามและบิดาสี่ในการปรับพื้นฐานทางกาย
“ลูกเข้าใจดีถึงความห่วงใยของพ่อใหญ่และแม่ห้า” หนิงเทียนซาบซึ้งจากส่วนลึกของจิตใจเขา ในชีวิตที่แล้วหนิงเทียนเป็เด็กกำพร้าที่ถูกเลี้ยงดูจากคนในตระกูลซือหม่า
น้อยครั้งที่จะได้ััความรักระหว่างบิดาและบุตรเช่นนี้
ซุนเอินยิ้มรับ จากนั้นได้ส่งแหวนมิติสีทองให้แก่บุตรชาย หนิงเทียนจ้องมองของสิ่งนั้นและกล่าว “นี้คือแหวนอุปกรณ์มิติ”
มันเคยอ่านถึงวิธีสร้างแหวนมิติ จากห้องหนังสือของบิดาสี่ ในแดน์ แหวนมิติถูกสร้างโดยผู้ฝึกตนที่หลอมรวมธาตุมิติเป็หลัก โดยปราณมิติธาตุ เป็หนึ่งในธาตุที่หาได้ยากยิ่งในตัวของผู้บ่มเพาะ ทำให้ราคาแหวนอุปกรณ์มิติจึงมีราคาสูงมาก
ระดับของแหวนมิติแบ่งแยกตามระดับลมปราณของผู้สร้าง ยิ่งเป็แหวนมิติระดับสูงยิ่งสามารถป้องกันการรั่วไหลของลมปราณได้เป็อย่างดี
ซุนเอินมองไปที่แหวนมิติสีทองและกล่าว “แหวนมิตินี้เก็บซ่อนกระบี่ที่ชื่อว่า พิรุณโปรย ฝักกระบี่ถูกสร้างขึ้นจากชิ้นส่วนของอุกกาบาตดำ ตัวกระบี่ถูกตีขึ้นจากกระดูกสันหลังของั หลอมรวมกับแก่นชีวิตของอสูร์ัวารี เมื่อสร้างเสร็จพ่อใหญ่นำมันไปฝังอยู่ใต้วังจ้าวสมุทรเพื่อดูดซับความหนาวเย็นจากก้นบึ้งของทะเล กระบี่พิรุณโปรยเป็ศัตราชิ้นที่เจ็ดที่พ่อใหญ่สร้างขึ้นด้วยสองมือ ลองเรียกชื่อของมันดู”
“กระบี่พิรุณโปรย” หนิงเทียนเอ่ยออกตามคำบอกเล่าของบิดา จากนั้นได้วาดมือหนึ่งครั้งปรากฎกระบี่สีเงินมีความยาวประมาณหนึ่ง่ตัว ด้ามกระบี่ประดับประดาไปด้วยลวดลายสีครามสลับกันเป็แนวยาวคล้ายัวารีกำลังแหวกว่ายใต้มหาสมุทร ปลายดาบถูกห่อหุ้มด้วยฝักกระบี่สีดำทะมึนดุดัน
โฮกกกกกก!!!! เสียงคำรามดังก้องอยู่ในโสดประสาทของหนิงเทียน ไอความเย็นแล่นเข้าสู่ทะเลลมปราณของมันอย่างรวดเร็ว
หนิงเทียนไม่แน่ใจว่ามันได้ยินจริงๆหรือเป็เพียงอาการหูแว่ว “ท่านพ่อใหญ่ นี้มัน???”
“ลูกััถึงมันได้แล้วงั้นรึ??” หว่างคิ้วของซุนเอินเลิกขึ้นสูง
“หรือว่ากระบี่นี้มีจิติญญาเป็ของตัวเอง??” หนิงเทียนถามออกเพื่อความแน่ใจ
“ถูกต้องแล้ว กระบี่นี้มีจิติญญาของัวารี อสูรระดับ์ แต่เมื่อนำมันมาหลอมรวมเป็กระบี่ พลังของจิติญญาจึงได้ถือกำเนิดขึ้นใหม่ แม้เวลานี้มันจะเป็แค่ลูกัตัวเล็กๆ แต่จะสามารถพัฒนาไปในระดับที่สูงกว่านี้ได้”
“อสูร์!! ัวารี!!” หนิงเทียนย้ำคำพูดด้วยสีหน้าตกตะลึง อสูร์เป็อสูรที่มีอยู่แต่ในตำนานยากจะพบเจอตัวจริงได้ หากแต่บิดาใหญ่ของมันสามารถจับมาทำเป็กระบี่ราวกับว่าเป็เพียงสัตว์ป่าธรรมดาตัวหนึ่ง
“ท่านพ่อใหญ่กระบี่พิรุณโปรยจัดเป็ศาสตราวุธระดับใด??”
“อาวุธจิติญญา แต่เวลานี้ความแข็งแกร่งของมันเพียงเทียบได้กับอาวุธลมปราณระดับปราชญ์เท่านั้น”
“อาวุธจิติญญา?? อาวุธลมปราณ??” แม้หนิงเทียนจะอ่านตำราเกี่ยวกับศัสตราวุธอยู่บ้าง แต่ความรู้ด้านนี้นับว่ายังมีไม่มาก
ซุนเอินจึงได้อธิบาย “อาวุธลมปราณทั่วไป แม้จะมีพลังมาก แต่พวกมันก็เป็เพียงเศษเหล็กที่รอวันแหลกสลาย ไม่มีความสามารถที่จะพัฒนาระดับของตัวเอง แตกต่างจากอาวุธจิติญญาที่พัฒนาความแข็งแกร่งของตัวเองอยู่เสมอ”
หนิงเทียนกระชับกระบี่พิรุณโปรยในมือ ความรู้สึกมันช่างคล้ายกับการจับดาบ
ในชีวิตก่อนราวกับว่าสามารถเข่นฆ่าอริราชศัตรูที่ขวางหน้าตราบเท่าที่มีมันอยู่ในมือ เด็กหนุ่มมองไปยังลายสลักรูปัวารีที่ด้ามกระบี่ พร้อมกับพึมพำด้วยเสียงแ่เบา “เพื่อน”
เหมือนดั่งปาฎิหาริย์ กระบี่พิรุณโปรยรับรู้ถึงเจตนาของผู้เป็นายคนใหม่ ความหนาวเย็นเอ่อล้นออกมาราวกับว่ามันได้ตอบรับคำพูดของหนิงเทียน
“ฮาฮาฮ่าๆ” ซุนเอินะเิเสียงหัวเราะอย่างมีความสุข “เทียนเอ๋อ เ้าทำให้พ่อใหญ่เปิดหูเปิดตาแล้ว เพียงแค่ััแรกถึงกับสามารถทำให้กระบี่พิรุณโปรยยอมรับในตัวเ้าได้ ไหนลองร่ายรำกระบวนท่า เงากระบี่ใต้อักษร ที่ได้เห็นไปเมื่อครู่ให้พ่อใหญ่ได้ชม จำเอาไว้เพียงแค่แสดงกระบวนท่าเท่านั้น อย่าได้โคจรลมปราณใดๆออกมา”
ถึงแม้ว่ากระบี่และดาบจะมีความต่างกันอยู่บ้าง แต่ทั้งสองล้วนอยู่ภายใต้พื้นฐานเดียวกันจึงไม่ใช่เื่ยากที่หนิงเทียนจะควบคุม
ชีวิตก่อนบนสนามรบ หนิงเทียนใช้เพลงดาบเข่นฆ่าศัตรูมาไม่ต่ำกว่าล้านชีวิตเป็ประหนึ่งเพื่อนคู่กายไม่ห่างตัว เด็กหนุ่มร่ายรำปลดปล่อยกระบวนท่า ราวกับว่ากระบี่ในมือเป็ดั่งส่วนหนึ่งของร่างกาย หนึ่งการฟาดฟันปรากฏร่องรอยขนาดใหญ่
ความประหลาดใจบังเกิดอีกครั้งปรากฏบนใบหน้าของซุนเอิน มันซึ่งเป็ผู้ผ่านโลกมานับหมื่นปี พบเห็นอัจฉริยะมาก็มาก แต่กลับมิเคยเห็นผู้ใดที่ัักระบี่ครั้งแรกก็สามารถบรรลุได้ถึงขั้นหลอมรวม “เทียนเอ๋อ เ้าเคยใช้กระบี่มาก่อนหรือไม่??” คำถามที่รู้คำตอบอยู่แก่ใจถูกกล่าวออกมาอย่างลืมตัว บุตรชายอยู่ในสายตาของมันมาตลอด จะเคยฝึกกระบี่หรือไม่ ตัวมันรู้ดีกว่าใคร
ได้ยินเช่นนั้น หนิงเทียนแย้มยิ้มออกมา มันเองก็ไม่รู้ว่าจะตอบบิดาใหญ่อย่างไร หากเล่าไปว่ามันเคยฝึกฝนั้แ่่ชีวิตก่อน มิต้องกลายเป็คนสติเลอะเลือนในสายตาของบิดางั้นรึ?? และเพื่อขจัดปัญหาที่จะตามมา เด็กหนุ่มจึงตัดสินใจตอบไปว่า
“ท่านพ่อใหญ่ ข้าเพียงรู้สึกว่าคุ้นเคยกับมันมาบ้างก็เท่านั้นเอง”
“วิเศษ วิเศษ พร์เก้าแก่นแท้ช่างน่ากลัวยิ่งนัก เมื่อมีพร์สูงล้ำ หากสามารถใช้กระบี่ถึงขั้นหลอมรวมได้แล้ว นับจากนี้เ้าสามารถฝึกฝนกระบวนท่า
‘เงากระบี่ใต้อักษร’ผสมผสานกับลมปราณในร่างกายเพื่อเพิ่มอานุภาพการทำลายให้แก่มัน ถึงแม้แขนของเ้าจะเ็ปปานใด ก็ต้องอดทนและห้ามหยุดฝึกจนกว่าจะสำเร็จกระบวนท่าแรก”
“ลูกจะไม่ทำให้ท่านพ่อใหญ่ผิดหวัง” หนิงเทียนกระฉับกระบี่และเริ่มร่ายอย่างต่อเนื่อง ทุกๆวันเช้าจรดเย็นมันจะร่ายรำกระบี่ด้วยท่วงท่าเดิมซ้ำๆ ไม่ว่าฝนจะตกหรือแดดจะร้อนเพียงใด หนิงเทียนไม่เคยหยุดฝึกกระบี่แม้แต่วันเดียว
.....
.....
สามปีผ่านไป
ภายในถ้ำแห่งหนึ่งในป่านรกดำ หนิงเทียนนั่งขัดสมาธิ ปลดปล่อยลมปราณสีทอง
ลอยล่องท่ามกลางความมืดมิด จากเด็กหนุ่มเมื่อวันวานมีอายุครบ15ปีแล้ว รูปร่างและลักษณะเริ่มเปลี่ยนแปลงตามอายุ ใบหน้าของหนิงเทียนปรากฏความหล่อเหลาชัดแจ้ง ลำตัวอัดแน่นด้วยมัดกล้ามเรียงสวย รูปร่างสูงผิวขาวดุจหยก หนิงเทียนสวมชุดคลุมหนังสัตว์ หากแต่บนเสื้อผ้าเต็มไปด้วยคาบเืของสัตว์อสูรที่แห้งกรัง
ไม่นานนักหนิงเทียนก็ได้ปิดตาขึ้นพร้อมกับคำถามที่อยู่ในหัว ‘เหตุใดข้าถึงไม่สามารถมองเห็นภาพที่2ได้กันนะ’
แม้ว่าหนิงเทียนจะสามารถทำความเข้าใจในรูปภาพพยัคฆ์ทมิฬกลืนจันทราได้ครบสิบส่วนแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถเปิดทางสู่ภาพที่สองได้ มันทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกหงุดหงิดอยู่ในใจไม่น้อย
หากแต่ความสำเร็จครั้งนี้ ถ้าจักรพรรดิหวงตี้ได้เห็นด้วยสองตาจะต้องไม่เชื่อแน่ ว่าภาพที่หนึ่งในม้วนภาพเทพยุทธ์จะมีผู้ใดฝึกสำเร็จได้ในระยะเวลาเพียงสามปี
“หรือเป็เพราะ พลังบ่มเพาะของข้ายังไม่เพียงพอ ช่างเถอะไว้ค่อยหาวิธีเอาใหม่ก็แล้วกัน” หนิงเทียนขับไล่ความคิดเกี่ยวกับภาพที่2ออกไป ก่อนจะมองไปยังผนังถ้ำที่มีรอยขีดขนาดเล็กหลายร้อยขีด
“ข้าอยู่ที่นี้มาหกเดือนแล้วหรือนี่?? ซวยแล้ว หากกลับไปตอนนี้ไม่พ้นถูกท่านพ่อท่านแม่ทำโทษเป็แน่” แค่หนิงเทียนคิดถึงการลงโทษ รอยยิ้มแห้งๆก็ปรากฏบนสีหน้าโดยไม่สามารถปั้นหน้าได้ถูก
หกเดือนที่ผ่านมา หนิงเทียนมิได้กลับไปยังตำหนักภูตแม้แต่ก้าวเดียว มันใช้ชีวิตอยู่ในป่านรกดำ เพื่อฝึกฝนและต่อสู้ จนในที่สุดจากระดับองครักษ์ขั้นหกก็ได้เลื่อนมาอยู่บนจุดสูงสุดของดินแดนองครักษ์ขั้นเจ็ดได้สำเร็จ หากไม่เป็เพราะทะเลลมปราณของมันขยายขนาดมากกว่าคนปกติหลายสิบเท่าแล้วละก็ หนิงเทียนคงบรรลุปราชญ์ เข้าสู่วีรชนหรือบางทีอาจถึงขั้นเทพาไปแล้ว แต่ด้วยทะเลลมปราณที่แปลกประหลาดทำให้ความเร็วในการบ่มเพาะของมันไม่ได้แตกต่างจากอัจฉริยะในตระกูลใหญ่ของพื้นที่ราบภาคกลางมากเท่าที่ควร
หนิงเทียนลุกยืนและก้าวเดินออกจากถ้ำ ในระหว่างที่เดินออกจากถ้ำ มันได้กล่าวออกกับความว่างเปล่า “พ่อบ้านมู่หกเดือนมานี่ ท่านตามติดข้าคล้ายเป็เงาประจำตัว ถึงตอนนี้ท่านได้พักแล้วละ”
“ถ้าเช่นนั้น เรามาเล่นกันสักครั้งดีหรือไม่?? หากจับข้าได้ ข้าจะยอมกลับไปกับท่านเดี๋ยวนี้ แต่ถ้าไม่..ให้เวลาข้าเที่ยวเล่นอีกหนึ่งวัน ส่วนท่านช่วยกลับไปรับหน้าท่านพ่อท่านแม่แทนข้าก่อน” สิ้นเสียงสุดท้ายของหนิงเทียน เขาตะวัดกระบี่พิรุณโปรยไปยัง้าของปากถ้ำ
ตูมมมม... ก้อนหินขนาดใหญ่นับสิบๆก้อนร่วงหล่นลงมาปิดปากถ้ำจนสนิท
ชายชราหลังค่อมแย้มยิ้มพลางสะบัดมือส่งกระแสปราณทำลายก้อนหินใหญ่จนกลายเป็ฝุ่นผง “นายน้อยท่านช่างซุกซนยิ่งนัก”
หนิงเทียนหดสายตามองไปที่ก้อนหินนับสิบที่ได้กลายเป็ฝุ่นอย่างขืนข่ม
“พ่อบ้านมู่กลิ่นอายเมื่อครู่ทรงพลังเป็อย่างมาก พลังฝึกตนของท่านอยู่ในระดับใดกันแน่??” กล่างจบเด็กหนุ่มโคจรลมปราณไปที่สองเท้าใช้ออกในท่วงท่า ก้าวิญญาท่องนภา
เพียงแค่หนึ่งลมหายใจหนิงเทียนได้หายไปจากมโนภาพของพ่อบ้านมู่อย่างรวดเร็ว
พ่อบ้านมู่ขมวดหว่างคิ้วเข้าหากัน “แย่ละสิ ก้าววิญาณท่องนภาของนายท่านสี่ ใช่จะตามกันได้ง่ายๆ”
ขณะที่กำลังพุ่งร่างตามติดนายน้อยของมันไป ประสาทรับรู้พลันสูดกลิ่นหอมจางๆเข้าไปในร่าง “แย่แล้ว พิษสิบแปดฝัน!!! นายน้อยท่านเล่นแรงจริงๆ” เมื่อรู้ว่าตนเองถูกพิษมู่เฉิงหยุดเท้า พร้อมกับโคจรลมปราณขับไล่พิษออกจากร่าง
พิษสิบแปดฝัน เป็พิษที่หนิงเทียนใช้ออกได้คล่องมือมากที่สุด อีกทั้งพิษนี้ยังอยู่ในระดับจ้าวโอสถปฐี แม้ไม่มีอันตรายถึงชีวิต แต่ถ้าโดนเข้าไปและไม่สามารถขับออกได้ทันละก็ จะต้องหลับไปถึงสิบแปดวันสิบแปดคืน
เห็นเช่นนั้นหนิงเทียนทะยานร่างไปบนท้องนภาด้วยรอยยิ้ม “มู่เฉิง ถึงเ้าจะมีลมปราณที่สูงกว่าข้า แต่หาก้าชำระพิษสิบแปดฝัน ยังคงต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งถึงสองชั่วยามกระมัง”
นิสัยของหนิงเทียนแตกต่างไปจากชีวิตที่แล้วของมันอย่างสิ้นเชิง ในชีวิตก่อน หนิงเทียนเป็คนเงียบครึมคงภาพลักษณ์ของแม่ทัพใหญ่ ทั้งชีวิตใช้ไปกับการอ่านพิชัยาและดูแลกองทัพ มันเข้าใจเพียงแค่การทำศึก แพ้หรือชนะเท่านั้น
ในอดีตมันเคยสังหารเฉลยศึกที่ยอมจำนน นับล้านชีวิตเพียงเพราะ้าประหยัดเสบียงและกุมชัยชนะไว้ในมือ บนแผ่นดินฉินมันถูกเรียกเป็ขุนพล์แต่หารู้ไม่ว่า ผู้คนภายนอกมองมันเป็ดั่งเช่นทรราชย์
แต่หลังจากหนิงเทียนได้มีโอกาสเกิดใหม่ในชีวิตที่สอง นิสัยของมันกลับเต็มไปด้วยความซุกซนและไม่แยแสต่อสิ่งใดๆ ราวกับว่าได้ปลดภาระที่แบกไว้บนบ่าออกไปจากตัว ดั่งคำกล่าวที่ว่า เมื่อไร้ซึ่งหน้าที่ มนุษย์จะแสดงสัญชาตญาณเดิมออกมาให้เห็น
ขณะที่หนิงเทียน ทะยานตัวอยู่บนต้นไม้ใหญ่ พื้นแผ่นดินรอบๆเกิดการสั่นะเือย่างรุนแรง การสั่นไหวเข้ามาใกล้ตำแหน่งของหนิงเทียนอย่างรวดเร็ว
มันรีบกวาดสายตามองไปรอบๆ และเห็นว่าห่างออกไปไม่ไกล วานรั์ที่มีความสูงราวๆสิบจั้ง วิ่งมาจากทางด้านหลังด้วยความเร็วสูงสุด
“ชิ!! ไอลิงบ้า จองล้างจองผลาญกันไม่หยุดสักที เมื่อคราวก่อนเล่นข้าจนเกือบตาย”
วานรั์ที่เห็น เป็สัตว์อสูรลมปราณขั้นที่2 อีกทั้งยังเป็เ้าผู้นำเ้าถิ่น ถูกเรียกขานด้วยชื่อของ พญาวานรภูผา
เวลานี้ในหัวของหนิงเทียนไม่มีความคิดอื่นใดเลย นอกจาก หนี แต่การที่จะหนีโดยไม่ได้ชำระหนี้เก่า คงจะไม่ใช่นิสัยของมันแต่อย่างใด มุมปากของเด็กหนุ่มฉีกยิ้มอย่างชั่วร้าย
การเผชิญหน้ากับอสูรลมปราณขั้นที่2 ไม่ต่างอะไรกับการเอากระต่ายไปสู้กับหมาป่า เนื่องจากอสูรลมปราณขั้นที่2 มีความแข็งแกร่งเทียบได้กับผู้ฝึกตนในดินแดนปราชญ์ขั้นที่9
หากแต่หนิงเทียนไม่มีความหวาดกลัว มันบิดตัวครึ่งรอบ เรียกกระบี่พิรุณโปรยออกมาและฟาดฟันออกไปข้างหน้าหลายสิบครั้ง เงากระบี่สิบสาย พุ่งเข้าใส่พญาวานรภูผาทันที
เมื่ออยู่ต่อหน้าระดับพลังที่แตกต่าง เงากระบี่ที่หนิงเทียนฟาดออกไป ทำได้เพียงสร้างรอยแดงเล็กๆให้แก่พญาวานรผู้นี้ ยิ่งฟาดฟันไปมากเท่าไร กลับมิได้สร้างรอยแผลให้แก่พญาวานร ซ้ำร้ายยิ่งทำให้มันเพิ่มพูนความเกรี้ยวกราดมากขึ้นไป
โฮ๊กกกกก!!!!! วานรั์คำรามด้วยโทสะของเดรัจฉาน สองมือของมันกระแทกลงไปที่อกของตัวเองซ้ำๆหลายสิบหลัง
“เ้าลิงโง่ เ้าโมโหหรือยังไง??” หนิงเทียนใช้น้ำเสียงล้อเลียนกล่าวออก ถึงหนิงเทียนจะทำอะไรพญาวานรตัวนี้ไม่ได้ แต่ด้วยก้าวิญญาท่องนภาที่มันมี การหลบหนีจากเ้าลิงตัวนี้ไปก็ไม่ใช่เื่ยากเย็นอันใด
พญาวานรภูผากู่ร้องด้วยความอัดอั้นในอก ถึงมันจะเป็าาในป่าแถบนี้ แต่กลับถูกเด็กมนุษย์ตัวจ้อยหยอกล้อเล่นหัว มันอ้าปากกว้างอย่างดุร้าย หมายจะกัดกินร่างกายตรงหน้าให้ขาดเป็ชิ้นๆ
“อยากกินข้า? ข้าจะให้เ้าได้กิน ฮะฮาฮ่าฮ่าๆ” กล่าวจบหนิงเทียนนำโอสถสีเขียวเข้มออกมาจากแหวนมิติ พร้อมกับพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็ว พลังลมปราณทั้งหมดรวมไปที่ปลายนิ้ว ใบหน้าของเด็กหนุ่มเผยรอยยิ้ม ปลายนิ้วดีดเม็ดโอสถออกไป ลำแสงสีเขียวพุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง “เอาไปกินซะ!!ไอ้ลิงโง่”
ม่านตาของพญาวานรภูผาขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว มันััได้ว่า โอสถเม็ดเล็กๆสามารภสร้างอันตรายให้แก่มัน แต่ก็สายไปเสียแล้ว โอสถสีเขียวได้แทรกซึมเข้าไปในร่างกายเป็ที่เรียบร้อย
โอสถสีเขียวไม่ใช่พิษร้ายแรงอันใด แต่มันคือ โอสถสิบแปดฝันที่พึ่งใช้จัดการกับพ่อบ้านมู่ไปเมื่อครู่
เมื่อพิษสิบแปดฝันกระจายไปทั่วร่าง พญาวานรภูผาล้มลงกับพื้นทันที
ตูมมมม.....เสียงร่างกายอันใหญ่ั์กระทบกับพื้นดิน พร้อมกับเสียงหายใจดังก้องไปทั่วผืนป่า
“หลับให้สบายนะเ้าลิงโง่” หนิงเทียนทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว เด็กหนุ่มตะบึงเท้าบนผิวทะเลสาบ พลางส่งเสียงหัวเราะร่าด้วยความพอใจ
สองเท้าเหาะเหินไปตามยอดไม้ เข้าสู่ยอดเขาเล็กๆลูกหนึ่ง เด็กหนุ่มร้องะโตลอดทาง “เ้าลิงโง่ เ้าลิงโง่ สาสมใจยิ่งนัก เ้าลิงโง่ ฮาฮ่าฮ่าๆ”
หนิงเทียนได้แก้แค้นพญาวานรภูผาที่อัดมันเกือบตายเมื่อหกเดือนก่อนได้แล้ว
และยังมีความสำเร็จที่ได้ใช้พิษสิบแปดฝันกับพ่อบ้านมู่และสัตว์อสูรลมปราณขั้นที่2
“ถ้าท่านพ่อรองรู้เข้า คงมีรางวัลให้กับข้าอย่างงาม” จากนั้นหนิงเทียนฉุกคิดขึ้นมาได้ ‘นี้ก็ผ่านมาหนึ่งชั่วยาม พ่อบ้านมู่คงจะขับพิษออกจากร่างได้สำเร็จแล้ว เห็นทีต้องรีบหน่อย’
ไม่นานนัก หนิงเทียนมาถึงสุดแนวป่านรกดำ บริเวณที่ตั้งบนยอดเขาหมื่นบุป
ผา สถานที่ประจำที่มันมักจะทอดสายตาออกไปยังภายนอกด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ข้าต้องมีความแข็งแกร่งที่มากเพียงพอ ถึงจะสามารถก้าวออกจากป่านรกดำได้ ไม่ว่าจะโลกไหนๆ สิ่งเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด”
ดวงตะวันกำลังลับขอบฟ้า ความมืดเข้าปกคลุมท้องฟ้าเหมือนดั่งเช่นทุกๆวัน
“คงได้เวลากลับไปแล้ว” ทันใดนั้นแววเสียงประหลาดดังออกมาจากบริเวณต้นไม้ใหญ่
แววตาประหลาดใจจ้องมองไปยังทิศทางของเสียง “มนุษย์?? เหตุใดถึงมีมนุษย์อยู่ในป่านรกดำได้” หว่างคิ้วยกสูงด้วยความสนใจ เพราะนอกจากบิดามารดาและพ่อบ้านมู่แล้ว คนกลุ่มนี้คืุ์พวกแรกที่หนิงเทียนพบเห็นเจอนับั้แ่ถือกำเนิดในโลกแห่งนี้
หนิงเทียนลบจิตััของตนเองและทะยานตัวขึ้นไปบนต้นไม้สูง สายตามองสังเกตลงมา ปรากฏชายชรา ร่างกายผอม ใบหน้าหยาบก้านเป็ริ้วรอยบ่งบอกถึงอายุและระดับบ่มเพาะที่ต่ำ สวมชุดยาวสีน้ำตาลอ่อน ลมปราณที่ปกคลุมทั่วร่างเตรียมพร้อมที่ต่อสู้ได้ทุกเวลา
“ตาแก่คนนี้โชคดีจริงๆเป็เพียงนักรบขั้น9แต่สามารถอยู่รอดในป่านรกดำได้” หนิงเทียนมองชายชราก่อนจะละสายตาไปยังเด็กสาวอีกผู้หนึ่ง
“อะไรกัน...ดินแดนนักรบขั้น6เองรึ??”
ที่กำลังสนทนากับชายชราอยู่คือเด็กสาวในชุดสีเขียว ดูจากใบหน้าและกระดูกมีอายุราวๆ15-16ปี สิ่งที่สะดุดตาคือผิวพรรณขาวราวหิมะ ริมฝีปากสีกุหลาบแสนดึงดูด และจมูกน้อยๆที่แต้งแต้มได้อย่างเหมาะสม ดวงตาเป็ประกายกระจ่างใส
ใบหน้าสะท้อนไปด้วยความอ่อนโยน ด้วยอายุเพียงเท่านี้กลับเปี่ยมล้นไปด้วย เสน่ห์ความงาม ชวนให้คิดว่าเมื่อเติบโตขึ้นจะมีความงดงามมากเพียงใด
“ท่านลุงเฉิง พวกมันเป็โจรป่า?” เด็กสาวในชุดเขียวกล่าวพลางหอบหายใจเข้าลึกด้วยความเหนื่อยล้า
สีหน้าของชายชราซีดขาวอ่อนแรงไม่ต่างกัน มันกล่าวออกโดยเว้น่หายใจอยู่หลายครั้ง “ระดับของพวกมัน น่าจะเป็ผู้บ่มเพาะที่ทำตัวเฉกเช่นโจรมากกว่า”
เด็กสาวในชุดเขียวมองย้อนกลับไปยังเส้นทางที่ผ่านมาและกล่าวด้วยความโล่งใจ“โชคดี ที่พวกมันไม่ตามมาแล้ว”
ชายชรามองไปรอบๆตัว สีหน้าปั้นยาก น้ำเสียงสั่นเครือคล้ายกำลังหวาดกลัวอย่างที่สุด “คะ..คุณหนู แย่แล้ว บ่าวคิดว่าตอนนี้ พวกเราหลงเข้ามาในพื้นที่ของป่านรกดำแล้ว”
ได้ยินเช่นนั้นเด็กสาวตกตะลึง ใบหน้าไร้สีเืขึ้นมาทันตา แม้จะผ่านเหตุการณ์เกือบตายมา นางก็มิเคยสิ้นหวัง แต่เมื่อได้ยินคำว่า ป่านรกดำ จากปากของลุงเฉินความหวังที่จะมีชีวิตรอดของหญิงสาวแทบจะพังทลาย
“คุณหนูไม่ต้องเป็ห่วง แม้จะต้องแลกด้วยชีวิต ลุงเฉิงก็จะพาคุณหนูกลับไปให้ได้” น้ำเสียงที่ชายชรากล่าวเต็มไปด้วยความซื่อสัตย์และภักดีแสดงให้เห็นฐานะของคนทั้งสอง
“ท่านลุงเฉิงข้าขอโทษท่านจริงๆ เป็เพราะความดื้อรั้นของข้า ทำให้ท่านต้องมาตกอยู่ในสภาวะเช่นนี้” วาจาสำนึกผิด น้ำเสียงสั่นไหวเป็อย่างยิ่ง
“คุณหนูอย่าได้กล่าวเช่นนี้ ข้า เฉิงฮ่าว เป็ข้ารับใช้มาั้แ่มารดาของท่าน เพื่อปกป้องท่านแล้วไม่เคยหวั่นเกรงความตายใดๆ”
“โบร๋ววววว” เสียงหอนลากยาวของสุนัขป่าดังก้องไปทั่วบริเวณ แนวหญ้าสูงเริ่มกวัดแกว่งไปมา แสงสีแดงปรากฏอยู่ในทุกทิศทาง ด้วยจุดกำเนิดแสงมีมากกว่าห้าจุดสิบด้วยกัน ทั้งสองตระหนักได้ว่าแท้จริงแล้วจุดสีแดง คือ สายตาของสิ่งมีชีวิต และมีรวมกันอย่างน้อยที่สุด20ตัว
“ท่านลุงเฉิง พวกมันเป็ตัวอะไร??” เด็กสาวในชุดเขียวจับจ้องไปยังดวงตาสีแดงที่ให้ความรู้สึกน่าขนลุก
“พวกมันคือหมาป่าหลังแดง สัตว์ป่าขั้นที่2” เฉิงฮ่าวมองไปรอบๆด้วยความระมัดระวัง หางตามองเห็นต้นไม้สูงใหญ่ปกคลุมด้วยใบไม้หนา มันรีบชี้ไปที่ต้นไม้
“คุณหนูรีบหลบไปอยู่บนต้นไม้ใหญ่ก่อน หากไม่จัดการพวกมันเสียตรงนี้ ด้วยฝีเท้าของเดรัจฉานไม่ปล่อยให้พวกเราหนีพ้นเป็แน่”
หนิงเทียนที่กำลังเฝ้ามองพึมพำแ่เบา “บัดซบ!! มีต้นไม้มากมายในป่าแห่งนี้ เหตุใดตาแก่นั้นถึงชี้มาบนต้นเดียวกับข้าได้เล่า??”
เด็กสาวส่ายศีรษะไม่ยินยอม “ท่านลุงเฉิง พวกเราต้องไปพร้อมกัน”
“คุณหนูท่านต้องเชื่อข้า สัตว์ป่าขั้น2 พวกนี้มีพลังเทียบเท่ากับนักรบขั้น9
ลุงเฉิงของท่าน เป็ถึงนักรบขั้น9 เดรัจฉานพวกนี้ล้วนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า”
ถึงแม้ว่าเฉิงฮ่าวจะกล่าวออกมาเช่นนั้น แต่เขารับรู้ได้โดยสัญชาตญาณ การจะรอดไปจากสัตว์ป่าระดับ2ที่มีจำนวนมากกว่ายี่สิบเท่าแทบจะเป็ไปไม่ได้เลย
หากเป็สถานการณ์ปกติ เมื่อความแข็งแกร่งของมนุษย์และสัตว์ป่าเท่ากัน มนุษย์ย่อมเป็ฝ่ายกุมความได้เปรียบและชัยชนะได้ไม่ยาก ทว่าครั้งนี้แตกต่างออกไป ไม่ใช่เพียงแค่หมาป่าหลังแดงธรรมดา แต่มันกลับเป็ฝูงหมาป่าหลังแดงถึงยี่สิบตัว
เฉิงฮ่าวมองไปทีเด็กสาวด้วยสายตาอ่อนโยน “คุณหนูขึ้นไปเร็ว ท่านต้องรอดกลับไปให้ได้” คำพูดเหล่านี้ไม่ต่างอะไรจากคำสั่งเสีย สิ่งที่เฉิงฮ่าวห่วงมากที่สุดก็คือคุณหนูของมัน
แม้ใจจริงเด็กสาว้าอยู่ร่วมต่อสู้ แต่นางเข้าใจดีว่า ถ้ายังยืนกรานที่จะร่วมต่อสู้ด้วยกัน จะเป็การเพิ่มภาระให้แก่เฉิงฮ่าวที่ต้องสู้กับหมาป่าหลังแดงและยังต้องปกป้องตัวนางเองไปพร้อมๆกัน
“ลุงเฉิง ท่านต้องรอดมาให้ได้นะ” หยาดน้ำใสไหลออกจากสองดวงตา
เวลาเดียวกัน หนิงเทียนที่อยู่บนต้นไม้มองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด “ไม่รอดแน่แม้จะเป็เพียงสัตว์ป่าระดับ2 แต่จำนวนขนาดนี้ไม่ใช่สิ่งที่นักรบขั้น9จะสู้ได้โดยปลอดภัย
หลังจากตาแก่นั้นตาย เด็กสาวคนนั้นคงหนีไม่พ้นเคราะห์กรรมเดียวกัน”
“โบร๋ววววว” หมาป่าหลังแดงตัวหนึ่งส่งเสียงหอนขึ้นฟ้า หลังจากนั้นอีกยี่สิบกว่าตัวก็เริ่มส่งเสียงเห่าหอนตามๆกัน เสียงหอนของพวกมันรวมตัวกันกลายเป็คลื่นเสียงขนาดใหญ่มุ่งเป้าไปที่ชายชราผู้เป็ดั่งเหยื่อในค่ำคืนนี้
มนุษย์ที่หลงก้าวเข้ามาในเขตป่านรกดำคืออาหารอันโอชะของฝูงหมาป่า เงาร่างสีแดงจำนวนมากพุ่งทะยานเข้าหาเหยื่ออย่างหิวโหย
“ตายซะ!! พวกเดรัจฉานหน้าขน” เฉิงฺฮ่าวคำรามสุดเสียง กลิ่นอายของนักรบระดับเก้าแผ่พุ่งออกมา มือขวาโบกสะบัด ขวานเหล็ก อาวุธคู่กายเตรียมพร้อมอยู่ในสองมือ จากนั้นมู่เฉิงหวี่ยงขวานกระแทกเข้าที่หัวของหมาป่าหลังแดง มันร้องออกมาด้วยเสียงครวญครางเ็ป
หมาป่าหลังแดงที่ถูกเฉิงฮ่าวโจมตีด้วยขวานเหล็กอันทรงพลัง มีาแขนาดใหญ่บนศีรษะ หมาป่าตัวที่สองและสามกระเด็นออกไปหลังจากถูกขวานของเฉิงฮ่าวฟาดฟันเข้าใส่
แม้ความแข็งแกร่งของสัตว์ป่าขั้นสองจะเทียบเท่ากับนักรบขั้น9 แต่กับมนุษย์ที่ได้ฝึกทักษะต่อสู้แล้วนั้น สัตว์ป่าย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้
ด้วยพลังของนักรบระดับ9กอปรกับความ้าอยู่รอด หมาป่าหลังแดงที่พุ่งเข้าหาเฉิงฮ่าว จะถูกขวานเหล็กฟาดฟันจนกระเด็นออกไปพร้อมกับาแสดๆบนร่าง
แต่ถึงกระนั้นิัของสัตว์ป่าระดับ2 แข็งแกร่งเป็อย่างมาก แม้จะถูกฟาดฟันอย่างรุนแรงแต่พวกมันไม่ได้ตกตายในครั้งเดียว ถึงจะาเ็ แต่พวกมันจะลุกขึ้นใหม่และจู่โจมเฉิงฮ่าวอย่างต่อเนื่อง ด้วยสัญชาตญาณของเดรัจฉาน สัตว์เหล่านี้เมื่อได้สู้แล้วจะไม่หยุดจนกว่าตัวจะตาย
การต่อสู้กินเวลานานนับชั่วยาม พลังของเฉิงฮ่าวถดถอย ลดลงเป็อย่างมาก หากแต่ รอบตัวของมันเต็มไปด้วยหมาป่าหลังแดงนับสิบล้มคว่ำกับพื้นในสภาพน่าอเนจอนาถ
เฉิงฮ่าวมองไปยังพวกที่เหลือกว่าสิบตัวด้วยสายตาแดงก่ำบริเวณตามร่างกายของมันเกิดเป็าแฉีกขาดและรอยคมเขี้ยวของหมาป่านับสิบๆจุด
ย๊ากกกกกกกกก!!! เฉิงฮ่าวคำรามออกมาด้วยความบ้าคลั่ง มันกระชับขวานเหล็กในมือแน่นพร้อมที่จะแลกชีวิตกับเดรัจฉานหน้าขนเหล่านี้
เด็กสาวที่กำลังหลบอยู่บนต้นไม้ ทำได้แต่มองลงมาด้วยความเศร้าโศก สองมือปิดปากเพื่อไม่ให้เสียงร้องสะอื้นดึงดูดความสนใจของหมาป่าหลังแดง หยาดน้ำใสไหลจากดวงตาอาบแก้มทั้งสอง
เด็กสาวตระหนักดีด้วยระดับพลังนักรบขั้นที่6 ของตน การเข้าไปช่วยนั้นไม่ต่างอะไรกับการเร่งเวลาตายให้แก่เฉิงฮ่าว แต่ทันใดนั้น เด็กสาวพลันได้ยินถึงเสียงของลมหายใจ ที่อยู่เหนือขึ้นไปบนศีรษะของเธอ
“เฮ้ออ...ไม่ใช่เื่ของข้าสักหน่อย”
สายตามองประสานกับอีกฝ่าย หนิงเทียนส่ายศีรษะไป “ช่างเถอะ การช่วยคนก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร ยังไงเสียสองคนนี้ก็ถือเป็มนุษย์คู่แรกที่ข้าได้พบเจอ”
เด็กสาวแหงนศีรษะมองไปยังต้นตอของเสียงนั้นด้วยคำถาม “ท่านเป็ใคร??”
ยังไม่สิ้นเสียงของเด็กสาวดี หนิงเทียนทะยานร่างลงจากต้นไม้ราวกับสายฟ้าฟาด ดวงตาที่ใสสว่างกลับกลายเป็เ็า เบื้องหน้าของศัตรู หนิงเทียนเพียงแค่ยกมือขึ้นหนึ่งคร่า ลมปราณในร่าง ก่อเกิดริ้วกระบี่นับสิบสายพุ่งออกไปเส้นตรง
คล้ายกับความงดงามที่ปรากฏในมโนภาพสุดท้ายของดวงตา ฝูงหมาป่าหลังแดง
เผชิญพบความงดงามที่พุ่งเข้าทะลวงผ่านลำคอของพวกมันอย่างโเี้
เพียงแค่พริบตาเดียวหมาป่าหลังแดงทั้งหมด ได้ถูกปราณกระบี่ของหนิงเทียนเจาะผ่านลำคอ พวกมันล้มลงอย่างสิ้นหวัง สี่ขากระตุกถี่ พยามที่จะลุกยืนขึ้นใหม่ แต่ไม่ว่าจะพยายามมากเพียงใด ก็ไม่สามารถลุกขึ้นมาได้อีกแล้ว สุดท้ายพวกมันทั้งฝูงหมดสิ้นลมหายใจและแน่นนิ่ง เืสีแดงสดไหลออกมาจากลำคอเจิ่งนองเป็แอ่ง
ภาพที่ปรากฏในสายตาของเด็กสาวและชายชรา ทำให้เขาทั้งสองตกตะลึง จนลืมหายใจไปชั่วขณะ ทั้งคู่ไม่อาจเชื่อในสิ่งที่เห็นตรงหน้าได้ แค่พริบตา แค่พริบตาเดียวเท่านั้น!! หมาป่าหลังแดงทั้งหมดตายตกด้วยฝีมือของเด็กหนุ่มที่ดูๆไปแล้ว มีอายุไม่น่าจะเกิน15ปีด้วยซ้ำ
เฉิงฮ่าวมองไปที่เด็กหนุ่มตรงหน้าราวกับเห็นภูตผีปีศาจก็ไม่ปาน มันที่เป็ผู้ฝึกตนในแดนนักรบระดับ9 ยังต้องต่อสู้อย่างยากลำบากจนเกือบสิ้นชีวิต หากแต่เด็กหนุ่มตรงหน้ากลับสามารถจัดการกับหมาป่าหลังแดงได้ง่ายราวกับดีดนิ้ว!!!
เด็กสาวจ้องมองไปที่หนิงเทียนด้วยความประหลาดใจ นางได้เตรียมพร้อมรอรับความตายที่กำลังมาเยือน แต่แล้วก็เกิดสิ่งที่ไม่คาดฝันขึ้น เทพเซียนลอยลงมาจากฟ้าช่วยพวกมันขึ้นจากความตาย
เฉิงฮ่าวมองหนิงเทียนด้วยสีหน้าตกตะลึงจนลืมอาการาเ็ของตนเอง มันลุกขึ้นคำนับด้วยความนับถือและกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ปนไปด้วยความเ็ป
“ขอบคุณสหายน้อย ที่ยื่นมือช่วยเหลือพวกเราไว้ มิฉะนั้นตัวข้าและคุณหนูคงจะยากที่จะมีชีวิตรอดได้”
หนิงเทียนมิได้กล่าวตอบสิ่งใด ราวกับว่าสิ่งที่มันทำลงไปนั้นไม่ใช่เื่สลักสำคัญอันใด
เด็กสาวในชุดเขียวรีบกล่าวขอบคุณ “ขอบคุณท่านผู้าุโที่ช่วยพวกเราไว้”
ได้ยินเช่นนั้น มุมปากของหนิงเทียนกระตุกหางตามองไปที่อีกฝ่าย “าุโ??” ‘เห็นได้ชัดว่าเ้าแก่กว่าข้าด้วยซ้ำ ยังกล้ามาเรียกข้าเป็ผู้าุโได้’ แม้จะคิดเช่นนั้นแต่ก็คร้านเกินกว่าที่จะอธิบายสิ่งใดออกไป
เมื่อรู้สึกตัว เฉิงฮ่าวรีบสลับสายตาจากหนิงเทียนไปยังเด็กสาว“คุณหนูท่านปลอดภัย”
“ข้าปลอดภัยดี ท่านลุงเฉิงอาการาเ็ของท่าน” เด็กสาวมองไปที่าแบนร่างของเฉิงฮ่าว น้ำเสียงที่กล่าวออกมาเต็มไปด้วยความด้วยรู้สึกกังวล
หนิงเทียนมองไปที่อีกฝ่าย พร้อมกับโยนโอสถสีน้ำตาลให้รับไว้
“กินมัน จะช่วยรักษาอาการาเ็ของเ้าได้”
เฉิงฮ่าวรับโอสถโดยไม่มีความสงสัย “ขอบคุณสหายน้อย” เมื่อเฉิงฮ่าวกำลังหยิบเม็ดยาเข้าปาก พลังลมปราณอ่อนๆแผ่ออกมาจากโอสถสีน้ำตาล ดวงตาของมันถึงกับต้องเบิกกว้างจนแทบจะถล่นออกมาจากเบ้า
“สะ..สะ..สหายน้อย นะ...นี่นี้ คือเม็ดโอสถ ระดับปฐี!!!??” แต่ละคำกล่าวอย่างติดขัดด้วยอาการใ
มีเพียงเม็ดยาระดับปฐีเท่านั้นที่สามารถแผ่ลมปราณออกมาได้ เื่เหล่านี้ไม่มีผู้ใดในพื้นที่ราบภาคกลางไม่รู้
“ไม่ดีพอ???” หนิงเทียนเลิกคิ้วขึ้นสูง โดยปกติแล้วมันมักจะถูกพ่อรองต่อว่าอยู่เสมอ ว่าโอสถที่ปรุงขึ้นยังใช้ไม่ได้ ความบริสุทธิ์ของโอสถที่หนิงเทียนปรุงได้นั้นมีเพียง8ใน10ส่วนเท่านั้น
“มะ...ไม่...ไม่ใช่เช่นนั้นแน่ สหายน้อยนี้มัน....” เฉิงฮ่าวใช้เวลาอยู่นานในการรวบรวมสติก่อนที่จะกล่าวออกไป “ผู้ที่จะปรุงโอสถระดับปฐีได้ ต้องเป็ปรมาจารย์ที่ก้าวผ่านสิบขั้นโลกแล้วเท่านั้น มันเป็โอสถวิเศษเกินกว่าที่ข้าจะรับมันได้”
เด็กสาวพึมพำถึงสิ่งที่รู้ “ในพื้นที่ราบภาคกลางนั้น เม็ดโอสถระดับปฐี เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนที่พบเห็นฆ่าฟันกันเพื่อมันได้”
หนิงเทียนไม่ได้สนใจสิ่งเ่าั้แม้แต่น้อย “ก็แค่เพียงเม็ดยาธรรมดาๆ ถ้าเ้าไม่รับไว้ ก็ทิ้งมันไปเถอะ”
“สหายน้อย หรือท่านยังไม่เข้าใจความวิเศษของมัน ผู้ที่จะปรุงโอสถระดับนี้ได้อย่างน้อยที่สุดจะต้องเป็ถึงจ้าวโอสถปฐี ข้า...เฉิงฮ่าวไม่สามารถเอาเปรียบท่านได้”
ในความคิดของเฉิงฮ่าว ภูมิหลังของเด็กหนุ่มผู้นี้จะต้องยิ่งใหญ่เป็อย่างมากและโอสถระดับปฐีเม็ดนี้ อาจเป็บุคลเื้ัหรืออาจารย์ที่สั่งสอนมอบให้ แม้เด็กหนุ่มคนนี้จะแข็งแกร่งแต่ก็ยังเยาว์ จึงอาจจะไม่ทราบถึงความวิเศษของโอสถเม็ดได้ดีพอ เมื่อเป็เช่นนี้แล้ว ตัวมันไหนเลยจะฉวยโอกาสจากความไม่รู้นี้ หยิบกินโอสถวิเศษเข้าไปได้
หนิงเทียนรู้สึกแปลกใจอยู่มาก เพราะโอสถเม็ดนี้ ทั้งการใช้ส่วนผสม การควบคุมเปลวไฟและการเผาผลาญแก่นอสูร แม้เพียงหลับตาก็สามารถปรุงได้สำเร็จ และหากจะนับว่าเป็โอสถวิเศษอย่างแท้จริงละก็ จะต้องเป็โอสถที่บิดารองปรุงขึ้นเท่านั้น
‘เป็ข้าหรือมันกันแน่ที่ไม่เข้าใจความวิเศษที่แท้จริงของเม็ดโอสถ’
หนิงเทียนไม่อยากเสวนาต่อไป จึงรีบกล่าวตัดปัญหา “เช่นนั้นก็ทิ้งมันไป ข้าไม่อยากได้โอสถที่เปรอะเปื้อนคาบดินจากมือเ้าคืน”
เฉิงฮ่าวที่กำลังจะอธิบายความวิเศษของโอสถปฐีเป็คร่าที่สอง ได้ถูก หนิงเทียนก็กล่าวตำหนิอย่างหงุดหงิด “อย่าให้ข้าต้องพูดซ้ำเป็ครั้งที่สอง”
โอสถที่หนิงเทียนให้แก่เฉิงฮ่าวนั้น มัน้าที่จะทำลายทิ้งอยู่แล้ว ความบริสุทธิ์8ใน10ส่วนนี้อาจสร้างปัญหาแก่มันได้ ‘ถ้าพ่อรองเห็นเม็ดยานี้เข้า ไม่อยากคิดเลยว่าจะถูกลงโทษอย่างไรบ้าง’ เพียงแค่หนิงเทียนคิด ร่างกายก็เย็นเฉียบไปด้วยความกลัวแล้ว
ถ้าเฉิงฮ่าวรับรู้ความคิดของหนิงเทียน เขาคงจะตายด้วยความตกตะลึง แทนที่จะตายด้วยาแจากคมเขี้ยวเป็แน่
“ท่านลุงเฉิง ในเมื่อผู้าุโท่านเมตตาพวกเรา ท่านก็รีบขอบคุณผู้าุโเถอะ”
เด็กสาวกล่าวออกอย่างเป็ห่วง เมื่อาแของเฉิงฮ่าวยังปรากฏทางโลหิตไหลออกมาไม่หยุด
เฉิงฮ่าวพยามที่จะกล่าวบางสิ่ง แต่เมื่อมันมองไปยังสายตาของหนิงเทียน ก็ต้องกลืนคำพูดลงคอไป
“ขอบคุณในความเมตตา ข้าขอถามชื่อแซ่ของผู้มีคุณได้หรือไม่??” เฉิงฮ่าวก้มศีรษะอย่างจริงใจให้เด็กหนุ่มที่อายุน้อยกว่ามันอย่างไม่ขัดเขิน และเปลี่ยนคำเรียกจากสหายน้อยเป็ผู้มีคุณ
“ข้าเป็เพียงคนป่าคนดอยไร้แซ่ มีเพียงชื่อที่พ่อแม่ได้ตั้งให้ พวกเ้าเรียกข้าว่า หนิงเทียนก็พอ และไม่ต้องเรียกข้าว่าผู้มีคุณอะไรทั้งนั้น”
เฉิงฮ่าวโค้งศีรษะลงต่ำ “คุณชายหนิง ข้ามีชื่อว่า เฉิงฮ่าว เป็ข้ารับใช้ของคุณหนู”
เฉิงฮ่าวชี้ไปทางเด็กสาว “ส่วนคนๆนี้คือคุณหนูของข้า”
เด็กสาวส่งยิ้มอันงดงามให้หนิงเทียนพร้อมกล่าว “ผู้าุโ ข้ามีแซ่ว่า มู่ นาม เสวี่ย ข้าขอบคุณผู้าุโอีกครั้ง ที่ช่วยชีวิตพวกเรา ทั้งยังมีเมตตารักษาท่านลุงเฉิง” กล่าวจบเด็กสาวโค้งศีรษะ
‘าุโอีกแล้ว เห็นได้ชัดว่าเ้าแก่กว่าข้าเสียอีก เหตุใดถึงเรียกข้าว่า าุโ’คิดแบบนั้น หนิงเทียนถามออกด้วยความน้ำเสียงแข็ง “ข้าดูแก่ชรามากนักหรือไง??”
หนิงเทียนจับจ้องไปยังเด็กสาวอย่างไม่วางตา “ปีนี้ข้าอายุสิบห้าปี รู้แบบนี้แล้ว เ้ายังจะเรียกข้าเป็ผู้าุโอีกงั้นรึ??”
“สิบห้าปี!!!!”เสียงของทั้งสองแทบจะดังขึ้นพร้อมกันดวงตาแข็งค้างมองไปที่ หนิงเทียนด้วยสีหน้าตกตะลึง ‘สังหารฝูงหมาป่าหลังแดงได้ในพริบตา เด็กคนนี้เป็ใครกันแน่??’
ในความคิดของเฉิงฮ่าว ‘สหายน้อยผู้นี้จะต้องเป็อัจฉริยะวัยเยาว์มีภูมิหลังเป็ ตระกูลใหญ่ในพื้นที่ราบภาคกลางอย่างแน่นอน’
เด็กสาวรีบกล่าวด้วยน้ำเสียงกระอักกระอ่วนอย่างเขินอาย “เื่นี้...เื่นี้...เป็เพราะผู้มีคุณ แข็งแกร่งจนข้าคิดว่าเป็ยอดยุทธ์ที่มีใบหน้าอ่อนเยาว์ จึงได้กล่าววาจาล่วงเกิน ต้องขออภัยจริงๆ”
หนิงเทียนพยักหน้า หากนับอายุในชีวิตก่อน มันนับว่าเป็ผู้ใหญ่กว่าเด็กสาวมากจึงไม่คิดถือสา หากแต่ได้กล่าวคำถามที่คิดสงสัยอยู่ในใจ “ว่าแต่!!! เมื่อครู่...เ้าบอกว่า ตัวเองแซ่มู่งั้นรึ??”
“ใช่แล้ว ผู้มีคุณ ข้ามาจากตระกูลมู่ มีนามว่ามู่เสวี่ย?” นางกล่าวตอบอย่างไม่ปิดบัง
ได้ยินเช่นนั้นหนิงเทียนส่ายศีรษะด้วยความคิด “แปลกจริงๆ เป็แซ่ที่ดูคุ้นหูมากจริงๆ”
มู่เสวี่ยแย้มยิ้มอย่างภาคภูมิ “ตระกูลมู่ของเราเป็สามตระกูลใหญ่ในเมืองฉางผิง พอจะมีชื่อเสียงอยู่บ้างในเื่การค้า หากผู้มีคุณได้ไปที่เมืองฉางผิง ให้เกียรติตระกูลมู่ได้รับรองท่านบ้าง”
“เมืองฉางผิง? เมืองฉางผิงนี้อยู่ที่ใดกัน” หนิงเทียนถามกลับด้วยความสนใจ
“สหายน้อยท่านไม่รู้จักเมืองฉางผิง หรือว่า ท่านมิใช่คนของทวีปฟ้า์?” มู่เฉิงรีบกล่าว
“ทวีปฟ้าสรรค์?” หนิงเทียนพูดซ้ำอีกครั้ง ความสงสัยบังเกิดขึ้นภายในใจ มันกล่าวต่อด้วยความตื้นตัน “ข้าเป็เพียงผู้ฝึกตนชาวป่าชาวดอยเท่านั้น พวกเ้าพอจะบอกเล่าเื่ราวภายนอกให้ข้าฟังบ้างได้หรือไม่?”
‘ภายนอก?? หรือว่าเด็กคนนี้จะอาศัยอยู่ในป่าแห่งนี้’ เฉิงฮ่าวมีคำถามในใจมากมาย
มันกลัวว่าจะเป็การไม่สมควรที่จะกล่าว จึงไม่ได้ถามสิ่งใดออกไป
“ลุงเฉิงให้ข้าได้เป็ผู้เล่าเื่ภายนอกให้ผู้มีคุณได้ฟัง” เวลานี้น้ำเสียงของมู่เสวี่ยสดใสราวกับน้ำค้างแก้ว
“พื้นที่ราบภาคกลางที่มนุษย์เราอาศัยอยู่แบ่งออกเป็4ดินแดน ดินแดนตอนเหนือพวกเราเรียกว่า ทวีปฟ้า์ เพราะเป็เขตปกครองของอาณาฟ้า์ และป่านรกดำที่เรากำลังยืนอยู่นี้ อยู่ในส่วนลึกของทวีปเหนือ
ทวีปฟ้า์ประกอบไปด้วยเมืองใหญ่3เมือง ไห่หนาน จี้หลิน และ ฉางผิง
ทั้งสามอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรฟ้าสรรค์ ฉางผิงนั้นเป็เมืองท่าหน้าด่านของทิศตะวันออกติดกับแผ่นดินใหญ่ที่ชื่อว่า ดินแดนเทวะ ”
“แดนเทวะ?” หนิงเทียนสะดุดกับคำว่าเทวะ ‘ผู้ใดช่างกล้าหาญเทียมฟ้าตั้งชื่อดินแดนของตนเองว่าแดนเทวะกันนะ??’
“หรือว่าผู้มีคุณ ไม่รู้จักแดนเทวะ??” เวลานี้น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความงุนงง เหลือเชื่อว่ายังมีคนไม่รู้จักดินแดนที่แข็งแกร่งที่สุดอยู่อีก
หนิงเทียนส่ายศีรษะพร้อมกล่าวย้ำ “ข้าบอกเ้าแล้วไง ข้าเป็เพียงคนป่าคนดอยเท่านั้น”
เฉิงฮ่าวรีบกล่าวเสริม “แดนเทวะเป็ดินแดนทางทิศตะวันออกของพื้นที่ราบภาคกลาง และเป็เขตปกครองที่ใหญ่ที่สุดในภาคกลางอีกด้วย”
“แล้วอีกสองดินแดนที่เหลือละ??” หนิงเทียนถามต่อด้วยความอยากรู้ ตลอดสิบห้าปีมันไม่เคยย่างกรายออกไปจากป่านรกดำเลย จึงเป็โอกาสดีที่จะได้รับข่าวสารเกี่ยวกับโลกภายนอก
“ดินแดนด้านตะวันตกเป็เขตปกครองของอาณาจักรมายานิรันดร์ และดินแดนด้านใต้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของนิกายมารทมิฬ”
เฉิงฮ่าวยังกล่าวต่ออีกว่า “สหายน้อย เื่ดินแดนทั้งสามนั้น ข้ารู้เพียงผิวเผินเท่านั้น แต่จากความคิดข้า ด้วยความสามารถของท่านแล้ว การจะเดินทางท่องเที่ยวไป ทั่วทั้งสี่ดินแดนไม่ใช่เื่ยากอันใดแม้แต่น้อย”
หนิงเทียนรีบสงบอาการตื่นเต้นในใจ สิ่งที่มันได้ยิน เกี่ยวกับเื่ราวภายนอกนั้น บิดามารดาไม่เคยพูดถึงและในตำราก็ไม่เคยบันทึกไว้
“จริงสิ ข้ายังไม่ได้ถามพวกเ้า เหตุใดถึงเข้ามาในป่าพฤกษามรกตแห่งนี้??”
“พวกเรามาตามหาท่านบรรพชนที่หายสาบสูญ” สีหน้าของเฉิงฮ่าวเต็มไปด้วยความหวังเมื่อกล่าวถึง
“บรรพชน?” ในหัวของหนิงเทียนเริ่มที่จะประมวลความคิดต่างๆออกมา ‘บนโลกนี้คงไม่มีเื่บังเอิญขนาดนี้หรอกมั้งนะ’
“สหายน้อย ท่านพบเจุ์ในที่แห่งนี้บ้างหรือไม่??” เฉิงฮ่าวกล่าวถามอย่างคาดหวัง ถ้าพื้นหลังของเด็กหนุ่มคนนี้ไม่ธรรมดาและไม่รู้จักเื่ราวภายนอก เป็ไปได้ว่าเขาจะอาศัยอยู่ในป่านรกดำแห่งนี้
“มีแต่คนตายเท่านั้น ที่จะอาศัยอยู่ในป่านรกดำได้” หนิงเทียนตอบกลับอย่างไม่แยแส แม้ว่าคำพูดจะเ็าแต่ก็ไม่ได้เป็คำกล่าวที่เกินจริงเลย
ได้ยินเช่นนั้นมู่เสวี่ยได้แต่ก้มหน้าลง ภายในใจเต็มไปด้วยความผิดหวัง
หนิงเทียนชำเลืองมองใบหน้าเศร้าโศกของนางเล็กน้อย ก่อนที่กล่าวถามออกไป
“เหตุใดเ้าถึงสงสัยว่า บรรพชนของพวกเ้าอยู่ในป่าแห่งนี้??”
สหายน้อยข้าจะขอกล่าวอย่างไม่ปิดบัง “เมื่อสามวันก่อน มารดาของคุณหนูได้ซื้อข่าวมาจากสมาคมการค้าจ้าวสมุทร จึงได้ทราบข่าวของท่านบรรพชนที่สาบสูญไปนับร้อยๆปี และจากข่าวที่พวกเราได้รับมา เมื่อ15ปีก่อนท่านได้เดินทางไปยังสมาคมการค้าจ้าวสมุทรและปรากฏตัวครั้งสุดท้ายที่ชายป่านรกดำแห่งนี้ พวกเราจึงรีบเดินทางมาบริเวณป่านรกดำ โดยหวังที่จะทราบข่าวของท่านบรรพชน แต่ในระหว่างทาง เราถูกโจรป่าไล่ล่าและได้หลบหนีอย่างไม่คิดชีวิตจึงพลัดหลงเข้ามาในป่าแห่งนี้”
“เป็เพราะข้าที่ดื้อรั้นจะตามหาท่านบรรพชน เพราะข้า เราจึงพบเจอเภทภัยครั้งนี้” น้ำเสียงของมู่เสวี่ยเต็มไปด้วยโศกเศร้าเดิม พวกเขามีกันหลายคนแต่บัดนี้กับเหลือเพียงแค่นางกับเฉิงฮ่าวเท่านั้น ข้ารับใช้หลายคนสละชีวิตเพื่อให้พวกเขาสองคนหลบหนี
หนิงเทียนมองไปที่มู่เสวี่ย หว่างคิ้วของมันยกขึ้นสูง “หืม บรรพชน โจรป่า มันไม่สมเหตุไปหน่อยหรือเด็กสาวอย่างเ้ามองยังไงก็อายุเพียง16ปี กลับมาตามหาบรรพชนที่หายตัวไปเป็ร้อยปี คงไม่เคยแม้แต่เจอหน้ากันด้วยซ้ำไป”
“สหายน้อย บรรพชนท่านนั้นเป็ปู่แท้ๆของคุณหนูและด้วยเหตุผลจำเป็บางอย่างเรา้าความช่วยเหลือจากท่านบรรพชน” เฉิงฮ่าวกล่าว
หนิงเทียนเหยียดยิ้มออกมา “มีคำกล่าวว่า คนเป็ไม่ร้องขอความช่วยเหลือจากคนตาย พวกเ้าสองคน้าความช่วยเหลือจากคนที่ไม่รู้ว่ายังมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้งั้นรึ??”
“นี้ท่าน!! ตัวข้ามั่นใจว่าท่านปู่ต้องมีชีวิตอยู่” ความไม่พอใจเล็กๆเจืออยู่ในน้ำเสียงของมู่เสวี่ย
“เื่นี้เป็ปัญหาส่วนตัวของพวกเ้า ข้านั้นไม่ขอยุ่งเกี่ยว แต่ด้วยพลังของพวกเ้าเกรงว่าถ้ายังไม่รีบออกไปจากป่านรกดำแล้วละก็....สาวน้อย เ้านั้นแหละที่จะกลายเป็คนตายก่อนเสียเอง”
คำพูดของหนิงเทียนส่งผลให้ มู่เสวี่ยและเฉิงฮ่าวได้สติกลับมาอีกครั้ง พวกมันทั้งสองนั้นลืมไปชั่วขณะว่าเวลานี้มันยังอยู่ในป่านรกดำ
“สหายน้อย ท่านชำนาญในพื้นที่แถวนี้ พอจะบอกทางออกแก่เราได้หรือไม่??”
“เอาเถอะ ไหนๆช่วยแล้วก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุดใช่มั้ยละ??” กล่าวจบหนิงเทียนกระชับกระบี่พิรุณโปรยในมือแน่น จิตสังหารของหนิงเทียนแผ่ลึกลงไปในกระบี่พวยพุ่งไปข้างหน้าเป็เส้นตรง
ตูมม......รังสีกระบี่พุ่งเป็แนวยาวทอดออกไปไกลสุดตา
“ให้เ้าเดินไปตามรังสีกระบี่ของข้า ไม่เกินครึ่งชั่วยาม จะสามารถออกจากป่านรกดำได้ ตลอดทางข้าแผ่จิตสังหารไปกับรังสีกระบี่ สัตว์ป่าระดับ1และ2 พวกมันไม่มีความกล้าพอที่จะจู่โจมพวกเ้าแน่ เว้นเสียแต่พวกเ้าจะดวงแย่เกินไปพบเจอกับสัตว์อสูรเข้า ถ้าเป็อย่างหลังให้คิดเสียว่าบริจาคร่างกายเป็อาหารสัตว์ไปแล้วกัน”
ทั้งสองคนจ้องมองการกระทำของหนิงเทียนด้วยสายตาหวาดหวั่นพรั่นพรึงสุดแสนและยังมีคำพูดของหนิงเทียนที่เย็นลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจ ต้องใช้เวลาครู่ใหญ่กว่ามู่เสวี่ย จะเรียกสติกลับมาได้ “ขอบคุณผู้มีคุณ หวังว่าเราจะมีโชคชะตาได้พบกัน”
หนิงเทียนมองไปยังมู่เสวี่ยที่กำลังจะจากไป เขาระบายลมหายใจออกมาเป็ครั้งที่สอง “เอาเถอะ สาวน้อยข้ามีของขวัญจะมอบให้แก่เ้า” กล่าวเสร็จ หนิงเทียนโยนกล่องหยกออกไป
มู่เสวี่ยรับมาอย่างุนงง “ผู้มีคุณสิ่งนี้คือ???”
“เ้าจงจำคำข้าไว้ให้ดี เปิดมันในยามที่เ้ารู้สึกสิ้นหวัง ลาก่อน” สิ้นเสียง หนิงเทียนทะยานร่างหายไปจากสายตาของคนทั้งคู่อย่างรวดเร็ว
“ข้าคงช่วยได้เพียงเท่านี้” หนิงเทียนส่ายศีรษะ มันกล่าวย้ำกับตัวเองอีกครั้ง “ยังไงมันก็ไม่ใช่เื่ของข้า”
มู่เสวี่ยมองไปยังกล่องหยกในมือ พร้อมทวนคำพูดของหนิงเทียนอยู่ภายในใจ ‘ยามสิ้นหวังหรือ?’ “อะไรของเขากันนะ??”
****รีบอ่านจนจบก่อนใคร ติดต่อ Facebook ภพทนันท์ นักเขียน ข้ามกำแพง เพิ่มเพื่อนแล้ว ทักมาหาผมได้เลย